๑๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ ๑๒ เดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบายเพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นทางสายกลางระหว่างจิตใจกับวัตถุ

 

เราทุกท่านทุกคนต้องเอาทางสายกลางนำชีวิต ยกเลิกสัญชาตญาณ เราพากันมายกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคล เป็นตัวเป็นตน มาเอาพระธรรมพระวินัยที่เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ

 

วัตถุกับจิตใจต้องเดินทางไปพร้อม ๆ กัน ยกเลิกความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นตัวเราของเรา เป็นตัวคนอื่น

 

 เราจะได้เอาธรรมนำชีวิต เอาธรรมนูญนำชีวิต ยกเลิกตัวยกเลิกตน เพื่อให้เป็นธรรมนูญนำชีวิต เน้นการประพฤติการปฏิบัติที่ตัวของเรา ให้การประพฤติการปฏิบัตินั้นติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ไม่ให้เป็นเหมือนน้ำหยด

 

เราต้องเอาธรรมนูญนำชีวิต ยกเลิกตัวตน ไม่ให้มีตัวไม่ให้มีตน เอาธรรมนูญนำชีวิต ให้เป็นปัญญาชน เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เรายกเลิกตัวตนถึงจะเป็นปัญญาชน   มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ยกเลิกความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง

 

เรามาบวช ต้องเอาธรรมนูญนำชีวิต

 

เราเป็นนักบวชก็เอาธรรมนูญนำชีวิต เราเป็นฆราวาสก็ต้องเอาธรรมนูญนำชีวิตเช่นเดียวกัน เพราะต้องเดินทางไปทางเดียวกัน คือเดินทางไปทางนิพพาน

 

พระนิพพานคือความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เป็นความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้อง เป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน เป็นพระนิพพานไปชั่วขณะ ๆ

 

หัวใจเราทุกคนต้องเป็นหัวใจที่เป็นปัญญาชนที่เป็นบริสุทธิคุณ เป็นหัวใจที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ เพื่อไม่ให้ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ ภายนอกภายใน ครอบงำใจของเรา ครอบงำสติปัญญาของเรา เพื่อเราจะได้หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เราจะได้ข้ามสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

เราต้องไม่ให้ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง๕ อายตนะ ๑๒ ที่มันเป็นโลกธรรมครอบงำจิตใจของเรา ครอบงำสติปัญญาของเรา เราจะได้ก้าวไปด้วยธรรมนูญ เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญามามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อเราจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทนั้นคือความผิดพลาดคือความเสียหายคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง.สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากจริง ๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราประมาท

 

เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนี้คือการขับเคลื่อนเหตุขับเคลื่อนปัจจัย เหตุเป็นเช่นไร ผลก็ย่อมเป็นเช่นนั้น ปัจจุบันเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจอย่างนี้ ปัจจุบันเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน ปัจจุบันถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก สำคัญจริง ๆ

 

ปัจจุบันเราจะประมาทไมได้

 

เรามาบวชเป็นพระ คำว่าพระนั้นคือพระธรรมคือพระวินัย พระธรรมพระวินัยนั้นคือการมายกเลิกตัวยกเลิกตน

 

เรามาประพฤติปฏิบัติธรรมต้องพากันมายกเลิกตัวมายกเลิกตน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราตั้งใจให้ดี ๆ ตั้งใจให้เต็มที่ ไม่ให้เราพากันประมาท ภาชนะที่จะใช้งานได้ต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้เป็นอย่างดี  ภาชนะที่นอนภาชนะที่คว่ำเป็นภาชนะที่ใช้งานไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องพากันตั้งใจตั้งเจตนา ใจของเราทุกคนไม่มีใครรู้ว่าเราตรึกนึกคิดอะไร แต่เราทุกคนรู้ใจของเราเอง

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่ให้เราประมาท ตั้งอยู่ในความประมาท เพื่อการประพฤติการปฏิบัติจะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ไม่ให้เป็นเหมือนน้ำหยด

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิรู้เข้าใจ เพื่อเราจะได้ผ่านธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ เราต้องผ่านไป ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ จะไม่ได้ครอบงำใจของเรา ไม่ได้ครอบงำสติปัญญาของเรา

 

เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เพื่อปฏิปทาของเราจะได้ติดต่อต่อเนื่องเป็นดั่งสายน้ำที่น้ำมันไหล อย่าให้เหมือนหยดน้ำที่น้ำมันหยด หยดน้ำนั้นมันขาดขั้นขาดตอน

 

เรามาบวชมาประพฤติมาปฏิบัติ เป็นโอกาสสำคัญของเราทุก ๆ คน

 

เราเอาทางสายกลางนำชีวิต เราไม่ตามใจตัวเอง เอาพระธรรมเอาพระวินัย เอาข้อวัตรข้อปฏิบัติ เพื่อให้ปฏิปทามันติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เราพากันนอนพักผ่อนจำวัดวันละ ๕ ชั่วโมง ๖ ชั่วโมงก็เพียงพอ เวลาเราตื่นอยู่นี้เป็นเวลา ๑๘ ชั่วโมง เราต้องมาทำหน้าที่ของเราให้สมบูรณ์ ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง

 

เรามามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติให้เต็มที่ ความสุขกับความสงบนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติก็จะมีความสงบ ความสุขกับความสงบนั้นเป็นสิ่งเดียวกัน

 

เรามีความสุขในการทำหน้าที่ เรามาทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดีนั้นมันยังมีความปรุงแต่ง ยังมีขั้วบวกขั้วลบ มีสิ่งที่เปรียบเทียบ

 

การทำหน้าที่ที่มีความสุขนั้นจะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ถ้าเรามีความสุขในการทำหน้าที่นั้นจะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ นั้นจะเป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่การทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี

 

เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติก็จะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นมีคุณมีประโยชน์ต่อผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติ

 

ถ้าเรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่อง การประพฤติการปฏิบัตินั้นก็จะหยุดวัฏฏสงสาร ก็จะยกเลิกตัวยกเลิกตนด้วยความรู้ความเข้าใจ ที่มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

มีความสุขกับการทำงานกับการทำหน้าที่ นี้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ นี้คือปัญญาชน เอาปัญญาบริสุทธิคุณนำชีวิต นี้เรียกว่าปัญญาชน

 

การทำความดีเพื่อความดีนั้นคือการเจริญสติสัมปชัญญะ มีความสุขเต็มที่กับการประพฤติการปฏิบัติ ที่มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัตินี้คือการไม่ลูบคลำในศีลในข้อวัตรข้อปฏิบัติ นี้เป็นบริสุทธิคุณ เป็นการทำความดีเพื่อความดี เพราะเห็นความสำคัญในปัจจุบันมาก ๆ  เห็นความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะปัจจุบันเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

ด้วยเหตุผลนี้ ปัจจุบันเราจะต้องไม่ให้พลาดโอกาส ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท

 

 ความสุขในการประพฤติการปฏิบัตินั้นจะเป็นออกซิเจน จะเป็นความสุข จะเป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูล ถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป สิ่งที่เป็นอดีตไปแล้วเราต้องปล่อยต้องวาง เพื่อเราจะได้ตัดกรรมตัดเวรตัดภัย เพื่อไม่ให้อดีตมาปรุงแต่งจิตใจของเรา เราไม่ให้ติดค้าง เราอย่าให้มีหนี้มีสิน ใจของเราต้องเข้าสู่ความว่าง ว่างจากอดีต ว่างจากอนาคต ปัจจุบันเราก็ต้องว่างจากตัวจากตน เป็นผู้ว่างจากอดีตอนาคต ปัจจุบันก็ว่างจากตัวจากตน มีความสุขอยู่กับความว่างจากตัวจากตน

 

เรื่องอดีตเราต้องลบมันไปเพื่อให้ปฏิปทาติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ อย่าให้อดีตมันมาปรุงแต่งจิตใจของเราได้ อย่าให้มีหนี้มีสินในเรื่องของอดีต ที่ผ่านมาแล้วก็แล้วไป อย่าให้อดีตมันปรุงแต่งจิตใจของเราได้ ใจของเราต้องมีสติมีปัญญา อย่าให้เรื่องอดีตมาปรุงแต่งจิตใจของเราได้ ให้เรามีความสุขในปัจจุบัน ยกเลิกตัวตนในปัจจุบัน ปัจจุบันเรายกเลิกตัวตน อดีตก็หยุดไป อนาคตก็หยุดไป ปัจจุบันเราก็ว่างจากตัวว่างจากตน เราจะได้หยุดกาลหยุดเวลา ความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัตินี้จะหยุดกาลหยุดเวลา หยุดความปรุงแต่ง

 

ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติ มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้อง ก็จะเป็นพระนิพพานชั่วขณะ ๆ ในปัจจุบัน ผู้ปฏิบัติจะสัมผัสได้ด้วยตัวของเราเอง ทำความดีเพื่อความดี ไม่มีความปรุงแต่ง

 

อนาคตที่ยังไม่มาถึงเราก็อย่าไปปรุงไปแต่ง ไปวิตกกังวล เน้นที่ปัจจุบัน มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เพราะปัจจุบันนี้เป็นพื้นเป็นฐาน ปัจจุบันเป็นเช่นไรอนาคตก็ย่อมเป็นเช่นนั้น พระนิพพานที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่เป็นความรู้เป็นความสุขในการประพฤติการปฏิบัติถึงอยู่ที่ปัจจุบัน พระนิพพานถึงไม่ได้อยู่ในชาติหน้า

 

พุทธบริษัททั้งหลายต้องรู้เข้าใจ พระนิพพานนี้ต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ได้อยู่ที่ชาติหน้า ถ้าเราคิดว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ อันนี้มันยังเป็นความไม่รู้ไม่เข้าใจ มันเป็นความปรุงแต่ง พระนิพพานนั้นย่อมไม่มีความปรุงแต่ง มีความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันถึงเป็นบารมีเบื้องต้น ท่ามกลาง ถึงที่สุด

 

ที่มีผู้ที่ไม่เข้าใจไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเมตตาตรัสว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่ที่เหตุขึ้นอยู่ที่ปัจจัย ขึ้นอยู่ที่เงื่อนไขนะ ให้พุทธบริษัทรู้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ จะไม่ได้ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติ

 

ให้ถือเอาปัจจุบันเป็นการประพฤติการปฏิบัติ จะได้เข้าถึงหยุดความสงสัยในการประพฤติการปฏิบัติ เราจะได้รู้จะได้เข้าใจ เราจะได้เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า

 

 ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นวาระสำคัญของการประพฤติการปฏิบัติ

 

เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ความสุขในการทำความดีเพื่อความดี ความสุขนั้นก็จะเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน มันจะแก้ปัญหาได้ทั้งปัจจุบันและอนาคต เป็นกระบวนการของมรรคของผลของพระนิพพาน

 

เราต้องหยุดความปรุงแต่งเรื่องตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ปัจจุบันเราต้องไม่มีความทุกข์ ยกเลิกความทุกข์ ยกเลิกความปรุงแต่ง ปัจจุบันเราต้องมีความสุขในการทำหน้าที่

 

เรายกเลิกความปรุงแต่งก็คือเรายกเลิกความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพราก เพราะความปรุงแต่งนี้มันเป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

การที่เราประพฤติปฏิบัติอย่างนี้เป็นการยกเลิกความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพราก

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรายกเลิกเหตุยกเลิกปัจจัย มีความสุขในการยกเลิกเหตุยกเลิกปัจจัย

 

ให้เราเอาปัจจุบันนี้เป็นสิ่งสำคัญ ให้มีความสุขที่สุดในโลกในการทำความดีเพื่อความดี ไม่หวังอะไรตอบแทน ความรู้ความเข้าใจนี้จะเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ การดำเนินชีวิตของเราก็จะเป็นพระนิพพานอยู่ในปัจจุบันที่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ คำว่าเทอญนี้มันไกลเหลือเกิน มันดับทุกข์ไม่ได้ มันแก้ปัญหาไม่ได้ นั้นมันไม่ใช่ความจริง มันเป็นความปรุงแต่ง มันเป็นขั้วบวกขั้วลบ 

 

การประพฤติการปฏิบัติมันจะได้เป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน เป็นความอิ่มความเต็มความพอเพียงเพียงพอ เป็นคุณเป็นประโยชน์เต็มที่อยู่ที่ปัจจุบัน เป็นทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ของผู้อื่น เป็นความอิ่มความเต็มความพอเพียงเพียงพอในปัจจุบันอย่างเต็มที่ ไม่ต้องรออนาคต อนาคตมันคดมันงอมันไม่แน่ไม่นอน

 

นี้เป็นความดีเพื่อความดี เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจในการประพฤติในการปฏิบัติอย่างนี้

 

พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เป็นสมมติสัจจะที่เราจะต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติ ใจของเราทุกคนนั้นเป็นนามธรรม การประพฤติการปฏิบัติใจเค้าต้องปฏิบัติที่กาย ปฏิบัติที่วาจา ปฏิบัติที่กิริยามารยาท ปฏิบัติที่อาชีพ

 

การฝึกใจ พุทธบริษัทต้องรู้เข้าใจ เค้าต้องฝึกที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทที่อาชีพมารวมลงที่ใจ

 

การฝึการปฏิบัตินั้นต้องประพฤติปฏิบัติติดต่อต่อเนื่อง ไม่ให้ขาดขั้นขาดตอน ปฏิบัติดั่งสายน้ำที่มันไหล อย่าให้มันขาดขั้นขาดตอนเหมือนน้ำหยด ให้มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะความสุขนั้นกับความสงบมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน

 

การประพฤติการปฏิบัติถึงเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี

 

เรานอนเราพักผ่อนให้เพียงพอ การนอนการพักผ่อนนั้นคือความสงบ การยกเลิกตัวตนนั้นคือความสงบ การนอนการพักผ่อน ยกเลิกความปรุงแต่งนั้นคือความสงบ เราทั้งหลายต้องเคารพในความถูกต้อง ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องพากันรู้พากันเข้าใจ การนอนการพักผ่อนหรือการยกเลิกนั้นคือความสงบ ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้งอมีความสงบมาก ๆ ความสงบนั้นคือการนอนการพักผ่อน ความสงบนั้นคือความสุข มันคือสิ่งเดียวกัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ เพื่อเราจะได้เอาความสงบและปัญญาทำงานร่วม ๆ กันไป ถ้าเรามีความสุขในการทำงานในการทำหน้าที่ นั่นแหละคือการนอนการพักผ่อน นั่นแหละคือพระนิพพานบ้านของเรา

 

พระนิพพานบ้านของเราคือพระธรรมคือพระวินัย คือความสงบ คือการพักผ่อน คือการยกเลิกสังสารวัฏ

 

เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติต่อสมมติสัจจะ ในพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ เพราะการฝึกใจเค้าต้องเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องเคารพในพระธรรมในพระวินัย

 

ความเคารพกับความสงบมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ใจของเราต้องเคารพใจของเราถึงจะสงบ เรามีความเคารพในพระธรรมในพระวินัย เราก็จะสงบทันที

 

เมื่อผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติมีความเคารพก็มีความสงบ ความสงบก็จะเป็นความสุข ความสุขก็จะเป็นความสงบ ผู้มีความสุขทั้งหลายผู้มีความสงบทั้งหลายก็ต้องพากันมาเสียสละ เคารพในพระธรรมพระวินัยข้อวัตรข้อปฏิบัติให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป เอากติกามาประพฤติปฏิบัติคือพระธรรมพระวินัยคือข้อวัตรกิจวัตร มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัติได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เหมือนสายน้ำ ไม่ให้เหมือนกับน้ำหยด

 

เราทุกคนเน้นมาที่ตัวของเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติให้เราได้ เราต้องเน้นมาที่ตัวของเรา

 

เรามามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เน้นที่ตัวเรา

 

เรามาบวชเรามาประพฤติมาปฏิบัติ ถือว่าเวลานี้สำคัญมาก เราเอาพระธรรมเอาพระวินัยเป็นหลัก ใครเค้าไม่ประพฤติไม่ปฏิบัติก็ช่างเขา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เรามองคนอื่น ถ้ามองคนอื่นก็เพื่อเป็นผู้ให้เป็นผู้เสียสละ ว่าเราจะช่วยเค้าอย่างไร ว่าเราจะให้อะไรเค้า เราจะต้องอนุเคราะห์เค้า

 

เราทุกท่านทุกคนมามองที่ตัวเรา ปฏิบัติที่ตัวเรา

 

ตัวตนนี้ทุกท่านทุกคนต้องยกเลิก ความขี้เกียจขี้คร้านเราทุกคนต้องยกเลิก ความปรุงแต่งทั้งหลายนี้เราต้องยกเลิก

 

เราจะได้มีปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่อง การทำอะไรต้องติดต่อต่อเนื่องเหมือนสายน้ำ การปฏิบัตินั้นถึงจะได้ผลเห็นผล ทางวิทยาศาสตร์นั้นก็ต้อง ๓ อาทิตย์ ๒๑ วันขึ้นไป

 

เรามาบวชมาปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจอย่างนี้ ยกเลิกตัวยกเลิกตน เพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เรายกเลิกโปรแกรมแห่งความหลงของเรา โปรแกรมแห่งความหลง หรือว่าสแกรมเมอร์แห่งความหลงเราต้องมายกเลิก

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอาพระธรรมเอาพระวินัยข้อวัตรกิจวัตร ยกเลิกตัวยกเลิกตน เพื่อให้ปฏิปทาติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ปฏิบัติอย่างนี้ก็ถือว่ายังไม่เพียงพอ ท่านให้เราเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน เพื่อยกเลิกความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ที่มาบวชมาประพฤติมาปฏิบัติธรรมท่านถึงให้พิจารณาสรีระร่างกาย สรีระร่างกายของเรานี้มีอยู่ ๓๒ ชิ้นส่วน ให้เราเอามาพิจารณาเข้าสู่พระไตรลักษณ์ แยกออกเป็นชิ้นเป็นส่วน แล้วประกอบกันเข้า จินตนาการเอาผมออกไป จินตนาการเอาหนังออกไป เพื่อจะได้ยกเลิกตัวตน

 

ปกติเราทุกคนไม่อยากพิจารณาร่างกายเข้าสู่พระไตรลักษณ์

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ไม่พิจารณาร่างกายเข้าสู่พระไตรลักษณ์ไม่ได้นะ จะถอนสักกายทิฏฐิ ถอนความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นตัวเป็นตนนี้ไม่ได้

 

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านปฏิบัติในพระธรรมในพระวินัยด้วยตั้งอกตั้งใจตั้งเจตนา ยกเลิกตัวตน เน้นที่ใจเน้นที่เจตนา เพราะเหตุผลว่า กายวาจากิริยามารยาทอาชีพเป็นเพียงอุปกรณ์ของใจเท่านั้น ปฏิบัติตามพระธรรมพระวินัยนั้นก็ยังไม่เพียงพอ

 

ที่ท่านได้บรรลุธรรมก็เพราะท่านพิจารณาสังขาร สรีระร่างกาย แยกออกเป็นชิ้นเป็นส่วน เพื่อให้ธรรมะเกิด เพื่อให้ยกเลิกตัวตน

 

ด้วยเหตุผลนี้แหละ ผู้ที่มาบวชมาประพฤติมาปฏิบัติ เมื่อทำจิตใจให้สงบแล้วก็ต้องพิจารณาร่างกายเข้าสู่พระไตรลักษณ์ เพื่อเราจะได้ยกตัวยกเลิกตน

 

มีผู้ถามว่า เราจะพิจารณาทั้ง ๓๒ เป็นรอบ ๆ ไป หรือพิจารณาส่วนใดส่วนหนึ่งให้มันชัดเจนไปเลย ให้เอาที่ปัจจุบัน ปัจจุบันต้องให้ชัดเจน เพื่อยกเลิกตัวตน ให้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติให้เข้าใจ เพื่อนิมิตทางธรรมมันจะได้ติดต่อต่อเนื่องชัดเจน เค้าท่องหนังสือนี้แต่ที่เค้าท่อง บรรทัดหนึ่งหรือสองบรรทัดสามบรรทัดเพื่อชัดเจน จนนิมิตที่เราท่องมันชัดเจนขึ้น เราจะเอาหนังออกอย่างนี้ก็ให้ชัดเจนติดต่อต่อเนื่องยกเลิกตัวตน เราจะพิจารณากระดูกอย่างนี้ก็พิจารณาติดต่อต่อเนื่องเพื่อยกเลิกตัวตน

 

ถ้าเรายกเลิกตัวตนนิมิตทางธรรมนั้นถึงจะเกิด การพิจารณาร่างกายนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ

 

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโตท่านให้เราเอาอย่างนั้น ถ้าเราเอาแต่เจริญสติสัมปชัญญะมันก็เป็นความสงบ เป็นสติสัมปชัญญะ แต่ปัญญาวิปัสสนานั้น นิมิตทางธรรมนั้นมันจะไม่เกิด มันจะเกิดเพียงสติสัมปชัญญะ เมื่อออกจากสติออกจากสัมปชัญญะ ออกจากสมาธิออกจากสมาบัติ จิตใจของเราไม่ได้เจริญวิปัสสนา เมื่อกำลังสมาธิของเราอ่อน ใจของเราก็จะเป็นสามัญชนอย่างเก่าอย่างเดิม

 

การพิจารณาร่างกายที่ติดต่อต่อเนื่องนี้ดีมาก จะได้เกิดนิมิตทางธรรม เราจะได้ว่างจากตัวจากตน ใจของเราจะได้เข้าถึงความว่างแห่งตัวตน ใจของเราจะได้ยกเลิกสักกายทิฏฐิที่เป็นตัวเป็นตน ที่ยกหูชูงวงชูความหลง

 

ผู้มาบวชมาประพฤติมาปฏิบัติธรรมต้องพากันพิจารณาสรีระร่างกายเข้าสู่พระไตรลักษณ์ ให้นิมิตทางธรรมมันชัดเจนขึ้น เพื่อจะได้ยกเลิกตัวตนชัดเจนมากขึ้น

 

เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ เพราะทุกคนนั้นจะไม่อยากพิจารณาร่างกายเข้าสู่พระไตรลักษณ์ จะเอาแต่ความสงบ

 

เรามีความสุขแล้วเราก็ต้องทำงาน เรามีความสงบแล้วก็ต้องทำงาน ความสุขกับความสงบนั้นคืออันเดียวกัน การทำงานนั้นคือการพิจารณาร่างกายเข้าสู่พระไตรลักษณ์

 

ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถามพระอานนท์

 

พระพุทธเจ้าตรัสว่า "อานันทะ..ดูก่อนอานนท์ เธอระลึกถึงความตายวันละกี่ครั้ง ?" พระอานนท์ทูลตอบว่า "ประมาณ ๗ ครั้งพระพุทธเจ้าข้า" นั่นพระโสดาบันนะ นึกถึงความตายวันละประมาณ ๗ ครั้ง พระพุทธเจ้าตรัสว่า"อานันทะ..ดูก่อนอานนท์ ยังห่างมากไป ตถาคตระลึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก"

 

เช่นเดียวกันนะ เช่นเดียวกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถามพระอานนท์ ถ้าพระพุทธเจ้าถามเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จะตรัสถามเราว่า เราพิจารณาร่างกายเข้าสู่พระไตรลักษณ์วันหนึ่งเราพิจารณาร่างกายเข้าสู๋พระไตรลักษณ์วันละกี่ครั้ง ถ้านาน ๆ เราพิจารณาครั้งหนึ่งการประพฤติการปฏิบัติของเรามันก็จะไม่ติดต่อต่อเนื่อง การประพฤติการปฏิบัติของเราก็จะไม่เห็นผล เราจะได้แต่เพียงสมาธิสมาบัติ จะเป็นเหตุเป็นผลไม่ให้เราเข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้า การพิจารณาร่างกายเราต้องพิจารณาทุก ๆ วันนะ เพื่อนิมิตทางธรรมของเราจะได้มีมากขึ้น มากยิ่ง ๆ ขึ้น

 

เราจะเดินทางไกลก็ต้องอาศัยยานพาหนะในการเดินทาง เราเดินทางไปสู่มรรคผลพระนิพพานเราก็ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เพราะทุกอย่างนั้นมันคือเหตุคือปัจจัย

 

เรามาบวชมาประพฤติปฏิบัติธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราตั้งใจ ยกเลิกตัวยกเลิกตนอย่างเต็มที่ อย่าให้ตัวให้ตนหลงเหลืออยู่ ความเคารพคารวะถึงเป็นธรรมะที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน เราต้องมาเสียสละ ยกเลิกตัวยกเลิกตน เพื่อให้ปฏิปทามันติดต่อต่อเนื่อง

 

เรามาบวช ๒๑ วัน หรือมากกว่านั้น เพื่อจะให้ปฏิปทามันติดต่อต่อเนื่อง เมื่อเราลาสิกขาไปจะได้เอาธรรมะไปใช้ไปประพฤติไปปฏิบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจอย่างนี้ เพราะความเป็นพระนั้นนั้นมันเป็นความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ความเป็นพระนั้นไม่ได้อยู่ที่นักบวช อยู่ที่มีความรู้ความเข้าใจ ผู้ที่เป็นฆราวาสเป็นนักบวชก็เป็นพระได้เช่นเดียวกัน นี้เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

เราจะได้เปลี่ยนแปลงด้วยการยกเลิกสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ให้พากันรู้เข้าใจ มันจะเหนื่อยก็ช่างมัน มันจะผอมก็ช่างมัน เราต้องยกเลิกสัญชาตญาณอย่างนี้ ความดีและปัญญาต้องแลกด้วยปฏิปทา ด้วยอาศัยพระธรรมพระวินัยที่บริสุทธิคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ตั้งใจทำตั้งใจประพฤติตั้งใจปฏิบัติเพื่อยกเลิกอวิชชา ยกเลิกความหลง เพื่อให้ติดต่อต่อเนื่องกัน

 

เราลาสิกขาไป ให้มันเป็นเรื่องภายนอก แต่จิตใจของเรารู้เข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เอาการทำความดีเพื่อความดี ความดีและปัญญาที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณที่ยกเลิกตัวตนนั้น ไม่มีทำร้ายใคร มีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ ทั้งเราและผู้อื่น

 

เรามาระลึกถึงปัจฉิมโอวาท ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเราทั้งหลายจะไม่ได้ประมาท เพื่อปฏิปทาของเราจะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ไม่ให้เหมือนน้ำหยด ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ ๑๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 112,069