๒๐ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙ (ค่ำ)

วันนี้เป็นวันที่ ๒๐ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

เราพากันนั่งสมาธิทำวัตรสวดมนต์ โอกาสต่อไปนี้เราจะได้ฟังธรรม โอวาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้ทุกคนพากันนั่งให้สบาย คำว่าสบายหมายถึงมีความสุขไม่มีความทุกข์ มีความสุขในการนั่งให้สบาย หายใจเข้ามีความสุข หายใจออกมีความสุข ความสุขกับความสงบนี้คืออันหนึ่งอันเดียวกัน หายใจเข้ามีความสุขเอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย หายใจออกมีความสุขเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกายเพื่อจะได้ฟังคำบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

มนุษย์เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เข้าใจอะไร เข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เข้าใจเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุของความทุกข์ เราจะได้ประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง รู้จักปัญหา เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันเป็นกรรม เป็นกฎแห่งกรรม แล้วก็จะเป็นผลของกรรม กรรมนั้นได้เกิดจากกาย เกิดจากวาจา เกิดจากกิริยามารยาท เกิดจากอาชีพ เราทุกคนต้องมารู้เรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ การดำเนินชีวิตของเราต้องก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อพัฒนาใจของเรา พร้อมทั้งพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้เป็นทางสายกลางระหว่างจิตใจกับวัตถุ วัตถุกับจิตใจต้องพัฒนาไปพร้อม ๆ กัน ไม่ให้ยิ่งหย่อนกว่ากัน กายได้รับการพัฒนา ใจได้รับการพัฒนา

 

คำว่าพัฒนานั้นหมายถึงความเจริญ ความก้าวหน้าในหน้าที่ในการงาน ไม่ติดอยู่ในเรื่องของอดีต มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน สิ่งที่ผ่านมาแล้วถือว่าผ่านมาแล้ว เกษียณแล้ว เราต้องปล่อยต้องวาง ถ้าเราไม่ปล่อยไม่วาง เราก็จะก้าวไปไม่ได้ ถ้าเราไม่ปล่อยไม่วางนั้นฟอร์มของเราจะไม่สด ไม่ใช่ปัจจุบันเราจมอยู่ในอดีต ถ้าเราไม่ปล่อยไม่วางในเรื่องที่เป็นอดีต จิตใจของเราก็จะมีหนี้มีสิน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราเข้าใจ เราทุกคนต้องตัดเรื่องอดีต ตัดเรื่องกรรม ถึงจะดีจะชั่วจะผิดจะถูก ไม่ดีไม่ชั่ว ไม่ผิดไม่ถูก สิ่งเหล่านั้นก็เป็นอดีตไปแล้ว

 

เราต้องรู้เข้าใจด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ เราจะได้ตัดกรรมตัดเวรตัดภัย ละความยึดมั่นถือมั่น ที่เป็นสัญชาตญาณ ที่เป็นตัวเป็นตน สัญชาตญาณที่เราเอาธาตุเอาขันธ์เอาอายตนะมาเป็นเราเป็นของเรา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ เข้าใจว่าธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในมันไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา นี้เป็นเพียงเหตุเป็นเพียงปัจจัยที่เกิดขึ้นจากเหตุจากปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็เป็นเช่นนั้น

 

เราต้องมารู้เหตุรู้ปัจจัย นี้ไม่ใช่เรา นี้เป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปของเหตุของปัจจัย

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงไม่ให้เราเอาธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในทั้ง ๑๒

 

ต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ต้องจบลงที่ความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายก็ย่อมแก้ปัญหาไม่ได้ถ้าไม่เข้าใจ ผู้ที่พัฒนาจิตใจถ้าไม่เข้าใจก็แก้ปัญหาไม่ได้

 

ปัญหาจะแก้ได้เราก็ต้องรู้จักปัญหา ด้วยเหตุผลนี้ นักวิทยาศาสตร์ก็ต้องเอาทางสายกลางระหว่างการพัฒนาจิตใจกับการพัฒนาวิทยาศาสตร์ ต้องเอา ๒ อย่างนี้ไปพร้อม ๆ กัน

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เรามาทำความดีเพื่อความดี เพราะเห็นว่าความดีนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นการพัฒนาใจกับพัฒนาวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

 

เราทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำความดีเพื่ออยากเป็นจะเป็นคนดี ความอยากนั้นคือความปรุงแต่ง เป็นขั้วบวกขั้วลบ เป็นความปรุงแต่ง เป็นสิ่งที่เปรียบเทียบ เป็นความไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอไม่เพียงพอ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เรามาทำความดีเพื่อความดี ไม่มีความปรุงแต่ง ไม่มีการเปรียบเทียบ ไม่หวังผลอะไรตอบแทน

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เราทำดีมันก็ดีอยู่แล้ว ทำความดีต้องไม่มีความปรุงแต่ง มีความสุขกับการทำความดี ความดีนั้นก็จะมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ ความดีนั้นก็จะเป็นมรรคเป็นผลเป็นพระนิพพาน

 

ผู้ที่ทำงานที่มีความสุขกับผู้ที่ทำงานเพื่อเงินมันต่างกันนะ ผู้ทำงานเพื่องานนั้นคือผู้ที่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ผู้ที่ทำงานเพื่อเงิน คือผู้ที่ไม่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ นี้เป็น ๒ คนนะ คนทำงานเพื่องาน มีความสุขกับการทำงานนี้คือเจ้านายนะ เจ้านายนี้คือปัญญาบริสุทธิคุณนะ ผู้ที่ทำงานเพื่อเงินคือลูกน้องนะ คือบ่าวนะ คือทาสนะ ผู้ที่เป็นเจ้านายคือผู้รู้ผู้เข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เป็นผู้ยืนอยู่ข้างบนนะ ผู้ที่ทำงานเพื่อเงินเพื่อสตางค์ เป็นบุคคลที่แบกความหลงพาไป แบกของหนักพาไปนะ

 

เราต้องเข้าใจนะ เข้าใจสิ ว่าคนหนึ่งเป็นคนยืนอยู่สบาย โล่ง เบา สบาย ไม่แบกความหลงพาไป คนหนึ่งน่ะแบกของหนักพาไป แบกอดีตแบกอนาคตแบกปัจจุบันไป

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เราจะได้ทำงานเพื่องาน มีความสุขในการทำงาน มีความสุขในการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจ เพื่อเราจะได้เข้าถึงบริสุทธิคุณ ไม่หวังผลอะไรตอบแทน เราจะไม่ได้แบกความหลงพาไป

 

เราพากันมามีความสุขในการทำหน้าที่ เราต้องรู้เข้าใจ จะไม่ได้แบกความหลงพาไป ลาภยศสรรเสริญนั้นมันจะคลานมาหาเราเอง

 

ด้วยเหตุผลนี้เราถึงมีความสุขในการทำหน้าที่ มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติมันจะคลานมาหาเราเอง เรามีหน้าที่ในการประพฤติการปฏิบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ เพราะเราจะได้ทำหน้าที่ของเราอยางมีความสุข กายวาจากิริยามารยาท อาชีพ ที่เราต้องยกเลิกตัวตน ที่เป็นมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ พรหมสมบัติ นิพพานสมบัติมันจะคลานมาหาเราเอง

 

การทำหน้าที่ของเราทุกคนถึงต้องมีความสุขอยู่ที่ปัจุบัน การให้ทานเป็นความดี การรักษาศีลเป็นความดี การเจริญสมาธิเป็นความดี การเจริญปัญญานั้นเป็นความดี เรามีความสุขในการทำความดี มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ พรหมสมบัติ นิพพานสมบัติก็จะเป็นเงาตามตัว เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมีด้วยเหตุด้วยปัจจัย เป็นความดีในเบื้องต้น ท่ามกลาง สูงสุด

 

ความรู้ความเข้าใจ มีการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำไหลสู่ทะเลมหาสมุทร ไม่ใช่หยดน้ำ เป็นสายน้ำ

 

การทำอะไรเราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำ ไม่ใช่น้ำหยด ต้องเป็นสายน้ำ การทำอะไรติดต่อต่อเนื่องใช้เวลา ๓ อาทิตย์ ๒๑ วันถึงจะได้ผลดี่ที่สุด จะเป็นทางวิทยาศาสตร์ทางจิตใจก็ต้องใช้เวลา ๓ อาทิตย์ขึ้นไปสิ่งเหล่านั้นถึงจะได้ผลจะเห็นผล

 

ความรู้ความเข้าใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิถึงเป็นความตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิคือความตั้งใจมั่นชอบ คนมีปัญญานั้นมีมาก แต่ไม่มีความตั้งใจมั่นชอบ คนที่เป็นคนดีนั้นมีมากแต่ไม่มีความตั้งใจมั่นชอบ ความรู้ความเข้าใจต้องมีความตั้งใจมั่นชอบ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เรามีความรู้ความเข้าใจเราก็ต้องมีความตั้งใจมั่นชอบ ปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องกันให้เป็นสายน้ำ ไม่ใช่น้ำหยด ต้องมีความตั้งใจมั่นชอบ

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความตั้งใจมั่นชอบ เพื่อความรู้ความเข้าใจนั้นจะไม่ได้เสียหาย จะไม่ได้พังทลายเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

เราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความตั้งใจมั่นชอบ มีความสุขในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าไม่มีความทุกข์ก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ เป็นพระนิพพานไปชั่วขณะ ๆ ของผู้รู้เข้าใจ ในการประพฤติการปฏิบัติ

 

ปัจจุบันเราต้องรู้การประพฤติการปฏิบัติ เราต้องเอาทานศีลสมาธิปัญญามาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบัน เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นสายน้ำ ไม่ใช่เป็นหยดน้ำ

 

สมมติสัจจะที่เป็นธรรมนูญชีวิต สมมติเรื่องผิดเรื่องถูก เรื่องดีเรื่องชั่ว เรื่องไม่ผิดไม่ถูก ไม่ดีไม่ชั่ว เราต้องรู้เข้าใจ เราจะได้เอาสมมติมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่

 

เราอย่าไปคิดว่าสมมติสัจจะนั้นไม่สำคัญ สมมติสัจจะนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เราต้องปฏิบัติให้สมมตินั้น เพื่อทำให้สมมตินั้นได้สมบูรณ์ เราทุกคนต้องเคารพในสมมติสัจจะนะ ความเคารพกับความสงบมันคืออันเดีวกัน เมื่อเรามีความเคารพในสมมติเราก็สงบ ถ้าเราไม่เคารพในสมมติ เราก็ฟุ้งซ่าน

 

พระธรรมพระวินัยเป็นสิ่งที่สูงสุด ทุกคนต้องเคารพในพระธรรมพระวินัย เพราะเหตุผลว่าพระธรมพระวินัยที่เป็นสมมตินั้น จะได้หยุดกรรม หยุดกฎแห่งกรรม หยุดผลของกรรม จะหยุดความฟุ้งซ่าน ความเคารพนั้นจะหยุดความฟุ้งซ่าน ความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาปจะหยุดความฟุ้งซ่าน ใจของเราทุก ๆ คนส่วนใหญ่ไม่มีใครรู้ จะรู้ได้เฉพาะผู้ที่ท่านอยู่เหนือกว่าอยู่สูงกว่า เราปกปิดคนอื่นได้ในสิ่งภายนอก แต่เราทุกคนปกปิดใจของตัวเองไม่ได้นะ ใจของเราทุกคนไม่มีใครปกปิดใจของตัวเองได้

 

ด้วยเหตุผลนี้เราถึงต้องอาศัยสมมติสัจจะที่เป็นพระธรรมเป็นพระวินัยเอามาใช้มาประพฤติในสมมตินั้น ๆ ด้วยความเคารพ เพื่อหยุดตรึกในกาม เพื่อหยุดตรึกในพยาบาท เพื่อเป็นบริสุทธิคุณที่ออกจากจิตจากใจออกจากพระนิพพาน

 

ท่านหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน พูดให้เข้าใจว่า ใจของเราน่ะ เราไม่สามารถปกปิดตัวเองได้นะ เราต้องเคารพในพระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ เพื่อเอามาเป็นยาน หยุดวัฏฏสงสารด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อเอามาใช้เอามาประพฤติปฏิบัติ

 

ท่านหลวงตามหาบัว ท่านพูดว่า การที่เราติดกระดุมลูกแรกผิด ลูกกระดุมต่อไปก็ย่อมผิด การประพฤติการปฏิบัติธรรมนั้นถึงเป็นบริสุทธิคุณ เพื่อหยุดในกามหยุดตรึกในพยาบาท ผู้ปฏิบัติธรรมถึงเป็นผู้ที่เข้าถึงบริสุทธิคุณ ยกเลิกตัวตนด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นคนที่เคารพกราบไหว้ตัวเองได้ ปฏิบัติธรรมเพื่อธรรม ไม่ใช่ปฏิบัติธรรมเพื่อตัวเพื่อตน ปฏิบัติธรรมเพื่อธรรม

 

ผู้ที่ให้ทานก็ให้ทานเพื่อเสียสละ เพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน มีความสุขในการให้ทาน ไม่หวังอะไรตอบแทน ผู้รักษาศีล มีความสุขในการรักษาศีล ไม่หวังอะไรตอบแทน ผู้ทำสมาธิก็มีความสุขในการทำสมาธิ ไม่หวังอะไรตอบแทน ผู้เจริญปัญญาก็มีความสุขกับการเจริญปัญญา ไม่หวังอะไรตอบแทน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เข้าใจอย่างนี้ ลาภยศสรรเสริญ มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ พรหมสมบัติ นิพพานสมบัตินั้นจะเป็นเงาตามตัว

 

การประพฤติการปฏิบัติธรรมนี้เป็นบริสุทธิคุณ ให้ทานเพื่อบริสุทธิคุณ รักษาศีลเพื่อบริสุทธิคุณ ทำสมาธิเพื่อบริสุทธิคุณ เจริญปัญญาวิปัสสนาเพื่อบริสุทธิคุณ

 

เรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิอย่างนี้ด้วยความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นก็จะเป็นออกซิเจน เป็นการถ่ายเทของเสีย ถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นอริยมรรคมีองค์แปด อริยมรรคมีองค์แปดต้องสมบูรณ์ครบวงจรทุกแง่ทุกมุม เพื่อบริสุทธิคุณ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่า สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ เป็นความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ มีความสุขในการให้ทานรักษาศีล ประพฤติปฏิบัติธรรม พระนิพพานก็จะเป็นเงาตามตัว

 

การประพฤติการปฏิบัติให้เราเข้าใจ ไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติให้กันและกันได้แทนกันได้ เราทุกคนต้องประพฤติต้องปฏิบัติเอง ทำหน้าที่ของตัวเราเอง

 

วันหนึ่งคืนหนึ่งสำหรับประชาชนที่เป็นฆราวาสผู้ครองเรือน พากันนอนพากันพักผ่อนวันละ ๘ ชั่วโมง เวลาตื่นอยู่นี้เป็นเวลา ๑๖ ชั่วโมง เรานอนให้มีความสุขทางจิตใจ ทำไมเรามีความสุข เพราะเรายกเลิกตัวตน เรานอนให้มีความสุขเพราะยกเลิกตัวตน การนอนการพักผ่อนคือการปล่อยวาง ปล่อยวางเรื่องอดีตอนาคต ปัจจจุบันก็ว่างจากตัวตน

 

 เราตื่นอยู่ก็ให้มีความสุขทางจิตใจ เรื่องความทุกข์ทางร่างกายนั้นเราแก้ไขไม่ได้ แต่ใจของเราต้องมีความสุข เราต้องรู้เข้าใจ กายนั้นก็ส่วนหนึ่ง ใจก็ส่วนหนึ่ง ใจกับกายนั้นมันคนละอย่าง เราจะได้รู้เข้าใจ กายนั้นมีความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพราก สลับคลุกเคล้ากันไปจนกว่าจะหมดอายุขัย ใจของเราต้องรู้ต้องเข้าใจ ใจของเราต้องมีปัญญา เพื่อเอาปัญหาของกายนั้นมาเป็นปัญญา เรามีความทุกข์ทางร่างกายก็เพียงพอ เราไม่ต้องไปมีความทุกข์ทางใจ

 

ที่เรามีความทุกข์ทางจิตใจ นี้คือความไม่รู้ความไม่เข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพของธรรมชาติตามความเป็นจริงของธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน เราไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราจะไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพนั้นไม่ได้ เราลิดรอนสิทธิเสรีภาพอย่างไร ที่เราไม่อยากแก่ไม่อยากเจ็บไม่อยากตายไม่อยากพลัดพรากอยากจะมีตั้งแต่ความสุข อันนี้คือการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของธรรมชาติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านรู้เข้าใจ ท่านตรัสรู้ ท่านมายกเลิกธาตุ ยกเลิกชั้นวรรณะ ไม่ลิดรอนด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความเคารพ มีความสงบ อ่อนน้อมถ่อมตัว ไม่ถือเนื้อไม่ถือตัว

 

มีผู้ทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นบุคคลที่รู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคารพนับถืออะไร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เมตตาตรัสว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าน่ะเคารพคารวะในพระธรรม เพราะเหตุผลว่ารู้เข้าใจในเรื่องธรรมชาติ ไม่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ เป็นผู้ที่ต้องเข้าถึงความเคารพถึงจะมีความสงบ ผู้มีความสงบก็ต้องเสียสละเพื่อเป็นอริยมรรคทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจ ใจที่รู้เข้าใจ ใจที่มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ที่เป็นความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี ไม่ใช่อย่างนั้น

 

เราเป็นฆราวาสผู้ครองบ้านครองเมืองครองโลก จุดมุ่งหมายปลายทางคือพระนิพพาน เราเป็นนักบวช จุดหมายปลายทางคือพระนิพพาน พระนิพพานนั้นต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ที่อนาคต พระนิพพานเป็นความรู้ความเข้าใจ มีความตั้งมั่นของการประพฤติการปฏิบัติ เป็นทานศีลสมาธิภาวนา

 

มนุษย์เราทุกคนที่เกิดมาทั้งหมดในโลกนี้ปัจจุบันนี้มีอยู่แปดพันกว่าล้านคน มีประเทศน้อยใหญ่อยู่ ๑๙๕ ประเทศ การประพฤติการปฏิบัติก็ไปในทางเดียวกันหมด ทุกประเทศทุกชาติทุกศาสนาปฏิบัติไปในทางเดียวกันหมด คืออริยมรรคมีองค์แปด เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ มีความสุขในการทำหน้าที่ในการประพฤติการปฏิบัติของตัวเราเอง เพราะธรรมทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย ด้วยเหตุนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพื่อเราจะได้รับผิดชอบต่อหน้าที่ในหน้าที่

 

เพราะงานนี้ไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติให้กันและกันได้ ปฏิบัติแทนกันไม่ได้ เราต้องพึ่งความรู้กับการประพฤติการปฏิบัติ เราไปแก้ที่ปลายเหตุนั้นมันแก้ไม่ได้ เราต้องแก้ที่ต้นเหตุ มาทำความดีเพื่อความดี

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิ เราต้องรู้เข้าใจในเรื่องของปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องเข้าใจเราจะได้ปฏิบัติถูกต้อง ปัจจุบันเราจะปฏิเสธไม่ได้ว่าอะไรจะมาสัมผัสกับเรา ปัจจุบันนั้นจะเป็นข้อสอบและเป็นข้อตอบ จะเป็นทานชั่วขณะ เป็นศีลชั่วขณะ เป็นสมาธิชั่วขณะ เป็นปัญญาชั่วขณะ เป็นนิพพานชั่วขณะไป

 

เราต้องรู้เข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ ปัญหานั่นแหละคือปัญญา ปัญญานั้นแหละที่จะต้องเอามาใช้เอามาประพฤติปฏิบัติเป็นทานศีลสมาธิภาวนา ในปัจจุบันเราจะได้ยกทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ ความไม่รู้ไม่เข้าใจเราเลยไม่รู้การประพฤติการปฏิบัติ เราต้องรู้การประพฤติการปฏิบัติ เราจะปล่อยให้อวิชชาให้ความหลงทำงานไปเรื่อย ๆ นั้นไม่ได้ เพราะธรรมทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุจากปัจจัย เราต้องเอาทานศีลสมาธิปัญญามาใช้มาประพฤติปฏิบัติในปัจจุบันเพื่อเป็นบริสุทธิคุณ

 

ใจของเราต้องมีปัญญา เมื่อตาหูจมูกลิ้นกายใจสัมผัสกับเรา เราต้องมีปัญญา มีปัญญาที่ติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำไม่ใช่เป็นน้ำหยด ต้องเป็นสายน้ำ เราจะได้ยกทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ เพื่อให้ทานศีลสมาธิภาวนาได้ทำงาน เพื่อเราจะได้ยกเลิกตัวตนเต็มที่ เพื่อยกเลิกเรื่องอดีตอนาคต ปัจจุบันเราจะได้ยกเลิกตัวตนให้เต็มที่

 

ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ถึงเป็นตัวถึงเป็นตน ไม่ใช่พระธรรมไม่ไม่ใช่พระวินัย เราต้องรู้จักการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำ เพื่อเราจะได้ยกเลิกตัวตนให้เต็มที่ ตาเห็นรูปหูได้ฟังเสียงจมูกได้กลิ่นลิ้นได้ลิ้มรส กายได้สัมผัส เราจะได้ยกเลิกตัวตนเข้าสู่พระไตรลักษณ์ เราจะได้รู้เข้าใจว่านี้เป็นเพียงผัสสะภายนอกภายใน เพื่อผัสสะทั้งหลายจะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ เป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสมถะเป็นวิปัสสนา

 

ด้วยความไม่รู้ไม่เข้าใจ เราเลยไม่ได้ปฏิบัติอะไร ไม่มีการประพฤติการปฏิบัติเลย

ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสถามพระอานนท์ว่า อานนท์เอย อานนท์ระลึกถึงความตายวันละกี่ครั้ง

 

พระอานนท์ทูลตอบว่า "ประมาณ ๗ ครั้งพระพุทธเจ้าข้า" นั่นพระโสดาบันนะ นึกถึงความตายวันละประมาณ ๗ ครั้ง พระพุทธเจ้าตรัสว่า" ดูก่อนอานนท์ ยังห่างมากไป ตถาคตระลึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก"

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าไม่ได้นะ อานนท์ต้องรู้จักการประพฤติการปฏิบัติ เมื่อตาเห็นรูปหูฟังเสียงจมูกได้ดมกลิ่นลิ้นได้ลิ้มรสกายได้สัมผัสใจนึกคิดอะไรเราต้องรู้เข้าใจ เพื่อจะได้ยกทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์

 

การปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำถึงจะได้ผลถึงจะเห็นผล ปกติเค้าสร้างเขื่อนที่ใหญ่ ๆ เพื่อที่จะเอาน้ำมาใช้เป็นพลังงานทางการเกษตรหรือไฟฟ้า ต้องขุดเอาดินที่ไม่แน่นดินหลวมออกก่อนถึงอัดดินใหม่ให้แน่น ๆ เป็นแผ่นปูนแผ่นศิลา เป็นทั้งใหญ่ทั้งกว้างทั้งสูง การประพฤติการปฏิบัติก็เปรียบเสมือนการทำเขื่อนนี้แหละ

 

สัมมาสมาธิ ความตั้งใจมั่น ถึงเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นอริยมรรคมีองค์แปดที่เราต้องรู้ต้องเข้าใจ

 

พระธรรมพระวินัยที่เป็นสมมติสัจจะเปรียบเสมือนการสร้างเขื่อน เขื่อนใหญ่เขื่อนสูง น้ำจะมาเท่าไหร่ก็ไม่มีปัญหา สามารถเก็บน้ำไว้ใช้เป็นพลังงานทางการเกษตร บริโภคใช้สอย

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้ทุกคนรู้เข้าใจ ไม่ให้ทุกคนเอาตัวเอาตนนำชีวิต ต้องยกเลิกตัวตน ตัวตนมันเป็นคนเกียจคร้าน เป็นผู้ที่ไม่เสียสละ เป็นผู้ที่ไม่มีทานศีลสมาธิภาวนา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เราเป็นฆราวาสผู้ครองเรืองก็ต้องรู้เข้าใจ เราเป็นนักบวชผู้ออกบวชก็ต้องรู้เข้าใจ ๒ ท่านนี้ก็เดินทางไปทางเดียวกันนี้แหละ จุดหมายปลายทางคือพระนิพพาน

 

วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานกับวันปฏิบัติธรรม ๒ อย่างพร้อมกัน เพื่อการประพฤติการปฏิบัติจะได้เป็นกระแสน้ำ ไม่ใช่น้ำหยด

 

วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงานภายนอก มุ่งปฏิบัติทางจิตใจ ไปให้ทาน รักษาศีล ทำสมาธิ ถือเนกขัมมะบารมี เจริญเมตตาภาวนา เพื่ออบรมบ่มอินทรีย์ให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ อายุขัยของเราทุก ๆ คน พัฒนาใจพัฒนาวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กันจะอยู่ได้ร่วม ๆ ร้อยปี หรือมากกว่าร้อยปี เราทำหน้าที่ของตัวของเราเองให้สมบูรณ์ ทุกคนนั้นจะไปทำอะไรตามใจตามอัธยาศัยนั้นไม่ได้ ต้องพากันรู้เข้าใจว่าจะไปทำอะไรตามใจตามอัธยาศัยนั้นไม่ได้ ต้องเอาธรรมนูญนำชีวิต

 

เราทำความดีเพื่อความดี ต้องรู้เข้าใจ ไม่ใช่ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี การกระทำของเรานั้นจะได้เป็นออกซิเจนไปในตัวเหมือนเงาตามตัว การที่เรารู้เข้าใจในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ยกเลิกความทุกข์ ยกเลิกตัวยกเลิกตน เป็นข้อวัตรปฏิบัติที่หยุดปัญหาของธาตุของขันธ์ของอายตนะด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความตั้งมั่นของเราทุก ๆ คน เราต้องพากันรู้เข้าใจ

 

เรามาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เข้าถึงบริสุทธิคุณ ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ท่านได้ตรัสโอวาทในครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

การบรรยายโอวาทพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นบริสุทธิคุณในค่ำคืนนี้ก็สมควรแก่เวลา ขอยุติการบรรยายไว้เพียงเท่านี้ เอวังก็มีด้วยประการละฉะนี้

----------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในค่ำวันศุกร์ที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 109,795