๒๑ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๒๑ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย ฟังการบรรยายโอวาทธรรม พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ ความรู้ความเข้าใจเราจะได้เอาไปใช้เอาไปปฏิบัติ เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นมันไปจากเหตุจากปัจจัย พระนิพพานนั้นเป็นจุดมุ่งหมายในการประพฤติในการปฏิบัติ
วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดของข้าราชการ เพื่อเป็นหลักการในการดำเนินชีวิต เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เพื่อจะได้เอาทางสายกลางนำชีวิต พัฒนาใจพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กัน
ทุกท่านทุกคนต้องเอาธรรมนูญนำชีวิต เพราะทุกอย่างนั้นคือกรรม คือกฎแห่งกรรม แล้วก็จะเป็นผลของกรรม เพื่อเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นปัญญาที่ประกอบด้วยความดี เพราะคนเราจะรวยจะจน จะสุขจะทุกข์ จะเวียนว่ายตายเกิดหรือหยุดเวียนว่ายตายเกิดนั้นขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็เป็นอย่างนั้น
เราต้องพากันรู้เข้าใจเราจะได้ประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง เอาปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน ต้องควบคุมคอนโทรลอยู่กับปัจจุบัน มีความสุขกับการทำหน้าที่ เราทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี ถ้าทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดีนั้นมันจะเสียหายมันจะพังทลายเหมือนตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
เราต้องมารู้มาเข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัยอย่างนี้ สิ่งทั้งหลายนั้นจะก้าวไปด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ ตั้งมั่นในสัมมาสมาธิ
สิ่งที่แล้วก็แล้วไป ให้เอาเหมือนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ ๙ ที่ท่านตรัสไว้ว่าสิ่งที่ผ่านไปแล้วมันแก้ไขไม่ได้แล้ว ช่างหัวเผือกช่างหัวมัน ให้เอาที่ปัจจุบัน ให้รู้เข้าใจ ว่าความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนั้นมันแก้ไขไม่ได้ ปัจจุบันเราต้องรู้เข้าใจ ต้องแก้ไขด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิที่ตั้งมั่นในสัมมาสมาธิ ปฏิบัติเหมือนสายน้ำไม่ใช่น้ำหยด
ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ความรู้ความเข้าใจนั้นเป็นความรู้เป็นความเข้าใจ ไม่ใช่ความจำ ความจำนั้นเป็นเพียงสัญญาขันธ์ ไม่กี่วันกี่เดือนกี่ปีความจำนั้นก็ย่อมหลงลืม ความรู้ความเข้าใจจะไม่มีหลงลืม
เป็นความรู้เรื่องเหตุเรื่องปัจจัย รู้เรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ เรื่องข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย ความรู้ความเข้าใจนี้เราจะได้เอาไปใช้เอาไปประพฤติเอาไปปฏิบัติ
ธรรมะนั้นถึงเป็นหน้าที่ของเราพึงประพฤติพึงปฏิบัติ ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญของการประพฤติการปฏิบัติ เพราะเหตุผลว่า อดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันถึงเป็นวาระสำคัญของการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อให้ความรู้กับการประพฤติการปฏิบัติก้าวไปในปัจจุบัน
เราพากันมีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติ เพื่อสร้างเหตุสร้างปัจจัย อาศัยการประพฤติการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องเหมือนสายน้ำที่ไหลลงสู่ทะเลมหาสมุทร ไม่เหมือนน้ำหยด น้ำหยดนั้นไม่สามารถไหลสู่ทะเลมหาสมุทรได้เพราะมันเป็นน้ำหยด
ตามหลักเหตุหลักผลทั้งฝ่ายรูปธรรมนามธรรม ต้องใช้เวลาติดต่อต่อเนื่องกัน ๓ อาทิตย์ เวลา ๒๑ วันขึ้นไป การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงจะได้ผลถึงจะเห็นผล
ความรู้ความเข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัยจะเป็นอริยมรรคทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ จะเป็นเสมือนสายน้ำที่ไหลสู่ทะเลสู่มหาสมุทร
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เราเข้าใจ จะได้เอาความรู้นั้นมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ เพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องเปรียบเสมือนสายน้ำ
สิ่งทั้งหลายที่เป็นปัญหาที่ผ่านมาจะได้เป็นปัญญา เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญานั้นมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ
เราพากันมามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติเพื่อมายกเลิกปัญหา อาศัยพระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่มายกเลิกปัญหา
พระธรรมพระวินัยเป็นอุปกรณ์ของการประพฤติการปฏิบัติ เป็นสิ่งที่มีคุณมีอุปการคุณ ที่จะเอามายกเลิกปัญหา
พระธรรมพระวินัยเป็นหลักการที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ ตัวตนนั้นแหละมันเป็ฯวัฏฏสงสาร วัฏฏสงสารเป็นวิบากกรรมจากความไม่รู้ไม่เข้าใจที่ผลิตผลออกมาเป็นความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพราก
เรามารู้เรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องผลของกรรม
เรามารู้ข้อวัตรข้อปฏิบัติ
มามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เรามาเอาพระธรรมพระวินัย เราพากันมารู้มาเข้าใจ พระธรรมพระวินัยจะเป็นยานในการเดินทาง เราจะเดินทางไกลเราต้องมียานในการเดินทาง ทางบกก็ต้องมีรถอย่างดี ทางอากาศก็ต้องมีเครื่องบินอย่างดี ทางทะเลทางมหาสมุทรก็ต้องมีเรือยนต์ขนาดใหญ่อย่างดี
เราจะออกจากวัฏฏสงสารเราก็ต้องมียานในการเดินทาง เพื่อความสวัสดิภาพปลอดภัย
เราพากันมารู้มาเข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย พระธรรมพระวินัยเป็นสาเหตุที่จะให้หยุดเหตุหยุดปัจจัย จะเป็นสาเหตุให้ก้าวไปด้วยเหตุด้วยปัจจัย
การประพฤติการปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เน้นลงที่ใจ เพราะเหตุผลว่ากายวาจากิริยามารยาทอาชีพเป็นเพียงอุปกรณ์ของใจ
การปฏิบัติถึงเน้นบริสุทธิคุณที่ใจ ใจของเราต้องรู้ต้องเข้าใจ ต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ถึงเน้นความบริสุทธิที่จิตใจ
การที่เราจะปกปิดคนอื่นไม่ให้รู้นั้นเราปกปิดได้ แต่เราปกปิดใจของตัวเองไม่ได้ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเน้นบริสุทธิคุณ
ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านมีพระปัญญาบริสุทธิคุณ มีพระกรุณาบริสุทธิคุณ มีเมตตาบริสุทธิคุณ
การประพฤติการปฏิบัติถึงเป็นอริยมรรคทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ที่ใจบริสุทธิคุณ เป็นผู้ที่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่หลอกลวง เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นความดับไม่เหลือด้วยความรู้ความเข้าใจ เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ
การประพฤติการปฏิบัติถึงเป็นอริยมรรค เป็นอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่บริสุทธิคุณ ไม่มีต่อหน้าและลับหลัง การประพฤติการปฏิบัติถึงเน้นมาตัวของเราเอง ทำหน้าที่ของเราเอง เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ทำอะไรไม่หวังผลอะไรตอบแทน เป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ทำความดีเพื่อต้องการจะเป็นคนดี หรืออยากจะเป็นคนดี
การทำความดีเพื่อความดีนั้นเป็นนิพพาน การทำความดีเพื่อต้องการเป็นคนดี เป็นเทวดาดี เป็นพระพรหมดี เป็นพระอริยเจ้าดีนั้นยังเป็นความปรุงแต่งอยู่ ยังไม่ใช่ปัญญาบริสุทธิคุณ ยังเป็นตัวเป็นตนอยู่ ยังเป็นทิฏฐิยังเป็นมานะ ถึงจะเป็นความดีแต่ความดีนั้นยังมีความต้องการ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เพื่อเราจะได้ทำความดีเพื่อความดี การให้ทานก็เพื่อการให้ทาน การรักษาศีลก็เพื่อการรักษาศีล การเจริญสมาธิก็เพื่อเจริญสมาธิ การเจริญปัญญาก็เพื่อปัญญา
เรารู้เข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เพื่อให้ความดีนั้นเป็นความดี เราจะได้เข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน พระนิพพานนั้นต้องอยู่ที่ปัจจุบัน พระนิพพานนั้นคือทำความดีเพื่อความดีไม่ใช่ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี
นักวิทยาศาสตร์ผู้ที่พัฒนาวัตถุก็ต้องรู้ต้องเข้าใจ ผู้บำเพ็ญภาวนาทางจิตใจก็ต้องรู้ต้องเข้าใจ ทางวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจก็ต้องเดินทางไปพร้อม ๆ กัน เป็นความดีเพื่อความดี เป็นปัญญาเพื่อปัญญา เราจะเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบันไม่ต้องรอชาติหน้า
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ อดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบันนี้ ปัจจุบันเราต้องทำความดีเพื่อความดี เพื่อดับไม่เหลือทั้งความรู้กับการประพฤติการปฏิบัติ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติจะรู้ได้เฉพาะตน ผู้ใดรู้เข้าใจ ทำความดีเพื่อความดี ยกเลิกเรื่องอดีตเรื่องอนาคต ปัจจุบันก็ว่างจากตัวจากตน
การประพฤติการปฏิบัตินั้นอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ รู้จักการประพฤติการปฏิบัติ เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นอยู่ที่ปัจจุบัน ทานนี้ก็ต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ศีลนี้ก็ต้องอยู่ปัจจุบัน สมาธินี้ก็ต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ปัญญานี้ก็ต้องอยู่ที่ปัจจุบัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้จัก เราจะได้ยกเลิกตัวยกเลิกตนอยู่ในปัจจุบันที่ปัจจุบัน เพื่อเอาทานมาใช้ เอาศีลมาใช้ เอาสมาธิมาใช้ เอาปัญญามาใช้
เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจแล้วมันจะไม่มีการประพฤติการปฏิบัติเลย ตาเห็นรูปหูฟังเสียงจมูกได้กลิ่นลิ้นลิ้มรสกายได้สัมผัสใจมีความรู้สึกนึกคิดนั้นจะไม่มีการประพฤติการปฏิบัติเลย
การที่ไม่มีการประพฤติการปฏิบัตินั้นคือปล่อยให้ใจที่มีอวิชชาที่มีความหลงนั้นให้เค้าทำงานทำหน้าที่ เพราะสาเหตุว่าเราไม่รู้ไม่เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ เราถึงปล่อยให้อวิชชาให้ความหลงเค้าทำงานทำหน้าที่
เราไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติเลย เราต้องรู้จักการประพฤติการปฏิบัติ เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นอยู่ที่ปัจจุบัน ถ้าเราไม่ประพฤติปฏิบัติในปัจจุบันที่ปัจจุบันแล้ว เราจะไปปฏิบัติตอนไหน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติปฏิบัติในปัจจุบันที่ปัจจุบัน
ยกตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ เช่น ตาเห็นรูป เราก็ต้องรู้ต้องเข้าใจ เพราะเรามีตามันถึงมีรูป รูปมันเกิดขึ้นได้ก็เพราะมีผัสสะ มีภายนอกภายในสัมผัสกัน เราต้องรู้เข้าใจ จะได้จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ ยกผัสสะนั้นเข้าสู่พระไตรลักษณ์ ที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ทุกอย่างล้วนแต่เป็นอาคันตุกะที่สัญจรไปมาชั่วครู่ชั่วยาม สิ่งดั้งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ จะได้เอาความรู้ความเข้าใจนั้นมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ
ด้วยเหตุผลนี้ เราถึงต้องประพฤติต้องปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน ถ้าเราไม่ประพฤติปฏิบัติในปัจจุบันก็จะไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย เมื่อไม่มีมรรคผลนั้นก็ย่อมไม่มี เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย
ถ้าเรารู้เราเข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัยมันต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ที่อนาคต เพราะอนาคตเป็นสิ่งที่ทุกคนที่จะไปไม่ถึง
เราพากันคิดดูดี ๆ นะ ไม่มีใครถึงอนาคตได้ มีใครถึงอนาคตได้บ้าง ไม่มีใครถึงอนาคตได้ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะอนาคตนั้นไม่มีใครจะไปถึงได้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจในเรื่องของอดีตเรื่องของอนาคต เราเอาความปรุงแต่งนำชีวิตมันไม่มีวันจบ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัติมันต้องปฏิบัติที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องเข้าถึงบริสุทธิคุณ
เสขบุคคลต้องรู้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้
การประพฤติการปฏิบัตินั้นคือเป็นหน้าที่ที่เป็นความดีเพื่อความดี ที่เป็นบริสุทธิคุณ เพราะเราปกปิดใครนั้นปกปิดได้ แต่ว่าปกปิดใจของเราเองนั้นปกปิดไม่ได้ เราถึงเน้นที่บริสุทธิคุณ การให้ทานรักษาศีลเจริญสมาธิภาวนา เป็นการประพฤติพรหมจรรย์ที่ยกเลิกตัวตน
เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ ว่าพระนิพพานนี้ต้องอยู่ที่ปัจจุบัน พระนิพพานนั้นอยู่ที่รู้เข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า ปัจจุบันไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย ไม่ยกเลิกตัวยกเลิกตน พระนิพพานนั้นจะมีได้อย่างไร พระนิพพานเป็นความรู้ความเข้าใจ ยกเลิกตัวยกเลิกตน มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติตามพระธรรมพระวินัย นั้นจะเป็นพระนิพพานในปัจจุบัน ไม่ใช่พระนิพพานอยู่ที่ชาติหน้า ชาติหน้าก็ไปจากปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยเป็นสมมติสัจจะ มาให้เรายกเลิกตัวยกเลิกตน ยกเลิกความทุกข์ ตัวตนนั้นมันเป็นความทุกข์ที่เกิดขึ้น ความทุกข์ที่ตั้งอยู่ ความทุกข์ที่ดับไป นอกจากความทุกข์นั้นไม่มีเลย
พระธรรมพระวินัยที่เป็นสมมติสัจจะนั้นถึงมายกเลิกความทุกข์ยกเลิกตัวยกเลิกตนที่เป็นพระนิพพานที่ปัจจุบัน ไม่ใช่พระนิพพานอยู่เบื้องหน้าโน้นเทอญ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ จะได้ดับไม่เหลือแห่งความทุกข์ที่มันเป็นตัวเป็นตน ความรู้ต้องคู่กับการประพฤติต้องคู่กับการปฏิบัติ เพื่อจะได้ทันกาลทันเวลา เพื่อจะได้หยุดกาลหยุดเวลา จะได้หยุดปัญหา เอาปัญญามาแทนปัญหา เป็นผู้รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ความสงบนั้นต้องไม่เป็นตัวไม่เป็นตน ปัญญานั้นต้องไม่เป็นตัวไม่เป็นตน ความสงบก็เกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ปัญญานั้นก็เกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เรามายกเลิกตัวตน เรามามีสติรู้ตัวทั่วพร้อม การที่มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมนั้นจะตัดเรื่องอดีตเรื่องอนาคต ปัจจุบันเราก็ว่างจากตัวจากตน ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่ว่างจากสิ่งที่ไม่มี ว่างจากด้วยความรู้ความเข้าใจ ว่างจากเพราะเรารู้เข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย
เราเข้าใจสิ่งภายนอกภายในเข้าใจในเรื่องอดีตอนาคต ปัจจุบันเราได้รู้เข้าใจ เราจะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่ว่างจากสิ่งที่ไม่มี
พุทธะคือความรู้ความเข้าใจ เป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติอาศัยพระธรรมพระวินัยเป็นพรหมจรรย์ที่ยกเลิกตัวตน ผู้ประพฤติปฏิบัติจะรู้ได้เฉพาะตน เข้าถึงวิมุตติความหลุดพ้นจากตัวจากตนด้วยความรู้ความเข้าใจ สติสัมปชัญญะเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ เพราะเหตุผลว่า อดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเรารู้เข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ พระนิพพานถึงเป็นความสุข เป็นความอิ่มความเต็มความพอเพียงเพียงพอ
ผู้ประพฤติปฏิบัติเมื่อรู้เข้าใจ มีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ สำหรับเสขบุคคล บุคคลพึงประพฤติปฏิบัติต้องทำอย่างนี้จนกว่าความดีและปัญญา เพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำไม่ใช่น้ำหยด เป็นสายน้ำ ไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม ไม่ไปตามผัสสะ จบลงที่ปัจจุบันด้วยความรู้ความเข้าใจ เป็นพระนิพพานชั่วขณะ ๆ ไปในปัจจุบัน เป็นสายน้ำ เป็นออกซิเจนไปในตัวไปโดยธรรมชาติ ที่เป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่พระนิพพานอยู่ที่ชาติหน้า เป็นพื้นเป็นฐานของปัจจุบัน เพื่อรองรับอนาคต เป็นประโยชน์ในปัจจุบันและอนาคต
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ พากันมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ อย่าพากันตั้งอยู่ในความประมาท เดี๋ยวจะเกิดความเสียหาย เดี๋ยวจะเกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย มันจะเสียหายอย่างนั้น
การยกเลิกตัวยกเลิกตน ก็คือยกเลิกความทุกข์ทั้งหลายทั้งมวล ไม่มีความทุกข์ พระธรรมพระวินัยมีไว้สำหรับยกเลิกตัวยกเลิกตน ยกเลิกความทุกข์
การปฏิบัติของเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ การที่เราปกปิดใครนั้นปกปิดได้ แต่ปกปิดใจของเราเองไม่ได้นะ เราพากันคิดดูดี ๆ นะ ใครปกปิดใจของตัวเองได้ ไม่มีใครปกปิดใจของตัวเองได้
ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องรู้ปัญหา รู้ปัญหาว่าเราปกปิดคนอื่นได้ แต่ปกปิดใจตัวเองไม่ได้ พระนิพพานนั้นที่เป็นพระธรรมเป็นพระวินัยที่ยกเลิกตัวตน เพื่อให้เข้าถึงบริสุทธิคุณ เพื่อยกเลิกกาลยกเลิกเวลา ไม่ปกปิดซ่อนเร้น หยุดเป็นผู้หลอกลวง เป็นผู้ซื่อสัตย์ ไม่มีต่อหน้าและลับหลัง
เราพากันคิดดูดี ๆนะ ตัวตนนั้นมันเจ็บปวดมากนะ มันเจ็บปวด มันแก่มันตายมันพลัดพรากมันเจ็บปวดมาก ๆ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ว่าตัวตนนี้แหละมันเป็นวัฏฏสงสารเป็นสังสารวัฏ เราต้องรู้ต้องเข้าใจในเรื่องปัญหา เราจะได้มีปัญญาเสียบ้าง เอาตัวตนเป็นที่ตั้งมันจะเป็นคนมีปัญญาได้อย่างไร นั้นคือคนไม่มีปัญญา นั้นคือคนสร้างปัญหา หาเรื่องหาราวให้ตัวเองหาเรื่องหาราวให้คนอื่นจะว่าเป็นผู้มีปัญญาได้อย่างไร
พระธรรมพระวินัยให้เรารู้เข้าใจเป็นสิ่งที่จะมายกเลิกปัญหาไม่สร้างปัญหา เป็นการหยุดปัญหา เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้าให้เสียเวลา เราต้องรู้เข้าใจ ไม่มีใครเข้าถึงชาติหน้า ต้องรู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน พระนิพพานตั้งอยู่ที่ปัจจุบันไม่ใช่อยู่ที่ชาติหน้า
เราลองคิดดูดี ๆ นะ ไม่มีใครเข้าถึงชาติหน้าได้หรอก ทุกคนก็จะอยู่กับปัจจุบันนี้แหละ สิ่งที่มันเป็นชาติหน้านั้นมันเป็นการโคจรของโลกของดวงอาทิตย์ เป็นการโคจรของธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ ทั้งภายนอกภายในมันเป็นการโคจร เราต้องรู้เข้าใจทุกอย่างนั้นมันเป็นปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องรู้เข้าใจในสิ่งภายนอกภายใน เราจะได้จบลงด้วยความรู้ความเข้าใจ จบลงที่ปัจจุบัน เราจะไม่ได้ไปตามผัสสะ ไม่ได้ไปตามสิ่งแวดล้อม เราต้องยกเลิกวัฏฏสงสารของตัวเอง เราจะได้มีเมตตาตัวเองเสียบ้าง การที่เรามีความเกิดความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากมันดีแล้วเหรอ มันมีคุณมีประโยชน์แล้วเหรอ ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากมันไม่มีประโยชน์นะ มันมีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป นอกจากความทุกข์นั้นไม่มีเลย
ให้เราทั้งหลายระลึกถึงโอวาทพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรม ความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
----------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันเสาร์ที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา