๙ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ ๙ เดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานกับวันปฏิบัติธรรมของฆราวาสไปพร้อม ๆ กัน ฆราวาสต้องทำงานกับการปฏิบัติธรรม

 

คำว่าปฏิบัติธรรมนี้หมายถึงเอาธรรมนูญนำชีวิต พัฒนาใจพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้ได้ทั้งจิตทั้งใจ เพื่อให้ใจนั้นเป็นธรรม พัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กัน เพราะการดำเนินชีวิตที่จะไม่มีความทุกข์นั้นต้องเอาธรรมนูญนำชีวิต พัฒนาวัตถุ พัฒนาใจไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้กายกับใจไปพร้อม ๆ กัน เพื่อความสมดุลระหว่างจิตใจกับร่างกาย กายไปไหนใจต้องไปที่นั่น ใจไปไหนกายก็ไปที่นั่น คำว่าไปนี้ก็หมายถึงเป็นเนื้อเดียวกัน เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เป็นการทำความดีเพื่อความดี เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

เพื่อเป็นทางสายกลาง ยกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่มันเป็นตัวเป็นตน หยุดความรู้สึกที่มันเป็นสัญชาตญาณ ที่เป็นตัวเป็นตน มีการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องเป็นเหมือนสายน้ำที่ไหลลงสู่ทะเลสู่มหาสมุทร ไม่ให้เป็นเหมือน้ำหยด น้ำหยดนั้นไม่ใช่น้ำไหล มันหยด มันขาดขั้นขาดตอน นาน ๆ ทีหยดครั้งหนึ่ง

 

สำหรับนักบวช หยุดทำงาน ยกเลิกการมีครอบครัว ไม่ทำธุรกิจ ไม่ทำการไม่ทำงาน ทำไร่ทำสวน ทำเกษตรกรรม อุตสาหกรรม ออกบวชถือเนกขัมมะ ยกเลิกตัวยกเลิกตนร้อยเปอร์เซ็นต์ ตัดปริโพธกังวล ไม่มีปริโพธ ไม่มีกังวล ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน มาเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ มาเอาพระธรรมพระวินัยประพฤติปฏิบัติตัวเองร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น

 

ยกเลิกเรื่องอดีตที่ผ่านมา อนาคตก็ไม่วิตกกังวล ปัจจุบันก็ว่างจากตัวว่างจากตน ว่างจากธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายนใน ๑๒ เพื่ออบรมบ่มอินทรีย์ให้ติดต่อต่อเนื่องเป็นเหมือนสายน้ำ ไม่ใช่หยดน้ำ เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัตินั้นอบรมบ่มอินทรีย์ เอาความดีและปัญญาก้าวไปเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นเพื่อนกัน เป็นเกลอกัน ความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ปริยัตินั้นต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ปฏิบัตินั้นต้องอยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อให้ทั้ง ๒ อย่างนี้เดินทางไปพร้อม ๆ กัน

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องให้ติดต่อต่อเนื่อง เพื่อจะได้เป็นศีลป็ฯสมาธิ เพื่อให้เป็นปัญญา เพื่อให้ปฏิปทามันติดต่อต่อเนื่องเหมือนสายน้ำ

 

การปฏิบัตินั้นตามผลวิจัยทำอะไรติดต่อต่อเนื่อง ๓ อาทิตย์ขึ้นไป ถึงจะได้ผลถึงจะเห็นผล ทางฝ่ายวัตถุที่เป็นโลกธรรมก็เช่นเดียวกันทั้งทางฝ่ายนามธรรมก็เช่นเดียวกัน ต้อง ๓ อาทิตย์ขึ้นไปถึงจะได้ผลเห็นผล

 

ผู้ที่พากันมาบวชต้องพากันรู้พากันเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องปฏิบัติติดต่อต่อเนื่อง ๓ อาทิตย์ขึ้นไป การประพฤติการปฏิบัติถึงจะได้ผลเห็นผล

 

การประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ต้องทำให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

การประพฤติการปฏิบัติธรรมนั้นถึงเป็นอริยมรรค เป็นอริยมรรคมีองค์แปด จุดมุ่งหมายเพื่อให้ปฏิปทานั้นติดต่อต่อเนื่อง

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่ใช่เฉพาะเวลานั่งสมาธิหรือเดินจงกรม ไม่ใช่อยู่ที่วัดอยู่ที่สำนักประพฤติปฏิบัติธรรม เป็นความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติอยู่ในทุกที่ทุกหนทุกแห่ง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้พุทธบริษัททั้งหลาย พากันรู้พากันเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นอริยมรรคมีองค์แปด เล้วก็มีอยู๋กับเราทุก ๆ คน ทั้งฝ่ายละฆราวาส ข้าราชการนักการเมืองพ่อค้าประชาชนมีอยู่กับเราทุก ๆ คน ไม่มีใครยกเว้น ถ้าจะยกเลิกก็ยกเลิกคนตายหรือว่าคนบ้าคนวิกลจริต คนตายคนบ้าคนวิกลจริตต้องยกเว้น เพราะว่าเป็นคนบ้าเป็นคนสมองเสียแล้ว

 

การปฏิบัติธรรมกับการทำงานนั้นถึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฆราวาสมีธุรกิจมีหน้าที่การงานเยอะ รับผิดชอบทั้งตัวเอง รับผิดชอบพ่อแม่พี่น้องญาติวงศ์ตระกูล ลูกน้องพ้องบริวาร ต้องเสียภาษีอากรให้ประเทศชาติ ต้องบำรุงพระศาสนา

 

ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นสิ่งที่จะต้องดำรงไว้ คู่กับโลกคู่กับแผ่นดิน

 

ชาตินั้นหมายถึงความเกิด ความเกิดนั้นต้องเกิดจากความรู้ความเข้าใจ

 

เพราะเหตุผลว่า ใจของเรานั้นเป็นของบริสุทธิ์ เป็นสีขาว เหมือนภาชนะอันหนึ่ง เอาอะไรมาใส่ก็ย่อมเป็นอันนั้นไป

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ว่าใจของเรานั้น เดิมแท้นั้นเป็นของว่างเปล่า เอาสิ่งไหนมาใส่ก็ย่อมเป็นสิ่งนั้น ๆ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านถึงให้หลักการ ๓ อุดมการณ์ ๔ วิธี ๖ เพื่อเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพื่อให้รู้ให้เข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนั้นไม่ใช่ความจำ แต่หากเป็นความรู้ความเข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย ถ้าความจำนั้นหลายวันหลายเดือนหลายปี ความจำนั้นก็เลือนลางหายไป เพราะยังไม่ใช่ความรู้ความเข้าใจ เพราะความจำนั้นเป็นเพียงสัญญาขันธ์ ไมใช่ความรู้ความเข้าใจ

 

ความรู้ความเข้าใจ จะได้เข้าถึงชาติ คือความเกิด ความเกิดที่ทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำความดีเพื่อต้องการอยากที่จะเป็นคนดี ทำความดีเพื่อความดีนั้นไม่มีความปรุงแต่ง ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดียังเป็นความปรุงแต่ง ยังมีขั้วบวกขั้วลบ มีได้มีเสีย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจเรื่องศาสน์ เราจะได้เข้าถึงพระนิพพาน ทั้งความรู้ความเข้าใจ ทั้งความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เราจะได้รู้เข้าใจ เราจะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ไมใช่ว่างจากสิ่งที่ไม่มี

 

ว่างจากสิ่งที่ไม่มีนั้นไม่มีประโยชน์อะไร เช่นคนตายแล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะคนนั้นได้ตายไปแล้ว ได้สิ้นไปแล้วได้เกษียณไปแล้ว ผู้ที่ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจ ผู้นั้นก็จะไม่มีประโยชน์อะไร

 

พุทธบริษัททั้งหลายต้องรู้เข้าใจ ให้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา พุทธบริษัททั้งหลายจะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ว่างจากสิ่งที่ไม่มีอยู่จะมีประโยชน์อะไร

 

ปัญหาต่าง ๆ นั้นแหละคือปัญญา ความสุขนั้นต้องอยู่ที่ความทุกข์ ความสงบนั้นต้องอยู่ที่วุ่นวาย ความแก่เจ็บตายพลัดพราก ถึงมีพระนิพพานอยู่ที่นั่น เป็นความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องของชาติ เรื่องของความเกิด

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เรื่องของศาสน์ ของพระศาสนา ศาสนี้เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นจิ๊กซอว์เหมือนกับลวดเชื่อมเหล็ก เหล็ก ๒ ชิ้นนี้เอามาเชื่อมต่อให้เป็นเหล็กชิ้นเดียวกัน เป็นดั่งสายน้ำ ไม่ใช่เป็นน้ำหยด

 

พระศาสนานี้เป็นความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่อง เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาความวุ่นวายมาเป็นความสงบ เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัติมันติดต่อต่อเนื่องเป็นดั่งสายน้ำ

 

พระธรรมพระวินัยเป็นสิ่งที่พุทธบริษัทจะต้องรู้เข้าใจ พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นเสมือนลวดเชื่อม เพื่อให้เหล็ก ๒ ชิ้นต่อกันเป็นชิ้นเดียวกัน

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ให้พุทธบริษัททั้งหลายไม่ทำบาปทั้งปวงทำแต่บุญแต่กุศล

 

ความดีและปัญญาที่ติดต่อต่อเนื่อง ประสานกันเป็นจิ๊กซอร์ที่ติดต่อต่อเนื่อง เพื่อจะได้เกิดเป็นพระศาสนา เหมือนดั่งเหล็ก ๒ ชิ้นเอาลวดเชื่อมมาเชื่อมติดกัน เป็นเนื้อเดียวกัน เป็นดั่งสายน้ำ เพื่อให้ความดีและปัญญามันติดต่อต่อเนื่อง

 

พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นการยกเลิกความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นตัวเป็นตน

 

พระธรรมพระวินัยถึงเป็นสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔

 

พุทธบริษัททั้งหลายต้องพากันรู้เข้าใจ  เราจะไปทิ้งพระธรรมพระวินัยนั้นไม่ได้ ถ้าเราไปทิ้งพระธรรมพระวินัยก็จะเกิดความเสียหาย จะเกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

พุทธบริษัททั้งหลายต้องรู้ว่าพระธรรมพระวินัยเป็นอุปกรณ์ เป็นลวดเชื่อมเหล็ก ที่จะเป็นจิ๊กซอว์ที่ประสานกัน

 

กษัตริย์นั้นหมายถึงตัวปัญญา ปัญญานั้นหมายเอาบริสุทธิคุณที่เป็นปัญญา ยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

การที่เราจะทำอะไรต้องเอาความรู้ความเข้าใจ เข้าใจของเรื่องเหตุของเรื่องปัจจัย ในเรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม

 

กษัตริญ์นั้นหมายถึงตัวปัญญา ที่เรามาเรียนมาศึกษาเพื่อให้รู้เข้ใจ เพื่อเราจจะได้เอาปัญญานำชีวิตที่เรียกกว่าปัญญาชน ปัญญาชนนี้คือบริสุทธิ์ที่ยกเลิกตัวตน นี้ถึงเรียกว่าเป็นปัญญาชน

 

ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ถึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันที่เกิดจากปัญญาที่รู้เข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ จะเรียกว่าความสุขก็ได้ จะเรียกว่าความสงบก็ได้ จะเรียกว่าไม่มีความทุกข์ก็ได้ จะเรียกว่าพระนิพพานก็ได้ ผู้รู้ผู้เข้าใจมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติก็จะเป็นพระนิพพานชั่วขณะ ๆ เหมือนดั่งน้ำสาย

 

ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นความรู้ของชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ที่มีอยู่ในสิ่งเดียวกัน อยู่ที่ปัจจุบัน

 

ผู้ที่เป็นฆราวาสก็ต้องรู้เข้าใจ ผู้ที่เป็นคฤหัสถ์ก็ต้องรู้เข้าใจ

 

ผู้ที่มาบวชก็มายกเลิกตัวตน ฆราวาสก็มายกเลิกตัวตน ฆราวาสกับนักบวชก็เดินไปทางเดียวกันนั่นแหละ ไม่ได้ไปคนละทาง ทางวัตถุกับทางจิตใจนั้นแยกกันไม่ได้ ถ้าแยกกันแล้วก็ย่อม ก็ย่อมพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง.สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

การเลิกตัวยกเลิกตนมันคือการยกเลิกกาลยกเลิกเวลา เป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ คือการเลิกกาลยกเลิกเวลา ไม่มีความปรุงแต่ง ไม่มีเปรียบเทียบ เป็นการทำความดีเพื่อความดี เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ อย่างนี้เรียกว่าปัญญาชน

 

การปฏิบัตินั้นถึงเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติอยู่ตลอดกาลตลอดเวลา

เพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องเป็นเหมือนสายน้ำที่ไหลสู่ทะเลสู่มหาสมุทร ไม่ให้เป็นเหมือนหยดน้ำ หยดน้ำนั้นมันหยดทีละหยด มันขาดขั้นขาดตอน

 

ผู้ที่มาบวชถึงเรียกผู้นั้นว่าเป็นพระ พระคือผู้ที่ยกเลิกอวิชชายกเลิกความหลง พระธรรมพระวินัยเป็นอุปกรณ์มายกเลิกอวิชชายกเลิกควมหลง  

 

ผู้ที่ยกเลิกอวิชชา ยกเลิกความหลงต้องปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำ  ไม่ให้ตั้งอยู่ในความประมาท ไม่ให้เป็นเหมือนน้ำหยด ให้เป็นเหมือนสายน้ำ

 

พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่นั้นเป็นธรรมนูญของการประพฤติการปฏิบัติ เป็นอุปกรณ์ที่มายกเลิกตัวยกเลิกตน เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เป็นสมมติสัจจะที่ให้เรามายกเลิกตัวยกเลิกตน พระธรรมพระวินัยนั้นถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญจริง ๆ

 

ด้วยเหตุผลนี้ พุทธบริษัทต้องถือเอาพระธรรมพระวินัยเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

ดวงตาเป็นสิ่งที่สำคัญของเราทุกคนสำหรับเดินทาง

 

พระธรรมพระวินัยเป็นสิ่งที่สำคัญในการเดินทาง

 

เราจะเดินทางไกลก็ต้องอายาน ทางบกเราก็อาศัยรถอย่างดี ทางอากาศเราก็อาศัยเครื่องบินอย่างดี ทางทะเลทางมหาสมุทรเราก็ต้องอาศัยเรือยนต์ขนาดใหญ่อย่างดี เพื่อความสวัสดิภาพในการเดินทาง

 

พระธรรมพระวินัยนี้เปรียบดั่งยานพาหนะในการเดินทาง ความเคารพในพระธรรมพระวินัย ให้พุทธบริษัททั้งหลายรู้ไว้ว่า ความเคารพนั้นคือความสงบ ความสงบนั้นคือความเคารพ มันจะเป็นความพอเพียงเพียงพอเป็นความดี มันยกเลิกสัญชาตญาณความยึดมั่นถือมั่นในตัวในตน ถ้าการประพฤติการปฏิบัติของเราติดต่อต่อเนื่องเป็นเหมือนสายน้ำ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงจะได้ผลเห็นผล

 

พุทธบริษัททั้งหลายเราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ เพื่อเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติในการเดินทาง เพื่อมายกเลิกตัวมายกเลิกตน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าท่านตรัสว่าตัวตนนั้นได้แก่ทุกข์ที่เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป มีแต่ทุกข์ทั้งเพ ไม่มีอะไรนอกจากทุกข์

 

ด้วยเหตุผลนี้พุทธบริษัทถึงต้องเคารพในพระธรรมในพระวินัย ในสมมติสัจจะ ให้มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติต่อสมมตินั้น

 

ความสุขของพุทธบริษัท จะมีความสุขตั้งแต่เบื้องต้น ท่ามกลาง ถึงที่สุดด้วยความรู้ความเข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัยเรื่องกระบวนการ มันจะเป็นกระแสของความสุข

 

ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ที่มีความสุขระดับความเป็นมนุษย์ ระดับความเป็นเทวดา ระดับเป็นพรหมถึงต้องมาเสียสละ เพื่อไม่ให้เอาความสุขนั้นเป็นตัวเป็นตนเป็นนิติบุคคล เพื่อมารู้มาเข้าใจ เพราะความสุขนั้นมันเป็นความสุข

 

ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ที่เป็นฆราวาส เป็นข้าราชการ เป็นนักการเมือง เป็นเกษตรกรรม เป็นอุตสาหกรรม ถึงให้มีวันพระ ๗ ค่ำ ๘ ค่ำ ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ เพื่อบำเพ็ญบุญบำเพ็ญกุศล ให้ทานรักษาศีล ถือเนกขัมมะบารมี เพื่ออบรมบ่มอินทรีย์ เพื่อไม่ให้ติดอยู่ในความสุขความสะดวกความสบาย จากเหตุจากปัจจัยที่เราทำหน้าที่

 

เพื่อให้ความดีและปัญญาให้ปฏิปทามันติดต่อต่อเนื่องเป็นเวลา ๔๘ ชั่วโมง ๒ วัน ๒ คืน ไปถือศีลปฏิบัติธรรม ถือเนกขัมมะภาวนาอยู่ที่วัด ไปอยู่กับสติอยู่กับสัมปชัญญะ เอาความสงบและปัญญารวมกันเป็นหนึ่ง เพื่อให้ใจจะได้ยกเลิกนิวรณ์ทั้ง ๕ ยกเลิกอคติทั้ง ๔ จิตใจตั้งอยู่ในขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ หรืออยู่กับอัปปณาสมาธิ เพื่ออบรมบ่มอินทรีย์

 

เดือนหนึ่งมีวันหยุดอยู่ ๘ วัน ปัจจุบันนี้ก็ยังใช้หลักการเดียวกันอยู่ ปัจจุบันเอาหลักสากล เอาวันเสาร์อาทิตย์เป็นวันหยุด แต่ก็ยังคงไว้ ๘ วันเช่นเดียวกัน

 

พุทธบริษัททั้งหลายต้องรู้เข้าใจ ว่าทำไมเค้าถึงหยุดวันเสาร์วันอาทิตย์ เค้าหยุดก็เพื่อให้เราไปให้ทาน รักษาศีล ถือเนกขัมมะ เจริญภาวนา

 

ผู้ที่ไปถือเนกขัมมะภาวนาถึงต้องเจริญวิปัสสนา เช่นเดียวกับนักบวช ให้หยุดเล่นโทรศัพท์ ไลน์โทรศัพท์ หยุดดูโทรทัศน์ฟังเพลงร้องเพลง ไลน์ไปหาคนนี้คนนั้น ไลฟ์สดไปหาคนโน้นคนนี้ เพราะมันมีเวลาเพียง ๒ วัน ๒ คืน

 

ให้มาอยู่กับเนื้อกับตัว ให้มาอยู่กับสติสัมปชัญญะ มาฝึกให้อยู่กับสติสัมปชัญญะ มาอยู่กับการยืนเดินนั่งนอน

 

คำว่าอยู่หมายถึงไม่ได้ไป

 

ใจของเราที่ไม่ได้เคยฝึก จะอยู่กับความหลง อยู่กับความฟุ้งซ่าน เอาความหลงนำชีวิต เอาความฟุ้งซ่านนำชีวิต อยู่กับความเคยชินอย่างนั้น

 

เรามาถือศีลปฏิบัติธรรม มาอยู่ที่วัด มีโทรศัพท์มาทุกคน เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ เราต้องหยุดโทรศัพท์ไว้ก่อน ยกเลิกโทรศัพท์ไว้ก่อน มาเจริญสติสัมปชัญญะ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเจริญสติสัมปชัญญะ เจริญสติสัมปชัญญะนั้นยังไม่เพียงพอ เราต้องเจริญวิปัสสนา

 

ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้หลักการของผู้ที่มาบวชมาประพฤติปฏิบัติ ผู้ที่มาบวชมาประพฤติปฏิบัติต้องมารู้เข้าใจ เอาพระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เป็นสิ่งที่สำคัญ มีความเคารพพระธรรมพระวินัยยิ่งกว่าตัวของเราเอง

 

ทำอย่างนั้นปฏิบัติอย่างนั้นก็ยังไม่เพียงพอ ท่านให้เราพิจารณาวิปัสสนา ให้เอาร่างกายนี้เป็นฐานของการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อละสักกายะทิฏฐิที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นตัวเป็นตน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราพิจารณาร่างกายของเรา ร่างกายของเรามีอยู่ ๓๒ ชิ้นส่วน ท่านให้เราแยกออกเป็นชิ้นเป็นส่วน เอาผมออกหมดก็จะเป็นคนหัวโล้น ความรู้สึกนั้นก็จะเปลี่ยนไป เอาหนังออกให้หมด ความรู้สึกนั้นก็จะเปลี่ยนไป

 

ผู้ปฏิบัติมีความสงสัยว่า ทำอย่างเดียวให้ชัดเจนหรือว่าทำพร้อม ๆ กัน ถ้าอันไหนมันชัดเจนก็ให้ทำอย่างเดียวให้มันชัดเจนก่อน อย่างนี้ก็ได้ เพื่อใจของเราจะได้เกิดนิมิตทางธรรม เพื่อจะได้ยกเลิกตัวยกเลิกตน ถ้าเราไล่ไปเรื่อย ๆ อย่างนี้มันอาจจะไม่ชัดเจน เอาสิ่งเดียวให้มันชัดเจนก่อน

 

เช่นผู้ที่เอาหนังออกหมดเราก็จะไม่รู้ว่าเป็นผู้หญิงผู้ชาย เราจะได้ยกเลิกตัวตน หรือผู้ว่าจะระลึกถึงโครงกระดูกก็ให้มันชัดเจน การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

ถ้าเราไปคลุกคลีกัน หรือว่าเราไปเล่นโทรศัพท์อย่างนี้แหละ การประพฤติการปฏิบัติของเรามันก็จะไม่ติดต่อเหมือนดั่งสายน้ำ มันจะเป็นเหมือนหยดน้ำ การประพฤติการปฏิบัตินั้นมันก็จะไม่ได้ผลไม่เห็นผล

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงไม่ให้เราคลุกคลี เพื่อให้ปฏิปทาของเราจะได้ติดต่อต่อเนื่อง

 

การกระทำต้องให้ติดต่อต่อเนื่อง เช่นอนุบาลก็เรียนติดต่อต่อเนื่อง ประถมก็ต้องให้ติดต่อต่อเนื่อง มัธยม อุดมศึกษาก็ต้องติดต่อต่อเนื่อง

 

การที่เราทำข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ นั้นจะไม่เป็นคลุกคลีกันเหรอ

 

การทำข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ นั้นถือว่าไม่คลุกคลี

 

พระธรรมพระวินัยให้รู้เข้าใจ เป็นการยกเลิกตัวยกเลิกตน การที่จะฝึกใจเค้าต้องฝึกกาย ฝึกวาจา ฝึกกิริยามารยาท

 

เพราะใจนั้นเป็นนามธรรม เราต้องฝึกกายฝึกวาจาฝึกกิริยาฝึกมารยาท เราต้องอาศัยพระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องเคารพในพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นอุปกรณ์ที่ฝึกจิตใจ

 

พุทธบริษัททั้งหลายต้องพากันรู้พากันเข้าใจ

 

การประพฤติการปฏิบัติถึงเน้นเรื่องฝึกกายฝึกวาจาฝึกกิริยามารยาทนั่นแหละคือการฝึกใจ เราต้องรู้เข้าใจ ใจไม่สงบก็ให้กายมันสงบให้วาจากิริยามารยาทให้อาชีพมันสงบเพื่อหยุดความฟุ้งซ่าน ความเคารพกับความสงบถึงเป็นสิ่งเดียวกันให้เรารู้เข้าใจ

 

การที่เราทำอะไรเป็นกลุ่มเป็นก้อนนั้นถึงไม่ใช่การคลุกคลี เป็นการทำความดีเพื่อความดี เมื่อเรายกเลิกตัวตนอยู่ที่ไหนมันก็สงบ เรารู้เข้าใจเรายกเลิกตัวตน ที่นั่นก็มีแต่ความสงบ ที่นั่นก็มีแต่ความวิเวก

 

ให้เรามีความสุขในการทำหน้าที่ เราไม่มีความสุขในการทำหน้าที่นั่นแหละคือเราไม่สงบ เรามีความสุขในการทำหน้าที่นั่นแหละคือความสงบ จะอยู่คนเดียวอยู่หลายคนใจของเราถึงต้องเคารพ เป็นความเคารพในพระธรรมพระวินัย เพราะความเคารพนั้นคือความสงบ เป็นอุปกรณ์ของใจ

 

การฝึกใจนั้นต้องฝึกที่กายวาจากิริยามารยาท อย่างเราเป็นคฤหัสถ์ผู้ครองบ้านครองเมือง ต่างคนมาต่างที่ ทั้งคนในประเทศต่างประเทศ จุดมุ่งหมายของเราก็เพื่อมายกเลิกตัวยกเลิกตน ต้องอาศัยพระธรรมพระวินัยเป็นหลักการ

 

การที่เราเอาพระธรรมพระวินัย เคารพในพระธรรมพระวินัยมันจะเป็นความสงบ เราจะมาตามใจตามอารมณ์นั้นไม่ได้

 

ให้เน้นลงที่พระธรรมพระวินัยด้วยความตั้งใจ ภาชนะใด ๆ ที่จะใช้งานได้ต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้ ไม่ใช่ภาชนะที่แนวนอนหรือแนวคว่ำ ต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้ เราต้องตั้งไว้ที่ใจที่เจตนา มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม ไม่มีใครรู้เข้าใจว่าเราคิดเราปรุงแต่งอย่างไร คนอื่นเค้าไม่รู้ แต่เราทุกคนรู้ว่าเราคิดอะไร

 

ด้วยเหตุผลนี้ พุทธบริษัทต้องรู้เข้าใจ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรายกเลิกตัวตนด้วยพระธรรมพระวินัย อย่าไปตรึกในกาม กามนั้นคือตัวตน อย่าไปตรึกในพยาบาย เพราะพยาบาทนั้นคือตัวตน

 

เรามาบวชมาปฏิบัติอย่าให้เสียเวลา จะทำให้เราใช้ทรัพยากรนี้เสียหายเสียเวลา เราต้องยกเลิกความปรุงแต่งของเรา เรามาสมัครสมานสามัคคี เอาความดีและปัญญาเดินทางไปพร้อม ๆ กัน เรายกเลิกตัวตน เรามาหยุดอัธยาศัยหรือว่าหยุดตัวตน

 

หัวใจของเราให้พากันรู้เข้าใจ หัวใจของเราจะไม่มีเก่าไม่มีใหม่ เพราะหัวใจนั้นคือหัวใจ หัวใจเป็นของบริสุทธิ์ต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

ผู้บวชเก่าบวชใหม่หรือผู้ปฏิบัติเก่าปฏิบัติใหม่ สำคัญอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนี้เป็นวาระสำคัญที่สุด ปัจจุบันถ้าเปรียบกับการชิงแชมป์ ก็เปรียบเสมือนการชิงแชมป์โลกระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจอย่างนี้

 

ผู้ที่เป็นฆราวาสก็ต้องเข้าใจอย่างนี้ ผู้ที่เป็นนักบวชก็ให้เข้าใจอย่างนี้

 

จุดมุ่งหมายของฆราวาสกับนักบวชอยู่ที่พระนิพพานอย่างเดียว พระนิพพานคือความสุข เราไปยังไม่ถึงนิพพานสมบูรณ์ มนุษย์ เทวดา พรหม ความเป็นเนื้อในอยู่ในตัวอยู่แล้ว พุทธบริษัททั้งหลายต้องพากันรู้เข้าใจ

 

อย่าไปเข้าใจว่าการปกครองประเทศก็เพื่อความสงบของมหาชน เพื่ออยู่กินดีสะดวกสบาย ความสุขความสะดวกความสบายนี้ก็ยังเกิดแก่เจ็บตายพลัดพราก

 

ด้วยเหตุผลนี้ ก็ต้องพัฒนาใจให้เกิดปัญญาพร้อม ๆ กัน

 

มีผู้ยังไม่รู้เข้าใจในการดำเนินชีวิตไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตายแล้วเกิด ตายแล้วก็แล้วไป หรือว่าแล้วได้เกิดอีก

 

องค์ศมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าอันนี้ขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัยขึ้นอยู่ที่เงื่อนไขเรื่องตายแล้วเกิดหรือไม่ได้เกิด ให้ถือปัจจัยเป็นสิ่งที่สำคํญ เพราะอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติก็จะเป็นมนุษย์สมบัติสวรรค์สมบัตินิพพานสมบัติไปอยู่ในตัวอยู่แล้วเป็นประโยชน์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

 

เราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิอย่างนี้ เน้นความสุขในการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน

 

การประพฤติการปฏิบัติเป็นหน้าที่เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา

 

พุทธบริษัทต้องรู้เข้าจ อย่าไปประพฤติปฏิบัติเพื่ออยากเพื่อต้องการ เพราะความอยากความต้องการมันเป็นนิติบุคคลตัวตน มันเป็นความปรุงแต่ง มันเป็นขั้วบวกขั้วลบมันไม่ใช่ความสงบไม่ใช่ปัญญา

 

อย่างเราทำอะไรให้มีความสุขในการกระทำนั้น ๆ อันนี้ก็เป็นพระนิพพานอยู่แล้ว อย่างเรานั่งสมาธิ เราหายใจเข้ามีความสุขมันก็เป็นพระนิพพานอยู่แล้ว เราหายใจออกมีความสุขมันก็เป็นพระนิพพานอยู่แล้ว ถ้าเรามีความอยากมีความต้องการเมื่อไหร่นั่นแหละสิ่งที่เป็นความดีนั้นก็จะกลายเป็นนรกทันที นรกนี้เป็นความทุกข์ที่เกิดขึ้น ความทุกข์ที่ตั้งอยู่ ความทุกข์ที่ดับไป นอกจากความทุกข์นั้นไม่มี

 

เรามาบวชมาปฏิบัติธรรม เมื่อก่อนเราติดในความสุข เราเอาความว่างจากสิ่งที่ไม่มี เราไปแก้ไขตั้งแต่ภายนอก เราต้องมารู้มาเข้าใจ

 

ธรรมะนั้นเป็นสภาวะหยุดวัฏฏสงสาร ยกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราตั้งใจเพราะเห็นคุณค่าในการที่มาบวชเพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตนเพื่อให้ปฏิปทามันติดต่อต่อเนื่อง

 

ให้ทุกท่านทุกคนเข้าใจ ถึงมันจะเหนื่อยจะยากลำบากถึงจะผอมก็ไม่เป็นไร ให้เรายกเลิกตัวยกเลิกตนด้วยพระธรรมพระวินัย

 

ให้เราเดินตามรอยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ที่ยกเลิกวัฏฏสงสาร เราต้องพากันรู้เข้าใจเน้นที่ปัจจุบันนี้แหละ เพราะปัจจุบันเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

เรามาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันจันทร์ที่ ๙ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

Visitors: 109,359