๒๓ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ ๒๓ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย ฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเราจะได้เอาไปใช้เอาไปประพฤติปฏิบัติ พระธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นบริสุทธิคุณ เป็นธรรมที่ยกเลิกตัวยกเลิกตนเป็นธรรมที่บริสุทธิคุณ

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ จะได้เอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ เพื่อเป็นหลักการในการดำเนินชีวิตที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติให้เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ๒ อย่างนี้ต้องเดินทางไปพร้อม ๆ กัน

 

 พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านได้บำเพ็ญความดี บำเพ็ญบารมี ใช้เวลายาวนานหลายล้านปีหลายล้านชาติหลายอสงไขย ได้ตรัสรู้เป็นพุทธะ สัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง

 

เราก็ต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ไม่มีใครประพฤติปฏิบัติแทนเราได้ เราต้องประพฤติปฏิบัติด้วยตัวของเราเอง

 

ใจของเรานั้นทุก ๆ คน ส่วนใหญ่ไม่มีใครรู้ใจของเรา นอกจากผู้ที่อยู่สูงกว่าเรา เราปกปิดผู้ที่อยู่ต่ำกว่าเรานั้นปกปิดได้ แต่เราปกปิดใจของตัวเราเองนั้นไม่ได้

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าตัวเองเราเองปกปิดตัวของเราเองนั้นไม่ได้

 

ธรรมะที่เราจะพึงประพฤติพึงปฏิบัตินั้นถึงเป็นธรรมะที่บริสุทธิคุณ ที่ออกจากใจออกจากพระนิพพาน เป็นความดับไม่เหลือจากความรู้จากความเข้าใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราถึงต้องมารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ เราจะได้มีข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์

 

พระธรรมพระวินัยนั้นถึงเป็นบริสุทธิคุณ อาศัยความรู้ความเข้าใจเพื่อเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัติต้องปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะอดีตที่ผ่านมาก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเป็นความรู้ความเข้าใจที่เราจะต้องเอามาใช้ เอามาประพฤติมาปฏิบัติ

 

ธรรมะถึงเป็นหน้าที่ หน้าที่ถึงเป็นธรรมะ

 

เรามามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าไม่มีความทุกข์ก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ เป็นพระนิพพานชั่วขณะ ที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจพร้อมทั้งการประพฤติการปฏิบัติ เป็นความรู้ความเข้าใจพร้อมทั้งการประพฤติการปฏิบัติ จะเป็นพระนิพพานไปชั่วขณะ ๆ ไป

 

ความรู้ความเข้าใจพร้อมทั้งการปฏิบัติก็จะเป็นพระนิพพานที่สมบูรณ์ เป็นการอบรมบ่มอินทรีย์เอาความดีและปัญญาก้าวไปพร้อม ๆ กัน เป็นอริยมรรคทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่รู้เข้าใจ ใจที่เป็นใจบริสุทธิคุณ ใจบริสุทธิคุณเป็นใจที่มีความสุข เป็นใจที่ยกเลิกความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เรารู้เข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยจะเป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้เราหยุดเหตุหยุดปัจจัย ยกเลิกเหตุยกเลิกปัจจัยที่มันเป็นความทุกข์ที่เกิดขึ้น ความทุกข์ที่ตั้งอยู่ ความทุกข์ที่ดับไป นอกจากความทุกข์นั้นไม่มีเลย มีแต่ความทุกข์ทั้งนั้น

 

 เพราะเหตุผลว่าพระธรรมวินัยนั้นยกเลิกเหตุเกิดทุกข์ เมื่อเรายกเลิกเหตุยกเลิกปัจจัย ความทุกข์นั้นก็จะไม่มี เพราะเหตุผลว่าทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย ยกเลิกเหตุยกเลิกปัจจัยสิ่งนั้นก็ย่อมไม่มี

 

เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ มาทำหน้าที่ของเราอย่างมีความสุข จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้เป็นพระนิพพานชั่วขณะ ๆ ไป

 

เรามาทำความดีเพื่อความดี เราอย่าไปทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี ทำความดีเพื่อความดีนั้นอีกอย่างหนึ่งนะ ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี เรามีความอยากมีความต้องการ ยังมีผลอะไรตอบแทนอยู่ ยังมีผลประโยชน์แอบแฝงอยู่ ยังเป็นความปรุงแต่งอยู่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ให้เรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ให้เราทุกคนมามีความสุขในการทำความดี เพราะเห็นว่าความดีนั้นคือเหตุคือปัจจัย

 

เรามีความเห็นว่าความดีนั้นเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องประพฤติที่จะต้องปฏิบัติ เพื่อที่จะทำหน้าที่ เพื่อความดีนั้นจะได้เป็นพระนิพพาน พระนิพพานนั้นเป็นความดีเพื่อความดี มีความสุขในการทำดี ถึงมีคำว่าผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรง ปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์ ปฏิบัติที่สมควร เป็นความพอเพียงเพียงพอ เป็นความพอดี ไม่มากเกินไม่น้อยเกิน เป็นบริสุทธิคุณที่มาจากใจ มาจากพระนิพพาน เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

การประพฤติการปฏิบัติที่เกิดจากปัญญาสัมมาทิฏฐิถึงเป็นบริสุทธิคุณ เป็นความสุข ไม่มีความทุกข์ที่หลงเหลืออยู่ เป็นความดับทุกข์ ดับไม่เหลือจากความไม่รู้ไม่เข้าใจ ความดีนั้นก็จะเป็นออกซิเจน เป็นการถ่ายเทของเสียคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป เป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ที่ชาติหน้า เป็นพระนิพพานเบื้องต้น ท่ามกลางถึงที่สุด เป็นการอบรมบ่มอินทรีย์ เอาความดีและปัญญาที่เราจะได้ก้าวไป สำหรับฆราวาสได้แก่ทานศีลสมาธิปัญญา สำหรับนักบวชได้แก่ ศีลสมาธิปัญญา

 

นักบวชกับฆราวาสก็เดินทางไปทางเดียวกันนี้แหละ ที่เป็นความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ

 

ใจของเรานั้นเป็นใจ ใจนั้นเป็นบริสุทธิคุณ สิ่งที่สัญจรไปมานั้นเป็นอารมณ์ที่เกิดจากผัสสะ ใจของเราเดิมแท้ จิตใจของเราเดิมแท้นั้นเป็นของบริสุทธิ ใจของเรานั้นถึงไม่ใช่นิติบุคคลตัวตน

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ ใจของเราเดิมแท้นั้นเป็นบริสุทธิคุณ สิ่งที่สัญจรไปมาที่เป็นผัสสะ เป็นเพียงอาคันตุกะสัญจรไปมา ชั่วครู่ชั่วยาม เหมือนน้ำหยด หยดถี่ ๆ จนเป็นกระแสน้ำ เป็นกระแสของการเวียนว่ายตายเกิด

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ เราจะได้อาศัยพระธรรมพระวินัยที่เป็นสมมติสัจจะ เราจะได้เอามาใช้เอามาประพฤติเอามาปฏิบัติ เพื่อเป็นยาน เพื่อออกจากสัญชาตญาณ

 

ปกติเราจะเดินทางไกลเราก็ต้องมียานในการเดินทาง ทางบกเราก็ต้องอาศัยรถอย่างดี ทางอากาศก็ต้องอาศัยเครื่องบินอย่างดี ทางทะเลทางมหาสมุทรก็ต้องอาศัยเรือยนต์ขนาดใหญ่อย่างดีถึงจะเดินทางได้ เดินทางปลอดภัย ถึงความสวัสดิภาพ

 

พระธรรมพระวินัยถึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยเป็นยาน

 

ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสธัมมจักกัปวัตตนสูตรที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันให้กับปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ เพื่อให้รู้เข้าใจในเรื่องญาณเพื่อหยุดสัญชาตญาณด้วยพระธรรมพระวินัย

 

โกณทัญญะ ๑ ใน ๕ ได้เกิดความรู้ความเข้าใจ จึงได้เปล่งอุทานวาจาขึ้นว่า 

 

จักษุเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ญาณเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ปัญญาเกิดขึ้นแล้วแก่เรา วิชชาเกิดขึ้นแล้วแก่เรา แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน

 

โกณทัญญะรู้เข้าใจในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน ด้วยเหตุผลเราถึงมีความสุขในการทำหน้าที่ในการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ด้วยเหตุผลนี้เราถึงทำหน้าที่ของเราอย่างมีความสุข เราทุกคนจะก้าวไปด้วยความดีและปัญญา อย่างมีความสุข เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบันเป็นขณะ ๆ ไปจนกว่าพระนิพพานนั้นจะสมบูรณ์ด้วยการอบรมบ่มอินทรีย์ เอาความดีและปัญญาควบคู่กันไป

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเอาอานาปานสติ เอาลมหายใจมาประพฤติมาปฏิบัติ เป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ

 

อานาปานสติเป็นหลักการที่เจริญสติสัมปชัญญะนั้นได้ดีมาก

 

ร่างกายของเรามีบ้าน เป็นที่พักที่อยู่ที่อาศัย มีอาหาร มีอาชีพ ใจของเราก็ต้องมีบ้านถึงจะมีที่อยู่ที่อาศัยของใจ อานาปานสติถึงเป็นบ้านเป็นที่พักที่อยู่ที่อาศัย พระพุทธเจ้าก็มีบ้านพักคืออานาปานสติ พระอรหันต์ก็ต้องมีที่พักคือบ้านคืออานาปานสติ สามัญชนผู้เป็นเสขบุคคลก็ต้องมีบ้าน มีที่อยู่ที่อาศัยคืออานาปานสติ อานาปานสตินี้คือคู่ชีวิตเราตั้งแต่เราอยู่ในครรภ์จนชั่วอายุขัย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันรู้พากันเข้าใจ ว่าใจของเราเค้าต้องมีบ้านมีที่พักมีที่อยู่ที่อาศัย

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องอยู่ที่บ้านได้แก่อานาปานสติ เราหายใจเข้าก็ให้สบาย หายใจออกก็ให้สบาย ยกเลิกความปรุงแต่ง มีความสุขในการหายใจเข้าสบาย มีความสุขในการหายใจออกสบาย มีความตั้งมั่นในการหายใจเข้าสบายหายใจออกสบาย อานาปานสตินั้นเป็นบ้านเป็นพระนิพพานบ้านของเรา

 

การเจริญอานาปานสติถึงเอาไปใช้ได้ทุกอิริยาบถ ไม่ใช่เอาไปใช้เฉพาะเวลานั่งสมาธินะ ถ้าเอาไปใช้เวลานั่งสมาธิอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ

 

ธรรมะนั้นถึงเป็นหน้าที่ หน้าที่นั้นถึงเป็นธรรมะ เรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เรามีความสุขในการหายใจเข้าสบาย เรามีความสุขในการหายใจออกสบาย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทำหน้าที่ ทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ทำความดีเพื่อความอยากความต้องการ

 

 เรามีความสุขในการทำหน้าที่ในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อคอนโทรลด้วยการหายใจเข้าให้สบายหายใจออกให้สบาย ความรู้ความเข้าใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิอย่างนี้ก็จะเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน

 

เมื่อเรามีความสุขแล้ว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ไม่ให้เราติดอยู่ในความสุข เราเอาความสุขนั้นมาเสียสละ ผู้ที่เสวยวิมุติสุขอย่างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็มาเสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละความสุขนั้นก็จะเป็นนิติบุคคลตัวตน ความสุขนั้นก็จะเป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ จะเกิดเป็นนิติบุคคลตัวตนได้

 

ผู้อบรมบ่มอินทรีย์ต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ต้องพากันมาเสียสละ เราคิดดูดี ๆ ด้วยปัญญา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านได้เป็นพระพุทธเจ้าได้ ท่านรู้เข้าใจเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย มีความสุขในการทำหน้าที่ ถึงเป็นสัมมาสัมพุทธะ ไม่ใช่ท่านมีความสุขได้ความสุขแล้วท่านไปติดในสุข

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเป็นผู้ทรงเสียสละ เสียสละดับไม่มีส่วนเหลือ การทำพุทธกิจของท่านวันหนึ่งคืนหนึ่ง ๒๔ ชั่วโมง ท่านบรรทมพักผ่อนเพื่อสรีระร่างกายนั้น ๔ ชั่วโมง ทำพุทธกิจให้แก่หมู่มวลมนุษย์เทพเทวามารพรหมสรรพสัตว์ทั้งหลาย ๒๐ ชั่วโมง รวมกันแล้วก็เป็น ๒๔ ชั่วโมง เพราะความสุขที่ดับไม่มีส่วนเหลือนั้นที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการเสียสละ

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ เราจะไม่เสียสละนั้นไม่ได้ เราต้องพากันมารู้เข้าใจด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพื่อหยุดสัญชาตญาณ ยกเลิกสัญชาตญาณ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ

 

เราจะเป็นนักบวชก็ต้องเน้นที่บริสุทธิคุณ ยกเลิกตัวตน เราเป็นคฤหัสถ์ผู้ครองบ้านครองเมืองครองโลกก็ยกเลิกตัวตน เพื่อเข้าถึงบริสุทธิคุณ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เพราะทุกคนนั้นไม่มีใครใหญ่กว่ากรรม กว่ากฎแห่งกรรม กว่าผลของกรรม

 

กรรมนั้นได้ลิขิตทุกอย่างที่เกิดจากกรรม เกิดจากการกระทำทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนถึงมารู้เข้าใจ มามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ยกเลิกเรา ยกเลิกตัวกูของกู ไม่ต้องมีกูไม่ต้องมีสู ยกเลิกกูยกเลิกสู มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นเรื่องปัจจุบัน แล้วแต่อะไรมันจะมาผัสสะ ปัจจุบันถึงถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ เราต้องเทคแคร์การประพฤติการปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน เพื่อทำหน้าที่ของตัวเราในปัจจุบัน เพื่อให้ปัจจุบันได้ขาดตกบกพร่อง

 

ปัจจุบันนั้นเราขาดตกบกพร่องไม่ได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราประมาทในปัจจุบัน ความดีและปัญญาต้องเอามาใช้ในปัจจุบัน ต้องเป็นทั้งคนดีคนมีปัญญา ต้องเอามาใช้อยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้ความดีนั้นได้ก้าวไปติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำ ไม่ใช่หยดน้ำ ต้องเป็นสายน้ำ

 

มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน เพื่อไม่ให้ปัจจุบันขาดตกบกพร่อง ตัวตนนั้นเราจะเป็นคนซื่อบื้อ คนมีสมาธิมากที่มีตัวตน จะเป็นคนซื่อบื้อ ปัญญากับความสงบต้องเดินทางไปพร้อม ๆ กัน เพื่อจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เพื่อจะไม่ได้เป็นคนซื่อบื้อ เรามาเสียสละตัวเสียสละตนเราถึงจะไม่เป็นคนซื่อบื้อ เราจะได้เทคแคร์ปัจจุบันให้ดี ๆ เพื่อความดีและปัญญาจะได้ติดต่อต่อเนื่องกันเป็นสายน้ำ ไม่ใช่น้ำหยด

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ถ้าไม่รู้เข้าใจเราจะไม่รู้การประพฤติการปฏิบัติเราจะเป็นคนซื้อบื้อ เป็นบุคคลที่น่าเกลียดมากคนซื่อบื้อนี้ ไม่รู้จักการประพฤติการปฏิบัติ เป็นคนเห็นแก่ตัวเป็นคนโลกส่วนตัว เป็นคนที่มีแต่ความสงบ ไม่มีปัญญา คนมีความสงบก็ต้องเสียสละ ปัญญาถึงจะเกิดต่อไปได้ คนมีปัญญาก็ต้องสงบ ปัญญาถึงจะเกิดต่อไปได้

 

การปฏิบัตินั้นต้องปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องสม่ำเสมอ อยู่ที่ปัจจุบัน

 

มีผู้ลังเลสงสัยว่า การปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่องสม่ำเสมอนี้มันจะไม่เครียดเหรอ การปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องมันจะไม่เครียด ความเครียดนั้นเกิดจากการปฏิบัติไม่ติดต่อต่อเนื่อง ผู้มีความสุขในการทำหน้าที่ ความเครียดจะไม่มี ความเครียดนั้นเกิดจากไม่มีความสุขกับการทำหน้าที่

 

ความสุขนั้นมันเป็นธรรมะที่เป็นออกซิเจน เป็นธรรมะที่หยุดความเครียด ผู้ที่มีความสุขในการทำหน้าที่นั้นจะไม่มีความเครียด จะเป็นความสุขอะไรนั้นก็จะไม่มีความเครียด ความสุขของความเป็นมนุษย์นั้นก็จะไม่มีความเครียด ความสุขที่เป็นเทวดานั้นก็จะไม่มีความเครียด ความสุขที่เป็นพระพรหมนั้นก็จะไม่มีความเครียด ความสุขที่เป็นพระอริยเจ้านั้นก็จะไม่มีความเครียด

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เรามีความสุขในการทำหน้าที่ หน้าที่นั้นต้องเป็นบริสุทธิคุณที่ยกเลิกตัวตน

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราถึงต้องรู้ดีรู้ชั่ว รู้ผิดรู้ถูก รู้ไม่ผิดไม่ถูก ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงไม่ใช่ความจำ ความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้ความเข้าใจ ถ้าความจำแล้วไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปีความจำนั้นก็จะหลงลืม เพราะมันเป็นเพียงสัญญาขันธ์ มันยังอยู่ในกฎพระไตรลักษณ์ ความรู้ความเข้าใจนั้นมันจะไม่ลืม เหมือนคนที่ไม่รู้จักไฟ ไฟเป็นของร้อน แต่เมื่อบุคคลนั้นไปจับไฟแล้วก็จะสะบัดมือทันที เพราะเป็นของร้อน เมื่อรู้เข้าใจไฟอย่างนี้แล้ว เห็นไฟที่ไหนก็ไม่จับ เพราะรู้เข้าใจว่าไฟนั้นเป็นของร้อน

 

ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เสวยวิมุตติสุข ได้ทรงมีพระเมตตาบริสุทธิคุณเพื่อจะได้เอาพระวรกายเอามาใช้เอามาทำพุทธกิจ ได้ทรงเผยแผ่ธรรมะที่เป็นบริสุทธิคุณที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน เพื่อให้หมู่มวลมนุษย์ให้มหาชนรู้เข้าใจ ได้ส่งพระอรหันต์ขีณาสพ ๖๐ รูปออกไปเผยแผ่ ให้ไปทางละรูป ไม่ไปหลายรูป เพราะทรัพยากรของพระอรหันต์นั้นมีน้อย เพื่อให้มหาชนได้รู้เข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เพื่อเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า เพราะความรู้ความเข้าใจเป็นอริยมรรค เป็นการประพฤติการปฏิบัติเป็นการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เป็นกรรมลิขิต เห็นอย่างไรผลก็เป็นอย่างนั้น ส่วนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็เสด็จไปเพียงพระองค์เดียว เพื่อไปโปรดชฎิล ๓ พี่น้อง มีบริวารมากถึงพันคน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไปโปรดชฎิล ๓ พี่น้อง

 

พระพุทธเจ้าเสด็จจาริกมาถึงตำบลอุรุเวลา ซึ่งมี ชฎิล ๓ คนพี่น้องอาศัยอยู่ คือ อุรุเวลกัสสป นทีกัสสปและคยากัสสป โดยอุรุเวลกัสสป เป็นหัวหน้าของชฎิล ๕๐๐ คน นทีกัสสป เป็นหัวหน้าของชฎิล ๓๐๐ คน ส่วนคยากัสสป เป็นหัวหน้าของชฎิล ๒๐๐ คน 

 

พระผู้มีพระภาคได้เสด็จเข้าไปสู่อาศรมของอุรุเวลกัสสป เพื่อขอพักอาศัยในโรงบูชาเพลิงซึ่งมีพญานาคที่ดุร้ายอาศัยอยู่ ทรงเข้ากสิณสมาบัติ มีเตโชธาตุเป็นอารมณ์ ครอบงำเดช ของพญานาคที่ดุร้าย มีฤทธิ์ แล้วทรงขดพญานาคไว้ในบาตร 

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่  ชฏิลอุเวลกัสสปเลื่อมใสในอิทธิปาฏิหารย์ของพระพุทธเจ้า จึงนิมนต์พระองค์ให้อยู่ในที่นั้น โดยตนจะบำรุงภัตตาหารให้ประจำ

 

ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณไพรสณฑ์แห่งหนึ่ง ในแต่ละคืนเมื่อปฐมยามผ่านไปแล้ว ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ท้าวสักกะจอมทวยเทพ และท้าวสหัมบดีพรหม ได้มาเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค เพื่อฟังธรรมตามลำดับ เปล่งรัศมีงาม ทำให้ไพรสณฑ์ทั้งสิ้นสว่างไสว

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ขนาดท้าวมหาราชทั้ง ๔ ท้าวสักกะจอมทวยเทพ และท้าวสหัมบดีพรหมเข้ามาหาเพื่อฟังธรรม แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

ต่อมา ชฏิลอุรุเวลกัสสปเตรียมการบูชายัญใหญ่ แล้วคิดในใจว่าถ้าพระพุทธเจ้าแสดงอิธิปาฏิหาริย์ มหาชนจะต้องถวายลาภสักการะให้แก่พระผู้มีพระภาค ลาภสักการะของตนก็จะลดลง  จะทำอย่างไร พระพุทธเจ้าจึงไม่มาฉัน

 

พระผู้มีพระภาคทราบความคิดของชฎิลอุรุเวลกัสสปแล้ว จึงเสด็จไปอุตตรกุรุทวีปเพื่อบิณฑบาต แล้วนำกลับมาเสวยที่สระอโนดาด

 

วันรุ่งขึ้น ชฏิลอุรุเวลกัสสปถามพระพุทธเจ้าว่าเพราะเหตุใดจึงไม่มารับอาหารเมื่อวานนี้ พระพุทธเจ้าตอบว่าเพราะชฏิลคิดไม่ใช่หรือว่าทำอย่างไรจึงไม่ให้พระองค์มาฉัน

ชฏิลอุรุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ จึงทราบความคิดด้วยใจได้ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงดำริว่าจะทรงซัก ขยำ พาด และผึ่งผ้าบังสุกุลไว้ที่ใด เมื่อนั้นท้าวสักกะจอมทวยเทพจึงขุดสระโบกขรณีเพื่อให้ทรงซักผ้า ยกศิลาแผ่นใหญ่มาวาง เพื่อให้ทรงขยำผ้า เทพยดาที่สิงสถิตอยู่ที่ต้นกุ่มบกได้น้อมกิ่งกุ่มลงมาเพื่อให้ทรงพาดผ้า และท้าวสักกะจอมทวยเทพได้ยกแผ่นศิลาแผ่นใหญ่เพื่อให้ทรงผึ่งผ้า

 

วันรุ่งขึ้น ชฎิลได้ถามพระพุทธเจ้าว่าสระ แผ่นศิลา และกิ่งกุ่มที่น้อมลง เกิดขึ้นได้อย่างไร  พระพุทธเจ้าจึงเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ขนาดท้าวสักกะยังได้ทำการช่วยเหลือ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

ในวันต่อๆ มา ชฎิลอรุเวลกัสสปได้ไปกราบทูลพระพุทธเจ้าว่าภัตตาหารเสร็จแล้ว ทรงส่งชฎิลอุรุเวลกัสสปกลับไปก่อน ส่วนพระองค์ทรงไปเก็บผลหว้าจากชมพูทวีปวันหนึ่ง  อีกวันหนึ่งก็ทรงไปเก็บผลมะม่วง ผลมะขามป้อม ผลสมอ แล้วเสด็จไปสู่ภพดาวดึงส์ เก็บดอกปาริฉัตตกะ แต่ก็ทรงกลับมาถึงโรงบูชาเพลิงก่อนอุรุเวลกัสสป

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ เพราะส่งตนก่อนแล้วยังไปสู่ชมพูทวีปและภพดาวดึงส์แล้วยังมานั่งในโรงบูชาเพลิงก่อนตน แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

ครั้งหนึ่ง ชฎิลเหล่านั้นปรารถนาจะบำเรอไฟ แต่ไม่อาจจะผ่าฟืน ก่อไฟให้ลุก และดับไฟได้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงปาฏิหารย์โดย ตรัสบอกให้พวกชฎิลผ่าฟืน ก่อไฟให้ลุก และดับไฟ 

 

ชฎิลทั้งหลายสามารถผ่าฟืน ๕๐๐ ท่อน  ก่อไฟทั้ง ๕๐๐ กอง และดับไฟได้ในคราวเดียวเท่านั้น

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ถึงกับให้พวกชฏิฏผ่าฟืน ก่อไฟ และดับไฟได้ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

และครั้งหนึ่งในฤดูหนาว พระผู้มีพระภาคทรงแสดงปาฏิหารย์ นิรมิตกองไฟไว้ ๕๐๐ กอง เพื่อให้ชฎิลเมื่อขึ้นจากน้ำแล้วผิงไฟได้

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ถึงกับนิรมิตกองไฟได้มากมากยถึงเพียงนั้น แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

ครั้งหนึ่งเกิดฝนตกนอกฤดู จนทำให้เกิดน้ำท่วม พระผู้มีพระภาคทรงบันดาลให้น้ำห่างออกไปโดยรอบ แล้วทรงจงกรมอยู่บนพื้น

 

เมื่อชฏิลมารับพระพุทธเจ้า ก็ได้เห็นพระพุทธเจ้าจงกรมอยู่บนพื้นที่มีน้ำล้อมโดยรอบ

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ถึงกับบัลดาลไม่ให้น้ำไหลได้ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคดำริว่าจะพึงทำให้ชฏิลนี้สลดใจ จึงตรัสกับอุรุเวลกัสสปว่า อุเวลกัสสปไม่ใช่พระอรหันต์ ยังไม่พบทางแห่งความเป็นพระอรหันต์ ไม่มีแม้ปฏิปทาที่จะเป็นเหตุให้เป็นพระอรหันต์ หรือพบทางแห่งความเป็นพระอรหันต์

 

อุรุเวลกัสสปเกิดความสลดใจ ซบหัวตนที่พระบาทของพระพุทธเจ้าแล้วขออุปสมบท 

 

พระพุทธเจ้าตรัสว่า อุรุเวลกัสสปะเป็นผู้นำ เป็นผู้สอน เป็นหัวหน้า เป็นประธานของชฏิล 500 คน ควรบอกคนเหล่านั้นก่อนเพื่อให้คนเหล่านั้นตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร

 

เมื่อชฏิล 500 คนทราบว่าอุรุเวลกัสสปผู้เป็นอาจารย์จะประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธเจ้า พวกชฎิลเหล่านั้นซึ่งเลื่อมใสในพระพุทธเจ้ามานานแล้วก็จะประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธเจ้าเช่นเดียวกัน

 

ชฎิลเหล่านั้นก็ได้ลอยผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิงในน้ำ และอุปสมบทในสำนักพระพุทธเจ้า

 

ชฎิลนทีกัสสปผู้เป็นน้องชาย เห็นผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิงลอยน้ำมา เกิดความกังวลว่ามีอุปสรรคต่อพี่ชายตน จึงไปพร้อมชฎิล ๓๐๐ คน

 

เมื่อพบท่านพระอุรุเวลกัสสป ก็ถามว่า พรหมจรรย์นี้ประเสริฐแน่หรือ 

 

พระอุรุเวลกัสสปตอบว่าพรหมจรรย์นี้ประเสริฐ  

 

ชฎิลนทีกัสสปและพวกก็ได้ลอยผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิงในน้ำ และขออุปสมบทในสำนักพระพุทธเจ้า

 

เมื่อชฎิลลคยากัสสป เห็นผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิง ลอยน้ำมา เกิดความกังวลว่ามีอุปสรรคต่อพี่ชายทั้งสองของตน จึงไปพร้อมชฎิล ๒๐๐ คน

 

เมื่อพบท่านพระอุรุเวลกัสสป ก็ถามว่า พรหมจรรย์นี้ประเสริฐแน่หรือ 

 

พระอุรุเวลกัสสปตอบว่าพรหมจรรย์นี้ประเสริฐ   ชฎิลคยากัสสปและพวกก็ได้ลอยผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิงในน้ำ และขออุปสมบทในสำนักพระพุทธเจ้า

 

พระผู้มีพระภาค ทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตรแก่ภิกษุ ๑,๐๐๐ รูปที่ล้วนเป็นปุราณชฎิลดังนี้ว่า

 

จักษุ โสต ฆานะ ชิวหา กาย มนะ เป็นของร้อน
-  รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมทั้งหลายเป็นของร้อน

-  วิญญาณอาศัยจักษุ วิญญาณอาศัยโสต วิญญาณอาศัยฆานะ วิญญาณอาศัยชิวหา วิญญาณอาศัยกาย วิญญาณอาศัยมนะ เป็นของร้อน

-  สัมผัสอาศัยจักษุ สัมผัสอาศัยฆานะ สัมผัสอาศัยชิวหา สัมผัสอาศัยกาย สัมผัสอาศัยมนะ เป็นของร้อน

-  ความเสวยอารมณ์ เป็นสุขเป็นทุกข์ หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานะสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เป็นปัจจัย ก็เป็นของร้อน

ร้อนเพราะไฟ คือราคะ โทสะ โมหะ ร้อนเพราะความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความรำพัน เพราะทุกข์กาย ทุกข์ใจ เพราะความคับแค้น

อริยสาวกผู้ได้ฟังแล้วเห็นอยู่อย่างนี้
-  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุ โสต ฆานะ ชิวหา กาย มนะ

-  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมทั้งหลาย

-  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณอาศัยจักษุ วิญญาณอาศัยโสต วิญญาณอาศัยฆานะ วิญญาณอาศัยชิวหา วิญญาณอาศัยกาย วิญญาณอาศัยมนะ

-  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัมผัสอาศัยจักษุ สัมผัสอาศัยฆานะ สัมผัสอาศัยชิวหา สัมผัสอาศัยกาย สัมผัสอาศัยมนะ

-  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในความเสวยอารมณ์ ที่เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือมิใช่ทุกข์ มิใช่สุข ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานะสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เป็นปัจจัย

 

เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมสิ้นกำหนัด เพราะสิ้นกำหนัด จิตก็พ้น เมื่อจิตพ้นแล้ว ก็รู้ว่าพ้นแล้ว อริยสาวกนั้นทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มี

 

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสจบ จิตของภิกษุ ๑๐๐๐ รูปนั้น พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น บรรลุพระอรหัตผล

 

ความรู้ความเข้าใจปัญหา ปัญหานั้นก็จะเป็นปัญญา ปัญญานั้นเราจะได้เอามาใช้เอามาปฏิบัติ เพื่อยกเลิกวัฏฏสงสาร เข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบัน

 

เมื่อครั้งพุทธกาล มีผู้ทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเมตตาตรัสว่า อันนี้นะ ขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็เป็นเช่นนั้น เราต้องพากันมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มาอยู่ที่ปัจจุบันแล้ว อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องรู้เข้าใจ เราต้องเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน เป็นประโยชน์ทั้งปัจจุบันและประโยชน์ทั้งอนาคต ปัจจุบันถึงเป็นพื้นเป็นฐาน อบรมบ่มอินทรีย์เอาความดีและปัญญา ความสงสัยในเรื่องเกิดและในเรื่องสูญมันก็จะจบลงที่ปัจจุบันนี้แหละ

 

เราพากันมารู้มาเข้าใจ ว่าพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นบริสุทธิคุณยกเลิกความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่ให้เราตั้งอยู่ในความประมาท ปัจจุบันนี้เป็นไฟต์ที่สำคัญ เป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

ท่านถึงตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

-----------------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันจันทร์ที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 109,796