๒๔ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นอังคารที่ ๒๔ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
การประพฤติการปฏิบัติธรรมเราต้องเดินทางสายกลาง เอาวัตถุกับทางจิตใจไปพร้อม ๆ กัน ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นตัวเป็นตน เอาปัจจุบันเป็นหลัก เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเป็นการประพฤติการปฏิบัติของเรา เราพากันมารู้มาเข้าใจอย่างนี้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันเกิดจากเหตุจากปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็เป็นเช่นนั้น
เรามามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ให้เราพากันรู้พากันเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัติเน้นที่ตัวเรา เพราะไม่มีใครประพฤติปฏิบัติให้เราแทนเราได้
เราทุกคนต้องตั้งใจตั้งเจตนา สิ่งที่จะใช้งานได้นั้นต้องมีความตั้งมั่น สัมมาสมาธิคือความตั้งใจมั่นชอบ ความรู้ความเข้าใจ ความตั้งใจมั่นชอบ
เรามามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ยกเลิกเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดตัวเกิดตน เกิดวัฏฏสงสาร
ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่ของเราคือธรรมะ
หน้าที่ของเราคือมายกเลิกตัวยกเลิกตน ตัวตนนั้นคือความเกิด คือการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร ตัวตนนั้นความทุกข์ได้เกิดขึ้น ความทุกข์ได้ตั้งอยู่ ความทุกข์ได้ดับไป มีแต่ความทุกข์ทั้งนั้น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจในเรื่องความทุกข์ในเรื่องความทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์
วันหนึ่งคืนหนึ่งนั้นมีอยู่ ๒๔ ชั่วโมง อริยมรรคได้แก่การประพฤติการปฏิบัติทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพอยู่กับเราทุก ๆ คน เราต้องทำหน้าที่ของเราให้ดี ๆ ที่ประกอบด้วยปัญญาอยู่ที่ปัจจุบัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เข้าใจ กายวาจากิริยามารยาทอาชีพนั่นแหละจะเป็นกรรม เป็นกฎแห่งกรรม เป็นผลของกรรม
เราต้องทำหน้าที่ที่จะต้องเป็นเหตุเป็นปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี สำหรับเสขบุคคล บุคคลที่จะต้องทำหน้าที่ ต้องประพฤติต้องปฏิบัติ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราประมาท ความประมาทคือความผิดพลาด มันเป็นการพังทลาย มันจะเกิดความเสียหายพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย มันจะเป็นเช่นนั้น
วันหนึ่งคืนเราพากันมานอนพักผ่อนสำหรับฆราวาสผู้ครองเรือน พากันนอนพากันพักผ่อนวันละ ๘ ชั่วโมง เพื่อสุขภาพจะได้แข็งแรงสมบูรณ์ เราต้องนอนต้องพักผ่อนวันละ ๘ ชั่วโมง
สำหรับนักบวชพากันนอนพากันพักผ่อนวันละ ๖ ชั่วโมง นักบวชของเรานอน ๓ ทุ่ม จำวัด ๓ ทุ่ม ตื่นตี ๓ เวลาเราตื่นอยู่นี้เป็นเวลา ๑๘ ชั่วโมง รวมเป็นเวลา ๒๔ ชั่วโมงเป็นเวลาประพฤติปฏิบัติธรรมทั้งหมด เวลานอนก็เป็นเวลาปฏิบัติธรรม เวลาตื่นอยู่ก็เป็นเวลาปฏิบัติธรรม ทุกคนจะทำอะไรตามใจตามอัธยาศัยไม่ได้
ฆราวาสผู้ครองเรือนนอนวันละ ๘ ชั่วโมง นอน ๓ ทุ่ม ตื่นตี ๔ หรือตี ๕ อย่างช้า เพื่อสุขภาพร่างกายจะได้แข็งแรงสมบูรณ์
เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ จะได้เอากายกับใจมาใช้งานไปพร้อม ๆ กัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันตั้งใจ ให้ตั้งใจตั้งเจตนา ใจของเราทุก ๆ คน เรารู้ใจของตัวของเราเองมากกว่าคนอื่น เราปกปิดคนอื่นได้ในเรื่องราวต่าง ๆ แต่เราทุกคนปกปิดใจของตัวเราเองนั้นไม่ได้
การประพฤติการปฏิบัติเราต้องพากันรู้เข้าใจ ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นสิ่งที่สำคัญ เราทุกคน ต้องเป็นผู้ซื่อสัตย์สุจริต ต้องมีความเคารพในสิ่งที่ถูกต้อง ความเคารพนั้นจะเป็นความสงบ ความสงบนั้นเกิดจากความเคารพ ความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาปต้องมีกับเราทุก ๆ คน
บาปใหญ่บาปเล็กก็คือบาป บาปนั้นเปรียบเสมือนบาดแผลในส่วนสรีระร่างกายที่เป็นแผลเล็กที่เป็นแผลใหญ่ มันเป็นแผลอยู่ที่จิตที่ใจของเราทุก ๆ คน
ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องเข้าถึงบริสุทธิคุณด้วยความตั้งอกตั้งใจ
การประพฤติการปฏิบัติธรรมนี้ถึงเป็นบริสุทธิคุณที่มาจากใจมาจากพระนิพพาน
เราทำอย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้ เราถึงจะเข้าถึงบริสุทธิคุณทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เราจะได้ถึงบริสุทธิคุณ เราทุกคนถึงจะเคารพนับถือตัวเองได้
คำว่าพระนั้นคือพระธรรมพระวินัยที่เป็นสมมติสัจจะ สมมติสัจจะนั้นเราต้องเคารพในสมมติสัจจะนั้น ๆ
ในครั้งพุทธกาล เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงธาตุทรงขันธ์ทรงอานตนะ ได้วางหลักการในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อให้เป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ เปรียบเสมือนอาหารสำเร็จรูปที่ปรุงเป็นอาหารสำเร็จรูปแล้ว ผู้บริโภคนั้นบริโภคได้เลย
พระธรรมพระวินัยนั้นเปรียบเสมือนอาหารสำเร็จรูป
ผู้ที่บวชมาต้องเคารพในพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ เพราะความเคารพกับความสงบมันจะเป็นเนื้อเดียวกัน
ยกตัวอย่างในเรื่องพระวินัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ให้พระรับเงินรับทอง พระมีความเคารพในพระวินัย เพราะความเคารพกับความสงบนั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นเนื้อเดียวกัน เหตุการณ์ที่จะเปรียบเทียบให้ผู้ประพฤติปฏิบัตินั้นเกิดจากปัญญา อย่างนางวิสาขา เมื่อจะเข้าเฝ้าพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุธเจ้า ก่อนที่เข้าเฝ้าต้องปลดเครื่องประดับร่างกายต่าง ๆ ก่อนที่จะเข้าเฝ้า
สมัยนั้น มหาอุบาสิกาวิสาขาพร้อมด้วยเพื่อนหญิงและบริวารชน ต่างขะมักเขม้นอาบน้ำแต่งตัว เพื่อจะเที่ยวอุทยานในวันรื่นเริงวันหนึ่ง นางบริโภคโภชนะอย่างดี ประดับมหาลดาประสาธน์แวดล้อมไปด้วยเพื่อนหญิงประมาณ ๕๐๐ คน ออกจากเรือนด้วยอิสริยะอันยิ่งใหญ่ ด้วยการกำหนดการที่ยิ่งใหญ่ กำลังเดินตรงไปยังอุทยาน คิดว่า ประโยชน์อะไรของเราด้วยการเล่นที่เปล่าประโยชน์ เหมือนเด็กหญิงโง่ๆ เอาละ เราจักไปวิหาร ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าและไหว้พระคุณเจ้าทั้งหลายที่น่าเจริญใจ และจักฟังธรรม. ถึงวิหารแล้วหยุดในที่สมควรแห่งหนึ่ง เปลื้องมหาลดาประสาธน์มอบไว้ในมือของหญิงรับใช้ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรแห่งหนึ่ง.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมแก่วิสาขามหาอุบาสิกานั้น.
นางฟังธรรมถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วทำประทักษิณ และไหว้ภิกษุทั้งหลายที่น่าเจริญใจ ออกจากวิหารไปได้หน่อยหนึ่ง กล่าวกะหญิงรับใช้ว่า เอาละแม่สาวใช้ ฉันจักประดับเครื่องประดับ. หญิงรับใช้นั้นห่อเครื่องประดับวางไว้ในวิหารแล้วเที่ยวไปในที่นั้นๆ ลืมของไว้ เมื่อประสงค์จะกลับนึกขึ้นได้จึงพูดว่า ดิฉันลืมของไว้เจ้าค่ะ หยุดก่อนนายท่าน ดีฉันจักไปนำมา.
นางวิสาขากล่าวว่า นี่เจ้า ถ้าเจ้าลืมเครื่องประดับนั้นไว้ในวิหาร ฉันจักบริจาคเครื่องประดับเพื่อสร้างวิหารนั้นนั่นแหละ นางไปวิหารเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมแล้วแจ้งความประสงค์ของตน กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักสร้างวิหาร ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดอนุเคราะห์รับไว้เถิด
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับโดยดุษณีภาพ.
นางวิสาขาสละเครื่องประดับนั้นซึ่งมีราคาถึงเก้าโกฏิเจ็ดพันเหรียญ สร้างปราสาทหลังใหญ่สมควรเป็นที่ประทับของพระผู้มีพระภาคเจ้า และเป็นที่อยู่ของภิกษุสงฆ์ ประดับด้วยห้องหนึ่งพันห้อง คือชั้นล่างห้าร้อยห้อง ชั้นบนห้าร้อยห้อง เช่นเสมือนเทพวิมานมีภูมิพื้นดุจคลังแก้วมณี มีส่วนของเรือนเป็นต้นว่า ฝา เสา ขื่อ จันทัน ช่อฟ้า บานประตู หน้าต่างและบันไดที่ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระผู้ควบคุมการก่อสร้าง จัดไว้อย่างดี น่าจับใจ งานไม้ที่น่ารื่นรมย์ก็ตกแต่งสำเร็จเป็นอย่างดี งานปูนก็พิถีพิถันทำอย่างดีน่าปลื้มใจ วิจิตรไปด้วยจิตรกรรมมีมาลากรรม ลายดอกไม้ และลดากรรมลายเถาไม้เป็นต้นที่ประดับตกแต่งไว้อย่างงดงาม และสร้างปราสาทห้องรโหฐานหนึ่งพันปราสาทเป็นบริวารของปราสาทใหญ่นั้น และสร้างกุฎีมณฑป และที่จงกรมเป็นต้นเป็นบริวารของปราสาทเหล่านั้น ใช้เวลา ๙ เดือนจึงสร้างวิหารเสร็จ
เมื่อวิหารสำเร็จเรียบร้อยแล้ว นางวิสาขาใช้เงินฉลองวิหารถึงเก้าโกฏิเหรียญ นางพร้อมด้วยหญิงสหายประมาณ ๕๐๐ คนขึ้นปราสาท ได้เห็นสมบัติของปราสาทนั้น ดีใจกล่าวกะพวกเพื่อนหญิงว่า เมื่อฉันสร้างปราสาทหลังนี้งามถึงเพียงนี้ ขอเธอทั้งหลายจงอนุโมทนาบุญที่ฉันขวนขวายนั้น ฉันขอให้ส่วนบุญแก่พวกเธอ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านให้พระรู้เข้าใจ ต้องรู้เข้าใจในความหมายของพระวินัย ในการรักษาสิ่งของที่เจ้าของเขาลืมไว้ ต้องเก็บไว้ให้เขาดี ๆ เพื่อไม่ให้ของเขาเสียหาย เป็นคนดีก็ต้องมีปัญญา เป็นคนมีปัญญาก็ต้องเป็นคนดี ๒ อย่างนี้ต้องอยู่กับคนเดียวกัน
ความรู้ถึงเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ปริยัติกับปฏิบัตินี้แยกกันไม่ได้เลย ถ้าแยกกันเมื่อไหร่ก็ย่อมเสียหาย ก็ย่อมพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
ผู้มีปัญญาก็ต้องมีความสงบ ผู้มีความสงบก็ต้องมีปัญญา การประพฤติการปฏิบัตินั้นอยู่ที่ปัจจุบัน มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน ความสุขกับความสงบมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน อยู่ที่เนื้อเดียวกัน จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าไม่มีความทุกข์ก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ เป็นพระนิพพานชั่วขณะ ๆ ไป สำหรับเสขบุคคล บุคคลที่รู้เข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อให้ปัญญาและความดีก้าวไป
การประพฤติการปฏิบัติถึงมีความสุขอยู่ที่ปัจจุบัน ถึงมีความสงบอยู่ที่ปัจจุบัน ถึงเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน เป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำความดีเพื่ออยากเพื่อต้องการเพื่อจะเป็นคนดี ความอยากความต้องการเป็นความปรุงแต่ง ทำความดีเพื่อความดีนี้คือความไม่ปรุงแต่ง เป็นความพอดีความพอเพียงเพียงพอ จะเป็นบริสุทธิคุณที่ออกมาจากใจออกจากพระนิพพาน
การประพฤติการปฏิบัตินั้นก็จะเป็นออกซิเจนอยู่ที่ปัจจุบัน จะถ่ายเทของเสียที่เป็นคาร์บอนไดออกไซด์ ไม่มีมลภาวะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ให้พากันมีความสุขในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ให้ทุกท่านทุกคนพากันเข้าใจง่าย ๆ อย่างนี้
เราทุกคนมาเน้นที่ตัวเรา เพื่อให้ความดีและปัญญาได้ติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำ ไม่ให้เป็นหยดน้ำ ให้เป็นสายน้ำ
เรามาเน้นที่ตัวเราเพื่อทำที่สุดแห่งความดับทุกข์ของเรา ไม่เกี่ยวข้องกับใครเลย ไม่เกี่ยวข้องกับคนอื่นเลย เรามาทำที่สุดแห่งความดับทุกข์ของเรา จะว่าที่สุดแห่งความดับทุกข์ก็ได้ จะว่าความสุขก็ได้ เพราะไม่มีทุกข์แล้วมันก็เป็นความสุข จะว่าความสงบก็ได้ เพราะเรายกเลิกตัวตนความสงบก็จะเป็นเนื้อเดียวกัน จะว่าพระนิพพานก็ได้เพราะไม่มีความทุกข์
ความรู้ความเข้าใจ เอาปัจจุบันมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ มีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขในการปฏิบัติในการทำหน้าที่ สติสัมปชัญญะนั้นก็จะมาเอง เพราะมันเป็นเนื้อเดียวกัน สติสัมปชัญญะนั้นมันจะแยกกันไม่ได้ เพราะมันเนื้อเดียวกัน
สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นปัจจุบันธรรม สติสัมปชัญญะนั้นจะยกเลิกตัวยกเลิกตนเป็นปัจจุบันธรรม ไม่ใช่ปัจจุบันที่เป็นนิติบุคคลตัวตน สติสัมปชัญญะนั้นจะเป็นปัจจุบันธรรม
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราอบรมบ่มอินทรีย์ เอาความดีและปัญญาด้วยการเจริญวิปัสสนาปัญญา
ผู้ที่มาบวช ได้รับลสิทธิพิเศษจากคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน ครองบ้าน ครองเมือง ครองโลก ได้รับสิทธิพิเศษบ้านไม่ได้เช่าข้าวไม่ได้ซื้อ เค้าเอาสิ่งของมาให้ก็มากราบมาไหว้อีก
เจริญสติสัมปชัญญะนั้นยังไม่ยังไม่เพียงพอ ต้องพากันเจริญวิปัสสนาเพื่อพัฒนาญาณปัญญาให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ผู้ที่บรรพชาอุปสมทก่อน ก่อนที่จะครองผ้ากาสาวพัสตร์ จึได้บอกปัญจกรรมฐานเพื่อเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อจะได้เจริญวิปัสสนาญาณยิ่ง ๆ ขึ้นไป เอาแต่เจริญสติสัมปชัญญะนั้นไม่พอ ไม่เพียง เพื่อถอนรากถอนโคนของอวิชชาของความหลง ต้องอาศัยการเจริญปัญญาวิปัสสนา
เพื่อจะได้ละสักกายทิฏฐิ ละตัวละตน เพื่อจะได้ถอนรากถอนโคนของอวิชชาของความหลง พระอุปัชฌาย์จึงไดบอกกรรมฐาน กรรมคือการงาน งานอยู่ที่กาย พิจารณาร่างกาย แยกร่างกายออกเป็นชิ้นเป็นส่วนให้ครบอาการ ๓๒
ผู้ประพฤติปฏิบัตินั้นจะได้เกิดปัญญา ว่าส่วนไหนเป็นธาตุดิน ส่วนไหนเป็นธาตุน้ำ ส่วนไหนเป็นธาตุลม ส่วนไหนเป็นธาตุไฟ แยกออกเป็นชิ้นเป็นส่วนแล้วเอาประกอบกันเข้า เพื่อเป็นสระร่างกายเป็ฯธาตุ ๔ เป็นขันธ์ทั้ง ๕ เป็นอายตนะภายนอกภายใน
ประพฤติปฏิบัติอย่างนี้ให้ติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำ ไม่ใช่หยดน้ำ ต้องเป็นสายน้ำการทำอะไรนั้นต้องทำให้ติดต่อต่อเนื่อง ไม่ให้ขาดสาย เป็นสายน้ำ
ผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ทางจิตทางใจ การทำอะไรติดต่อต่อเนื่อง ๓ อาทิตย์ ๒๑ วันถึงจะได้ผลเห็นผล
การที่เรารักษาศีล ทำสมาธิ เจริญวิปัสสนา ต้องใช้เวลาอย่างน้อย ๓ อาทิตย์ขึ้นไปถึงจะได้ผลเห็นได้ ด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อให้ปัญญาสัมมาทิฏฐิได้ติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำ ไม่ใช่น้ำหยด ต้องเป็นสายน้ำ
ความรู้ความเข้าใจในพระธรรมพระวินัย ไม่ลังเลสงสัยในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ลังเลสงสัยในพระธรรมในพระวินัย มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรงปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์ เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อสมควรกราบไหว้บูชา ตนเองก็กราบไหว้ตนเองได้ คนอื่นก็กราบไหว้บูชาผู้ประพฤติผู้ปฏิบัตินั้นได้
การพิจารณาสรีระร่างกายนั้นเป็นการถอนรากถอนโคนถอนอวิชชาถอนความหลง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราพากันแก้ที่ต้นเหตุ อย่าไปแก้ที่ปลายเหตุ เอาหลักการพัฒนาวิทยาศาสตร์ พัฒนาใจไปพร้อม ๆ กันเพื่อให้ ๒ อย่างนั้นเดินไปพร้อม ๆ กัน ปริยัติกับการปฏิบัติถึงแยกกันไม่ได้ ปัจุบันนี้เป็นการประพฤติการปฏิบัติของเรา
ทุกคนถึงเน้นที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนี้เป็นการประพฤติการปฏิบัติ เอาความรู้ความเข้าใจมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ เพื่อเราจะได้ทำหน้าที่ของเราดี ๆ อย่างมีความสุข ปัจจุบันเราต้องทำได้ ต้องทำให้ได้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามายกเลิกตัวยกเลิกตน มามีความสุขในการทำหน้าที่ ทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญาอยู่ที่ปัจจุบัน
เรามาบวชมาปฏิบัติ ต้องรู้จักการประพฤติการปฏิบัติ พากันมามีความสุขในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เน้นที่ใจของเราที่ปัจจุบันทุก ๆ ท่าน ทุก ๆ คน ปัจจุบันเรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติเราจะได้ออกซิเจน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราเสียเวลาในการประพฤติการปฏิบัติ พยายาม เรามามีความสุขในการทำความเพียร ยกเลิกเรื่องอดีตอนาคต ปัจจุบันมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ
มีคำถามว่า ปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องกันอย่างนี้มันจะเกิดความเครียดเหรอ นี้มันเป็นความยึดมั่นถือมั่นนะ มีความเข้าใจอย่างนี้
พระธรรมพระวินัย การประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่ใช่ความยึดมั่น เป็นการละลายพฤติกรรมของความยึดมั่นถือมั่น เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ความเครียดนั้นจะไม่มี
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจอย่างนี้ การประพฤติการปฏิบัตินั้นมันเป็นความสุข สุขอะไรก็สู้ความสุขของการประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่ได้ เพราะเราคิดดี ๆ มันก็มีความสุขอยู่แล้ว เราพูดดี ๆ เราก็มีความสุขอยู่แล้ว เราทำงานเราก็มีความสุขอยู่แล้ว เรามีกิริยามารยาทดี ๆ เราก็มีความสุขอยู่แล้ว เรายกเลิกสิ่งที่ไม่ถูกต้องมันก็มีความสุขอยู่แล้ว มันเป็นความสุข ไม่มีความทุกข์ มันเป็นพระนิพพานไปในขณะ ๆ
ด้วยเหตุผลนี้ ความทุกข์นั้นถึงไม่มี
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นความถึงนั้นจะไม่มี
มีหลายคนมีคำถามว่า ปฏิบัติไปถึงไหนถึงจะได้หยุด อย่างทำงานอย่างนี้ก็มีเกษียณ ข้าราชมีเกษียณ นักการเมืองก็มีเกษียณ แต่การประพฤติการปฏิบัตินี้ทำไปเมื่อไหร่ถึงจะได้หยุด
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ ให้มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ การคิดดี ๆ การพูดดี ๆ กิริยามารยาทดี ๆ อาชีพดี ๆ ที่ยกเลิกตัวตนที่เป็นความดีและปัญญามันเป็นคู่ของการประพฤติการปฏิบัติ
การประพฤติการปฏิบัติมันเป็นความสุข มันยกเลิกความปรุงแต่ง ยกเลิกกาลยกเลิกเวลา ความสุขความดับทุกข์นั้นไม่มีทุกข์นั้นมันจะยกเลิกกาลยกเลิกเวลา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติธรรมจะสัมผัสได้อยู่ที่ใจของเราเอง มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เราไม่ต้องไปถามใคร ไม่ต้องไปถามครูบาอาจารย์ว่าเราปฏิบัติธรรมได้ถึงขั้นไหนแล้ว เพราะธรรมะนั้นคือความรู้ความเข้าใจ ไม่มีความปรุงแต่ง ไม่มีการแต่งตั้ง ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมที่มีความสุข ความทุกข์นั้นก็จะไม่มี
คำว่าหยุดหรือไปนั้นมันคือความปรุงแต่ง มันคือความเปรียบเทียบ
การพิจารณาร่างกายนี้ต้องพิจารณาติดต่อต่อเนื่อง เพื่อเป็นสายน้ำ เพื่อไม่ให้เป็นหยดน้ำ
ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถามพระอานนท์ว่า พระอานนท์ระลึกถึงความตายวันละกี่ครั้ง พระอานนท์ตรัสว่า วันละ ๗ ครั้ง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ไม่ได้ ถือว่ายังประมาทอยู่
การพิจารณาร่างกายของเราต้องพิจารณาให้ติดต่อต่อเนื่อง เพื่อญาณวิปัสสนา ส่วนใหญ่เราอยากจะเจริญแต่สติ เจริญแต่สัมปชัญญะ ไม่อยากจะพิจารณาสรีระร่างกาย ผู้มาบวชส่วนใหญ่ก็จะเอาแต่เจริญสติเจริญสัมปชัญญะ ไม่เอาพิจารณาร่างกาย
องค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายกรรมฐานที่มีลูกศิษย์ที่เป็นพระอรหันต์ขีณาสพอยู่มากมาย ท่านให้พระรักษาพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ที่ออกมาจากใจออกมาจากพระนิพพาน เพราะใจของเราน่ะไม่มีใครรู้แต่เรารู้ตัวเอง เพื่อจะได้หยุดตรึกในกาม หยุดตรึกในพยาบาท เพื่อจะไม่ได้เอาความหลงนำชีวิต จะได้เป็นความซื่อสัตย์ รักษาพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่นั้นยังไม่เพียงพอ องค์หลวงปู่มั่นให้พิจารณาร่างกายแยกออกเป็นชิ้นเป็นส่วน ให้ทำอย่างนี้ทุก ๆ วัน เพื่อถอนรากถอนโคน ไม่ให้เพียงเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ การเจริญสติสัมปชัญญะนั้นเป็นพื้นเป็นฐาน วิปัสสนาญาณคือการพิจารณาร่างกายแยกออกเป็นชิ้นเป็นส่วน จะเป็นเหตุปัจจัยให้วิปัสสนาญาณเกิด
เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ ที่พระธรรมพระวินัยที่มองดูสรีระร่างกายตั้งแต่หัวจนถึงเท้า ถ้าใครตาเห็นรูปอย่างนี้แล้วไม่พิจารณาเข้าสู่พระไตรลักษณ์ ผู้ที่มาบวชนั้นก็ต้องอาบัติทุกกฎทางจิตใจเพราะไม่ได้ทำความเพียรไม่ได้พิจารณารูปเข้าสู่พระไตรลักษณ์ ไม่รู้จักการประพฤติการปฏิบัติ ไม่พากันภาวนา เห็นรูปสวย ๆ ก็พากันร้องโอย ๆ ไป ฟังเสียงเพราะ ๆ ก็ร้องโอย ๆ ไป มีแต่โอยกับโอย เพราะไม่รู้จักการภาวนาวิปัสสนา เพราะสาเหตุเกิดจากการไม่ได้พิจารณาร่างกาย
สมาธิสมาบัตินั้นเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เป็นหินทับหญ้า ให้เรารู้เข้าใจ การพิจารณาสรีระร่างกายออกเป็นชิ้นส่วนแล้วประกอบกัน จะเป็นพื้นเป็นฐานเป็นวิปัสสนาญาณ
เรามีความเสียดายรูปสวย ๆ รูปหล่อ ๆ เสียงเพราะ ๆ เราไม่อยากพิจารณาสู่พระไตรลักษณ์ เราต้องรู้เข้าใจ เราทั้งหลายอย่าไปอาลัยอาวรณ์ในรูปเสียงกลิ่นรสลาภยศสรรเสริญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเสียสละ ยกเลิกสัญชาตญาณที่มันเป็นนิติบุคคลที่มันเป็นตัวเป็นตนอย่างนี้ เราจะได้ไม่เสียเวลา เรามีตาจะได้ฉลาด เรามีหูจะได้ฉลาด เรามีจมูกลิ้นกายเราจะได้ฉลาด เราจะได้มีปัญญา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้หลักการถ้าใครเห็นรูปฟังเสียงได้กลิ่นต่าง ๆ แล้วไม่ได้พิจารณาเข้าสู่พระไตรลักษณ์ ผู้นั้นก็จะต้องอาบัติทางจิตใจ เพราะไม่ได้ตั้งอกตั้งใจ ไม่ได้ลงรายละเอียดทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ ไม่รู้จักการประพฤติการปฏิบัติ
ถ้าเรามีการประพฤติการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำ ติดต่อต่อเนื่องกัน ๓ อาทิตย์ ๒๑ วันขึ้นไป การประพฤติการปฏิบัติธรรมนั้นก็จะได้ผลเห็นผลทางจิตใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจอย่างนี้
เราต้องรู้เข้าใจในเรื่องการประพฤติการปฏิบัติต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันคือปัจจุบันไม่ใช่เก่าไม่ใช่ใหม่ บริสุทธิคุณที่ปัจจุบัน ไม่มีเก่าไม่มีใหม่ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ
เรามาทำความเพียรเน้นอยู่ที่ปัจจุบัน เน้นความบริสุทธิ์ที่ปัจจุบัน เวลาเป็นของมีค่า เป็นสิ่งที่ทรงคุณค่า
อานาปานสติเป็นหลักการประพฤติการปฏิบัติของเราทุกคน เพื่อพัฒนาสติสัมปชัญญะ มีความสุขในการหายใจเข้า มีความสุขในการหายใจออก ความสุขนั้นเป็นออกซิเจน ความสุขนั้นเป็นการปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างที่มันเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นของเสีย เป็นของปฏิกูล
อานาปานสติถึงใช้ได้เป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ ไม่ใช่เอาไปใช้เฉพาะตอนนั่งสมาธินะ ต้องเอาไปใช้ทุกหนทุกแห่ง เพื่อเอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย เพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตนด้วยความรู้ความเข้าใจ เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ
เรามาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านตรัสไว้เมื่อครั้งสุดท้ายในการที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน ท่านได้ตรัสไว้ครั้งสุดท้ายว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอังคารที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา