๑๘ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันพุธที่ ๑๘ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ให้เราพากันนั่งให้สบาย ฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อความรู้ความเข้าใจ สิ่งไหนที่เข้าใจจะได้เข้าใจยิ่ง ๆ ขึ้นไป สิ่งไหนยังไม่เข้าใจก็จะได้เข้าใจ

 

ความรู้กับการประพฤติการปฏิบัติต้องเดินทางควบคู่กันไป ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญของการประพฤติการปฏิบัติ

 

เราต้องพากันรู้เข้าใจ ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญของการประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันเราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ เพื่อเราทุกคนจะไม่ได้ตั้งอยู่ในความประมาท

 

ความประมาทจะเป็นสาเหตุให้เกิดความเสียหาย เกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

การประพฤติการปฏิบัติเป็นหน้าที่ ธรรมะถึงเป็นหน้าที่ ความรู้กับการปฏิบัตินั้นเป็นหน้าที่ ธรรมทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัยเกิดจากหน้าที่ เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ พากันมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ

 

สัญชาตญาณของเราทุก ๆ คนที่มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนในตน นี้เรียกว่าสัญชาตญาณ คำว่าสัญชาตญาณนั้นคือความยึดมั่นถือมั่น ความยึดมั่นถือมั่นนั้นจะไม่อยากปล่อยไม่อยากวาง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เบื้องต้นท่านให้เรามีความสุขในการทำหน้าที่ ให้มีความสุขในการทำงาน เมื่อมันผ่านไปแล้วเกษียณไปแล้วท่านให้เราปล่อยให้เราวาง มามีความสุขในการทำงาน เมื่อมันผ่านไปแล้วให้ปล่อยให้วาง เรามาทำความดีเพื่อความดี ให้มีความสุขในการทำความดี เมื่อมันผ่านไปแล้วเกษียณไปแล้วให้ปล่อยให้วาง

 

ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี เพราะความอยาก ความหวัง ความต้องการนั้นมันคือความปรุงแต่ง ความปรุงแต่งนั้นคือความไม่สงบ

 

เรามีความสุขในการทำหน้าที่ ให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ความสงบกับความสุขนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน เราต้องพากันรู้เข้าใจ อย่าไปหวังผลอะไรตอบแทน ความหวังนั้นคือความไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอไม่เพียงพอ นั้นคือความทุกข์ได้เกิดขึ้น ความทุกข์ได้ตั้งอยู่ ความทุกข์ได้ดับไป นอกจากความทุกข์นั้นไม่มีเลย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่มีใครประพฤติปฏิบัติให้เราได้แทนเราได้ นี้เป็นเรื่องของเรา เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ

 

ธรรมะนั้นเป็นหน้าที่ หน้าที่นั้นเป็นธรรมะ

 

วันหนึ่งคืนหนึ่ง เราเป็นพระ เรานอนพักผ่อนจำวัดวันละ ๖ ชั่วโมง ตื่นอยู่วันละ ๑๘ ชั่วโมง เป็นฆราวาสผู้ครองเรือน นอนพักผ่อนวันละ ๘ ชั่วโมง ตื่นอยู่วันละ ๑๖ ชั่วโมง  

 

ทำไมถึงนอนจำวัด ๖ ชั่วโมง ทำไมถึงนอน ๘ ชั่วโมง ก็เพื่อให้วัตถุกับทางจิตใจได้เดินทางไปพร้อม ๆ กันอย่างมีความสุขอย่างผาสุก ๒ อย่างนี้ต้องเดินไปพร้อม ๆ กันควบคู่กันไปจนกว่าจะหมดอายุขัย กายไปไหนใจก็ต้องอยู่กับกาย ใจไปไหนกายก็ต้องอยู่กับใจ ๒ อย่างนี้จะแยกกันไม่ได้ ถ้าแยกกันเมื่อไหร่ก็ย่อมเกิดการเสียหาย เกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ความรู้ความเข้าใจนี้ไม่ใช่ความจำ เป็นความรู้เป็นความเข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย ถ้าเป็นความจำแล้วมันลืม ไม่กี่วันกี่เดือนกี่ปีความจำนั้นก็จะลืมเพราะมันเป็นสัญญาขันธ์ ถ้าความรู้ความเข้าใจแล้วมันจะไม่ลืม

 

ความรู้ความเข้าใจจะเป็นสาเหตุให้การปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำ ไม่ใช่เป็นน้ำหยด เป็นสายน้ำ เปรียบเสมือนสายน้ำไหลสู่ทะเลไหลสู่มหาสมุทร เป็นสิ่งที่เที่ยงแท้แน่นอน ไม่เหมือนน้ำหยดที่ขาดขั้นขาดตอน

 

ความรู้ความเข้าใจนี้จะเป็นเหมือนสายน้ำ เป็นความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติ ยกเลิกความทุกข์

 

การให้ทานที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจนั้นถึงเป็นความสุข การรักษาศีลที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจ การรักษาศีลนั้นถึงเป็นความสุข การทำสมาธิที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจ การทำสมาธินั้นคือความสุข การเจริญปัญญาที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจ การเจริญปัญญานั้นถึงเป็นความสุข

 

ความสุขเกิดจากความรู้ความเข้าใจที่เรายกเลิกความทุกข์ ธรรมะถึงเป็นหน้าที่ เรามีความสุขในการทำหน้าที่ความทุกข์ก็จะไม่มี

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นบริสุทธิคุณด้วยการให้ทานรักษาศีลเจริญสมาธิภาวนา เจริญวิปัสสนา

 

ธรรมะถึงเป็นหน้าที่ เป็นความดีและปัญญา เป็นปฏิปทาที่ก้าวไปเหมือนสายน้ำ ไม่ใช่น้ำหยด เป็นสายน้ำ

 

เราทุกคนอาศัยพระธรรมพระวินัย ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านวางหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ เป็นสมมติสัจจะ เป็นบริสุทธิคุณ พระธรรมพระวินัยถึงเป็นบริสุทธิคุณ เพื่อเป็นแนวทางของการประพฤติการปฏิบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยนั้นจะเป็นเหตุเป็นปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็ย่อมเป็นเช่นนั้น เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปมันถึงมี สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นี้ถึงมีอยู่ในพระธรรมพระวินัย ขึ้นอยู่ที่เงื่อนไข ขึ้นอยู่ที่เหตุปัจจัย

 

พระธรรมพระวินัยนั้นถึงเป็นยานสำหรับเดินทางออกจากวัฏฏสงสาร ที่มัน cycle of life เป็นวงกลม เราจะออกจากวงกลมได้ เราต้องรู้เข้าใจ ต้องอาศัยพระธรรมพระวินัยนี้เป็นยานในการเดินทาง

 

เราจะเดินทางไกลของสรีระร่างกาย ทางบกเราก็ต้องอาศัยรถยนต์อย่างดี ทางอากาศก็ต้องอาศัยเครื่องบินอย่างดี ทางทะเลต้องอาศัยเรือใหญ่เรือขนานยนต์อย่างดี ถึงจะเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องพากันมารู้เข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่คือยานในการเดินทาง

 

ด้วยเหตุผลนี้ ความรู้ถึงเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ มีความรู้ไม่ประพฤติไม่ปฏิบัติมันก็ย่อมพังทลายย่อมเสียหายเหมือนกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน

 

พระธรรมพระวินัยเป็นยาน เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ปริยัติกับปฏิบัติต้องทำหน้าที่พร้อมกัน อันหนึ่งความรู้อันหนึ่งปฏิบัติต้องทำหน้าที่พร้อมกัน จะแยกจากกันไม่ได้ ต้องทำหน้าที่พร้อมกัน ความรู้กับการปฏิบัตินั้นต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าแยกกันเมื่อไหร่จะเสียหายทันที จะเกิดการเสียหายเกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ ความดีและปัญญาต้องเอามาใช้อยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อเป็นปฏิปทา การปฏิบัติจะได้ติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำ ไม่ใช่น้ำหยด เป็นสายน้ำ

 

ให้เรารู้ให้เราเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัติต้องให้ติดต่อต่อเนื่องเหมือนสายน้ำ ถึงจะได้ผล

 

ผลวิจัย การทำอะไรติดต่อต่อเนื่องต้องใช้เวลา ๓ สัปดาห์ ๒๑ วัน ถึงจะได้ผลถึงจะเห็นผล วัตถุก็ใช้เวลา ๒๑ วัน ทางจิตใจก็ ๒๑ วัน ถึงจะได้ผลเห็นผล

 

ด้วยเหตุผลนี้ความรู้กับการปฏิบัติถึงต้องให้ติดต่อต่อเนื่อง ปริยัติกับปฏิบัติต้องทำงานร่วม ๆ กัน ไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น

 

ปัจจุบันเรามีความสุขในการทำหน้าที่ สิ่งที่ผ่านไปแล้วเกษียณไปแล้วเราต้องปล่อยต้องวาง เพราะมันผ่านไปแล้ว เราต้องไม่มีความยึดมั่นถือมั่นในอดีต เพื่อเราจะได้ทำหน้าที่ของเราให้สมบูรณ์ในปัจจุบัน โฟกัสการประพฤติการปฏิบัติของเราอยู่ที่ปัจจุบัน มีความสุขในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อสติเพื่อสัมปชัญญะของเราจะได้สมบูรณ์

 

สัมมาสติเป็นความรู้กับการปฏิบัติจะอบรมบ่มอินทรีย์อยู่ที่ปัจจุบัน เป็นนิพพานชั่วขณะ ๆ ไป เปรียบเสมือนสายน้ำที่ไหลติดต่อต่อเนื่องไปสู่ทะเลสู่มหาสมุทร เป็นผู้เที่ยงแท้ด้วยความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ฆราวาสกับนักบวชก็เดินทางไปทางเดียวกัน ฆราวาสนั้นมีหน้าที่การงานเยอะ มีความรับผิดชอบทั้งทางวัตถุทั้งทางจิตใจ

 

นักบวชไม่มีภาระอะไร บ้านไม่ได้เช่า ข้าวไม่ได้ซื้อ อาศัยภิกขาจารบิณฑบาตจากฆราวาสผู้ครองเรือนที่เค้าทำความดี บำเพ็ญบุญกุศลเพื่อสร้างบารมี ที่เค้าให้ทานเสียสละ ฆราวาสกับนักบวชก็ต้องเดินทางไปทางเดียวกัน เปรียบเสมือนสายน้ำที่ไหลสู่ทะเลสู่มหาสมุทร ไปทางเดียวกัน

 

ฆราวาส ทานศีลสมาธิภาวนา นักบวช ศีลสมาธิปัญญา ไปทางเดียวกัน

 

มนุษย์คือผู้รู้เข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เห็นภัยในวัฏฏสงสาร เอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ เอาพระธรรมพระวินัยนำชีวิต จากความรู้จากความเข้าใจ หยุดปัญหาไม่สร้างปัญหา เอาปัญหาต่าง ๆ นั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญานั้นมาใช้มาปฏิบัติให้มีความสุขในการทำหน้าที่ที่เป็นความดีเพื่อความดี เป็นบริสุทธิคุณ ก้าวไปเหมือนสายน้ำ

 

คำว่าคน หมายถึง ยังไม่มีความรู้ ยังไม่มีความเข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นถึงได้ทำทั้งผิดทั้งถูก ทั้งดีทั้งชั่ว ระคนกันไป วกไปเวียนมาเดินไปข้างหน้าถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม ย่ำต๊อกอยู่ที่เก่าที่เดิม ถึงมีศัพท์เรียกว่าคน คนโน้นคนนี้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ ฆราวาสก็ต้องเข้าใจ นักบวชก็ต้องเข้าใจ ฆราวาสกับนักบวชก็เดินทางไปทางเดียวกัน  ฆราวาสก็เดินทางไปพระนิพพาน นักบวชก็เดินทางไปพระนิพพาน พระนิพพานนั้นอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ความรู้ความเข้าใจมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัตินั้นจะเป็นพระนิพพาน จะว่าความสุขในการทำหน้าที่ก็ได้ การทำหน้าที่ที่มีความสุข เพราะมีความเห็นว่าการประพฤติการปฏิบัติที่อาศัยพระธรรมพระวินัยที่เป็นสมมติสัจจะมันเป็นกระบวนการของเหตุของปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี มีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี มีความรู้ความเข้าใจการทำความดีที่ไม่หวังผลอะไรตอบแทน

 

ความสุขในการทำหน้าที่ที่ไม่หวังอะไรตอบแทนนั้น ความสุขนั้นจะเป็นนิพพานเป็นชั่วขณะชั่วขณะสำหรับเสขบุคคล

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราพัฒนาความดีและปัญญา เพื่อปฏิปทาจะได้ติดต่อต่อเนื่อง ด้วยเหตุผลนี้ เราจะไม่ได้เอาสมาธิเอาสมาบัติเป็นนิพพาน ยิ่งผู้มีความสุขมาก ๆ มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อเราจะไม่ได้เอาสมาธิเป็นพระนิพพาน เพื่อเราจะไม่ได้เอาสมาบัติเป็นพระนิพพาน

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นการทำความดีเพื่อความดี ทำความดีเพื่อความดีถึงจะเป็นบารมีเบื้องต้นท่ามกลางสูงสุด

 

ผู้ที่มีความสุขเท่าไหร่ก็ยิ่งเสียสละ เราพากันคิดดูดี ๆ นะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเสียสละถึงเรียกท่านว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านบรรทมพักผ่อนวันละ ๔ ชั่วโมงนั้นไม่ใช่เพื่อท่านนะ เพื่อสรีระร่างกาย เพื่อจะได้เอาร่างกายไปใช้เพื่อเสียสละ ท่านทำงานให้กับหมู่มวลมนุษย์ เทวดาอินพรหมยักษ์สรรพสัตว์ทั้งหลายวันละ ๒๐ ชั่วโมง ท่านยกเลิกตัวยกเลิกตน เสียสละตลอด ๒๔ ชั่วโมงเลยนะ

 

เราต้องพากันมามีปัญญาสัมมาทิฏฐิ รู้เข้าใจ ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อนิติบุคคลตัวตนถึงไม่ใช่บริสุทธิคุณ เพราะมันเป็นตัวเป็นตนไม่ใช่บริสุทธิคุณ

 

ทานศีลสมาธิปัญญา การพัฒนาเพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ

 

เราต้องรู้เข้าใจในเรื่องของพระนิพพาน เราต้องมารู้เข้าใจในเรื่องวัฏฏสงสาร

 

พระนิพพานคือความสุข วัฏฏสงสารคือความทุกข์ เราต้องเข้าใจเรื่องพระนิพพาน เราต้องเข้าใจเรื่องวัฏฏสงสาร

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้องนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เมื่อเรารู้เข้าใจ เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นก็จะเป็นพระนิพพานเรื่อย ๆ ไป เป็นพระนิพพานชั่วขณะ ด้วยการให้ทานรักษาศีลเจริญสมาธิภาวนา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เห็นภัยในวัฏฏสงสาร มีความเมตตาแก่ตนด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

เราทุกคนต้องมามีเมตตาตนเอง เอาความรู้มาคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ให้เราทั้งหลายระลึกถึงโอวาทพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

-----------------------------------------

 

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพุธที่ ๑๘ พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

Visitors: 109,794