๗ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๗ เดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย เพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราจะได้เอามาใช้เอามาปฏิบัติ เอาไปทำหน้าที่ เราจะได้หยุดสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจในการประพฤติในการปฏิบัติธรรม

 

การประพฤติการปฏิบัติธรรมนั้นเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน เพื่อเราทุกคนจะได้หยุดสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่น เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน

 

ความรู้สึกว่าชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวในตน จะหยุดได้จากความรู้ความเข้าใจ

 

เราต้องหยุดเหตุหยุดปัจจัย การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน ธรรมวินัยนั้นเป็นหน้าที่ที่หยุดวัฏฏสงสาร

 

การทำหน้าที่ของเราทุก ๆ คน เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนั้นเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นปัญญาชน ปัญญาชนนี้ได้แก่ปัญญาบริสุทธิคุณ ปัญญาที่ยกเลิกตัวยกเลิกตนนั้นคือปัญญาชน

 

สัมมาทิฏฐิเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นการประพฤติการปฏิบัติความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี การทำความดีเพื่อความดีนั้นมันไม่มีความปรุงแต่ง การทำความดีเพื่ออยากจะเป็นดีนั้นยังมีความปรุงแต่ง ยังมีขั้วบวกขั้วลบ ยังเป็นตัวเป็นตน ไม่ใช่บริสุทธิคุณ

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้อง

 

มีความตั้งมั่น ที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

เพื่อเป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำ สายน้ำนั้นคือน้ำที่มันไหลติดต่อต่อเนื่องไปสู่แม่น้ำ สู่ทะล สู่มหาสมุทร หยดน้ำนั้นมันจะหยดลงทีละหยด น้ำหยดนั้นไม่ใช่น้ำไหล นั้นมันน้ำหยด มันไม่ติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำ

 

สัมมาทิฏฐิต้องคู่กับสัมมาสมาธิ เพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำ

 

เราต้องหยุดสัญชาตญาณด้วยความรู้ความเข้าใจ ทั้งความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ธรรมวินัยที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ที่เป็นกฎแห่งกรรม เป็นกรรมลิขิต เพื่อเราจะได้ปฏิบัติติดต่อต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เดินไปข้างหน้าแล้วก็ถอกยลับมาอยู่ในตำแหน่งเดิม อยู่ในที่เดิม

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ อดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็รวมอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันต้องเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันถึงเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

ความสุขกับความสงบนั้นคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ความสุขของหมู่มวลมนุษย์นั้นคือความสงบ ความสุขของเหล่าเทวดานั้นเรียกว่าความสงบ ความสุขของพระพรหมนั้นคือความสงบ ความสุขของพระอริยเจ้านั้นคือความสงบ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ ความสุขนั้นต้องอยู่ที่หน้าที่ อยู่ที่ปัจจุบัน

 

ดัชนีแห่งความสุขของเราทุกคนนั้นถึงอยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ที่อนาคตนะ อยู่ที่ปัจจุบัน เพราะสิ่งที่เป็นอดีตมันผ่านมาแล้ว มันเกษียณแล้ว มันใช้การใช้งานไม่ได้ สิ่งที่เป็นอนาคตที่ยังไปถึงมันก็ยังใช้การใช้งานไม่ได้ ปัจจุบันเราถึงมีความสุขในการทำหน้าที่

 

ธรรมะนั้นถึงเป็นทางสายกลางระหว่างวัตุกับจิตใจ นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายก็ต้องเอาใจไปพร้อม ๆ กัน ผู้พัฒนาจิตใจทั้งหลายก็ต้องเอาวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กัน ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน

 

ความรู้กับความเข้าใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เราต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติที่ปัจจุบัน เพราะอดีตนั้นใช้ไม่ได้ อนาคตนั้นใช้ไม่ได้ ต้องเอาที่ปัจจุบัน มีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัตที่ปัจจุบัน เพื่อเราจะได้เข้าถึงทางสายกลาง

 

ธรรมะที่เป็นทางสายกลางนั้น เป็นพระธรรมพระวินัยที่ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ที่มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวในตน ที่เป็นความขั้วบวกขั้วลบที่มีความเปรียบเทียบ ที่มีความปรุงแต่ง

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ที่จะทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำความดีเพื่ออยากเพื่อหวังที่จะเป็นคนดี

 

ทางสายกลางนั้นถึงเป็นอริยมรรค ความรู้ความเข้าใจคู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติที่เป็นบริสุทธิคุณ ที่ยกเลิกตัวตนยกเลิกสัญชาตญาณ ใจของเราทุกคนไม่มีใครรู้ไม่มีใครเข้าใจใจของเรา เราปกปิดคนอื่นได้ แต่เราปกปิดตัวของเราเองนั้นไม่ได้

 

พระธรรมพระวินัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เพื่อเอาพระธรรมพระวินัยเป็นบริสุทธิคุณ เพื่อเอาพระธรรมพระวินัยนั้นมายกเลิกตัวยกเลิกตน มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ ทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ทำความดีเพื่ออยากที่จะเป็นคนดี

 

เราทุกคนมามีความสุขในการทำหน้าที่ มามีความสุขในการทำความดี ไม่ต้องเอาความอยากนำ เอาปัญญาสัมมาทิฏฐิที่บริสุทธิคุณนำ

 

ความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ความสุขนี้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นการทำความดีเพื่อความดี เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เอาปัญญานำถึงจะเป็นปัญญาชน

 

ปัญญาชนก็หมายถึงปัญญาบริสุทธิคุณ ถ้าปัญญาที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนั้นไม่เรียกว่าปัญญาชน ถึงจะเรียนจบปริญญาตรีโทเอก เปรียญธรรม ๙ ประโยคก็ยังไม่ใช่ปัญญาชน

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

 จะเป็นความสุขระดับภพภูมิของมนุษย์ ภพภูมิของเทวดา ภพภูมิของพระพรหม ภพภูมิของพระอริยเจ้า ความสุขนั้นจะเป็นความอิ่มความเต็มความพอเพียงเพียงพอ จะเป็นทางสายกลางระหว่างจิตใจกับวัตถุ

 

ทำความดีเพื่อความดี มีความสุขในการทำความดี จะเป็นทางสายกลาง

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

 ผู้ที่ทำหน้าที่ ผู้ที่ทำงานต้องมีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขในการทำงาน ให้มีความสุขมาก ๆ ให้มีความสุขอย่างยิ่ง ให้มีความสุขให้เต็มที่ เพราะนี้เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา

 

เพื่อจะได้หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคตัวตน นิติบุคคลตัวตนนั้นมันจะเป็นคนขี้เกียจขี้คร้าน เพราะมันตกอยู่ในสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

ธรรมะที่เป็นทางกลางจะมาหยุดความขี้เกียจขี้คร้าน จะมาหยุดสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวในตน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าในจ ธรรมเหล่าทำไปเพื่อความยึดมั่นถือมั่น ไปเป็นเพื่อความขี้เกียจขี้คร้าน นั้นไม่ใช่ นั้นเป็นความยึดมั่นถือมั่นในตัวในตน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราสนใจ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงตรัสว่า ธรรมเหล่าใดเป็นเพื่อความขี้เกียจขี้คร้านนั้นไม่ใช่พระธรรมคำสั่งสอนขององค์ศมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ให้เรารู้เข้าใจ สัญชาตญาณที่เราเอาความยึดมั่นถือมั่นนำชีวิต เอาความชอบไม่ชอบนำชีวิต นั้นมันคือสัญชาตญาณที่เป็นความขี้เกียจขี้คร้าน มันเป็นตัวเป็นตน การประพฤติการปฏิบัตินั้นจะเอาสัญชาตญาณนำชีวิตไม่ได้ ต้องหยุดสัญชาตญาณ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงจะติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำ

 

เราทุกคนต้องหยุดความขี้เกียจขี้คร้าน ยกเลิกความรู้สึกที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ ต้องยกเลิก เราต้องผ่านสัญชาตญาณที่เป็นความยึดมั่นถือมั่น ปัจจุบันเราต้องผ่านสัญชาตญาณ

 

ด่านที่เราจะต้องผ่านก็ได้แก่ ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒

 

เราต้องผ่านด่านลาภยศสรรเสริญนินทา เราต้องรู้เข้าใจ เราจะได้ผ่านด่านเหล่านี้ไป เพื่อไม่ให้ความรู้สึกที่เป็นสัญชาตญาณที่เป็นความยึดมั่นถือมั่น ที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ที่เป็นธาตุเป็นขันธ์เป็นอายตนะเป็นโลกธรรม มาครอบงำใจของเรา มาครอบงำสติ ครอบงำปัญญาของเรา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจในปัญหา ปัญหานั้นก็จะเกิดปัญญา ปัญญานั้นเราจะได้มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่

 

พระธรรมพระวินัยนั้นถึงเป็นอริยมรรคมีองค์แปด จะอยู่ที่ปัจจุบัน มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อผ่านด่านของธาตุ ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ ผ่านด่านโลกธรรมที่เป็นสัญชาตญาณ เป็นตัวเป็นตน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นเราต้องประพฤติปฏิบัติเอาเอง ไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติให้เราได้ แทนเราได้

 

เราต้องพึ่งพาอาศัยความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เราต้องเป็นเอกเป็นหนึ่ง

 

เหมือนต้นไม้ต้นหนึ่งอยู่ในท่ามกลางสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เป็นตัวของต้นไม้นั้นเอง เป็นเรื่องของปัจจุบัน มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความตั้งมั่นในการประพฤติในการปฏิบัติ เป็นตัวของธรรมชาติที่เป็นบริสุทธิคุณ ยกเลิกตัวยกเลิกตน เป็นบริสุทธิคุณ ธาตุ ขันธ์ อายตนะ โลกธรรมครอบงำไม่ได้ เห็นปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ไม่มองข้ามปัจจุบัน ไม่ประมาท ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท

 

มีความสุขเป็นอย่างยิ่งในการประพฤติการปฏิบัติ รู้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันนี้คือการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน เป็นความดีเพื่อความดี ไม่มีความปรุงแต่ง เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ไม่เอาความรู้สึกนำชีวิต ก้าวพ้นสัญชาตญาณ ที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราทุกคนต้องเดินทางสายกลาง เอาทางสายกลางนำชีวิต เอาธรรมนูญนำชีวิต ยกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวในตน มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เน้นที่ใจ เน้นที่บริสุทธิคุณ ไม่มัวหมอง ไม่เศร้าหมอง ใจของเราทุกคนมีมีใครรู้ไม่มีใครเข้าใจ แต่เราก็รู้ใจของเราเอง

 

เข้าใจปัญหา ว่าปัญหานั้นแหละคือปัญญา ปัญญานั้นเป็นความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ ทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ทำความดีเพื่ออยากที่จะเป็นคนดี

 

วันหนึ่งคืนหนึ่ง ฆราวาสผู้ครองเรือน นอนพักผ่อนวันละ ๘ ชั่วโมง นักบวชนอนวันละ ๖ ชั่วโมง เพราะเหตุผลว่ากายกับใจต้องเดินทางไปควบคู่กันไป เพื่อให้เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ

 

ธรรมะเป็นทางสายกลางยกเลิกสัญชาตญาณเพื่อใจของเราจะได้เข้าถึงบริสุทธิคุณ

 

อริยมรรคที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณนำชีวิต

 

วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นหลักการดำเนินชีวิต เพื่อเป็นหลักการในการดำเนินชีวิตด้วยธรรมนูญที่เป็นทางสายกลาง พัฒนาวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เพื่อจะให้จิตใจกับวัตถุเดินทางไปพร้อม ๆ กัน นักวิทยาศาสตร์ก็ต้องเอาใจไปพร้อม ๆ กัน นักจิตภาวนาก็ต้องเอาวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กัน

 

วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงานทางภายนอก ไปเน้นเรื่องจิตเรื่องใจ เพื่อจะได้พัฒนาเรื่องจิตเรื่องใจอย่างเดียว ใช้เวลา ๔๘ ชั่วโมง เสาร์อาทิตย์ อยู่กับสติอยู่กับสัมปชัญญะ เพื่อให้สติให้สัมปชัญญะได้ติดต่อต่อเนื่องเป็นเหมือนสายน้ำ ไม่ให้เหมือนน้ำหยด ให้เป็นเหมือนสายน้ำ

 

ครั้งพุทธกาล เอาวัน ๗ ค่ำ ๘ ค่ำเป็นวันหยุด ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำเป็นวันหยุด ๑ เดือนมีเวลาหยุด ๘ วัน ปัจจุบันนี้ก็ยังใช้หลักการเดียวกัน

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นความรู้ความเข้าใจ หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายในโลกนี้ก็ใช้หลักการเดียวกันหมด หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายในโลกนี้ปัจจุบันมีแปดพันกว่าล้านคน มีประเทศน้อยใหญ่อยู่ ๑๙๕ ประเทศก็ใช้หลักการเดียวกันนี้หมด พัฒนาใจกับพัฒนาวัตถุไปเหมือน ๆ กัน ทุกชาติทุกศาสนาก็ใช้หลักการเดียวกันทั้งหมด ทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำความดีเพราะต้องการที่จะเป็นคนดี

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามาเน้นที่ตัวเรา มาทำความดีเพื่อความดี มาเน้นที่ตัวเรา ต้องมาประพฤติมาปฏิบัติที่ตัวเรา มาทำหน้าที่ของตัวเราอย่างมีความสุข

 

สมมติสัจจะ เราทุกคนต้องมารู้เข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ให้เรามองข้ามปัจจุบัน ไม่ให้มองข้ามสมมติสัจจะ เราต้องเคารพในสมมติสัจจะ ความเคารพกับความสงบนี้มันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน เมื่อเรามีความเคารพเราก็มีความสงบ ปัจจุบันนี้เราจะมองข้ามไม่ได้เลย สมมติสัจจะ เราต้องรู้เข้าใจเราจะได้สมมรตินั้นมาใช้มาประพฤติปฏิบัติ ให้มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติต่อสมมติสัจจะนั้น ๆ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรามาเน้นที่ใจของเราที่ปัจจุบัน ที่ว่าใจของเรา เราตรึกเรานึกเราคิดอะไร ไม่มีใครรู้ เราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ พระธรรมพระวินัยที่เป็นธรรมนูญทั้งฆราวาสและนักบวช เราต้องเคารพคารวะในพระธรรมในพระวินัย เราอย่าไปมองข้ามพระธรรมพระวินัย เราอย่าไปมองข้ามปัจจุบัน เพราะปัจจุบันเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน ความสงบกับความเคารพนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะการประพฤติการปฏิบัติเป็นเรื่องจิตเรื่องใจ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเดินทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ เราทุกคนต้องเน้นที่จิตที่ใจที่บริสุทธิคุณ

 

ด้วยเหตุผลนี้ความเคารพจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้หลักการ ไม่ให้ผู้ประพฤติปฏิบัตินั้นตรึกในกาม ไม่ให้ตรึกในพยาบาท

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ ว่าใจของเรานี้สำคัญมาก เพราะเหตุผลว่า กายวาจากิริยามารยาทอาชีพเป็นอุปกรณ์ของใจของเราทุกคนนะ ใจของเราต้องยกเลิกสัญชาติญาณด้วยความเคารพคารวะในพระธรรมพระวินัย การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นบริสุทธิคุณ

 

การทำความดีเพื่อความดีนั้นถึงเป็นบริสุทธิคุณ ไม่ใช่ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี เราต้องรู้เข้าใจ

 

พระธรรมพระวินัยนี้เป็นอุปกรณ์ เป็นสมมติสัจจะที่เราจะมายกเลิกตัวตน ให้เราทุกคนรู้เข้าใจ

 

ที่มีผู้ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระนิพพานนี้มีอยู่เฉพาะศาสนาพุทธเหรอ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าพระนิพพานมีอยู่ทุก ๆ ศาสนา เพราะ ศาสนาชื่อนั้นชื่อนี้มันเป็นเพียงชื่อเฉย ๆ พระนิพพานนั้นอยู่ที่รู้เข้าใจ อยู่ที่ทำความดีเพื่อความดี พระนิพพานนั้นมีอยู่ทุก ๆ ศาสนา พระนิพพานอยู่ที่รู้เข้าใจมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเมตตาตรัสให้เรารู้เข้าใจ ว่าพระนิพพานนั้นอยู่ที่รู้เข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ สำหรับผู้ที่อินทรีย์บารมียังไม่สมบูรณ์ ความรู้ความเข้าใจก็จะเป็นพระนิพพานไปชั่วขณะ ๆ เหมือนดั่งสายน้ำที่ไหลไปสู่ทะเล สู่มหาสมุทร

 

ให้ผู้ปฏิบัติพากันรู้เข้าใจ ธรรมะที่เป็นสมมติสัจจะ ที่เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อความรู้กับการปฏิบัตินั้นจะเป็นพระนิพพาน พระนิพพานนั้นถึงอยู่ที่ความรู้ความเข้า อยู่ทุกหนทุกแห่งที่เรามีความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ พระนิพพานนั้นถึงเป็นอริยมรรคทั้งกายวาจากิริยามารยาทธุรกิจหน้าที่การงาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจเรื่องพระนิพพานอย่างนี้ พระนิพพานนั้นไม่ใช่นิติบุคคลตัวตน พระนิพพานนั้นคือพระนิพพาน พระนิพพานคือความดีเพื่อความดี  มีความสุขในการทำความดีอย่างนี้

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ พระนิพพานนั้นจะอยู่ที่ใจของเราที่รู้เข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ พระนิพพานนั้นไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน พระนิพพานนั้นคือบริสุทธิคุณถึงเป็นธรรมนูญชีวิต  ไม่มีความปรุงแต่ง ไม่มีขั้วบวกขั้วลบ อยู่นอกเหตุเหนือผล ยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติจะสัมผัสได้ด้วยใจของเราเอง พระนิพพานนั้นไม่มีความปรุงแต่ง มีความสุขในการทำหน้าที่

 

พระนิพพานเป็นความรู้ความเข้าใจอยู่ที่ปัจจุบัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ จะได้เข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า

 

มีผู้ไม่รู้ไม่เข้าใจ ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วไม่ได้เกิด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เรื่องตายแล้วเกิดหรือตายแล้วไม่ได้เกิดมันขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัยอยู่ที่เงื่อนไขให้เอาปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันที่เป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน พระนิพพานต้องอยู่กับเราในปัจจุบันนี้

 

อย่างเรามีความสุขในการทำหน้าที่ในการทำงาน นี้ก็เป็นพระนิพพานแล้ว อย่างเรามีความสุขในการหายใจเข้าก็เป็นพระนิพพานแล้ว เรามีความสุขในการหายใจออกนี้ก็เป็นพระนิพพานแล้ว แต่เมื่อไหร่เรามีความอยากความต้องการ นั้นก็จะเปลี่ยนเป็นนรกทันที เพราะเราทำหน้าที่เพื่อความอยากความต้องการ มันเป็นความปรุงแต่ง มันเป็นขั้วบวกขั้วลบ มันเป็นสิ่งที่เปรียบเทียบ

 

ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ให้เราพากันปฏิบัติติดต่อต่อเนื่อง การทำอะไรติดต่อต่อเนื่องทางนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นคว้าว่าต้องใช้เวลาติดต่อต่อเนื่อง ๓ อาทิตย์ ๒๑ วันขึ้นไปถึงจะได้ผลเห็นผล ทั้งทางฝ่ายจิตใจทั้งทางฝ่ายวิทยาศาสตร์ก็ต้อง ๓ อาทิตย์ขึ้นไป

 

ด้วยเหตุนี้ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุด สำคัญอย่างยิ่ง สำคัญมาก ๆ เลย ความรู้ความเข้าใจนี้ไม่ใช่ความจำนะ ถ้าเป็นความจำแล้วไม่กี่วันกี่เดือนกี่ปีมันก็จะหลงลืมเพราะมันเป็นสัญญาขันธ์ ถ้าความรู้ความเข้าใจแล้วจะไม่มีวันลืมเพราะเป็นความรู้ความเข้าใจ

 

ความรู้ความเข้าใจนั้นถึงจะเกิดการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องเป็นเหมือนสายน้ำไม่ใช่เหมือนหยดน้ำ ความไม่เข้าใจนั้นก็จะเปรียบเสมือนหยดน้ำยังเอาสัญชาตญาณเอาความรู้สึก ไม่ใช่ทางสายกลาง ไม่ใช่ธรรมนูญ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์มันอยู่ที่ความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ทำหน้าที่ให้มีความสุข เพราะความสุขนั้นเป็นดัชนี เพื่อให้เป็นความดีที่ต้องประพฤติปฏิบัติที่ต้องติดต่อต่อเนื่อง

 

การปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่องมันจะเป็นออกซิเจน มันจะได้เป็นความสุข มันจะได้ถ่ายเทของเสียของปฏิกูล ถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยความรู้ความเข้าใจอย่างนี้

 

เราต้องยกเลิกสัญชาตญาณ ยกเลิกตัวตน มีความสุขในการทำหน้าที่

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจแล้วมันจะเกิดความเสียหาย มันจะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ตึกไหน ๆ เค้าก็ไม่พัง พังเฉพาะเจาะจงแต่ตึก สตง.

 

เราทั้งหลายจะได้ทำหน้าที่พัฒนาพระนิพพานที่เป็นทางสายกลางเป็นธรรมนูญ

 

ด้วยความรู้ความเข้าใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

เรามาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านตรัสกับเราทั้งหลายว่า ปัจจุบันนี้เป็นวาระสำคัญ เราอย่าได้พากันประมาท เพราะปัจจุบันนี้เป็นไฟต์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน เธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด ท่านได้ตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันเสาร์ที่ ๗ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

รายการล่าสุดที่คุณดู
Visitors: 109,355