๒๑ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙ (ค่ำ)

วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๒๑ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

เราพากันนั่งสมาธิทำวัตรสวดมนต์ โอกาสต่อไปนี้เราจะได้ฟังธรรม โอวาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้ทุกคนพากันนั่งให้สบาย คำว่าสบายหมายถึงมีความสุขไม่มีความทุกข์ มีความสุขในการนั่งให้สบาย หายใจเข้ามีความสุข หายใจออกมีความสุข ความสุขกับความสงบนี้คืออันหนึ่งอันเดียวกัน หายใจเข้ามีความสุขเอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย หายใจออกมีความสุขเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกายเพื่อจะได้ฟังคำบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ความรู้ความเข้าใจเป็นสิ่งที่สำคัญ ต้องมีความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน ปัญญาสัมมาทิฏฐิเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เป็นความสงบและปัญญาเดินไปพร้อม ๆ กัน เป็นการอบรมบ่มอินทรีย์ เอาความดีและปัญญาก้าวไปพร้อม ๆ กัน พัฒนาใจพัฒนาวัตถุด้วยปัญญาและความสงบ

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันรู้พากันเข้าใจในเรื่องเหตุในเรื่องปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปมันถึงมี เราต้องเข้าใจอย่างนี้ เพราะทุกอย่างนั้นมันเนื่องมาจากเหตุจากปัจจัย มันจะไม่เป็นไปอย่างอื่น เอาปัจจุบันนี้เอามาใช้เอามาปฏิบัติ เพราะอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพื่อทำหน้าที่ให้ดี ๆ ที่ประกอบด้วยปัญญา เพราะทุกอย่างนั้นมันคือกรรม เราต้องรู้เข้าใจ แล้วมันก็จะเป็นกฎแห่งกรรม จะได้รับผลของกรรม

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราอาศัยพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เป็นคำสอนที่เป็นบริสุทธิคุณ มีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ เอามาใช้เอามาปฏิบัติ

 

เรามายกเลิกตัวยกเลิกตน มาหยุดมายกเลิกการทำตามสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่น ว่าธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ ที่เรามายึดมั่นเป็นตัวเราของเรา เป็นตัวกูของกู เป็นตัวสูของสู เราต้องรู้เข้าใจ เพราะความยึดมั่นถือมั่นอย่างนี้มีแต่ความทุกข์ได้เกิดขึ้น ความดับทุกข์ได้ตั้งอยู่ความทุกข์ได้ดับไป นอกจากความทุกข์นั้นไม่มีเลย

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ อริยมรรคที่เกิดจากกายวาจากิริยามารยาทอาชีพเราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เอาความรู้ที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ผู้มีปัญญามาก ๆ ถึงต้องมีความสงบมาก ๆ เพื่อจะได้หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน รถดี ๆ เครื่องบินดี ๆ เรือดี ๆ ก็ต้องมีเบรกอย่างนี้

 

พระพุทธเจ้านั้นคือผู้รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ พุทธะนั้นไม่ใช่นิติบุคคลตัวตนนะ พุทธะนั้นได้แก่ความรู้ความเข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เป็นผู้มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสัมมาสัมพุทธะ เป็นใจที่อบรมบ่มอินทรีย์ ใช้เวลายาวนานหลายล้านชาติหลายล้านปีหลายอสงไขย

 

พวกเราต้องมารู้มาเข้าใจเรื่องพุทธะนะ เพื่อเราจะได้เอาหลักการ เอามาใช้เอามาประพฤติเอามาปฏิบัติ พุทธะนั้นคือความไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตายไม่พลัดพรากที่เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นปัญญาที่ประกอบด้วยความดี ที่เป็นความพอดี ไม่มากเกินไปไม่น้อยเกินไป ไม่ได้เพิ่มไม่ได้ตัด เป็นความสงบและปัญญา เป็นปัญญาและเป็นความสงบ เป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่ว่างจากสิ่งที่ไม่มี เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เป็นการให้ทานเสียสละ ไม่หวังผลอะไรตอบแทน เป็นการรักษาศีลเพื่อเสียสละ ไม่หวังผลอะไรตอบแทน เป็นการทำสมาธิเพื่อเสียสละ ไม่หวังผลอะไรตอบแทน เป็นการเจริญปัญญาที่เสียสละ ไม่หวังอะไรตอบแทน เพราะความถูกต้องนั้นมันมีอยู่ในตัวอยู่แล้ว ไม่มีความอยากและความไม่อยากนำ เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นหน้าที่เพื่อหน้าที่ ยกเลิกความปรุงแต่งด้วยความรู้ความเข้าใจ ไม่มีการเปรียบเทียบ เป็นความสุขในความสุข เป็นสมาธิในสมาธิ เป็นปัญญาในปัญญา นี้เป็นพุทธะ พุทธะนั้นถึงเป็นพระรัตนตรัย เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติที่เป็นหน้าที่เพื่อหน้าที่ เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ เพื่อจะได้เอาพระรัตนตรัย เอาธัมมจักรนำชีวิต

 

ที่ท่านอัญญาโกณทัญญะได้กล่าวว่า จักขุเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ญาณเกิดขึ้นแล้วแก่เรา แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ด้วยความรู้ความเข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย ที่จะได้เอาพุทธะนำชีวิต เพื่อขบวนการของขบวนการ เพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่อง รู้เข้าใจ ยกเลิกธาตุยกเลิกขันธ์ยกเลิกอายตนะ ไม่ไปตามผัสสะ ไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นให้มันจบลงที่ปัจจุบัน มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เป็นแสงสว่างทางปัญญา

 

มนุษย์เรามีตาอยู่ ๒ อย่างนะ อันหนึ่งตาของร่างกาย อันหนึ่งตาของจิตใจ ตาเค้ามีไว้ทำไม มีไว้สำหรับป้องกันอันตราย เราต้องมีตาทั้งส่วนร่างกาย มีทั้งตาของใจนะ เราต้องรู้เรื่องภายนอก รู้เรื่องภายใน เราจะได้มีทั้งตาส่วนร่างกายมีทั้งตาส่วนจิตใจ ด้วยเหตุผลนี้แหละ เราถึงต้องเอาธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ นี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ให้เกิดคุณเกิดประโยชน์ เพื่อเป็นอุปกรณ์ในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อให้ตาภายนอกกับตาภายในก้าวไปพร้อม ๆ กัน เสมอกัน เพื่อเป็นความดีความปลอดภัยที่ประกอบด้วยปัญญา ปัญญาประกอบด้วยความดี เพื่อเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรงปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์ ปฏิบัติเพื่อความสมควรเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ไม่มากเกินไม่น้อยเกินที่จะเป็นความพอดีความพอเพียง ระหว่างวัตถุที่อาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อทางวัตถุจะได้ก้าวหน้า อาศัยจิตใจพัฒนาปัญญา เพื่อให้ตาปัญญาที่เป็นตาใจให้เกิดปัญญา สิ่งที่เป็นคุณอยู่แล้วจะได้เกิดคุณจะไม่ได้มีโทษ จะไม่ได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ

 

เราทุกคนที่เป็นมนุษย์ก็ต้องใช้หลักการเดียวกันนี้หมด เพื่อพัฒนาวิทยาศาสตร์ พัฒนาใจไปพร้อม ๆ กัน ใช้หลักการอันเดียวกันนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจนะ การประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่มีใครประพฤติปฏิบัติแทนกันได้ อันนี้มันเรื่องส่วนตัวเรื่องเฉพาะตน

 

ให้ทุกคนรู้ว่างานนี้ไม่มีใครช่วยเราได้นะ เราต้องช่วยเหลือตนเอง งานนี้เป็นงานสำคัญนะ มันเป็นการชิงแชมป์ของชีวิตนะ ชิงแชมป์โลกกับธรรมนะ เราต้องฟิตเต็มที่นะ ทั้งกายทั้งวาจาทั้งกิริยามารยาทต้องฟิตเต็มที่ ด้วยเหตุผลนี้เราถึงมีความสุขในการทำหน้าที่ ทำหน้าที่ให้มีความสุข ความสุขนี้หมายถึงความไม่มีทุกข์นะ เราต้องมีความเชื่อมั่นตั้งมั่นไม่หวั่นไหวไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน ไม่สะทกสะท้านไม่สะเทือนนะ มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม พร้อมที่จะประพฤติพร้อมที่จะปฏิบัติพร้อมที่จะเผชิญด้วยความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

เราทุกคนต้องมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ คำว่าสมบูรณ์นี้คือถึงพร้อมด้วยความตั้งใจตั้งอยู่ในความไม่ประมาทนะ เป็นผู้มีสติมีสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ไม่สะทกสะท้านสะเทือนไม่หวั่นไม่ไหว ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น เอาปัญญากับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบันนี้แหละ เข้าถึงความอิ่มความเต็มๆ ๆ ๆในปัจจุบัน

 

ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ที่เป็นปฏิปทาที่เป็นความสุขติดต่อต่อเนื่องนั่นแหละจะมีพลัง การฟิตร่างกายการฟิตจิตใจที่ยั่งยืนต้องอาศัยการติดต่อต่อเนื่องด้วยหลักการอุดมการณ์อุดมธรรม ไม่สะทกสะท้านต่อความร้อนความหนาวความสุขความทุกข์ความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพราก ด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

เราทุกคนต้องขอบใจปัญหาที่ให้เราได้จัดการกับปัญหา ถ้าไม่มีปัญหามันก็จะไม่มีปัญญา ถ้าไม่มีปัญญามันก็จะไม่มีความสงบ ถ้าไม่มีความสงบมันก็ไม่ได้เสียสละถึงจะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะของเราทุก ๆ คน เราต้องรู้เข้าใจก้าวไปด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ มันจะประดิษฐ์ทาน ประดิษฐ์ศีล จะประดิษฐ์สมาธิด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ ด้วยพลังทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจประดิษฐ์ ใจที่รู้เข้าใจ ใจที่ไม่สะทกสะท้านใจที่ไม่หวั่นไหวด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

พระนิพพานนั้นเป็นชื่อของความสุข ความสุขคือความไม่มีทุกข์ทางจิตใจ กายนั้นมันมาจากผลของความไม่รู้ไม่เข้าใจที่เราเวียนว่ายตายเกิดนั้นเป็นกรรมเป็นกฎแห่งกรรมเป็นผลของกรรมเป็นอดีตที่ผ่านมาเป็นเกษียณที่ผ่านมา มันแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว แก้ไขได้เพียงแต่บรรเทา

 

เรามาเอาที่ปัจจุบัน เพราะอดีตก็มาอยู่ที่เป็นกรรมเก่าก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะเป็นกรรมใหม่ก็อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ คำว่าความสุขนี้เป็นชื่อของพระนิพพาน พระนิพพานเป็นความรู้ความเข้าใจเป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่ว่างจากสิ่งที่ไม่มี เพราะสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้มันเป็นกรรมเก่า เราเข้าใจกรรมใหม่ที่จะก้าวไปข้างหน้า เราต้องมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน

 

ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ

 

เรามีหน้าที่ทำดี ๆ ใจดี ๆ ใจสบายปัจจุบันเราต้องมีความสุขให้เต็มที่อย่างเต็มที่ ทำความดีไม่ต้องหวังอะไรตอบแทน เพราะเราทำความดีมันก็เป็นความดีอยู่แล้ว ทำความดีก็ต้องมีปัญญา ถ้าไม่มีปัญญาแล้วมันจะหวังสิ่งตอบแทน มันจะเป็นการให้ทานเพื่อหวังประโยชน์ตอบแทน เป็นการรักษาศีลเพื่อหวังประโยชน์ตอบแทน เป็นการทำสมาธิเพื่อหวังประโยชน์ตอบแทน การทำอะไรเพื่อหวังประโยชน์ตอบแทนมันเป็นความปรุงแต่ง ความปรุงแต่งมั้นหยุดสัยชขาตญาณไม่ได้ หยุดตัวหยุดตนไม่ได้ หยุดตัวเราของเรา ตัวเขาของเขา ตัวกูของกู ตัวสูของสูไม่ได้

 

เราต้องรู้เข้าใจ การให้ทานถึงจะเป็นคุณสมบูรณ์ การรักษาศีล การทำสมาธิ การเจริญปัญญาถึงจะเป็นคุณสมบูรณ์ ที่ว่าบริสุทธิคุณคือไม่หวังผลอะไรตอบแทนเรียกว่าบริสุทธิคุณ มีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ไม่หวังผลอะไรตอบแทนคือบริสุทธิคุณ  เป็นความรู้ความเข้าใจแล้วปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องเพื่อเอาปัญหาต่าง ๆ ให้เป็นปัญญา ให้เอาความแก่เจ็บตายพลัดพรากมาเป็นปัญญา เราเจ็บแล้วเราต้องจำ อย่าไปซ้ำรอย อย่าไปซ้ำแผลเก่า คำว่าบาปนั้นคือบาดแผล เราต้องรู้เข้าใจ มันเป็นบาดเป็นแผลแล้วเราจะไปซ้ำแผลเก่ารอยเก่า

 

เราต้องรู้เข้าใจ เราต้องทำความดีเพื่อความดี ไม่หวังผลอะไรตอบแทน มีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ การปฏิบัตินี้มันเป็นการชิงแชมป์นะ การปฏิบัตินี้มันเป็นการชิงแชมป์นะ การปฏิบัตินี้มันเป็นการชิงแชมป์นะ มันเป็นปัจจุบันเป็นหลักนะ เพราะอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบันอนาคตภายหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน เป็นการชิงแชมป์ระหว่างอวิชชากับปัญญานะ ความรู้ต้องคู่กับการการปฏิบัตินี้มันเป็นการชิงแชมป์นะมีความสุขน่ะ ความสุขนั้นคือพระนิพพานนะ เป็นการหยุดกรรมหยุดกฎแห่งกรรม หยุดผลของกรรมนะ ด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

ทุกคนน่ะพากันมีความสุขในการทำหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ ไม่ไปหวังอะไรตอบแทน อย่าไปอยู่ด้วยความหวัง ความหวังมันคือความปรุงแต่งนะ ถ้ามีความหวังมันก็มีความไม่สมหวัง เพราะมันคือความปรุงแต่งนะ เรามามีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขในการทำงานเพื่อเข้าถึงความพอดีความพอเพียงในปัจจุบันอย่างนี้  เพราะความสุขมันอยู่ที่ปัจจุบันนี้นะ ความหวังนั้นมันเป็นการความสุขที่อนาคต มันไม่ใช่มันแก้ปัญหาไม่ได้ มันเป็นทะเลที่ไม่อิ่มด้วยน้ำ เหมือนมหาสมุทรที่ไม่อิ่มด้วยน้ำนะ มันเป็นเหมือนไฟที่ไม่อิ่มด้วยเชื้อของเพลิง เอาเชื้อมาเท่าไหร่ก็ไม่อิ่มไม่พอไม่เต็ม มันเป็นเข้าถึงความถึงความเต็ม ๆ เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอนะ

 

ปัจจุบันนี้เราต้องยกเลิกสิ่งไม่ถูกต้อง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้อริยสัจสี่ รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ให้มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน เพราปัจจุบันเป็นการชิงแชมป็ระหว่างอวิชชากับปัญญา เราทุกคนต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม เรื่องดีเรื่องชั่วเรื่องผิดเรื่องถูกเรื่องไม่ดีไม่ชั่วไม่ผิดไม่ถูก มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในการยืนเดินนั่งนอนต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมเพื่อจะไม่ได้มากเกินไม่น้อยเกินไป เพื่อจะเป็นความพอเพียงเพียงพอเป็นความพอดีเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรมที่เป็นสติเป็นสัมปชัญญะที่มีความสุขจที่สุดในโลกด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

เราต้องเอาพระนิพพานนำชีวิต พระนิพพานนั้นคือความสุข เราอย่าไปทำอะไรเพื่อหวังอะไร ต้องทำหน้าที่ให้มีความสุขเพื่อเข้าถึงความพอดีความพอเพียง

 

วันจันทร์อังคาพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานพร้อมกับการปฏิบัติอย่างมีความสุข เพราะความสุขนั้นมันอยู่ที่หน้าที่ หน้าที่อยู่ที่มีความสุขมันอยู่ที่ปัจจุบันไม่ใช่อยู่ที่อนาคต

 

ให้เราเข้าใจ มีผู้ที่ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าอันนี้ขึ้นอยู่ที่เงื่อนไขขึ้นอยู่ที่เหตุปัจจัย ให้เรารู้เข้าใจอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบันอยู่แล้ว อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันคือการประพฤติการปฏิบัติของเราต้องเกิดประโยชน์ทั้งปัจจุบันและอนาคต

 

เราต้องมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องมีความสุขมาก ๆ สุขอย่างยิ่ง เพราะการประพฤติการปฏิบัติเป็นการชิงแชมป์ระหว่างอวิชชากับปัญญา เพื่อเราจะได้ไม่เอาความหลงนำชีวิตไม่เอาความผิดนำชีวิต มันจะเสียหายมันจะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึกสตง. ตึกอื่นก็ไม่พัง พังตึกเดียวเฉพาะตึกสตง. แผ่นดินไหวอยู่ตั้งไกลโน้น อยู่ประเทศพม่า ศูนย์กลางอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ อยู่ห่างจากกรุงเทพฯร่วมพันกิโล เพราะเอาความหลงนำชีวิตเอาความผิดนำชีวิต เราเอาความไม่ถูกต้องนำชีวิตมันแก้ปัญาหาไม่ได้นะ มันหาเรื่องหาราวให้กับตัวเองหาเรื่องหาราวให้กับคนอื่นมันมีปัญหาทั้งนั้น

 

เราต้องพากันมารู้จักปัญหา เพื่อเอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เราต้องขอบใจปัญหาต่าง ๆ นะ ถ้าไม่มีปัญหาไม่มีปัญญา เราอย่าไปกลัวปัญหา ปัญหานั้นคือปัญญา เราอย่าไปกลัวความทุกข์ ความทุกข์นั้นแหละเราจะเอามารีไซเคิลให้เป็นความสุข ให้รู้เข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ เรื่องข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ พากันมามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ ทำความดีเพื่อความดีอย่าไปหวังอะไรตอบแทน อย่าไปอยู่ด้วยความหวัง มันเป็นการอยู่กับความหลง มันเป็นฝันกลางวัน

 

ความรู้กับการปฏิบัติต้องเดินทางควบคู่กันไป หลักการไม่ให้ใครทำอะไรตามใจตามอัธยาศัย ต้องเลิกการทำอะไรตามใจตามอัธยาศัย เพราะทุกอย่างนั้นมันเป็นกรรมเป็นกฎแห่งกรรม เป็นผลของกรรม เพราะไม่มีใครจะเป็นใหญ่เหนือกฎแห่งกรรม เหนือการกระทำนั้นไม่ได้

 

สมมติสัจจะทั้งหลายชี้ให้รู้ให้เข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย ที่จะเกิดความทุกข์ ที่จะเกิดความสุข เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพื่อจะเอาความรู้ความเข้าใจนั้นมาประพฤติมาปฏิบัติ ความรู้กับการปฏิบัตินั้นถึงเป็นเพื่อนกันเป็นเกลอกัน กายกับใจนี้ต้องไปด้วยกัน

 

ใจกับกายไปด้วยกันอย่างไร..?

 

เช่นลมหายใจกับระบบสมองนี้จะไม่ได้ขัดแย้งกัน จะไม่ได้แยกทางกัน ใจที่มีสติมีสัมปชัญญะ อันหนึ่งความสงบ อันหนึ่งปัญญา ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ เป็นเพื่อนกันเป็นเกลอกัน ผู้มีความสงบมาก ๆ ต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อเป็นเพื่อนกันเป็นเกลอกัน เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะถึงเป็นธรรมะที่มีคุณมีอุปการะมาก ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่าสติสัมปชัญญะ

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ จะได้เอาสมมติสัจจะมาใช้มาปฏิบัติอย่างมีความสุข สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้เป็นทางสายกลางระหว่างจิตใจกับวัตถุต้องไปพร้อม ๆ กัน ระหว่างความสงบและปัญญาจะได้ไปพร้อม ๆ กัน สิ่งที่เป็นปัญหาทั้งหลายนั้นจะได้เป็นปัญญา สิ่งที่เป็นปัญญาจะได้เป็นความสงบ สิ่งที่เป็นความสงบนั้นจะได้มาเสียสละ เพื่อเราจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

ปัจจุบันนี้คือการประพฤติการปฏิบัติของเรา เอาความรู้กับการประพฤติการปฏิบัติเดินไปพร้อม ๆ กัน อันหนึ่งความรู้อันหนึ่งปฏิบัติ อันหนึ่งธรรมอันหนึ่งวินัย ให้พวกเรารู้เข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ความสุขนั้นคือความไม่มีทุกข์ เป็นความสุขเป็นพระนิพพาน ที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ความรู้กับการปฏิบัตินั้นจะเป็นพระนิพพานในปัจจุบัน เรารู้เข้าใจเรื่องเหตุปัจจัยของความทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์

 

 เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ชีวิตของเราก็จะเป็นพระนิพานชั่วขณะ ๆ ให้เราทุกคนพากันรู้พากันเข้าใจนะ ปัจจุบันเราต้องมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติในปัจจุบัน ปัจจุบันนี้มีเพียงครั้งเดียว ไม่มีโอกาสให้แก้ตัวได้นะ ทุกอย่างเป็นขณะ ๆ ไป ให้เราเข้าใจ สิ่งทั้งหลายจะได้จบลงในปัจจุบัน จบลงเพียงผัสสะนี้ ความสุขกับควาสงบมันคืออันเดียวกันนะ คือความไม่มีทุกข์นะ จะเรียกว่าพระนิพพานชั่วขณะสำหรับเสขบุคคลพึงประพฤติปฏิบัติ เพื่อประพฤติปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องเพื่อเป็นพระนิพพานที่ถาวร ความรู้ความเข้าใจนี้ไม่ใช่ความจำนะ เราต้องรู้เข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัยนะ เราต้องรู้เหตุรู้ปัจจัย ความรู้นี้ถึงไม่ใช่ความจำเป็นความเข้าใจ

 

การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนั้นแหละคือการชิงแชมป์ การชิงแชมป์นั้นอยู่ที่ปัจจุบัน การฝึกซ้อมให้แข็งแรงทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพอันนั้นคือการฝึกซ้อมนะ เพื่อให้เกิดความพร้อม มันเป็นเพียงวอร์ม ปัจจุบันนี้มันเป็นเรื่องจิตเรื่องใจเป็นความตั้งใจ เราต้องตั้งใจตั้งเจตนา มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะสุขใดก็สู้พระนิพพานไม่ได้

 

เราต้องมีพระนิพพานทางกายวาจากิริยารมารยาทมารวมลงที่ใจ ใจที่มีความสุขที่เราได้ยกเลิกวัฏฏสงสาร เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจอย่างนี้ เราทุกคนต้องพากันหยุดทำอะไรตามใจตามอัธยาศัย อย่าให้เสียกาลเสียวลาในการประพฤติการปฏิบัติ อย่าให้เสียทรัพยากรในความเป็นมนุษย์ ที่ปล่อยโอกาสปล่อยเวลาผ่านไป คนที่เป็นคนดีนั้นมีมากนะ มีมากมายคนที่เป็นคนดี แต่ไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ ไม่มีความตั้งใจในปัจจุบัน คนที่มีปัญญานั้นมีมาก แต่ว่าขาดความตั้งใจ ไม่เห็นสิ่งที่เป็นปัจจุบันนี้สำคัญ ผู้มีปัญญามากตั้งอยู่ในความประมาท ความประมาทมันเป็นสาเหตุให้เกิดความผิดพลาดเป็นความเสียหาย มันจะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทยนะ มันจะเป็นอย่างเดียวกันไม่ผิดเลย

 

การทำหน้าที่ของเรานี้มันเป็นความดีและปัญญา ไม่ใช่อวิชชาไม่ใช่ความหลงนะ เราทุกคนต้องพากันมีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เพื่อให้ความดีและปัญญาได้เป็นปฏิปทาติดต่อต่อเนื่อง เป็นปัจจุบัน เป็นฟอร์มสด เป็นหน้าที่ หน้าที่ที่มีความสุข หน้าที่ที่เป็นพระนิพพาน เรามามีความสุขในการทำหน้าที่ในการทำงาน การทำงานกับการปฏิบัติธรรม ๒ อย่างนี้ต้องควบคู่กันไปเลยนะ ๒ อย่างนี้จะแยกกันไม่ได้

 

ความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันเราต้องรู้เข้าใจ ปัจจุบันเราต้องประพฤติต้องปฏิบัติ เพื่อเข้าหาฟอร์มสด สดชื่นเบิกบาน รู้ตื่นเบิกบานในปัจจุบัน ถือเอาปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เอาการทำธุรกิจหน้าที่การงานให้เป็นพระนิพพาน ให้เป็นความสุขจากหน้าที่ ทุกคนอย่าเอาตัวตนเป็นพื้นฐาน อย่าเอาความขี้เกียจขี้คร้านเป็นพื้นฐาน ตัวตนนั้นมันจะลูบคลำในศีลในข้อวัตรข้อปฏิบัติ ที่เป็นสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ตัวตนนั้นแหละคือปัญหา คือเจ้าปัญหา คือเจ้าเสือร้ายเจ้าอันตราย ผู้มีปัญญามาก ๆ ถึงต้องปฏิบัติมาก ๆ มีปัญญาเท่าไหร่ปฏิบัติเท่านั้น ให้ปัญญากับการปฏิบัติมันเสมอกัน ให้มีความสุขกับความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อให้ปัญญากับการปฏิบัตินั้นเสมอกันไป ผู้มีปัญญามาก ๆ ถึงต้องปฏิบัติมาก ๆ เพราะการปฏิบัติมันเป็นความสุข มันไม่มีความทุกข์อยู่แล้วเพราะมันเป็นความสุข การปฏิบัติธรรมนั้นเป็นสติเป็นสัมปชัญญะไม่ไปตามกระแสไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม ไม่ไปตามธาตุตามขันธ์ตามอายตนะ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นมันจะจบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ ปัญหาต่าง ๆ นั้นก็จะกลายเป็นปัญญา เป็นปัญญานั้นเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติไปอย่างมีความสุข

 

เราพากันเอาความสงบและปัญญาควบคู่กันไป อันหนึ่งออกซิเจน อันหนึ่งถ่ายเทของเสียเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป เป็นปัญญาประดิษฐ์ทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ อาชีพที่มีความสุขที่สุดในโลก เพราะความสุขใดมันจะยิ่งกว่าพระนิพพานไม่มี เพราะเป็นความดีไม่หวังผลตอบแทน เพราะเราทำดีมันก็ดีอยู่แล้ว เป็นทานศีลสมาธิภาวนาที่มีความสุขไม่หวังอะไรตอบแทน มันเป็นความสุขมาก ๆ มีความสุขจริง ๆ ให้เรารู้เข้าใจ มันเป็นความรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ มีพระนิพพานเป็นบ้านเป็นที่อยู่ที่อาศัย ที่เกิดจากความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน

 

 เราจะได้เข้าถึงบางอ้อ ว่าอ้อ...ทำไมมันมีความสุขแท้ ความสุขเพราะเราทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา มันก็ต้องมีความสุขอย่างนี้แหละ เพราะนี้มันคือความดับไม่เหลือที่เป็นความรู้ความเข้าใจพร้อมทั้งการประพฤติการปฏิบัติที่เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้พวกเราเข้าใจในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราต้องเข้าใจในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราอย่าไปหาเรื่องหาราวให้ตัวเองเป็นทุกข์ หาเรื่องหาราวให้คนอื่นเป็นทุกข์ เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ เพื่อจะผ่านด่านอวิชชา ด่านความหลง วิบากกรรมที่เกิดมีธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ มันเป็นวิบากกรรมของความไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราลยหาเรื่องหาราวให้กับตนเอง หาเรื่องหาราวให้กับคนอื่น

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ มีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติในการทำหน้าที่ ทำหน้าที่ของเราให้ดี ๆ ให้มีความสุขในการทำหน้าที่ในปัจจุบัน

 

เรามารู้เรื่องกรรม กฎแห่งกรรม ผลของกรรม กรรมนั้นคือความไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ กรรมนั้นได้เกิดจากกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เราพากันมีความสุขในการสร้างบาปสร้างกรรมสร้างเวรสร้างภัยสร้างอันตรายทั้งหลายทั้งปวง ด้วยเหตุผลนี้เราต้องมารู้เรื่องกรรม กฎแห่งกรรม ผลของกรรม วิบากของกรรม

 

พระนิพพานนี้มีชื่อว่าความสุข ความสุขนั้นคือพระนิพพานนะ ความสุขที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ ประดิษฐ์กายวาจากิริยามารยาทอาชีพ อาชีพที่เอาปัญญาบริสุทธิคุณ ยกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน ไม่เอาทิฏฐิมานะ ไม่เอาอัตตาตัวตน

 

เอาพระธรรมพระวินัยประพฤติปฏิบัติอย่างมีความสุข ที่กล่าวไว้ว่าเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานด้วยธรรม

 

เราต้องเข้าใจว่าธรรมะคือธรรมะชาติ ธรรมชาตินั้นต้องเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เกิดจากความรู้ความเข้าใจที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ ประดิษฐ์ออกจากปัญญาทั้งกายวาจากิริยามารยาทรวมลงที่ใจ ใจที่รู้เข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ

 

ความสุขกับความสงบมันคือสิ่งเดียวกัน ถ้ามีความสุขก็มีความสงบ ถ้ามีความสงบมันก็มีความสุข จะว่าไม่มีทุกข์ก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ แต่เป็นพระนิพพานสำหรับยังไม่ได้เป็นผู้พระอรหันต์ เรียกว่าเป็นพระนิพพานชั่วขณะ ไม่ใช่พระนิพพานที่ถาวร เป็นการอบรมบ่มอินทรีย์ เพื่อให้ปฏิปทาติดต่อต่อเนื่อง

 

การทำอะไรที่ติดต่อต่อเนื่อง ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ทางจิตศาสตร์ต้องใช้เวลา ๓ อาทิตย์ขึ้นไปถึงจะได้ผลถึงจะเห็นผล เราทุกคนให้พากันเข้าใจนะ คำว่าพระ พระนั้นคือพระธรรมพระวินัย ไม่ใช่นิติบุคคลตัวตน

 

ใครยกเลิกตัวยกเลิกตนทุกคนก็เป็นพระหมด ไม่มีใครไม่เป็นพระ เพราะว่ายกเลิกทิฏฐิมานะอัตตาตัวตน มีความสุขในการยกเลิก มีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ

 

ความรู้ความเข้าใจที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติจะเป็นพระนิพพาน พระนิพพานคือความสุขเป็นบรมสุข สุขไหนก็สู้พระนิพพานไปไม่ได้ไม่มี

 

-----------------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในค่ำวันเสาร์ที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 109,795