๒๘ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๒๘ เป็นวันสิ้นเดือนของเดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงาน

 

มนุษย์เราเอาธรรมนำชีวิต ยกเลิกตัวตน เดินทางสายกลาง เอาจิตใจกับวัตถุไปพร้อม ๆ กัน

 

วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานกับการปฏิบัติธรรมไปพร้อม ๆ กัน เอาทั้งใจเอาทั้งวัตถุไปพร้อม ๆ กัน

 

วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงาน พัฒนาในเรื่องจิตเรื่องใจอย่างเดียว

 

เราพากันมารู้มาเข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อทำหน้าที่ของตัวเราเองให้ถูกต้อง เพื่อเอาทางสายกลางนำชีวิต มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ในการทำหน้าที่ ธรรมะที่เป็นความรู้ความเข้าใจที่เอาไปประพฤติปฏิบัติ เพื่อให้เป็นหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ เข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เพราะทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็ย่อมเป็นเช่นนั้น ความรู้ความเข้าใจอย่างนี้เรียกว่ารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์

 

ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

ปัจจุบันเราต้องรู้เราต้องเข้าใจ เพื่อเอาความรู้มาใช้มาประพฤติปฏิบัติ เพราะเหตุผลว่า เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นคือกรรม คือกฎแห่งกรรม

 

ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ปัญญาสัมมาทิฏฐินี้เป็นสิ่งที่สำคัญ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงไม่ให้เราทุกคนตั้งอยู่ในความประมาท

 

เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ ต้องไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ความประมาทคือความผิดพลาด คือความเสียหาย จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่จะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

เราต้องมารู้มาเข้าใจในเรื่องธาตุทั้ ๔ ขันธ์ทั ๕ อายตนะ ๑๒ ที่เป็นวิบากของกรรมที่เราไม่รู้ไม่เข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นทำให้ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ มันเป็น cycle of life หมุนเป็นวงกลม

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ เราจะได้ผ่านธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ ไปด้วยความรู้ความเข้าใจ จะได้นำปัญหานี้มาเป็นปัญญา เอาปัญญามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ

 

เรื่องธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ นั้นเป็นสิ่งที่ไม่จบ

 

สัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้อง เป็นสิ่งที่สำคัญ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่ให้เราประมาท ถ้าประมาทแล้วก็ย่อมเสียหายย่อมพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราอย่าไปตามธาตุ ตามขันธ์ ตามอายตนะ ตามผัสสะ ไปตามสิ่งแวดล้อม นั้นเป็นสิ่งที่ไม่จบ

 

ด้วยเหตุผลนี้เรามารู้มาเข้าใจ เมื่อรู้เมื่อเข้าใจ เห็นความสำคัญในความไม่ประมาท ตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน ความสุขกับความสงบนั้นคือสิ่งอันเดียวกัน เป็นเนื้อเดียวกัน

 

จะเป็นความสุขระดับมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ พรหมสมบัติ นิพพานสมบัติ ความสุขกับความสงบนั้นก็ย่อมเป็นเนื้อเดียวกัน เป็นสิ่งเดียวกัน

 

เราต้องพากันรู้เหตุรู้ปัจจัย ด้วยเหตุผลนี้เราถึงต้องมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ

 

ธรรมะนั้นถึงเป็นหน้าที่ หน้าที่นั้นถึงเป็นธรรมะ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ความรู้ความเข้าใจ เป็นการทำความดีเพื่อความดี มีความสุขในการทำความดี เพราะความสุขกับความสงบกับความไม่มีทุกข์ มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ พรหมสมบัติ นิพพานสมบัตินั้นมันคือสิ่งเดียวกันเนื้อเดียวกัน

 

เรามาทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำความดีเพราะอยากจะเป็นคนดี ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดีนั้นคือความปรุงแต่ง นั้นคือขั้วบวกขั้วลบ นั้นคือวัฏฏสงสาร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ให้เราทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี เพราะการทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดีนั้นคือความปรุงแต่ง ความปรุงแต่งนั้นคือความทุกข์ ความปรุงแต่ง ความอยากความต้องการนั้นเปรียบเสมือนทะเลไม่อิ่มด้วยน้ำ เปรียบเสมือนไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อ มันมีความขาดตกบกพร่องอยู่เป็นนิจ ไม่อิ่มไม่เต็ม ไม่ใช่ความพอเพียงเพียงพอ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์

 

เราทุกคนพากันมาเน้นที่ตัวเอง พากันมาตั้งใจตั้งเจตนา ภาชนะที่จะใช้ได้ ใส่ของได้ ก็ต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้ ความตั้งใจมั่นชอบอย่างนี้มันเป็นสติสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นเป็นธรรมะที่มีคุณมีอุปการะมาก ไม่มีอะไรมีคุณมีอุปการะมากเท่ากับสติสัมปชัญญะ ที่เป็นธรรมะที่มีคุณมีอุปการะมาก

 

ปัจจุบันนี้ถึงเป็นความรู้ความเข้าใจ คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ปริยัติกับการปฏิบัตินี้จะแยกกันไม่ได้เลย ๒ อย่างนี้ต้องคู่กันตลอดเลย เพราะ ๒ อย่างนี้ต้องให้เป็นเนื้อเดียวกัน ถึงจะเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม ถึงจะเป็นความดีเพื่อความดี ถึงจะไม่เป็นเพียงสมาธิเพียงสมาบัติ

 

ปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงยกเลิกปริโพธคือเรื่องอดีต ยกเลิกปริโพธคืออนาคต ถือเอาปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นวาระสำคัญ ปัจจุบันนี้เป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นอริยมรรคที่ออกจากใจออกจากความตั้งใจ ออกจากเจตนา ออกจากบริสุทธิคุณ ทำความดีเพื่อความดีไม่หวังอะไรตอบแทน มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ

 

ผู้ประพฤติปฏิบัติต้องรู้เข้าใจ ใจของเราทุก ๆ นี้ไม่มีใครรู้จิตใจของเรา นอกจากพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ขีณาสพผู้ที่อยู่เหนือเรา ทุก ๆ คนไม่รู้ว่าเราคิดอะไร เราปรุงแต่งอะไร แต่เราทุกคนรู้ว่าใจของเราคิดอะไร

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินี้เน้นบริสุทธิคุณทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ มาเน้นที่ใจเพื่อให้ใจของเราบริสุทธิ์ เพื่อให้เรายกเลิกสัญชาตญาณที่ยึดมั่นถือมั่นในตัวในตน

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนเราต้องมายกเลิกตัวตน ไม่ตรึกในเรื่องของกาม ไม่ตรึกในเรื่องของพยาบาท เราจะได้เข้าถึงภาคประพฤติภาคปฏิบัติ เข้าถึงจิตถึงใจ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เวียนว่ายตายเกิดนั้นมาจากใจ มีใจเป็นใหญ่ มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นประธาน

 

ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายต้องยกเลิกตัวตน ยกเลิกตรึกในกามในพยาบาท

 

เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ เราจะก่อไฟ เราจะไปก่ออยู่ในน้ำมันจะเกิดไฟได้อย่างไร เราจะก่อไฟเราต้องก่ออยู่บนบก ถึงจะก่อไฟได้

 

ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติธรรมถึงเน้นเรื่องจิตเรื่องใจ

 

ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติธรรมต้องรู้เข้าใจ เราจะเดินทางไกลต้องรู้ทางที่เราจะไป ทางที่เราจะไปมันไกล เราก็ต้องอาศัยยานในการเดินทาง ทางบกเราก็ต้องอาศัยรถยนต์อย่างดี ทางอากาศเราก็อาศัยเครื่องบินอย่างดี ทางทะเลมหาสมุทรเราก็อาศัยเรือยนต์ขนาดใหญ่อย่างดี

 

พระธรรมพระวินัยเป็นสมมติสัจจะ นั้นเป็นยานที่จะออกจากวัฏฏสงสาร พระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เป็นยานที่ให้เราทุกคนออกจากวัฏฏสงสาร เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นคือเหตุคือปัจจัย

 

ผู้ปฏิบัติธรรมต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ต้องเอาปริยัติกับปฏิบัติมาใช้งานไปพร้อม ๆ กัน ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เห็นปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ เห็นพระธรรมเห็นพระวินัยเป็นสิ่งที่สำคัญ มีความเห็นถูกต้องมีความเข้าใจถูกต้องว่าพระธรรมพระวินัยเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะพระธรรมพระวินัยเป็นอุปกรณ์ของการเดินทาง เพราะนี้มันคือกรรมทางกาย กรรมทางวาจา กรรมทางกิริยามารยาท กรรมทางอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่รู้เข้าใจ เพื่อเป็นยานสำหรับการเดินทาง

 

ปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญของเราทุก ๆ คน

 

วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันที่เรามีความสุขในการทำหน้าที่ทางวัตถุทางจิตใจไปพร้อม ๆ กันอย่างที่มีความสุข เพื่อเป็นเหตุเป็นปัจจัย เป็นอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่มีใครประพฤติปฏิบัติให้เราได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจอย่างนี้

 

เราทุกคนต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความตั้งใจมั่นชอบ เพราะทุกอย่างมันคือกรรม คือกฎแห่งกรรม แล้วก็จะเป็นผลของกรรม เรามาเน้นที่ตัวของเรา ปฏิบัติที่ตัวของเรา ให้มีความสุขเป็นอย่างยิ่งในการประพฤติการปฏิบัติ  เพราะว่าความสุขกับความสงบมันคืออันเดียวกัน ปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องให้เหมือนสายน้ำที่น้ำมันไหล ไม่ให้เหมือนหยดน้ำ น้ำหยด มันไม่ติดต่อต่อเนื่อง มันหยด ให้เหมือนสายน้ำไหลสู่ทะเลมหาสมุทร

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องให้ติดต่อต่อเนื่อง ถึงจะได้ผลเห็นผล การทำอะไรที่ติดต่อต่อเนื่อง ๓ อาทิตย์ ๒๑ ขึ้นไป ที่ประพฤติฏิบัติติดต่อต่อเนื่อง ผลวิจัยออกมาทางวิทยาศาสตร์ จึงจะได้ผลเห็นผล ทั้งด้านวิทยาศาสตร์และทางจิตใจ

 

มีผู้มีความสงสัยว่า ถ้าเราปฏิบัติติดต่อต่อเนื่อง เราจะไม่เกิดความเครียดเหรอ

 

การปฏิบัติที่มีความสุขที่ติดต่อต่อเนื่องนั้นไม่มีความเครียด เพราะเนื้อในของความสุขนั้นจะไม่มีความเครียด เราจะทำอะไรถ้าเรามีความสุขกับการกระทำนั้น ๆ ความเครียดก็จะไม่มี ความเครียดนั้นจะไม่มีอยู่ในความสุข

 

ยิ่งประพฤติปฏิบัติยกเลิกตัวยกเลิกตนอย่างมีความสุข ความเครียดความทุกข์นั้นก็จะไม่มีเลย เพราะเป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ทำความดีเพื่อมีความหวังที่อยากจะเป็นคนดี

 

ด้วยเหตุผลนี้ ความเครียดนั้นถึงไม่มีเพราะเป็นความสุข ถ้าเราประพฤติปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องย่อมเป็นความสุขทวีคูณ

 

ผู้ที่มีความสุขนั้น เราจะมีความรู้สึกว่าเวลามันผ่านไปเร็ว การปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องถึงเป็นการยกเลิกกาล ยกเลิกเวลา ยกเลิกความเครียด เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นความสุข เป็นออกซิเจน เป็นการถ่ายเทของเสียถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป เราต้องพากันรู้เข้าใจว่าการประพฤติการปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่องนั้นไม่มีความทุกข์ ไม่มีความเครียด

 

เราต้องมารู้มาเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัติธรรมนั้นจะไม่มีความเครียด อย่างเราหายใจเข้ามีความสุข หายใจออกมีความสุขมันจะเครียดอะไร แต่ถ้าเราอยากให้มันสงบเมื่อไหร่ นั่นแหละมันจะเป็นความเครียด เพราะทำความดีเพื่อตัวเพื่อตน ทำความดีเพื่อตัวเพื่อตนนั้นมันเป็นความเครียด

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ การปฏิบัติธรรมนั้นจะยกเลิกความทุกข์ ยกเลิกความเครียด เพราะทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี ทำความดีเพื่อความดีนั้นเป็นผู้ที่ยืนอยู่ข้างบน นั่งอยู่ข้างบน เดินอยู่ข้างบน นอนอยู่ข้างบน ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดีนั้นคือผู้ที่อยู่ข้างล่าง คือผู้ที่แบกโลก คือผู้ที่เป็นทาสเป็นบ่าวรับใช้ ผู้ที่เป็นทาสรับใช้

 

ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิเพื่อจะได้ทำความดีเพื่อความดี เพื่อดับไม่เหลือทั้งความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เราจะได้อบรมบ่มอินทรีย์ เอาความดีและปัญญาก้าวไปด้วยปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องเปรียบเสมือนสายน้ำ ไม่ใช่เหมือนน้ำหยด

 

ถือเอาปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ ทั้งความคิดคำพูดการกระทำกิริยามารยาทอาชีพเน้นที่บริสุทธิคุณ เอาที่ปัจจุบัน ให้ความดีและปัญญาได้ทำงานอย่างเต็มที่ อย่างมีความสุข

 

เรามาเน้นที่ตัวเราที่ปัจจุบัน เรานอนเราพักผ่อนให้เพียงพอ วันหนึ่งคืนหนึ่ง ๒๔ ชั่วโมง เราพากันนอนพักผ่อน ผู้ที่เป็นนักบวชนอนพักผ่อนวันละ ๖ ชั่วโมง เวลาตื่นอยู่นี้ ๑๘ ชั่วโมง

 

เป็นฆราวาส นอนพักผ่อนวันละ ๘ ชั่วโมง ตื่นอยู่นี้วันละ ๑๖ ชั่วโมง ฆราวาสกับนักบวชก็ก็เดินทางไปทางเดียวกัน คือเอาความดีและปัญญาก้าวไปที่เป็นปฏิปทา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ใจของเรานั้นคือใจที่บริสุทธิคุณ ใจของเรานั้นเป็นใจที่บริสุทธิคุณ เป็นสีขาว สีขาวนั้นเอาอะไรมาย้อมก็ย่อมเป็นสีนั้น ๆ แต่เดิมแท้นั้นคือสีขาว ใจของเราทุกคนนั้นเป็นประภัสสร ให้เราทุกคนรู้เข้าใจ สิ่งที่สัญจรไปมาคือเรื่องของกรรม สิ่งที่สัญจรไปมานั้นได้แก่ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เป็นสิ่งที่สัญจรไปมา เป็นอาคันตุกะที่สัญจรไปมาชั่วครู่ชั่วขาว ใจของเรานั้นเป็นประภัสสร เป็นสีขาว ว้าว ว้าว ว้าว

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ใจของเราทุกคนนั้นเป็นประภัสสร สิ่งที่สัญจรไปมาเราต้องรู้ต้องเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้จะเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ใจของเราต้องมีปัญญา เพื่อใจของเราจะได้รู้ปัญหา จะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา จะได้เอาปัญญาที่เป็นปริยัติมาประพฤติมาปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ

 

การประพฤติการปฏิบัติถึงปฏิบัติที่ปัจจุบัน ปัญหาที่ปัจจุบันก็จะเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เพื่อไม่ให้ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ มาครอบงำใจของเรา ครอบงำสติปัญญาของเรา

 

เราจะได้ยกเลิกปัญหาด้วยปัญญา ด้วยการประพฤติการปฏิบัติ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน ความสุขนั้นถึงอยู่ที่ปัจจุบัน เสขบุคคล บุคคลที่พึงประพฤติปฏิบัติต้องเข้าใจอย่างนี้ เพื่อความดีและปัญญาจะได้ติดต่อต่อเนื่องเปรียบเสมือนสายน้ำ ไม่ให้เป็นเหมือนหยดน้ำ ต้องเป็นเหมือนสายน้ำ

 

ธรรมะนั้นคือธรรมชาติ คือกฎแห่งกรรม เราต้องทำหน้าที่ให้ถูกต้อง มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติให้ถูกต้อง

 

เราเอาพระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่างแบบอย่าง ที่พระอานนท์ทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เมื่อตถาคตได้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไป จะเอาใครเป็นตัวแทนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า อานนท์เอย อานนท์ต้องรู้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้และวางปฏิบัติให้นั้นจะเป็นกฎแห่งกรรม เป็นผลของกรรม เป็นกรรมลิขิต อานนท์ต้องรู้ต้องเข้าใจ พระธรรมพระวินัยนั้นแหละคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องมารู้มาเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นคือเหตุคือปัจจัย พระพุทธเจ้านั้นก็คือพระธรรมพระวินัย พระธรรมนั้นก็คือพระธรรมพระวินัย พระอริยสงฆ์นั้นก็คือพระธรรมพระวินัย

 

เรามายกเลิกความยึดมั่นถือมั่นในตัวในตน เอาพระธรรมเอาพระวินัยนำชีวิตเราก็จะเป็นพุทธะ ธัมมะ สังฆะ เป็นพระรัตนตรัย ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสให้ท่านพระอานนท์รู้เข้าใจอย่างนี้

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องพากันรู้เข้าใจ เรามาเอาพระธรรมพระวินัยเป็นพระรัตนตรัยนำชีวิต ยกเลิกตัวเราของเรา หยุดจมอยู่ในกาม หยุดตรึกในกาม หยุดตรึกในพยาบาท จมอยู่ในพยาบาท เน้นที่ใจที่บริสุทธิคุณ มีความสุขมาก ๆ มีความสุขเป็นอย่างยิ่งของการประพฤติการปฏิบัติ ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท มีความสุขอย่างยิ่ง

 

เราทุกคนมีสามัญลักษณะเสมอกันไม่ต่างกัน มีธาตุทั้ง ๔ มีขันธ์ทั้ง ๕ มีอายตนะภายนอกภายในเสมอกัน ไม่ต่างกันเลย

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นก็อยู่ที่ตัวของเรา เรามาเอาเหตุเอาปัจจัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ เหตุอย่างไรผลก็ย่อมเป็นเช่นนั้น เน้นที่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า เน้นที่ปัจจุบัน เน้นที่บริสุทธิคุณที่ปัจจุบัน เน้นที่ใจของเรา ใจของเราไม่มีใครรู้ใครเห็น เรารู้ใจของเรา ใจของเราต้องเป็นบริสุทธิคุณ เราต้องเป็นมนุษย์ เทวดา พรหม พระอริยเจ้าผู้รู้ผู้เข้าใจ เอาพระธรรมพระวินัยนำชีวิต เอาบริสุทธิคุณนำชีวิต

 

พระพุทธเจ้าต้องอยู่ที่ตัวเรา พระธรรมต้องอยู่ที่ตัวเรา พระอริยสงฆ์ต้องอยู่ที่ตัวเรา ไม่ใช่อยู่นอกตัวเรา ตัวของเราต้องเป็นพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ ด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยการยกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวในตน

 

วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงานภายนอก มาเน้นเรื่องจิตเรื่องใจ ให้ทานรักษาศีลทำสมาธิถือเนกขัมมะเจริญภาวนา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันมาพัฒนาปัญญา มาภาวนาเพื่อให้เกิดปัญญายิ่ง ๆ ขึ้นไป เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นตั้งอยู่บนรากฐานของการเปลี่ยนแปลง

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เรามาเจริญสติสัมปชัญญะ มาพิจารณาทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ เพื่อให้เกิดปัญญา เรามาแยกธาตุแยกขันธ์แยกอายตนะเข้าสู่พระไตรลักษณ์ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นของชั่วครู่ชั่วยาม มาพิจารณาความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพราก มาพิจารณาร่างกายของเราแยกออกเป็นชิ้นเป็นส่วน เหมือนแยกชิ้นส่วนรถยนต์ให้ออกหมดทุกชิ้นส่วน แล้วประกอบกันเข้าใหม่เป็นรถยนต์ มาพิจารณาร่างกายของเราออกเป็นชิ้นเป็นส่วน สรีระร่างกายของเราทุกคนมี ๓๒ ชิ้นส่วน

 

ทุกคนติดในความสุข ติดในความสงบ ติดในสติสัมปชัญญะ ไม่อยากพิจารณา เราไม่อยากพิจาณามันจะเกิดปัญญาได้อย่างไร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราพิจารณา ให้แยกร่างกายของเราออกเป็นชิ้นเป็นส่วน เอาหนังออกอย่างนี้ ถ้าเอาหนังออกแล้วมันจะเป็นอย่างไร คิดในใจเอา ถ้าเอาเนื้อออกมันจะเป็นอย่างไร คิดในใจเอา ส่วนไหนสวยส่วนไหนงาม พิจารณาอาหารเก่าอาหารใหม่ พิจารณาความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพราก เพื่อเราจะได้เกิดปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพื่อปัญญาสัมมาทิฏฐิ ใจของเราจะได้มีปัญญา ใจของเราจะไม่ได้เห็นเสียงรูปกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์แล้วก็ร้องโอย ๆ ไป

 

ถ้าเราเอาแต่สมาธิสมาบัติเอาแต่เจริญสติสัมปชัญญะนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านบอกว่ายังไม่ได้ ยังใช้ไม่ได้ ต้องพากันมาเจริญภาวนาวิปัสสนา มาพิจารณาสรีระร่างกาย เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจนั้นติดต่อต่อเนื่องเปรียบเสมือนสายน้ำ ไม่ใช่น้ำหยด ด้วยความยึดมั่นถือมั่นเป็นนิติบุคคลตัวตนนั้นจะเอาแต่สมาธิเอาแต่สมบัติ เอาแต่ความสงบ จะไม่อยากภาวนาวิปัสสนา

 

เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการพิจารณา ความสุขกับความสงบในการภาวนาวิปัสสนา ทำความดีเพื่อความดีนั้นจะไม่มีความเครียดเพราะเป็นความสุข ให้เรารู้เข้าใจ

 

เรามาบวชเป็นพระเรามาเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ เอาพระธรรมเอาพระวินัยเอามาใช้มาประพฤติปฏิบัติให้มีความสุข เราเป็นฆราวาสเป็นประชาชน เราทำงานกับเราปฏิบัติไปพร้อม ๆ กันเพื่อไม่ให้เสียการเสียงาน แล้วปฏิบัติใจไปพร้อม ๆ กันให้มีความสุข วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดเพื่อพัฒนาจิตใจ เราก็ต้องพากันมาพิจารณาร่างกายสู่พระไตรลักษณ์เช่นเดียวกัน

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ มามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ อย่าพากันเล่นแต่โทรศัพท์ ไลน์แต่โทรศัพท์ ให้ถือว่าเรามาวัด มาเจริญสติสัมปชัญญะ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ทำอะไรก็ให้มีความสุขในการทำหน้าที่ เพื่อเป็นอริยมรรค ไม่ใช่นั่งสมาธิอย่างเดียว ไม่ใช่เดินจงกรมอย่างเดียว ทุกอย่างต้องให้เป็นความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ

 

เราทุกคนต้องเป็นทั้งคนฉลาดเป็นทั้งคนดีอยู่ในตัวของเรา เป็นคนดีเหมือนพระพุทธเจ้า เป็นคนดีเหมือนพระอรหันต์ เป็นทั้งคนเก่งเป็นทั้งคนฉลาดเป็นทั้งคนดี ๒ ท่านนี้ต้องมารวมกันอยู่ในตัวของเรา ให้เรารู้เข้าใจ ด้วยการอาศัยพระธรรมพระวินัยเป็นยาน เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน

 

เราไม่ต้องไปมีปริโพธกังวลในสิ่งต่าง ๆ สิ่งต่าง ๆ นั้นเราต้องเข้าใจนะ สิ่งต่าง ๆ นั้นมันไม่จบหรอก มันจะจบได้ที่เรารู้เข้าใจ ยกเลิกตัวยกเลิกตน เราทำความดีเพื่อความดีไม่หวังอะไรตอบแทน

 

เราพากันมาคิดดูดี ๆ เราจะเหลือคนอื่นได้ก็เพราะเรามาช่วยเหลือตัวเอง เราช่วยเหลือตัวเองยังไมได้เราจะไปช่วยเหลือใคร แม้แต่ตัวเองยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เราจะไปช่วยเหลือใครได้ เราต้องรู้เข้าใจว่ากรรมใครกรรมมัน เราทุกคนต้องพากันมายกเลิกตัวตน อบรมบ่มอินทรีย์ เอาความดีและปัญญา เพราะเห็นว่าปัจจุบันนี้เป็นวาระสำคัญมาก ปัจจุบันนี้เรามีลมปราณถึงเป็นวาระสำคัญ

 

เราต้องรู้เข้าใจว่า อดีตเป็นสิ่งที่ไม่สำคัญ อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่สำคัญ ปัจจุบันปัจจุบันนี้เป็นสิ่งสำคัญ  ปัจจุบันเป็นวาระแห่งชาติ เป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้เข้าใจ มันก็จะเป็นของมันเรื่อย ๆ เป็นวัฏฏสงสาร

 

เรามาบำเพ็ญความดีบำเพ็ญบารมีเพื่อความดีและปัญญาเพื่อเป็นปฏิปทาของเราทุก ๆ คน เรามารู้เข้าใจปัญหาเพื่อเป็นปัญญา ความดีและปัญญาที่ได้ปฏิบัตินี้จะได้เป็นประโยชน์ของตัวของเราเองและบุคคลอื่นด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ ไม่มีอะไรที่จะมีประโยชน์เท่ากับความรู้ความเข้าใจกับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน

 

เราทั้งหลายมาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสโอวาทครั้งสุดท้ายก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

การบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในวันนี้ก็เห็นสมควรแก่เวลา ขอหยุดการบรรยายพระธรรมเทศนาไว้เพียงเท่านี้

 

บุญกุศลที่เป็นบริสุทธิคุณที่เราได้บำเพ็ญมานี้ขอมอบให้บรรพบุรุษของเราผู้วายชนม์จากไป ขอท่านจงอนุโมทนารับเอาบุญเอากุศลเพื่อเข้าสสู่สุคติสรวงสวรรค์มรรคผลพระนิพพาน ณ โอกาสนี้ด้วยเทอญ

 

--------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันเสาร์ที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

 

 

 

Visitors: 109,795