๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ ๒ เดือนมีนาคมเป็นเดือนมาฆบูชาของปีพุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ความหมายของวันมาฆบูชา


      คำว่า "มาฆะ" นั้น เป็นชื่อของเดือน ๓ ย่อมาจากคำว่า "มาฆบุรณมี" หมายถึง การบูชาพระในวันเพ็ญกลางเดือนมาฆะตามปฏิทินของอินเดีย หรือเดือน ๓

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ในวันเพ็ญเดือน ๓ ให้กับพระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูปที่มาประชุมกันพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ เพื่อสักการะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสงฆ์ที่มาประชุมทั้งหมดล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ ผู้ได้อภิญญา ๖ พระสงฆ์ทั้งหมดได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า หรือ "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" และเพราะเกิดเหตุอัศจรรย์ ๔ ประการข้างต้น ทำให้วันมาฆบูชา เรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า "วันจาตุรงคสันนิบาต"

 

ชาวพุทธได้ถือเอาวันสำคัญของพระพุทธศาสนา เช่น วันประสูติ ตรัสรู้ เสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานตรงกับวันเดียวกัน วันเพ็ญเดือน ๖ วันวิสาขบูชา

 

แสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร วันเพ็ญเดือน ๘ วันอาสาฬหบูชา

 

แสดงโอวาทพระปาฏิโมกข์ วันเพ็ญเดือน ๓ วันมาฆบูชา

 

คำว่าบูชาหมายถึงความเคารพ ความเคารพกับความสงบนี้จะเป็นสิ่งเดียวกัน ถ้าเรามีความเคารพเราก็จะมีความสงบ เพราะความเคารพกับความสงบนั้นมันคือสิ่งเดียวกัน

 

ใจของเราทุกคนต้องพากันเข้าใจนะ ใจของเราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นถูกต้อง มีความเข้าใจถูกต้อง ว่าความสงบกับความเคารพนี้มันคือสิ่งเดียวกัน ถ้าเรามีความเคารพมันก็สงบ

 

ที่พระอานนท์ทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานแล้ว จะให้พุทธบริษัททั้งหลายนั้นไปเคารพใครแทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า

 

อานนท์เอย ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

 

อานนท์เอย พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

 

อานนท์เอย ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้วบัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

 

อานนท์เอย ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตนเป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ

 

มีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะเป็นอยู่

 

อานนท์เอย ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล

 

ความเคารพกับความสงบนี้เป็นสิ่งเดียวกัน ความเคารพกับความสงบนี้เป็นความพอเพียงเพียงพอ ความพอเพียงเพียงพอนี้ไม่ได้มากเกินไม่ได้น้อยเกิน เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นปัญญาที่ประกอบด้วยความดี ไม่มากไม่น้อย

 

ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชท่านได้ตรัสคติธรรมเรื่องความพอเพียงเพียงพอนั้นดีมาก เป็นความพอเพียงเพียงพอ เป็นความพอดี

 

เราคิดดูดี ๆ ด้วยปัญญา เราอยากได้มากมันก็ไม่มาก เราอยากได้น้อยมันก็ไม่น้อย มันก็เท่าเก่าเท่าเดิม มันคือความไม่ปรุงแต่ง เป็นความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ นี้คือความเคารพ นี้คือความสงบ

 

เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจในเรื่องความเคารพในเรื่องความสงบ ใจของเราทุก ๆ คนเราปกปิดคนอื่นได้ แต่เราปกปิดตัวของเราเองนั้นไม่ได้ เราต้องมีความเคารพ ความเคารพกับความสงบมันเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน

 

การประพฤติการปฏิบัติธรรมนั้นถึงเน้นมาที่จิตที่ใจ ให้ทุกท่านทุกคนเข้าใจว่า กายวาจากิริยามารยาทอาชีพนั้นเป็นเพียงอุปกรณ์ของจิตของใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนถึงต้องเคารพคารวะในพระธรรมในพระวินัย เพราะพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นทางสายกลาง เป็นการพัฒนาใจพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กันที่เป็นปัจจุบันที่เป็นพระธรรมพระวินัย ที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

เราต้องรู้เข้าใจ ไม่ต้องไปมีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ให้ถือคติว่าความถูกต้องก็คือความถูกต้อง ไม่ได้เป็นญาติพี่น้องเป็นเพื่อนเป็นฝูงกับใคร ความเคารพกับความสงบนั้นเป็นสิ่งเดียวกัน

 

ความเคารพความสงบเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ให้เรายกเลิกตัวยกเลิกตน ยกเลิกความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นตัวเป็นตน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้พุทธบริษัทพากันรู้พากันเข้าใจ ชื่อว่าความอยากความต้องการนั้นมีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น มีแต่ความทุกข์ตั้งอยู่ มีแต่ความทุกข์ดับไป นอกจากความทุกข์นั้นไม่มีเลย

 

ให้พุทธบริษัทพากันรู้พากันเข้าใจ ความไม่อยากนั้นก็มีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น มีแต่ความทุกข์ตั้งอยู่ มีแต่ความทุกข์ดับไป นอกจากความทุกข์นั้นไม่มีเลย

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เรามาทำความดีเพื่อความดีเพื่อบริสุทธิคุณ เพื่อยกเลิกตัวตน ไม่ได้ทำความดีเพื่อต้องการอยากจะเป็นคนดี ทำความดีเพื่อความดีนั้นไม่มีความปรุงแต่ง ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดีนั้นเป็นความปรุงแต่ง ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดีนั้นคือขั้วบวกขั้วลบ นั้นคือวัฏฏสงสาร ไม่ใช่พระนิพพาน เป็นวัฏฏสงสาร

 

เราทุกคนทุกท่านมารู้มาเข้าใจมาเน้นที่ตัวเรา ไม่เกี่ยวข้องกับใคร มามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ เพื่อเข้าถึงความเคารพเข้าถึงความสงบ

 

เป็นผู้รู้ผู้เข้าใจ เห็นภัยในความไม่ถูกต้อง เห็นภัยในวัฏฏสงสาร มีความรู้ความเข้าใจเป็นผู้ละอายต่อบาป เกรงกลัวต่อบาป

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราเข้าใจ ความปรุงแต่งนั้นเป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

ความอยากนั้นคือความทุกข์ คือขั้วบวกขั้วลบ ความไม่อยากนั้นคือขั้วบวกขั้วลบ นั้นคือความทุกข์

 

เราต้องมาทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ มีความสุขในการทำหน้าที่ เราอย่าไปมีความอยาก มีความอยากนิดเดียวก็ไม่ได้ ความอยากนิดเดียวต้องไม่มี เพราะความอยากนั้นเป็นความปรุงแต่ง ความไม่อยากของเรานั้นต้องไม่มี เพราะความไม่อยากนั้นเป็นความปรุงแต่ง เพียงเรามีความสุขในการทำหน้าที มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ

 

ดัชนีที่มีความทุกข์เพิ่มขึ้นนั้น เราต้องรู้เข้าใจ เรามีความอยากมาก ๆ ดัชนีแห่งความทุกข์มันก็เพิ่มขึ้นมาก ความอยากความไม่อยากนั้นเป็นดัชนีแห่งวามทุกข์ เราอยากมากดัชนีแห่งความทุกข์ก็มาก เราไม่อยากมาก ๆ ดัชนีนั้นความทุกข์นั้นก็เพิ่มขึ้นมาก ความอยากความไม่อยากนั้นให้เรารู้เข้าใจ มันเป็นดัชนีแห่งความทุกข์

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามายกเลิกความอยากความไม่อยาก

 

การที่เรามาประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นมายกเลิกความอยากความไม่อยาก มามีความสุขในการทำหน้าที่ ยกเลิกความอยากความไม่อยาก มีความสุขในการทำหน้าที่

 

เรามาทำความดีเพื่อความดี เพราะเห็นว่าความดีนั้นจะหยุดสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นตัวเป็นตน ที่มีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป ที่เป็นความเสียหายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย เสียหายอย่างนั้น มันพังทลาย มันเสียหาย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอาพระธรรมพระวินัย เพราะเหตุผลว่าพระธรรมพระวินัยนั้นจะเป็นยานเพื่อหยุดสัญชาตญาณ ที่มันเป็นภพเป็นชาติ เป็นสาฬายตนะ ที่เป็น cycle of life มันหมุนเป็นวงกลม เดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาอยู่ที่เดิม ต่ำย๊อกอยู่ที่ไหนอยู่ที่นั่น ถึงได้มีคำศัพท์ว่าคนคน คนนั้นหมายถึงตัวถึงตน พระธรรมพระวินัยนั้นจะมายกเลิกตัวตน

 

พระธรรมพระวินัยนั้นคือเป็นยาน เราจะเดินทางไกล ให้ทุกท่านทุกคนพากันเข้าใจนะ เราจะเดินทางไกลเราก็ต้องอาศัยยาน จะเดินทางทางบกก็ต้องอาศัยรถยนต์อย่างดี จะเดินทางทางอากาศก็ต้องอาศัยเครื่องบินอย่างดี จะเดินทางทางทะเลมหาสมุทรก็ต้องอาศัยเรือขนานยนต์ขนาดใหญ่อย่างดีเพื่อความสวัสดิภาพ

 

การประพฤติการปฏิบัติธรรมะนั้น พุทธบริษัททั้งหลายต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพานนะ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอาที่ปัจจุบัน เพราะอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันถึงเป็นวาระสำคัญของการประพฤติการปฏิบัติ

 

เรามามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เห็นว่าธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ เรามามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ความสุขกับความสงบนั้นมันคืออันเดียวกัน ผู้ที่มีความสุขก็ต้องมีความสงบ จะเป็นความสุขระดับความเป็นมนุษย์ ระดับการเป็นเทวดา อยู่ในระดับของพระพรหม อยู่ในระดับของพระอริยเจ้า ความสุขนั้นจะไม่มีความทุกข์ เพราะผู้ประพฤติปฏิบัติมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี ความอยากความไม่อยากนั้นมันคือความปรุงแต่ง ความปรุงแต่งนั้นเป็นขั้วบวกขั้วลบ มันคือการเปรียบเทียบ

 

ผู้ประพฤติปฏิบัติความดีเพื่อความดี ผู้นั้นก็จะสัมผัสกับความเป็นมนุษย์ผู้บริสุทธิคุณ สัมผัสกับเทวดาที่เป็นบริสุทธิคุณ สัมผัสกับพระพรหมผู้บริสุทธิคุณ จะสัมผัสกับพระอริยเจ้าผู้บริสุทธิคุณ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัตินั้นจะสัมผัสได้จากใจของผู้ประพฤติปฏิบัติเอง  

 

หนทางเราเดินสู่พระนิพพาน จะมีความสุขตั้งแต่เบื้องต้นจนอวสาน ถ้าเรายังไม่ถึงพระนิพพาน เราก็อยู่ในมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ พรหมสมบัติ จนกว่าจะถึงพระนิพพานสมบัติที่สมบูรณ์

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราเข้าใจ พากันมีความสุขในการทำหน้าที่ เพราะความสุขนั้นคือความไม่มีทุกข์ เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ

 

ที่มีคำถามว่า ปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องมันจะไม่เกิดความเครียดเหรอ จะไม่เกิดความทุกข์เหรอ ขนาดปฏิบัติเป็นบางครั้งบางคราวก็ยังเครียด

 

การประพฤติการปฏิบัติที่มีความสุขนั้นความเครียดจะไม่มี เพราะเราทำความดีเพื่อความดี ไม่มีความเครียดเลย มีแต่ความสุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป จะเป็นความสุขขณะ ๆ ไป จะเรียกว่าความสุขว่าความสุขในมนุษย์เป็นขณะ ๆ ก็ได้ จะเรียกว่าความสุขในเทวดาเป็นขณะ ๆ ก็ได้ จะเรียกว่าความสุขในพระพรหมเป็นขณะ ๆ ก็ได้  จะเรียกว่าความสุขในการเป็นพระอริยเจ้าก็ได้ เป็นความสุขเป็นขณะ ๆ ไปจนกว่าความสุขนั้นจะสมบูรณ์เป็นพระนิพพาน

 

ความเครียดหรือว่าความทุกข์นั้นจะไม่มี เพราะผู้ประพฤติปฏิบัตินั้นทำความดีเพื่อความดี ถ้าเราทำความดีเพื่อหวังผลประโยชน์ตอบแทน เพราะมีความอยากเป็นตัวนำมีความปรุงแต่งเป็นตัวนำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้จักปัญหา อย่าให้มีความอยากความไม่อยากเป็นตัวนำ ต้องยกเลิกความอยากความไม่อยาก ต้องมีความสุขในการทำความดีที่มีความสุขที่สุดในโลกอย่างนี้ ความเครียดจะไม่มี ความทุกข์จะไม่มี

 

ความสุขที่เป็นบริสุทธิคุณสำหรับพระอรหันต์ถึงเป็นการหยุดกาลหยุดเวลา ไม่มีกาลไม่มีเวลา มีแต่ความสุขในการทำหน้าที่ เป็นความดีเพื่อความดี เราทุกคนพากันคิดดูดี ๆ สิ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านมีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขในการทำพุทธกิจ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเสียสละมีความสุขในการบำเพ็ญพุทธกิจ ยกเลิกตัวยกเลิกตน เสียสละให้สรีระร่างกายบรรทมพักผ่อนวันละ ๔ ชั่วโมง เพื่อให้สรีระร่างกายนั้นได้พักผ่อน เสียสละให้มหาชน หมู่มวลมนุษย์เทพเทวามารพรหมสรรพสัตว์ทั้งหลายวันละ ๒๐ ชั่วโมง ตลอด ๒๔ ชั่วโมงท่านทำความดีเพื่อความดี ท่านถึงเป็นผู้หยุดกาลหยุดเวลา หยุดความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง

 

ด้วยเหตุผลนี้แหละ ผู้ที่ทำความดีเพื่อความดี มีความสุขในการทำความดี ผู้นั้นจะไม่มีความทุกข์ ไม่มีความเครียด ไม่เป็นโรคซึมเศร้า ไม่เป็นโรคไบโพล่า อารมณ์เหวี่ยงไปเหวี่ยงมาเป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

การประพฤติการปฏิบัติของเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ความสุขนี้มันจะเป็นออกซิเจน มันจะถ่ายเทของเสียของปฏิกูล ถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปในตัว มันเป็นความสุขแท้ ๆ เป็นความสุขจริง ๆ เป็นบริสุทธิคุณในการประพฤติการปฏิบัติ

 

พุทธบริษัททั้งหลายต้องพากันรู้พากันเข้าใจ การดำเนินชีวิตของเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เอาเรื่องจิตเรื่องใจ เอาวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กัน เพื่อเราจะได้เป็นคนทันโลกทันสมัย ทันกาลทันเวลา

 

เราจะไปเอาแต่เรื่องจิตเรื่องใจนั้นไม่ได้ เราจะไปเอาแต่ทางวัตถุทางวิทยาศาสตรก์ไม่ได้  ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน เป็นเพื่อนกันเป็นเกลอกันไปเลย มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เพื่อจะได้เป็นทั้งคนดีคนมีปัญญา มีความสุขมาก ๆ มีความสุขจริง ๆ ในการทำหน้าที่ ความสุขความดับทุกข์นี้มันอยู่ที่ปัจจุบันนี้แหละ ไม่ได้อยู่ที่อนาคตนะ

 

ปัจจุบันเราต้องรู้เข้าใจ เป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพานนะ โอกาสนี้มีอยู่เพียงครั้งเดียวนะ ปัจจุบันนี้มีเพียงครั้งเดียว

 

เราต้องมีความสุขในการทำหน้าที่เพราะถือว่ามีครั้งเดียว

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญามามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เอาความดีมาประปฏิบัติให้มีความสุขยิ่ง ๆ มีความสุขมาก ๆ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติ ให้เน้นที่ปัจจุบันเต็มที่ เราต้องยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนทันทีด้วยพระธรรมพระวินัยด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

ความเคารพกับความสงบนี้เป็นสิ่งเดียวกัน เป็นการไม่มองข้ามปัจจุบัน ในเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ ใจจะมีความสุขกับการทำหน้าที่การประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน ยกเลิกความอยากความไม่อยาก มีความสุขในหน้าที่ในปัจจุบัน ประพฤติปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องให้เป็นเหมือนสายน้ำ ไม่ให้เป็นเหมือนน้ำหยด สายน้ำมันต้องติดต่อต่อเนื่องถึงเรียกว่าสายน้ำ น้ำหยดนั้นไม่ติดต่อต่อเนื่องถึงเรียกว่าน้ำหยด

 

การที่เราทำอะไรให้เรารู้เข้าใจนะ ต้องทำให้ติดต่อต่อเนื่องกันอย่างน้อย ๓ อาทิตย์ขึ้นไป การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงจะได้ผลเห็นผล ทั้งทางฝ่ายวัตถุฝ่ายจิตใจก็ต้องใช้เวลา ๓ อาทิตย์คือ ๒๑ วันขึ้นไป การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงจะได้ผลเห็นผล การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเน้นที่ปัจจุบัน เราจะมองข้ามปัจจุบันไม่ได้ เราจะฟุ้งซ่านไม่ได้ เราต้องมีความสุขในการทำหน้าที่ในปัจจุบัน

 

มีผู้ไม่รู้ไม่เข้าใจ ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านมีเมตตาตรัสว่าเรื่องนี้มันขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัยนะ เหตุอย่างไรผลก็เป็นอย่างนั้นขึ้นอยู่ที่เหตุที่เงื่อนไข เราต้องรู้เข้าใจเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย

 

การประพฤติการปฏิบัติให้ถือเอาปัจจุบันนี้ เพราะอดีตก็อยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตก็อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนี้เราต้องยกเลิกความคิดความปรุงแต่ง มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ จะได้เป็นประโยชน์ทั้งปัจจุบันและโลกหน้า ปัจจุบันเป็นพื้นเป็นฐานของเสขบุคคล บุคคลรู้เข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ

 

ถ้าพุทธบริษัทรู้เข้าใจก็จะไม่มีความคิดเรื่องตายแล้วเกิดหรือตายแล้วสูญ เพราะความสุขความทุกข์นั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ พระนิพพานเป็นสิ่งที่พวกเราต้องรู้เข้าใจ พระนิพพานนั้นเป็นสิ่งที่ว่างจากสิ่งทีมีอยู่ ว่างจากสิ่งไม่มีอยู่จะมีประโยชน์อะไร เช่นคนตายได้ตายไปแล้วเป็นอดีตไปแล้วไม่ใช่ปัจจุบัน คนไม่มีตาไม่มีหูไม่มีจมูกไม่มีลิ้นไม่มีกายไม่มีใจมันจะมีประโยชน์อะไร พระนิพพานนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นความสุขในการทำหน้าที่ เป็นความดีเพื่อความดี เป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ นี้เป็นความสุขมากนี้เป็นความสุขจริง ๆ ทำไมถึงสุขอย่างนี้ก็เพราะยกเลิกความทุกข์ เพียงแต่เรายกเลิกความทุกข์ ยกเลิกตัวยกเลิกตน ความสุขมันก็จะคลานมาหาเราเอง

 

โลกนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรายืนอยู่บนโลก ท่านไม่ให้เราแบกโลก

 

ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้เปล่งพระวาจาเพื่อให้พุทธบริษัททั้งหลายรู้หลักการของการประพฤติการปฏิบัติ

 

ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านมาทบทวนเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย กระบวนการของการเวียนว่ายตายเกิด ในการหยุดเวียนว่ายตายเกิด

 

 พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นแล ประทับนั่ง ณ ควงไม้โพธิพฤกษ์ เมื่อพระอาทิตย์ยังไม่อัสดงคตเทียว ทรงกำจัดมารและพลแห่งมารแล้ว

 

         ในปฐมยาม ทรงทำลายความมืดที่ปกปิดปุพเพนิวาสญาณ,

         ในมัชฌิมยาม ทรงชำระทิพยจักษุให้หมดจดแล้ว,

         ในปัจฉิมยาม ทรงอาศัยความกรุณาในหมู่สัตว์ ทรงหยั่งพระญาณลงในปัจจยาการแล้ว ทรงพิจารณาปัจจยาการนั้น ด้วยสามารถแห่งอนุโลมปฏิโลม.

         ในเวลาอรุณขึ้น ทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณพร้อมด้วยอัศจรรย์หลายอย่าง

         เมื่อจะทรงเปล่งอุทาน ที่พระพุทธเจ้ามิใช่แสนเดียวไม่ทรงละแล้ว

         จึงได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า เราแสวงหานายช่างผู้ทำเรือน เมื่อไม่ประสบ จึงได้ท่องเที่ยว      ไปสู่สงสาร มีชาติเป็นอเนก ความเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์

 

นี่แน่ะนายช่างผู้ทำเรือน เราพบท่านแล้ว, ท่านจะทำเรือนอีกไม่ได้, ซี่โครงทุกซี่ของท่านเราหักเสียแล้ว ยอดเรือนเราก็รื้อเสียแล้ว, จิตของเราถึงธรรมปราศจากเครื่องปรุงแต่งแล้ว, เพราะเราบรรลุธรรมที่สิ้นตัณหาแล้ว

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย พระธรรมพระวินัยนั้นถึงเป็นคุณเป็นสิ่งที่มีอุปการคุณ ความเคารพความคารวะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดความสงบ ความสงบกับความสุขมันคืออันเดียวกัน เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่

 

เราเป็นคฤหัสถ์ผู้ครองเรือนก็เดินทางไปทางเดียวกับนักบวช เราทุกคนต้องพากันมายกเลิกตัวตน มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ

 

ความเป็นชาติ เป็นพระศาสนา เป็นกษัตริย์ รวมกันเป็นหนึ่งคือยกเลิกตัวตนที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา ยกเลิกอัตตา ยกเลิกตัวตน มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน เป็นการทำความดีเพื่อความดีที่มีความสุขไม่หวังอะไรตอบแทน

 

ด้วยเหตุนี้ พุทธบริษัททั้งหลายต้องพากันรู้เข้าใจ การทำหน้าที่นั้นเราอย่าไปเอาอะไร เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ก็เพียงพอ การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ก็จะเป็นพระนิพพาน การให้ทานก็จะเป็นพระนิพพาน การรักษาศีลก็จะเป็นพระนิพพาน การทำสมาธิก็จะเป็นพระนิพพาน การเจริญปัญญาก็จะเป็นพระนิพพาน พระนิพพานนั้นเป็นความสุข มนุษย์สมบัติเป็นความสุขที่เราต้องผ่านไป เทวดานั้นเป็นความสุขที่เราต้องผ่านไป พรหมนั้นเป็นความสุขที่เราต้องผ่านไป เรามีความสุขเราก็ต้องมาเสียสละ เรามีความสงบเราก็ต้องมาเสียสละ

 

สณะที่ ๑ ที่ ๒  ที่ ๓ ที่ ๔ อยู่ที่รู้เข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ คำว่าสมณะก็แปลว่าความสงบ เรามีความสุขในการทำหน้าที่นั้นแหละคือความสงบ สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านหมายถึงพระโสดาบันถึงพระอรหันต์ คำว่าสมณะท่านไม่ได้หมายถึงผู้ที่มาบวชนะ

 

ใจของเราไม่มีใครรู้แต่ตัวของเรารู้ การประพฤติการปฏิบัติถึงเน้นที่ใจของเรา เน้นที่บริสุทธิ์ของเรา ความเคารพนั้นจะเป็นความสงบ  ความสุขในการประพฤติการปฏิบัตินั้นก็จะเป็นความสงบ เรามาเคารพในพระธรรม ในพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ที่เป็นบริสุทธิคุณที่ออกมาจากใจจากพระนิพาน การประพฤติการปฏิบัติไม่ใช่ประพฤติปฏิบัติเฉพาะวันมาฆบูชานะ วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา การปฏิบัติของเราต้องติดต่อต่อเนื่องเป็นเหมือนสายน้ำ ไม่ให้เป็นเหมือนน้ำหยดนะ ต้องให้ติดต่อต่อเนื่อง เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นความสุข เราไม่จำเป็นต้องมีความทุกข์เข้ามาแทรก ต้องเป็นความสุข

 

พุทธบริษัททั้งหลายมาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายในการที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน

 

ท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบัน ไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันจันทร์ที่ ๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

 

 

 

 

Visitors: 109,309