๒๗ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ ๒๗ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย ฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี
เราทุกคนพากันมารู้มาเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัติของเราทุกคนนั้นอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะอดีตก็ได้มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบันแล้ว อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบันนี้เอง
เราอาศัยความรู้ความเข้าใจมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ เพื่อดำเนินชีวิตของเราทุก ๆ คน ไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติแทนเราได้
เรามีความรู้ความเข้าใจ มีความตั้งมั่น ใจของเราทุกคนส่วนใหญ่ไม่มีใครรู้ใจของเรา เราพอที่จะปกปิดคนอื่นได้ แต่เราทุกคนนั้นปกปิดใจของตัวเราเองนั้นไม่ได้
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่ให้เราตรึกในกาม ไม่ให้ตรึกในพยาบาท ไม่ให้เราหมกมุ่นในกาม ไม่ให้เราหมกมุ่นอยู่ในพยาบาท
ความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาปเป็นความสุจริต เป็นความซื่อสัตย์ ความเคารพในพระธรรมพระวินัยถึงเป็นความหยุด การยกเลิกในเหตุปัจจัย ความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาปนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ
เราทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจในข้อกติกา ข้อกติกานี้จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราเดินทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ เพื่อไม่ให้ไปทางซ้ายไม่ให้ไปทางขวา ไม่ให้เอาความถูกใจอยู่เหนือความถูกต้อง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เรามาทำความดีเพื่อความดี ไม่ทำความดีเพื่ออยากเพื่อต้องการที่จะเป็นคนดี ต้องทำความดีเพื่อความดี ทำดีนั้นมันดีอยู่แล้วไม่ต้องอยาก เพราะความอยากนั้นคือความปรุงแต่ง
เราทำความดีเพื่อความดี มีความสุขในการทำความดี เราถึงจะเข้าถึงความเป็นมนุษย์ เทวดา พรหม พระอริยเจ้าผู้มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ
เราทุกคนเอาพระพุทธเจ้ามาไว้ในใจ เอาพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาไว้ในใจ เอาพระอรหันต์ขีณาสพมาไว้ที่ใจ เพราะเหตุผลว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงนั้นมีใจเป็นใหญ่ มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นประธาน สำเร็จมาจากใจ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ กายวาจากิริยามารยาทอาชีพเป็นเพียงอุปกรณ์ของใจ
ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องพากันตั้งอกตั้งใจตั้งเจตนา ภาชนะใดที่จะใช้งานได้ ภาชนะนั้นต้องเป็นภาชนะที่เอาตั้งไว้ถึงจะใช้งานได้
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราลูบคลำในศีล ในพรต ในข้อวัตรปฏิบัติ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องปฏิบัติติดต่อต่อเนื่อง เปรียบอุปมาดั่งสายน้ำที่ไหลสู่ทะเลสู่มหาสมุทร ไม่ให้เป็นเหมือนหยดน้ำ หยดน้ำมันไม่ใช่สายน้ำ มันเป็นหยดน้ำ การประพฤติการปฏิบัติของเราต้องปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่อง ด้วยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราทุกท่านทุกคนอย่าให้ธาตุให้ขันธ์ให้อายตนะมันครอบงำจิตใจของเรา เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจปัญหา อย่าให้ธาตุให้ขันธ์ให้อายตนะครอบงำใจของเรา ครอบงำสติปัญญาของเรา
เราต้องพากันรู้จักข้อวัตรข้อปฏิบัติ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ จะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ว่างจากสิ่งที่ไม่มีนั้นจะมีประโยชน์อะไร คนตายจะมีประโยชน์อะไรเพราะตายไปแล้ว คนไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจนั้นจะมีประโยชน์อะไร
เราต้องมารู้มาเข้าใจ จะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ จะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เพื่อไม่ให้ธาตุให้ขันธ์ให้อายตนะมาครอบจำจิตใจของเรา ครอบงำสติครอบงำสัมปชัญญะของเรา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เธอทั้งหลายนั้นจงประพฤติพรหมจรรย์เถิด พรหมจรรย์นั้นหมายถึงยกเลิกตัวยกเลิกตน
ฆราวาสผู้ครองเรือนก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน เพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน
นักบวชผู้ออกจากเรือนก็ปฏิบัติเพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน ไปในทางดียวกัน
พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นกติกาให้ฆราวาสเอามาใช้เอามาปฏิบัติ เป็นกติกาของฆราวาส นักบวช ก็เป็นกติกาประพฤติปฏิบัติของนักบวช ธรรมะนั้นถึงเป็นหน้าที่ หน้าที่นั้นถึงเป็นธรรมะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ทุกท่านทุกคนพากันเข้าใจ ไม่มีใครมีอภิสิทธิ์พิเศษ ต้องให้ทำตามกติกาของตน
ความเคารพกับความสงบถึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาปนี้เป็นเครื่องหมายของดี เป็นเครื่องหมายของผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรง ปฏิบัติเพื่ออกจากทุกข์ เป็นที่น่าเคารพกราบไหว้ของตัวเองและบุคคลอื่น
ธรรมะถึงเป็นเรื่องของปัจจุบัน ปัจจุบันถึงเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ปัจจุบันถึงเป็นความสงบและปัญญา ปัจจุบันถึงเป็นการยกเลิกความไม่ถูกต้อง มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ
เราคิดในแง่มุมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อท่านตรัสรู้แล้ว ท่านก็มาระลึกถึงว่า เราจะเอาอะไรเป็นที่เคารพ เพราะความเคารพกับความสงบมันคืออันเดียวกัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านมาระลึกถึงความเคารพ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องเคารพในพระธรรม เพราะพระธรรมนั้นเป็นบริสุทธิคุณ พระธรรมนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เป็นพระพุทธเจ้า
ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติถึงไปตรึกในกามไม่ได้ ไปตรึกในพยาบาทไม่ได้ ผู้ปฏิบัติต้องรู้เข้าใจ กติกาของเรา ไปตรึกในกามไม่ได้ ไปตรึกในพยาบาทไม่ได้ ความละอายต่อบาป ความเกรงกลัวต่อบาปนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นธรรมที่พัฒนาเรา คุ้มครองเรา
การประพฤติการปฏิบัติธรรมถึงเน้นที่ใจ ถึงเป็นการยกเลิกการหลอกลวง เป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำความดีเพื่อที่จะหลอกลวงใคร
เพื่อความเคารพ เพื่อไม่ข้ามปัจจุบันที่เป็นพระธรรมพระวินัย เพื่อใจของเราจะเข้าถึงบริสุทธิ์ ใจของเราจะได้อยู่กับเนื้อกับตัว เพื่อจะหยุดความฟุ้งซ่าน
ถามว่า ทำอย่างนี้มันจะไม่เครียดเหรอ ทำอย่างนี้แหละไม่เครียด เพราะมันเป็นความสุข ความสุขนั้นมันจะไม่มีความเครียด มันเป็นความสุขระดับอารมณ์ของมนุษย์ อารมณ์ของเทวดา อารมณ์ของพระพรหม อารมณ์ของพระอริยเจ้า ไม่มีความเครียด
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ มีความสุขแล้วไม่ให้เราติดในความสุข ไม่ให้เราหลงในความสุข ผู้มีความสุขก็ยิ่งเสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละเดี๋ยวมันจะเป็นนิติบุคคลตัวตน มันเป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติมันเป็นหินทับหญ้า
หลักการในการประพฤติการปฏิบัติ วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานกับการปฏิบัติธรรมไปในตัว เพื่อเราจะได้เอาทั้งงานทั้งจิตใจไปในตัวเป็นเนื้อเดียวกันด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา
ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติเราก็จะได้เข้าถึงมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ พรหมสมบัติ พระอริยเจ้าสมบัติในปัจจุบัน ได้ทั้ง ๒ อย่าง ได้ทั้งวัตถุได้ทั้งจิตใจไปพร้อม ๆ กัน
การทำงานกับการพัฒนาจิตใจนี้แยกกันไม่ได้ ถ้าแยกเมื่อไหร่ก็เกิดความเสียหายเกิดจากการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงานเพื่อพัฒนาจิตใจ เพื่อให้จิตใจเกิดภาวนาวิปัสสนา จะเอาความสุขกับการทำงานกับการปฏิบัติธรรมยังไม่เพียงพอ การปฏิบัติธรรมกับการทำงานนั้นเป็นคุณธรรมของพระอริยเจ้าของพระโสดาบันถึงพระอนาคามี สำหรับฆราวาสผู้ครองเรือน
ต้องมีหลักการพัฒนาใจ ถึงมีหลักการเนกขัมมะบารมี
ครั้งพุทธกาลถึงมีวันพระ ๗ ค่ำ ๘ ค่ำ วันพระ ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ เดือนหนึ่งก็จะมีวันพระอยู่ ๘ วัน เพื่อให้หมู่มวลมนุษย์ได้พัฒนาจิตใจ ปัจจุบันนี้โลกสมัยใหม่ได้เอาวันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุด เดือนหนึ่งก็เป็นเวลา ๘ วันเช่นเดียวกัน เพื่อเป็นหลักการให้หมู่มวลมนุษย์พัฒนาทั้งใจพัฒนาทั้งวัตถุไปพร้อม ๆ กัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันรู้พากันเข้าใจในการดำเนินชีวิตเพื่อพรหมจรรย์ พรหมจรรย์นี้หมายถึงยกเลิกตัวยกเลิกตน ยกเลิกตัวยกเลิกตนนั้นคือบริสุทธิคุณ เข้าถึงฐานความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติให้เป็นบริสุทธิคุณ เรามายกเลิกตัวยกเลิกตนเพื่อให้เป็นบริสุทธิคุณ
การประพฤติการปฏิบัติในความบริสุทธิ์ ความเคารพนั้นถึงเป็นความสงบ ความสงบนั้นถึงเป็นความเคารพ ถ้าเรามีความสงบเมื่อไหร่ความฟุ้งซ่านก็จะไม่มี ถ้าเรามีความฟุ้งซ่านเมื่อไหร่ความสงบนั้นก็จะไม่มี
ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติจะมีความรู้สึกว่าความบริสุทธิ์นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ การที่ฆ่ามดฆ่าปลวกตัวเล็ก ๆ นั้นก็มีความหมายเท่ากับฆ่าช้างตัวใหญ่ ต้องมีความรู้สึกอย่างนั้น ใจถึงจะเข้าถึงฐานของการประพฤติการปฏิบัติ
เบรกของเราต้องดี เบรกนั้นคือความเคารพ ไม่เอาตัวเอาตนนำชีวิต เอาพระธรรมเอาพระวินัยนำชีวิต มีความเคารพในพระธรรมพระวินัย หยุดอัธยาศัย มีความเคารพในพระธรรมในพระวินัย มีความรู้มีความเข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัย ข้อวัตรข้อปฏิบัติเราต้องเคารพ เราต้องทำตามกติกา เพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องเป็นเหมือนสายน้ำที่ไหลสู่ทะเลสู่มหาสมุทร
เรามาทำความดีเพื่อความดี เรื่องอดีตก็ยกเลิก อนาคตนั้นรู้เข้าใจ เพราะอนาคตนั้นไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันนั้นให้เรารู้เข้าใจ ปัจจุบันเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน
ปัจจุบันเราต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน เป็นผู้ละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป เห็นภัยในวัฏฏสงสารด้วยความรู้ความเข้าใจ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าพระนิพพานคือบ้านของเรา พระนิพพานนั้นคือความสุข จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ ผู้ที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ มีความสุขในการทำหน้าที่ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติยกเลิกตัวยกเลิกตน ผันั้นถึงจะผัสสะกับพระนิพพานได้ ถึงจะเข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ไม่ต้องไปคนอื่นว่าพระนิพพานเป็นอย่างไร
พระนิพพานนั้นเป็นบริสุทธิคุณ ยกเลิกตัวตนทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพทั้งใจ ใจที่ยกเลิกตัวตน มีความสุขเพราะยกเลิกตัวตน เพราะตัวตนมีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป ไม่มีอะไรนอกจากทุกข์
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นมันอยู่ที่ปัจจุบัน การปฏิบัตินั้นถึงไม่เลือกกาลไม่เลือกเวลาไม่เลือกสถานที่ ที่ไหนที่ปัจจุบันนั้นแหละคือการประพฤติการปฏิบัติ ให้มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ
อย่างเราทำงานอย่างนี้เราก็มีความสุขในการทำงาน ต้องทำงานให้มีความสุข สุขอย่างเต็มที่ สุขอย่างเต็มที่
อริยมรรคข้ออื่นก็เช่นเดียวกัน ก็มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในอริยมรรคในข้อนั้น ๆ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นเรื่องปัจจุบัน
ความดีและบารมีที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญานั้นจะอบรมบ่มอินทรีย์ไปโดยธรรมชาติที่เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ สำหรับเสขบุคคล บุคคลที่รู้เข้าใจมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นก็จะเป็นพระนิพพานเป็นชั่วขณะ ๆ เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ
ผู้ที่ได้รับสิทธิพิเศษคือผู้ที่มาบวชมาเป็นนักบวช ได้ตัดปริโพธกังวล มีโอกาสพิเศษ มีโอกาสมาก ๆ มีโอกาสเป็นอย่างยิ่ง ได้รับโอกาสพิเศษ บ้านไม่ได้เช่า ข้าวไม่ได้ซื้อ ของทุกสิ่งทุกอย่างนั้นฟรีหมด ไม่มีปริโพธิกังวล
มามีความสุขในการสร้างความดี เพื่อให้ปฏิปทานั้นติดต่อต่อเนื่องเป็นเหมือนสายน้ำที่ไหลสู่ทะเลมหาสมุทร ไม่ใช่เป็นหยดน้ำ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องปฏิบัติติดต่อต่อเนื่อง การทำอะไรติดต่อต่อเนื่อง ๓ อาทิตย์ขึ้นไปถึงจะได้ผลเห็นผล ทั้งฝ่ายวัตถุฝ่ายจิตใจ ๓ อาทิตย์ขึ้นไป การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงจะได้ผลถึงจะเห็นผล
ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องพากันมารู้พากันมาเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องให้ติดต่อต่อเนื่อง ๓ อาทิตย์ขึ้นไป การประพฤติการปฏิบัติถึงจะได้ผลถึงจะเห็นผล
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เราเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องอาศัยปฏิปทาติดต่อต่อเนื่อง ผู้ที่มาบวช องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้หลักการกว้าง ๆ ไว้ ต้องถือนิสัย ต้องถือพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ เป็นเวลาติดต่อต่อเนื่อง ๕ ปี ยกเลิกตัวตนหมด ติดต่อต่อเนื่องกัน ๕ ปี เอาเข้าสู่กติกาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรียกว่าเข้าสู่ไลน์เข้าสู่สายน้ำเพื่อไม่ให้เป็นหยดน้ำ
เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ การที่เรามาปลงผม มาครองผ้าจีวร เราทุกคนยังไม่ได้เป็นพระนะ พระนั้นเค้านับเอาตั้งแต่พระโสดาบันจนถึงพระอรหันต์
พระผู้ที่มาบวชเค้าเรียกว่าภิกขุ ภิกขุแปลได้ ๒ ความหมาย ความหมายถึงแปลว่าผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสาร ละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป ยกเลิกตัวตน เอาพระธรรมพระวินัยนำชีวิต
อีกความหมายหนึ่งภิกขุแปลว่าผู้ขอ ยกเลิกตัวยกเลิกตน มีความเป็นอยู่ด้วยภิกขาจารบิณฑบาตจากประชาชนที่เค้าพากันทำความดี ที่เค้าสร้างบารมี เค้าทำบุญตักบาตร ฉันอาหารวันหนึ่งเพียงหนเดียวเพียงครั้งเดียว ไม่ฉันอาหารเพล อาหารเพลที่เราเห็นพระเค้าฉันกันทั้งประเทศและต่างประเทศ นี้สำหรับภิกษุผู้ป่วยผู้อาพาธ เนื้อแท้ของพระศาสนานั้นจะไม่มีพระภิกษุชั้นเพล
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเสวยภัตตาหารวันหนึ่งเพียงครั้งเดียว ฉันในบาตร ใส่ภาชนะอื่นไม่ได้ ต้องใส่ลงในบาตร ไม่ฉันโต๊ะไทยโต๊ะจีนโต๊ะฝรั่งโต๊ะแขก ฉันในบาตรอย่างเดียว
เราพากันมาบวชต้องพากันเข้าใจนะ ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ฉันอาหารในภาชนะอื่นนอกจากบาตร ท่านไม่เอาใส่ในฝาบาตร ต้องลงในบาตรหมด ยกเว้นน้ำเปล่า
เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ อย่าเอาความถูกใจเหนือความถูกต้อง ต้องเอาใจพระพุทธเจ้ามาไว้ที่ใจเรา คือพระธรรมคือพระวินัยที่เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่นิติบุคคลตัวตน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระธรรมเป็นพระวินัย ให้เรารู้เข้าใจ
ที่พระอานนท์ยังไม่รู้ไม่เข้าใจ ได้ทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว จะให้ใครเป็นตัวแทนนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสกับท่านพระอานนท์ว่า อานนท์เอย พระธรรมพระวินัยนั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่นิติบุคคลตัวตนคือพระธรรมคือพระวินัย เราต้องรู้เข้าใจ เราทุกคนต้องเคารพในพระธรรมพระวินัย เพราะความเคารพกับความสงบนั้นคืออันเดียวกัน เป็นเนื้อเดียวกัน พระธรรมพระวินัยนั้นแหละเป็นตัวแทนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราต้องเคารพในพระธรรมพระวินัย เพราะความความเคารพกับความสงบมันเป็นเนื้อเดียวกัน
ด้วยเหตุผลนี้เราถึงต้องมีสติมีสัมปชัญญะที่สมบูรณ์เพื่อเราจะได้ทำหน้าที่ของเรา
เราทำอย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้ก็จะเป็นการอบรมบ่มอินทรีย์ ๓ อาทิตย์ขึ้นไป การประพฤติการปฏิบัติของเราถึงจะได้ผลเห็นผล
เราทุกคนต้องมาเอาพระธรรมเอาพระวินัยนำชีวิต เรียกว่าเอาพระนิพพานนำชีวิต ถึงจะเป็นพระนิพพานชั่วขณะ ๆ สำหรับเสขบุคคลก็ไม่เป็นไร เราต้องมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะความสุขนั้นมันจะไม่มีความเครียด
เราคิดในแง่มุมที่ให้เกิดปัญญา เทวดามีความสุขมาก ผู้ที่มีความสุขมาก ๆ ถึงเป็นกาลหยุดเวลา พระพุทธเจ้าถึงเป็นผู้หยุดกาลหยุดเวลา พระอรหันต์ถึงเป็นผู้หยุดกาลหยุดเวลา มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจอย่างนี้ การปฏิบัติธรรมนั้นจะไม่มีความทุกข์ จะไม่มีความเครียด จะมีแต่ความสุข จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ เพราะความสุขกับความสงบมันอันเดียวกัน จะว่าไม่มีความทุกข์ก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ จะเป็นพระนิพพานชั่วขณะ ๆ ไป
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจอย่างนี้
เราพากันทำความดีเพื่อความดี มีความสุขในการทำความดี เอากายกับใจไปพร้อม ๆ กัน
วันหนึ่งคืนหนึ่ง ฆราวาสพากันนอนพักผ่อนวันละ ๘ ชั่วโมง เวลาตื่นอยู่นี้ ๑๖ ชั่วโมง เรามีความสุขในการทำหน้าที่ หน้าที่นั้นก็จะเป็นพระนิพพาน ได้ทั้งวัตถุ ได้ทั้งจิตใจไปพร้อม ๆ กัน ความเคารพกับความสงบอันเดียวกัน เราอย่ามองข้ามปัจจุบัน ทิ้งปัจจุบันนั้นไม่ได้ เพราะปัจจุบันต้องมีความสุขในการทำหน้าที่ หน้าที่นั้นก็จะเป็นพระนิพพาน
เราทุกคนต้องเพิ่มความสุขให้กับตัวเองด้วยมีความสุขในการทำหน้าที่ ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องมีความสุขในการทำหน้าที่มาก ๆ เพราะความสุขกับความสงบนั้นเป็นเนื้อเดียวกัน ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อพัฒนาพระนิพพาน เพื่อเราจะไม่ได้หยุดอยู่เพียงสมาธิเพียงสมาบัติ
ผู้ที่ถือเนกขัมมะบารมีที่มาถือศีลประพฤติปฏิบัติ ยกเลิกการทำงาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราพิจารณาร่างกาย ด้วยการแยกร่างกายออกเป็นชิ้นเป็นส่วนที่ประกอบเป็นร่างกายนี้ ร่างกายของมนุษย์มีอาการ ๓๒ ต้องแยกออกเป็นชิ้นเป็นส่วนให้ครบอาการ ๓๒ แยกกันแล้วก็เอาประกอบเป็นร่างกาย เพราะฐานของอวิชชาฐานของความหลงนี้มันอยู่ที่กาย ที่เราทุกคนเอาสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตนที่มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวในตน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้หลักการ ให้เราพิจารณาแยกร่างกายออกเป็นชิ้นเป็นส่วน คลายความยึดมั่นถือมั่น ส่วนไหนมันเป็นธาตุน้ำ ธาตุดิน ธาตุไฟ ธาตุลม สิ่งไหนสะอาด สิ่งไหนปฏิกูล พิจารณาอาหารเก่าอาหารใหม่ พิจารณาการเจริญวัย พิจารณาความแก่เจ็บไข้ไม่สบาย พิจารณาความตาย จนสลายไปในที่สุด ถ้าเราเจริญสติสัมปชัญญะนั้น ปัญญาวิปัสสนามันจะไม่เกิด มันจะเป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เรามาพิจารณาร่างกาย
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านมีความตั้งใจตั้งเจตนา เพราะหลวงปู่มั่นท่านได้บำเพ็ญพุทธภูมิมาในชาติที่ท่านได้เกิดเป็นหลวงปู่มั่น ท่านได้ยกเลิกพุทธภูมิ เพื่อเป็นพระอรหันต์สาวกภูมิ ท่านรักษาพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ที่เป็นบริสุทธิคุณ มันยังไม่เพียงพอ ท่านเอาหลักการขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาพิจารณาร่างกาย ท่านทำอย่างนั้นปฏิบัติอย่างนั้นถึงได้ผลเห็นผล
ท่านถึงพาหมู่สงฆ์ประพฤติปฏิบัติ ปรากฎว่าผู้ประพฤติปฏิบัติได้ผลเห็นผลจากการประพฤติการปฏิบัตินั้น
ถ้าเราเอาตั้งแต่เจริญสติสัมปชัญญะ เอาตั้งแต่สมาธินี้ วิปัสสนาญาณนั้นมันจะไม่เกิด ออกจากสมาธิออกจากสมาบัติแล้วเห็นรูปก็ยังร้องโอย ๆ อยู่ หูฟังแล้วก็ร้องโอย ๆ อยู่ จมูกได้ดมกลิ่นก็ร้องโอย ๆ อยู่ ลิ้นได้ลิ้มรสใจก็ร้องโอย ๆ กายได้สัมผัสก็ร้องโอย ๆ อยู่ ยังมีแต่โอยกับโอยอยู่
ด้วยเหตุผลนี้แหละ ท่านถึงพาหมู่สงฆ์ประพฤติปฏิบัติ ปรากฎว่าได้ผลเห็นผล ปกติแล้วเราทุกคนไม่อยากพิจารณาร่างกาย เพราะไม่อยากให้รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์มันหายไป เพราะรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์มันเป็นของอร่อย มันเป็นของแซบของลำของนัวของหรอยมันอร่อยเหลือเกิน ไม่อยากพิจารณา
เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ เราต้องเดินตามรอยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การมาบวชนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ก่อนที่จะครองผ้ากาสาวพัสตร์ พระอุปัชฌาย์ถึงได้บอกกรรมฐานว่าเมื่อบวชมาแล้วต้องพากันมาพิจารณาร่างกายออกเป็นชิ้นเป็นส่วน แยกออกให้หมดแล้วประกอบกันเข้าใหม่ เพื่อนิมิตทางธรรมจะได้เกิดขึ้น จะได้ยกเลิกตัวตน จะได้อาศัยพระธรรมพระวินัยประพฤติปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำ
พระอุปัชฌาย์ถึงได้พูดเป็นภาษาบาลี ประเทศอินเดียโน้น ไม่ใช่ภาษาไทย เป็นภาษาบาลีที่พูดว่า เกศา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ ตะโจ ทันตา นะขา โลมา เกศา หมายถึงแยกออกให้หมดแล้ว
ประกอบกัน เรียกว่าอนุโลมปฏิโลก ถ้าในการบวชไม่บอกกรรมฐานอย่างนี้พระอุปัชฌาย์ต้องอาบัติ
ผู้ที่มาบวชต้องพากันรู้พากันเข้าใจ บวชมาแล้วต้องมาทำงานมาทำหน้าที่ มามีความสุขในการทำหน้าที่เพื่อเอาความดีและปัญญา แล้วพิจารณาแยกสรีระร่างกายทุก ๆ วัน
ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถามพระอานนท์ว่า วันหนึ่งระลึกถึงความตายวันละกี่ครั้ง นี้เป็นความหมายที่ให้เราเกิดปัญญา เราบวชมา เราต้องมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เพราะธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ
เรามาพิจารณาร่างกายเข้าสู่พระไตรลักษณ์ มาแยกร่างกายเป็นชิ้นเป็นส่วน
อย่างเราพากันมานั่งสมาธิอย่างนี้ เราก็มีความสุขในการหายใจเข้า เพื่อจะได้ออกซิเจน เรามีความสุขในการหายใจออกเพื่อถ่ายเทของเสียถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป อันนี้ก็เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ
อย่างนี้ก็ถือว่ายังไม่เพียงพอ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราพิจารณาร่างกายแยกออกเป็นชิ้นเป็นส่วน เพื่อใจของเราจะได้ยกเลิกตัวตน การยกเลิกตัวตนมันจะเกิดนิมิตทางธรรม มันจะรู้เข้าใจ เข้าถึงธรรมชาติว่าทุกอย่างมันคือเหตุคือปัจจัย ไม่ใช่ตัวตนเลย
เราพากันมาบวชมาปฏิบัติธรรม พื้นฐานให้เอาความสงบเอาออกซิเจนเข้าร่างกาย เมื่อสงบแล้วก็พิจารณาร่างกาย อย่าไปปล่อยให้ตัวเองนั่งโงกนั่งง่วง เสียวเลา
เรามีความสงบเป็นขณิกสมาธิแล้วเราต้องยกสู่พระกรรมฐาน เอาหนังเราออกไป สาธยายในใจ ถ้าเราหนังออกแล้วเราจะเป็นสภาพอย่างไรเราก็คิดใจใจอย่างนี้ มันจะสวยมั๊ย มันยังจะเป็นผู้หญิงผู้ชายอยู่เหรอ เราต้องทำอย่างนี้ เราทำอย่างนี้ดีนะดีกว่านั่งโงกนั่งง่วงฟุ้งซ่าน
เรามีความสุขในการทำหน้าที่อย่างนี้ดีกว่าไปนั่งโงกนั่งง่วง เรามีความสุขในการทำหน้าที่อย่างนี้
เราอย่าไปเสียดายรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์ เราต้องพิจารณาเพื่อสลายนิติบุคคลตัวตน
เรามาบวชมาถือศีลประพฤติปฏิบัติธรรมเราต้องรู้เข้าใจ เราจะมานั่งโงกนั่งง่วงนั่งฟุ้งซ่านไม่ได้
เรายกเลิกตัวตนธรรมะถึงจะเกิดได้ ถ้าเรามีตัวมีตนธรรมจะเกิดได้อย่าง คิดไปแล้วหัวจะระเบิดมันก็เป็นไปไม่ได้เพราะไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย
มนุษย์เราให้เราเข้าใจ เป็นผู้ที่ประเสริฐมาก เราต้องรู้เข้าใจ อายุขัยของเราต้องเอามาใช้ให้เกิดคุณเกิดประโยชน์ ให้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญานั้นมาประพฤติมาปฏิบัติ เมื่อมีความสุขแล้วก็ยิ่งมาเสียสละ เพื่อจะเป็นทั้งสมถะเป็นทั้งวิปัสสนาติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำ
นี้เป็นความดีเป็นบารมีของเรา เป็นประโยชน์ตนและประโยชน์ของผู้อื่น
เรามารู้เข้าใจว่าชีวิตของเรานี้ดีจริง ๆ ประเสริฐจริง ๆ เราต้องรู้เข้าใจ ความสุขนั้นอยู่ที่เรารู้เข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ความเครียดนั้นจะไม่มีเลย เพราะเรามาทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี เพราะทำความดีเพื่อความดีนั้นมันเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรมเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ
เราทุกคนเป็นผู้ที่ประเสริฐมาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านเปี่ยมด้วยบริสุทธิคุณ ท่านได้ตรัสปัจฉิมโอวาทไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
การบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เห็นสมควรแก่เวลา จึงได้สมมติยุติไว้ด้วยกาลเวลาเพียงเท่านี้ เอวังก็มีด้วยประการละฉะนี้
--------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันศุกร์ที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา