๑๙ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ ๑๙ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย ฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ธรรมะเป็นกฎของธรรมชาติ เป็นเหตุเป็นปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี ทั้งฝ่ายดีฝ่ายไม่ดี เป็นเหตุเป็นปัจจัย

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจในเรื่องของเหตุในเรื่องของปัจจัย จะได้พากันมีความเห็นถูกต้องเข้าใจถูกต้องปฏิบัติถูกต้อง

 

เราต้องมีความรู้ถึงจะมีการปฏิบัติให้ถูกต้อง

 

การประพฤติการปฏิบัติของเรา ปฏิบัติที่ปัจจุบัน เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนี้ถึงเป็นหน้าที่ของเราพึงประพฤติพึงปฏิบัติ

 

เรามามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

วันหนึ่งคืนหนึ่งนั้นมี ๒๔ ชั่วโมง กลางคืน ๑๒ ชั่วโมง กลางวัน ๑๒ ชั่วโมง สำหรับนักบวชพร้อมกับผู้มาประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัด เราพากันนอนพักผ่อนจำวัดวันละ ๖ ชั่วโมง ผู้ที่อยู่ที่บ้านอยู่ที่ครอบครัวอยู่ที่สังคมพากันนอนพักผ่อนวันละ ๘ ชั่วโมง เพื่อให้การปฏิบัติของเราเป็นทางสายกลาง

 

๑ คือใจ ๒ คือกาย ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน เพื่อประโยชน์ของกายเพื่อประโยชน์ของใจ ต้องให้ ๒ อย่างนี้เดินไปพร้อม ๆ กัน

 

ธรรมะนั้นคือหน้าที่ หน้าที่นั้นคือธรรมะ เพื่อให้ใจนั้นสงบ ให้กายนั้นแข็งแรง ให้เราทุกคนรู้ว่าทุกอย่างนั้นมันเกิดเหตุเกิดจากปัจจัย เพราะสิ่งที่ปัจจุบันนี้มีสิ่งที่เป็นอนาคตก็ย่อมมี เราทุกคนจะพากันมาทำอะไรตามใจตามอัธยาศัยไม่ได้ เพราะการกระทำนั้นมันจะเป็นกรรม เป็นกฎแห่งกรรม เป็นผลของกรรม ทั้งฝ่ายที่จะเกิดความทุกข์ ทั้งฝ่ายที่จะหยุดความทุกข์

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามารู้ธรรมะที่เป็นธรรมชาติ ที่เป็นเหตุเป็นปัจจัย

 

เราทุกคนพากันรู้พากันเข้าใจนะ การประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่มีใครประพฤติปฏิบัติให้กันแทนกันได้ เป็นเรื่องเฉพาะตน

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนั้นไม่ใช่ความจำ เป็นความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนั้นมันจะไม่หลงลืมเพราะรู้เข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย ที่เป็นขบวนการของกระแสของปฏิจจสมุปบาท เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมีได้ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นก็จะเป็นเพียงความจำ ความจำนั้นไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปีความจำนั้นก็จะหลงลืมเพราะมันเป็นเพียงสัญญาขันธ์ ไม่ใช่ความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่ความรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

พระธรรมพระวินัยเป็นสมมติสัจจะที่เราจะต้องเอามาใช้เอามาประพฤติปฏิบัติ ให้เรารู้ให้เข้าใจ พระธรรมพระวินัยเป็นสมมติสัจจะ

 

เราจะเดินทางไกลทางบกเราก็ต้องใช้รถอย่างดีในการเดินทาง เราจะเดินทางทางอากาศเราก็ต้องใช้เครื่องบินอย่างดีในการเดินทาง เราจะเดินทางทางทะเลมหาสมุทรเราก็ต้องอาศัยเรือขนาดใหญ่อย่างดีในการเดินทาง

 

พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นยาน เพื่อให้เราเดินทางออกจากวัฏฏสงสาร เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยที่เป็นสมมติสัจจะนั้นคือยาน

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราถึงมีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติในการทำหน้าที่

 

เราทุกคนทุกท่านต้องพากันมารู้เข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยนั้นคือยาน

 

สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นี้ถึงมีอยู่ในพระธรรมพระวินัย พวกเราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ พระธรรมพระวินัยนั้นคือยานเพื่อหยุดสัญชาตญาณ

 

 

เรามาอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนเป็นหมู่เป็นคณะ ปฏิบัติไปในทางแนวเดียวกันด้วยความสมัครสมานสามัคคี เอาความดีและปัญญา เอาปัญญาและความดีไปพร้อม ๆ กัน เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรง ปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์ เป็นผู้ปฏิบัติที่สมควร เป็นทางสายกลาง ไม่มากไม่น้อย เป็นผู้ที่ตนเองก็เคารพตนเองได้ คนอื่นก็เคารพผู้ประพฤติผู้ปฏิบัตินั้น เราต้องรู้ต้องเข้าใจ การที่ปกปิดคนอื่นนั้นปกปิดได้ แต่ปกปิดใจของเราเองไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจว่า เรานี้ปกปิดเราไม่ได้ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ การปฏิบัตินั้นถึงยกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นตัวเราเป็นของเรา เพื่อความดับไม่เหลือซึ่งตัวซึ่งตนที่เอาสมมติสัจจะมาใช้มาประพฤติปฏิบัติ เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าเราปกปิดใจของตัวเราไม่ได้

 

การประพฤติการปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าต้องเป็นคนซื่อสัตย์ ไม่มีต่อหน้าและลับหลัง ไม่มีการหลอกลวง ต้องยกเลิกตัวตน

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นอยู่นอกเหตุเหนือผลของเรา เราถึงเอาความปรุงแต่งไปปรุงแต่งไม่ได้  ความปรุงแต่งนั้นมันมีเขามีเรา ไม่ช้าไม่เร็ว มีดีมีชั่วมีผิดมีถูก ธรรมวินัยนั้นมายกเลิกตัวตน ยกเลิกเหตุยกเลิกผลไม่มีตัวมีตน

 

ด้วยเหตุผลนี้ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่มีต่อหน้าและลับหลัง ไม่มีการปิดปซ้อนเร้น เน้นลงที่จิตที่ใจ ใจสะอาดใจสงบ เพื่อให้ใจหยุดว่างจากตัวจากตน ไม่มีตัวไม่มีตน พระธรรมพระวินัยที่สมมติสัจจะนั้นแหละจะเป็นอุปกรณ์ เป็นกรรมกรของเราทุก ๆ คน ให้เราพากันรู้พากันเข้าใจในพระธรรมพระวินัยที่เป็นสมมติสัจจะ

 

เราเป็นนักบวชก็นอนพักผ่อนจำวัดให้เพียงพอ คือ ๖ ชั่วโมง เราเป็นฆราวาสอยู่ที่บ้านนอนพักผ่อนวันละ ๘ ชั่วโมง นักบวชฆราวาสก็เดินทางไปทางเดียวกัน

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจในเรื่องสมมติสัจจะ สมมติสัจจะเป็นแบบเป็นพิมพ์ ถ้าแบบดีพิมพ์ดีรูปนั้นก็ย่อมสวย งามในเบื้องต้นถึงเป็นศีล งามในท่ามกลางถึงเป็นสมาธิ งามในบั้นปลายถึงเป็นปัญญา เป็นความงามทั้งเบื้องต้นท่ามกลางถึงที่สุด

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจในเรื่องพระธรรมพระวินัย ที่เป็นแบบเป็นพิมพ์

 

ด้วยเหตุผลนี้เราถึงต้องหยุดสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวเราในของเรา ไม่มีเรา ยกเลิกตัวเรา ยกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวในตน มีความสุข เอาพระธรรมพระวินัยนำชีวิต ยกเลิกเรื่องอดีตที่ผ่านมา ให้เอาปัจจุบันที่เป็นพระธรรมเป็นพระวินัยที่มีความงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามที่สูงสุด ยกผลงานทั้งหมดนี้ให้เป็นความว่างจากตัวจากตน ไม่มีเหตุไม่มีผล มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าไม่มีความทุกข์ก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ เป็นพระนิพพานชั่วขณะ ๆ ไป สำหรับเสขบุคคล บุคคลที่กำลังสร้างความดีสร้างบารมีที่ยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงไม่ให้เราตั้งอยู่ในความประมาท ถึงโลกนี้จะเอร็ดอร่อยจะแซบจะลำจะนัวจะหรอยก็ช่างหัวมัน เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ไม่ให้ประมาท ความประมาทนั้นคือความผิดพลาด คือความเสียหาย เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ความประมาทนั้นคือความเสียหาย เราต้องรู้เข้าใจ รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์นั้นเป็นสิ่งที่ไม่จบ นั้นเป็นความอร่อย เราต้องรู้ต้องเข้าใจ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ที่ท่านตรัสว่า ให้รู้เข้าใจต้องละเหยื่อในโลกนี้เสีย มุ่งหวังสันติเถิด เราต้องรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ละเหยื่อในโลกนี้เสีย มุ่งหวังสันติเถิด เราต้องรู้จักทุกข์ รู้จักเหตุเกิดทุกข์ รู้ปัญหา เพื่อปัญหานั้นจะได้เป็นปัญญา เพื่อจะได้เอาปัญญามาใช้มาปฏิบัติ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อละเหยื่อของโลก สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้จะได้จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ที่เป็นอุปกรณ์เป็นกรรมกรของการประพฤติการปฏิบัติ

 

หยุดกรรมทางกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจ ที่ใจรู้ใจเข้าใจ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้จบลงที่ปัจจุบัน

 

เราทุกท่านทุกคนต้องพากันเข้าใจ จะได้ผ่านด่านของธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เราต้องรู้เข้าใจ จะได้ผ่านด่านไป ถึงสิ่งเหล่านี้จะอร่อย จะแซบจะลำจะนัวจะหรอยก็ช่างหัวมัน เราต้องผ่านด่านนี้ไป เราจะได้ผ่านไปด้วยพระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ ที่เป็นยานที่นำเราเดินทาง

 

เราทุกคนมามีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม รู้ว่าพระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่นี้เป็นยาน เพื่อหยุดสัญชาตญาณ เพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน เพื่อเราจะได้ผ่านธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เพื่อยกเลิกจากความเป็นทาสรับใช้ของธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เรามายกเลิกทาส ยกเลิกชั้นวรรณะ เรามาคืนอธิปไตยให้กับธาตุให้กับขันธ์ให้กับอายตนะ ให้สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย

 

ปัจจุบันเราต้องวางจากตัวจากตน ไม่ต้องมีตัวมีตน เป็นปัจจุบันธรรม ว่างเปล่าจากตัวตน เป็นความสะอาดสว่างสงบ เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติอย่างมีความสุข จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าไม่มีความทุกข์ก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ เป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี การทำความดีเพื่อความดีนั้นไม่มีความปรุงแต่ง การทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดีนั้นคือความปรุงแต่ง ความปรุงแต่งนั้นเราต้องรู้ต้องเข้าใจนั้นคือความทุกข์ นั้นคือความไม่สงบ เป็นความไม่อิ่มไม่เต็มไม่เพียงพอ เดี๋ยวก็มากเกิน เดี๋ยวก็น้อยเกิน เป็นความไม่พอดี เป็นความไม่เพียงพอ เปรียบเสมือนทะเลมหาสมุทรที่ไม่อิ่มด้วยน้ำ เปรียบเสมือนไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อของเพลิง ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดีก็ฉันนั้นเช่นเดียวกัน

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงให้เรารู้เข้าใจในเรื่องทำความดี ทำความดีนั้นมันต้องมีปัญญา ปัญญากับความดีถึงต้องเดินทางไปด้วยกัน เป็นเพื่อนเป็นเกลอสำหรับเดินทาง

 

พระธรรมพระวินัยเป็นพระนิพพาน เป็นบ้านของเรา บ้านของเรานั้นคือพระนิพพาน คือพระธรรมคือพระวินัย ที่อยู่ของเราคือพระธรรมพระวินัย ที่ก้าวไปด้วยของเราคือพระธรรมพระวินัย หยุดอยู่หรือก้าวไปคือพระธรรมคือพระวินัย พระธรรมพระวินัยถึงเป็นบ้านของเรา

 

พระธรรมพระวินัยเป็นสมมติสัจจะที่ยกเลิกตัวตน นี้คือความดับทุกข์ คือความไม่มีทุกข์ เป็นการหยุดกาลหยุดเวลาหยุดเปรียบเทียบ ไม่มีกาลไม่มีเวลา ยกเลิกกาลยกเลิกเวลา ไม่ต้องให้มีความเปรียบเทียบมาเผาจิตใจของเรา

 

เราตื่นอยู่ ๑๘ ชั่วโมง เป็นเวลาที่เราทำความเพียร เป็นเวลาที่เราทำหน้าที่ เพื่อให้หน้าที่นั้นได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ เหมือนกระแสน้ำที่ไหลลงสู่ทะเลมหาสมุทร ไม่ใช่หยดน้ำ เป็นกระแสน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เพื่อจะได้ไม่หยุดลงเพียงสมาธิสมาบัติ ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ เราพากันมาเสียสละ ยกเลิกวัฏฏสงสาร

 

ผู้มีความสงบมาก ๆ มีความสุขมาก ๆต้องเสียสละมาก ๆ เอาตัวอย่างแบบอย่างขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเสียสละตลอด ๒๔ ชั่วโมง วันหนึ่งคืนหนึ่งท่านพุทธกิจด้วยความเสียสละ บรรทมพักผ่อนเพื่อสรีระร่างกายจะได้แข็งแรงวันละ ๔ ชั่วโมง เสียสละเพื่อให้ปัญญา ให้แสงสว่างให้ปัญญาแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย วันละ ๒๐ ชั่วโมง รวมกันก็เป็น ๒๔ ชั่วโมง มีแต่เสียสละ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ผู้ที่เสียสละเท่านั้นถึงจะเป็นผู้มีสติมีสัมปชัญญะ

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ การให้ทานรักษาศีลเจริญสมาธิภาวนานั้นคือการเสียสละ การประพฤติการปฏิบัติที่ทำความดีก็เพื่อความดี เพื่อเสียสละ ไม่ได้ทำความดีเพื่อต้องการที่จะเป็นคนดี

 

เพื่อความรู้กับการปฏิบัติที่จะเข้าถึงความดับไม่เหลือ เพื่อละเหยื่อของโลกเสีย มุ่งหวังสันติเถิด

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ทุกคนนั้นพากันประพฤติปฏิบัติได้ ไม่มีใครประพฤติปฏิบัติไม่ได้ ถ้ามีลมหายใจมีลมปราณอยู่ ที่เรามีความรู้สึกว่า เราประพฤติปฏิบัติไม่ได้

 

เราทุกคนพากันประพฤติปฏิบัติได้ พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่นี้จะเป็นยานสำหรับเราเดินทาง เป็นยานที่ให้เราได้ประพฤติได้ปฏิบัติ

 

เราทุกคนรู้จักความคิดรู้จักอารมณ์ รู้จักสัญชาตญาณที่มันเป็นนิติบุคคลตัวตน เราจะได้ว่างจากอารมณ์ เราจะได้ว่างจากนิติบุคคลตัวตน

 

เราต้องพากันมารู้จักอริยสัจสี่รู้จักทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์

เราพากันมามีสติรู้ตัวทั่วพร้อมเพื่อหยุดอารมณ์ของเราเอง มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในการยืน ให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมให้ชัดเจนเพื่อหยุดอารมณ์ของเราเอง มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในการเดิน การเดินของเราต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมให้ชัดเจนเพื่อหยุดอารมณ์ของตัวเอง ให้เรามีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในการนั่งของตัวเอง ให้เรารู้ให้ชัดเจน เพื่อหยุดอารมณ์ของตัวเอง ให้เรามีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในการนอน เพื่อหยุดอารมณ์ของตัวเอง

 

สติสัมปชัญญะนั้นจะหยุดความปรุงแต่งของเรา สติสัมปชัญญะนั้นจะยกเลิกความปรุงแต่งจากความคิดว่าทำไม่ได้ปฏิบัติไม่ได้ สติสัมปชัญญะนั้นจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นการชิงแชมป์ระหว่างการเวียนว่ายตายเกิดกับหยุดเวียนว่ายตายเกิด นี้เป็นไฟต์ใหญ่ที่สุดนะ มีครั้งเดียว ให้เรารู้ให้เข้าใจ สติสัมปชัญญะนี้เป็นไฟต์ใหญ่ เป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน ใครดีใครอยู่ ให้เข้าใจอย่างนี้ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ สำคัญอย่างยิ่ง สำคัญอย่างสูงสุด

 

พระธรรมพระวินัยเป็นความรู้ความเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัติเป็นสิ่งที่สำคัญ อยู่ที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันมันเป็นไฟต์ที่สำคัญ เป็นไฟต์ที่หยุดโลก หยุดวัฏสงสาร จะได้จบลงเสียทีในปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ

 

เราต้องรู้เข้าใจ ว่าทุกคนนั้นทำได้ปฏิบัติได้ ไม่มีใครประพฤติปฏิบัติไม่ได้ ผู้ที่ปฏิบัติไม่ได้นั้นคือผู้ที่ตายไปแล้วผู้ที่หมดลมหายใจ ผู้ที่เป็นคนบ้า ผู้ที่สมองเสีย ผู้ที่เอาธาตุเอาขันธ์เอาอายตนะมาเป็นเรา คนจำพวกนี้ปฏิบัติไม่ได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ว่าทุกคนทำได้ปฏิบัติได้ เราต้องรู้เข้าใจ ผู้ที่เดินทางก็มีอยู่แล้ว ยานก็มีอยู่แล้ว เราต้องทำได้เราต้องปฏิบัติได้ เพราะเรายังไม่ตาย เราไม่ใช่คนบ้า เราเอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ ยกเลิกตัวยเลิกตน เพราะเหตุผลว่าตัวตนนั้นแหละคือมันปฏิบัติไม่ได้ ถ้ามีตัวมีตนมันปฏิบัติไม่ได้ ทุกคนต้องพากันรู้เข้าใจว่าทุกคนนั้นปฏิบัติได้

 

เรานอนพักผ่อนจำวัดวันละ ๖ ชั่วโมง นักบวชเราฉันอาหารวันละ ๑ ครั้ง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านพาเราฉันอาหารวันหนึ่งเพียงหนเดียวเพียงครั้งเดียว ไม่ให้ฉันอาหารหลายครั้ง ไม่ให้ฉันเพล ผู้ที่ฉันเพลสำหรับพระภิกษุผู้ป่วยผู้อาพาธผู้เจ็บไข้ไม่สบาย พระผู้ไม่ป่วยไม่ไข้ไม่อาพาธต้องฉันอาหารวันหนึ่งเพียงหนเดียว

 

เพราะสาเหตุว่า ผู้ที่ออกบวช ชีวิตของผู้ที่ออกบวชเนื่องด้วยบุคคลอื่น อยู่ด้วยภิกขาจารบิณฑบาตจากประชาชนที่เป็นฆราวาสผู้ครองเรือน ออกบิณฑบาตเวลาเช้าก่อนที่ประชาชนจะออกไปทำงาน เพื่อให้ประชาชนได้ทำบุญตักบาตรเพื่อสร้างบุญสร้างกุศลสร้างความดีสร้างบารมี เพื่อให้ผู้ที่ออกบวชได้พากันประพฤติได้ปฏิบัติธรรม เพื่อพากันยกเลิกตัวตน เพราะการยกเลิกตัวตนทุกคนมีความเห็นด้วยทุกคนโอเคด้วย

 

จะได้พากันมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติพากันทำความเพียร เอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ เพื่อจะได้มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ประชาชนเค้าพากันรู้อยู่แล้วว่าผู้ที่มาบวชนั้นพักผ่อนจำวัดวันละ ๖ ชั่วโมง ตื่นอยู่ทำความเพียรที่มีความสุขกับการทำความเพียรเป็นเวลา ๑๘ ชั่วโมง มีความสุขในการทำความเพียรในการทำหน้าที่ เพื่อให้ความดีเป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องกันเป็นสายน้ำไม่ใช่หยดน้ำ

 

หลวงพ่อชา สุภัทโท แห่งวัดหนองป่าพง ท่านเอาพระธรรมเอาพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เอามาใช้เอามาประพฤติปฏิบัติด้วยความตั้งใจ ตั้งเจตนา ยกเลิกตัวตน เพราะพระธรรมพระวินัยเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

ท่านปฏิบัติเป็นตัวอย่างแบบอย่าง ท่านนอนพักผ่อนวันละ ๖ ชั่วโมง นอน ๓ ทุ่มตื่นตี ๓ ทำอย่างนี้ทุกวัน ไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น พระธรรมพระวินัยปฏิบัติทุก ๆ สิกขาบท เพื่อให้ปฏิปทาเป็นเหมือนสายน้ำไม่ใช่หยดน้ำ

 

พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นยานเพื่อหยุดสัญชาตญาณ การปฏิบัตินั้นไม่มีต่อหน้าและลับหลัง เพราะการปกปิดคนนั้นปกปิดได้แต่ปกปิดใจของเรานั้นไม่ได้ เราต้องรู้เข้าใจ เราจะไม่ได้เป็นผู้หลอกลวง

 

อริยมรรคมีองค์แปดถึงเริ่มต้นด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นถูกต้อง มีความเข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้อง การปฏิบัตินั้นถึงไม่มีต่อหน้าและลับหลัง ปกปิดคนอื่นได้ แต่ปกปิดใจของตัวเองนั้นไม่ได้ ท่านถึงไม่ให้ตรึกในเรื่องของกาม ไม่ให้ตรึกในเรื่องของพยาบาท เน้นที่ใจ เพราะกายวาจากิริยามารยาทเป็นอุปกรณ์ของใจเท่านั้น ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ใจเป็นหัวหน้า สำเร็จลงที่ใจ

 

เรามาอยู่ร่วมรวมกันหลายบ้านหลายเมืองหลายประเทศเพื่อปฏิบัติไปในทางเดียวกัน ไปแนวเดียวกัน มีศีลเสมอกัน มีสมาธิเสมอกัน มีปัญญาเสมอกัน ด้วยมาเอาพระธรรมเอาพระวินัยเป็นกติกาของการประพฤติการปฏิบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่เลือกชั้นวรรณะไม่เลือกชาติเลือกตระกูล ทุกท่านทุกคนต้องมายกเลิกตัวยกเลิกตน ยกเลิกชาติยกเลิกตระกูล ธรรมวินัยนั้นเป็นธรรมะที่ยกเลิกชาติชั้นวรรณะยกเลิกตระกูล ก้าวไปด้วยพระธรรมพระวินัย ยกเลิกตัวยกเลิกตน ไม่มีทิฏฐิไม่มีมานะ ไม่มีอัตตาตัวตน ต้องไม่มีทิฏฐิมานะก้าวไป ต้องก้าวไปด้วยพระธรรมพระวินัย มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ

 

เพื่ออบรมบ่มอินทรีย์ เอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ เพื่อเป็นพระนิพพานในปัจจุบัน พระนิพพานนั้นไม่ใช่อยู่ที่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญนะ พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันเป็นพื้นเป็นฐานของอนาคต สำหรับเสขบุคคล บุคคลที่ต้องรู้เข้าใจในเรื่องของการประพฤติการปฏิบัติ เราจะได้เป็นพระนิพพานไปในปัจจุบัน จนกว่าพระนิพพานนั้นจะสมบูรณ์

 

การทำอะไรนั้นต้องทำให้ติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำที่ติดต่อต่อเนื่อง ไม่ใช่หยดน้ำ ต้องเป็นสายน้ำ

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เมื่อเรายกเลิกตัวตน ความทุกข์นั้นมันก็จะไม่มี ถ้าเรายกเลิกตัวตน ชีวิตของเราก็จะเป็นพระนิพพาน เราจะได้อยู่กับพระนิพพาน พระนิพพานคือความสุข ยกเลิกตัวตนมันก็เป็นพระนิพพาน ผู้เข้าถึงพระนิพพานถึงจะรู้ตัวเองว่าตัวเองไม่มีความทุกข์ ผู้ประพฤติปฏิบัติจะรู้ได้เฉพาะตน

 

เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติตามพระธรรมตามพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่อย่างมีความสุข ทำหน้าที่อย่างมีความสุข การปฏิบัติการทำหน้าที่อย่างนี้มันจะเป็นพระนิพพาน ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติจะรู้ได้เห็นได้เฉพาะตน

 

ความสุขที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจจะเป็นออกซิเจนไปในตัว จะเป็นการถ่ายเทของเสียคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป

 

ชี้ให้เห็นการประพฤติการปฏิบัติ เช่น เรานั่งสมาธิ การนั่งสมาธินี้คือความตั้งใจมั่นชอบ มีความสุขในการทำหน้าที่นั้น ๆ ไม่ว่าเราจะทำอะไร เราก็มีความสุขในการทำหน้าที่นั้น ๆ ก็จะเป็นออกซิเจน เป็นการถ่ายเทของเสีย ถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป

 

จะเป็นความสุขจะเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน ผู้ประพฤติปฏิบัตินั้นจะรู้ได้เฉพาะตน

 

ยกตัวอย่างแบบอย่างเพื่อให้เกิดปัญญา อย่างเราหายใจเข้าก็ให้มีความสุขกับการหายใจเข้า หายใจออกก็ให้มีความสุขกับการหายใจออก การทำอย่างนี้ด้วยความตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิ จะได้ออกซิเจนจะได้ถ่ายเทของเสีย ถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป ให้รู้เข้าใจ

 

เมื่อเราไม่รู้ไม่เข้าใจ เราอยากให้มันสงบ ความอยากความไม่อยากนั้นมันคือความปรุงแต่ง ความปรุงแต่งนั้นมันมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป เราต้องรู้เข้าใจ อย่างอื่นก็เช่นเดียวกัน เรารู้เข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ นี้เป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ทำความดีเพราะต้องการอยากจะเป็นคนดี

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันเข้าใจในเรื่องพระธรรมเรื่องพระวินัยในเรื่องพระนิพพาน ที่เป็นบริสุทธิคุณ ที่เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ผู้ประพฤติปฏิบัติจะได้เข้าถึงพระนิพพาน เป็นพระนิพพานที่ผู้ประพฤติปฏิบัติจะสัมผัสได้จากใจของผู้นั้นเอง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเห็นว่าการที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เป็นสิ่งที่ประเสริฐสุด ได้รับทรัพยากรที่ประเสริฐ เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจในวัฏฏสงสาร เห็นภัยในวัฏฏสงสาร อย่าพากันตั้งอยู่ในความประมาท ดังปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

การบรรยายโอวาทพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นบริสุทธิคุณ เพื่อเป็นหลักการในการประพฤติการปฏิบัติของเช้าวันที่ ๑๙ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙ ก็เห็นสมควรในการหยุดการบรรยายลงเพียงเวลาเท่านี้ เอวังก็มีด้วยประการละฉะนี้

 

---------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

Visitors: 109,794