๔ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นพุธที่ ๔ เดือนมีนาคม ปีพุทธศักราช ๒๕๖๙
เมื่อวานนี้เป็นวันมาฆบูชาเป็นวันที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ให้กับพระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป ที่อุปสมบทกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เราพากันมารู้มาเข้าใจในเรื่องของเหตุในเรื่องของปัจจัย พากันมามีความสุขกับความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน
เพื่อทำหน้าที่ของเรา เราจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ พร้อมทั้งการประพฤติพร้อมทั้งการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เอาความดีและปัญญาเพื่อเป็นปฏิปทาในการประพฤติการปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องเป็นเหมือนสายน้ำ ไม่ใช่เป็นเหมือนหยดน้ำ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องประพฤติต้องปฏิบัติที่ปัจจุบัน เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน
ปัจจุบันนี้จะเป็นเหตุเป็นปัจจัย
เราพากันมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ความสุขจะเป็นสุขระดับความเป็นมนุษย์ ระดับเป็นเทวดา ระดับเป็นพระพรหม หรือระดับเป็นพระอริยเจ้า นั้นคือความสุข
ความสุขกับความสงบนั้นคือสิ่งเดียวกัน เมื่อเรามีความสุขในการทำหน้าที่ ความสงบก็จะมีอยู่ในตัวของความสุขเอง
ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องมีความสุข จุดมุ่งหมายของเราคือพระนิพพาน พระนิพพานเป็นความสุข ไม่มีความทุกข์ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติธรรมที่ทำหน้าที่ จะเป็นความสุขระดับมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ พรหมสมบัติ พระนิพพานสมบัติ ผู้ประพฤติปฏิบัติก็จะสัมผัสได้อยู่ที่ใจของผู้นั้นเอง
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องเข้าใจ เพื่อจะไม่ได้ไปแก้ไขที่ปลายเหตุ เพื่อจะได้ประพฤติปฏิบัติตั้งแต่ต้นเหตุ ความเกิดความแก่เจ็บความตายความพลัดพราก นี้คือปลายเหตุ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย ในเรื่องของความทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์
เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ ถึงเราจะรวยอันดับหนึ่งของโลก มีอำนาจอันดับหนึ่งของโลกเราก็แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะเราไปแก้ที่ปลายเหตุ
เราต้องรู้ต้องเข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เราจะได้ผ่านไปด้วยความรู้ความเข้าใจ ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ จะไม่ได้ครอบงำจิตใจของเรา ครอบงำสติปัญญาของเรา ความรู้ความเข้าใจนี้จะได้จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ สิ่งที่เคยเป็นปัญหา สิ่งนี้ก็จะเป็นปัญญา สิ่งที่เป็นปัญญาก็จะเป็นปัญญายิ่ง ๆ ขึ้นไป สิ่งที่เป็นความดีก็จะเป็นความดียิ่ง ๆ ขึ้นไป เป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดีนั้นยังมีความปรุงแต่ง ยังเป็นขั้วบวกขั้วลบ ยังเป็นสิ่งที่เปรียบเทียบ
ความรู้ความเข้าใจ การทำความดีเพื่อความดีนั้นเป็นบริสุทธิคุณ มีความสุขอย่างยิ่งในการประพฤติในการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่หวังผลอะไรตอบแทน ทำอย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้ถึงจะแก้ปัญหาได้
ความดีและปัญญาเราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพื่อให้เป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นเหมือนสายน้ำ ติดต่อต่อเนื่อง ไม่ใช่เหมือนน้ำหยด น้ำหยดน่ะมันไม่ติดต่อต่อเนื่องเค้าถึงเรียกว่าน้ำหยด
ความรู้ความเข้าใจนั้นถึงไม่ใช่ความจำ เป็นความรู้ความเข้าใจ ถ้าเป็นความจำ ไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปี ความจำนั้นก็จะหลงลืมเลือน เพราะความจำนั้นเป็นเพียงสัญญาขันธ์ ไม่ใช่ความรู้
เรามารู้เรื่องของกรรม กฎแห่งกรรม ผลของกรรม กรรมนี้จะเกิดจากความไม่รู้ไม่เข้าใจทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจ เราเอาความไม่รู้ไม่เข้าใจนำการประพฤติการปฏิบัติ
พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้เราพากันรู้พากันเข้าใจ ธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นยาน เพื่อนำเราออกจากวัฏฏสงสาร ออกจาก Cycle of life ที่เป็นวงกลม
บุคคลที่จะเดินทางไกลระยะทางมันไกล ก็ต้องอาศัยยานพาไป ทางบกก็ต้องอาศัยรถยนต์อย่างดี ทางอากาศก็ต้องอาศัยเครื่องบินอย่างดี ทางทะเลทางมหาสมุทรก็ต้องอาศัยเรือยนต์อย่างดีขนาดใหญ่ถึงจะปลอดภัยมีสวัสดิภาพในการเดินทาง
พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นยาน พุทธบริษัททั้งหลายต้องพากันรู้พากันเข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราพุทธบริษัททั้งหลายนี้ พากันไม่ให้ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทนั้นคือความผิดพลาด คือความเสียหาย มันจะพังทลายอย่างเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ตึกไหน ๆ เค้าก็ไม่พัง พังเฉพาะเจาะจงเฉพาะตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
ใจของเราทุก ๆ คน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราปกปิดคนอื่นได้ เพราะใจของเราเป็นนามธรรม แต่เราปกปิดตัวของเราเองนั้นไม่ได้
ด้วยเหตุผลนี้ การประพฤติการปฏิบัติถึงเน้นบริสุทธิคุณ เน้นที่ใจบริสุทธิคุณ ใจบริสุทธิคุณนั้นจะยกเลิกสัญชาตญาณ เมื่อมีการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องเป็นเหมือนสายน้ำ ความดีและปัญญาก็จะเป็นปฏิปทาติดต่อต่อเนื่อง เป็นความดีเป็นบารมีเบื้องต้น ท่ามกลาง สูงสุด
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราพากันเน้นที่ใจ เน้นที่เจตนา ต้องตั้งใจตั้งเจตนา เพื่อทำหน้าที่ที่เป็นความดีและปัญญา เพื่อให้ปฏิปทามันติดต่อต่อเนื่อง
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ภาชนะที่จะใส่ของได้ต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้ ภาชนะล้มหรือว่าภาชนะที่คว่ำย่อมไม่สามารถที่จะรองรับสิ่งของต่าง ๆ ได้
ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องมามีความสุขในการกระทำการทำหน้าที่ เพื่อความดีและปัญญาจะได้เป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่อง
การปฏิบัตินั้นถึงเป็นอริยมรรคอยู่ที่ปัจจุบัน มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันนั้นจะเป็นพื้นเป็นฐานของอนาคต
มีผู้ยังไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ ได้ทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ จะได้ทำหน้าที่ของเราให้ถูกต้อง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านมีเมตตาตรัสว่า เรื่องตายแล้วเกิด เรื่องตายแล้วสูญนี้ขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็เป็นเช่นนั้น ขึ้นอยู่ที่เหตุปัจจัย ขึ้นอยู่ที่เงื่อนไข
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเราต้องรู้เข้าใจในเรื่องตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญมันขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัย ขึ้นอยู่ที่เงื่อนไข
ด้วยเหตุผลนี้ ให้เอาปัจจุบัน เพราะปัจจุบันนั้นเป็นพื้นเป็นฐานของอนาคต เป็นประโยชน์ในปัจจุบันและในอนาคต
เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ ปัญญาสัมมาทิฏฐอย่างนี้ เราเอาพระนิพพานเป็นเป้าหมาย หนทางเราผ่านไป มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ พรหมสมบัติ นิพพานสมบัติก็จะเป็นสมบัติของผู้รู้เข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ที่เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ เราไม่ต้องลังเลสงสัยในเรื่องของกรรม กฎแห่งกรรม ผลของกรรม
วันหนึ่งคืนหนึ่งมีทั้งหมด ๒๔ ชั่วโมง เราเป็นฆราวาสผู้ไม่ได้ออกบวชก็พากันนอนพักผ่อนวันละ ๘ ชั่วโมง เวลาเราตื่นอยู่นี้เป็นเวลา ๑๖ ชั่วโมง นักบวชพากันนอนพากันพักผ่อนพากันจำวัดวันละ ๖ ชั่วโมง เวลาตื่นอยู่นี้เป็นเวลา ๑๘ ชั่วโมง
ฆราวาสกับนักบวชก็เดินทางไปทางเดียวกันนั่นแหละ ทางที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน มีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติ
เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจทั้งฆราวาสผู้ครองเรือน ต้องรู้เข้าใจทั้งผู้ที่ออกบวช
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เรามองข้ามปัจจุบันให้มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ของเราดี ๆ ที่ประกอบด้วยปัญญาอยู่ที่ปัจจุบัน
สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นให้เรามีสติมีสัมปชัญญะอยู่ที่ปัจจุบัน มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม
อานาปานสติได้แก่ลมหายใจเข้าหายใจออก เป็นหลักการที่เจริญสติสัมปชัญญะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราใช้อานาปานสติ ให้พากันหายใจเข้าให้มีความสุขอย่างเต็มที่ หายใจออกให้มีความสุขอย่างเต็มที่ ให้มีความสุขในการหายใจเข้าหายใจออก ให้ทุกคนเข้าใจไว้ ความสุขกับความสงบมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าเรามีความสุขในการหายใจเข้า มีความสุขในการหายใจออก เราทุกคนก็จะมีความสุขเอง เพราะความสุขกับความสงบมันคือสิ่งเดียวกัน เป็นเนื้อเดียวกัน
หลักการในการเจริญอานาปานสตินี้เอามาใช้ในปัจจุบัน ทุก ๆ อิริยาบถเอามาใช้ได้หมด เพื่ออบรมบ่มอินทรีย์เพื่อให้สติสัมปชัญญะของเรานั้นได้สมบูรณ์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ไม่ใช่เอาไปใช้เฉพาะเวลานั่งสมาธินะ ถ้าจะให้ดีเอามาใช้ทุก ๆ อิริยาบถ
เวลาเราทำงาน เราก็ไปมีความสุขในการทำงาน เพราะความสุขกับความสงบมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน อริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ เราต้องมีความสุข เพราะความสุขกับความสงบมันคือสิ่งเดียวกัน
พุทธบริษัททั้งหลายต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ปัจจุบันนี้เราต้องพากันมีความสุขในการทำหน้าที่
สติปัฏฐานทั้ง ๔ ยืนเดินนั่งนอน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรามีสติรู้ตัวทั่วพร้อม ให้มีความสุขในการเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ เพราะความสุขกับความสงบมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อให้พุทธบริษัททั้ง ๔ พากันรู้เข้าใจง่าย ๆ
การประพฤติการปฏิบัติ ถ้ามีการประพฤติการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่อง ๓ อาทิตย์ขึ้นไปถึงจะได้ผลเห็นผล ความดีและปัญญาต้องติดต่อต่อเนื่องกัน ทั้งฝ่ายวัตถุฝ่ายจิตใจถึงจะได้ผลเห็นผล
ความรู้ถึงเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อให้ความรู้กับการปฏิบัตินั้นติดต่อต่อเนื่อง ถ้าเราไม่ทำอย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้ เราก็จะไม่มีหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ ไม่รู้เรื่องของการประพฤติการปฏิบัติ ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ สิ่งภายนอกภายในมันจะครอบงำใจของเรา ครอบงำสติปัญญาของเรา
ด้วยเหตุผลนี้ ความรู้ความเข้าใจเป็นสิ่งที่สำคัญ ปริยัติกับปฏิบัติไปพร้อม ๆ กัน เป็นเพื่อนเป็นเกลอกันไป แยกกันไม่ได้ ถ้าแยกเมื่อไหร่ก็จะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
สติสัมปชัญญะ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ถ้าเรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ ดัชนีแห่งความเป็นมนุษย์ของเราก็จะสมบูรณ์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป
ถ้าเราไม่มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ดัชนีแห่งความสุขก็จะลดลง มนุษย์เราทุกคนก็จะเป็นโรคซึมเศร้า มีแต่ทุกข์เกิดขึ้น มีแต่ทุกข์ตั้งอยู่ มีแต่ทุกข์ดับไป นอกจากความทุกข์นั้นไม่มีเลย
ความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในหน้าที่เป็นดัชนีเป็นมิเตอร์วัดความทุกข์หรือว่าวัดความสุข
ด้วยเหตุผลนี้แหละ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เรารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ต้องมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านแสดงโอวาทพระปาฏิโมกข์ในวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ ให้พระอรหันต์ขีณาสพ ๑,๒๕๐ รูป ให้พากันรู้เข้าใจ
เพื่อไปประกาศให้ประชาชนให้รู้เข้าใจ ถึงจะรวยอันดับหนึ่งของโลกถ้าไม่รู้เข้าใจเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ก็แก้ปัญหาไม่ได้ ถึงจะมีอำนาจวาสนาทางการเมืองอันดับหนึ่งของโลก ถ้าไม่รู้ทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ก็ย่อมแก้ปัญหาไม่ได้
ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องพากันมารู้เข้าใจปัญหา เพื่อยกเลิกปัญหา เพื่อจะได้เอาปัญญานำชีวิต เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัย
ให้เราทั้งหลายระลึกถึงโอวาทพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพุธที่ ๔ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา