๑๕ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ ๑๕ เดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ให้พุทธบริษัททั้งหลายพากันนั่งให้สบายเพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ การดำเนินชีวิตของเราต้องเอาทางสายกลางนำชีวิต พัฒนาทั้งใจพัฒนาทั้งวัตถุไปพร้อม ๆ กัน พัฒนา ๒ อย่างไปพร้อม ๆ กัน

 

พุทธบริษัททั้งหลายต้องพากันมารู้มาเข้าใจในการดำเนินชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็ย่อมเป็นอย่างนั้น

 

เราต้องมารู้มาเข้าใจ เพื่อเราจะได้ยกเลิกสิ่งที่จะให้เกิดปัญหา

 

สัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้อง เป็นแสงสว่างทางปัญญา เราต้องมีตาทางความรู้ความเข้าใจ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็รวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันถึงเป็นวาระสำคัญของการประพฤติการปฏิบัติ

 

ให้ถือคติว่าปัจจุบันเป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันเราถึงต้องมายกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นตัวเราเป็นของเรา

 

ความรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ นี้จะเป็นข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ไม่ไปตามธาตุตามขันธ์ตามอายตนะ ไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม เป็นความรู้ความเข้าใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องเอาธรรมนำชีวิต เอาทางสายกลางนำชีวิต มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ การยกเลิกตัวยกเลิกตนนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ พระธรรมพระวินัยเป็นยานสำหรับเดินทางในการประพฤติในการปฏิบัติของชีวิต

 

พระธรรมพระวินัยนั้นจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราเดินทางสายกลาง

 

เรามารู้มาเข้าใจ ว่าเราจะเอาความรู้สึกที่มีความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวเป็นตนนำชีวิตนั้นไม่ได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ที่เรามีความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวเป็นตนนั้นคือความไม่ถูกต้อง มันจะเป็นสาเหตุให้เราทุกคนมีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น มีแต่ความทุกข์ตั้งอยู่ มีแต่ความทุกข์ดับไป ในชีวิตประจำวันของเรามันจะมีแต่ความทุกข์ต้องเวียนว่ายตายเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก เป็นนิยายน้ำเน่า เป็นการฉายหนังเรื่องเก่า มันไม่มีวันจบ ไม่มีวันสิ้น

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เราเข้าใจในเรื่องของเหตุในเรื่องของปัจจัย ความเคารพในพระธรรมในพระวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม เราจะเบรกใจของตัวเองได้ หยุดใจของเราได้ เราต้องมีความเคารพ มีความคารวะ

 

ความเคารพกับความสงบจะได้เป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อเรามีความเคารพ ความสงบก็ย่อมมี ถ้าเราไม่มีความเคารพเราย่อมคิดอะไรไปตามใจตามอัธยาศัย เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ความเคารพนั้นคือความสงบ ความสงบนั้นต้องเกิดจากความเคารพ

 

พุทธบริษัททั้งต้องมารู้มาเข้าใจ มาเน้นเรื่องจิตเรื่องใจของเรา เรามาเคารพในพระธรรมในพระวินัย เพราะความเคารพนี้จะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ใจของเรานี้ปกปิดคนอื่นได้ ไม่ให้ใครรู้ไม่ให้ใครเข้าใจว่าเราคิดอะไร แต่ไม่สามารถที่จะปกปิดตัวของเราได้ ถ้าเราไม่เคารพเราก็จะมองข้ามปัจจุบันไป เพราะปัจจุบันเป็นฐานของอนาคต ความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาปนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

ความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาปจะเบรกเป็นเซฟตี้ จะหยุดความฟุ้งซ่านของเราทุกคน จะให้ใจยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ เราจะไปมองข้ามปัจจุบันไม่ได้ ปัจจุบันองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงไม่ให้เราตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทนั้นคือความผิดพลาดคือความเสียหาย คือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

การฝึกต้องเริ่มจากความรู้ความเข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย มีความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป ไม่มองข้ามปัจจุบัน ปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งน้ำ เหมือนสายน้ำที่น้ำมันไหลสู่ทะเลสู่มหาสมุทร น้ำไหลนั้นไม่ใช่น้ำหยด ถ้าน้ำหยดมันขาดขั้นขาดตอน มันไม่ใช่น้ำไหล ปัจจุบันสติสัมปชัญญะเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

พุทธบริษัทต้องรู้เข้าใจ สติสัมปชัญญะเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

สิ่งที่สำคัญที่สุดคืออะไร..? สิ่งที่สำคัญที่สุดคือสติคือสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนี้เป็นธรรมที่มีคุณมีอุปการะมาก

 

ปัจจุบันเราต้องมีความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป ต้องหยุดตัวเองให้ได้ เบรกตัวเองให้ได้ ต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพันในการประพฤติการปฏิบัติ

 

ให้พุทธบริษัทคิดดูในแง่มุมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

อย่างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะส่งพระอรหันต์ออกไปเผยแผ่ ท่านได้ตรัสถามพระอรหันต์ที่ไปเผยแผ่ว่า ไปในเมืองนั้นเค้าเป็นคนดุร้าย เธอจะทำอย่างไร

 

ในบรรดาพระสาวกทั้งหลาย พระปุณณะ มันตานีบุตร เป็นผู้หนึ่งที่มิได้โดดเด่นด้วยฤทธิ์ มิได้มีชื่อเสียงด้านวาทศิลป์ แต่กลับมีกำลังใจชนิดที่ยากจะมีผู้เสมอ คือกำลังใจที่จะ “ไปในที่ที่ไม่มีใครอยากไป”

 

พระปุณณะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ทูลขออนุญาตไปยังแคว้นสุนาปรันตะ ดินแดนที่ผู้คนขึ้นชื่อว่าหยาบ ดุ ดื้อ และรุนแรง เป็นถิ่นที่นักบวชแทบไม่มีใครกล้าไปเผยแผ่ธรรม

 

พระพุทธเจ้าทรงมิได้ห้ามในทันที แต่ตรัสถามอย่างสงบว่า “ปุณณะ หากชาวสุนาปรันตะด่าว่าเธอ จะทำอย่างไร” พระปุณณะทูลว่า “ข้าพระองค์จะคิดว่า อย่างน้อยเขายังไม่ทำร้าย”

 

พระพุทธเจ้าตรัสต่อว่า “ถ้าเขาทำร้ายเล่า” พระปุณณะทูลว่า “ข้าพระองค์จะคิดว่า อย่างน้อยเขายังไม่ฆ่า” แล้วพระพุทธเจ้าจึงตรัสถามอีกว่า “ถ้าเขาฆ่าเธอเล่า”

พระปุณณะกราบทูลด้วยใจมั่นคงว่า “ข้าพระองค์จะคิดว่า เป็นการตายที่ไม่ต้องแบกกายที่ยังเต็มด้วยกิเลส” เมื่อพระพุทธเจ้าทรงสดับแล้ว จึงตรัสสรรเสริญว่า “ดีแล้ว ปุณณะ เธอเป็นผู้สมควรไปสุนาปรันตะ”

 

ไม่ใช่เพราะพระปุณณะกล้าตาย แต่เพราะท่าน “ไม่เอาใจไปผูกกับการถูกกระทำ” ใจที่ไม่ผูกกับคำด่า การทำร้าย หรือความคาดหวัง จึงเป็นใจที่ไม่ถูกดึงเข้าสู่ความโกรธ

 

พระปุณณะออกเดินทาง ไปสู่ดินแดนที่ผู้คนหยาบกระด้าง แต่ท่านมิได้เอาธรรมไป “สั่ง” ท่านเอาธรรมไป “อยู่” อยู่ด้วยความไม่โกรธ ไม่หวั่น และไม่ตอบโต้ด้วยอัตตา

 

พระไตรปิฎกกล่าวว่า พระปุณณะสามารถแสดงธรรมจนมีผู้เลื่อมใสจำนวนมาก เกิดการบวช และเกิดการประพฤติธรรม ในถิ่นที่เคยมีแต่ความแข็งกระด้าง

 

ท่านมิได้เปลี่ยนผู้คนด้วยการโต้ แต่พาผู้คนเปลี่ยนด้วย “สภาพของใจ” ใจที่สงบ มั่นคง และไม่เป็นศัตรูกับใคร

 

ในเวลาต่อมา พระปุณณะได้ตั้งใจปฏิบัติธรรมอย่างลึกซึ้ง และบรรลุเป็นพระอรหันต์ เป็นผู้หลุดพ้นจากภพทั้งปวง

 

ชีวิตของพระปุณณะจึงเป็นพยานแห่งธรรมข้อหนึ่งว่า เมตตาไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือพลังใจที่ไม่ต้องอ่อนแอไปตามสิ่งแวดล้อม

 

พุทธบริษัททั้งหลายต้องพากันรู้เข้าใจ ธาตุขันธ์อายตนะภายนอกภายใน โลกธรรมเป็นหนทางในปัจจุบันในชีวิตประจำวันของเราที่จะต้องผ่าน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิ นี้คือปัญหาของเราทุกคน เพื่อมาเอาปัญหานั้นให้เป็นปัญญา ไม่ให้เอาปัญหานั้นเป็นนิติบุคคลตัวตน เราจะได้เข้าถึงคำว่าปัญญาชน ปัญญาชนนั้นหมายถึงปัญญาบริสุทธิคุณ ยกเลิกตัวตน

 

ความหิวความกระหายของธาตุของขันธ์ของอายตนะ มันกดดันบีบคั้นเราทุกคน

 

สัมมาสมาธิความตั้งใจมั่น สติสัมปชัญญะนั้นถึงมีคุณมีประโยชน์มาก

 

เราต้องอาศัยยาน อาศัยพระธรรมพระวินัยในการเดินทาง ต้องเอาเหมือนพระอรหันต์ขีณาสพ ต้องยกเลิกตัวตนเหมือนพระอรหันต์ขีณาสพอย่างนี้

 

พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นแสงสว่างในการเดินทาง

 

สัมมาสมาธิความตั้งใจมั่นชอบเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิที่เป็นปัญญาชน ที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

เราทุกคนจะไปใจอ่อนไม่ได้ ต้องรู้เข้าใจ เห็นภัยในความไม่ถูกต้อง

 

การประพฤติการปฏิบัตินี้ให้เรารู้เข้าใจ มันคือการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพานนะ ด่านที่เราจะไป ด่านที่เราจะผ่านนี้คือการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

เราต้องอยู่ในยาน นั่งอยู่ในยานอยู่บนยานในการเดินทาง เราอย่าไปทิ้งยาน เราอย่าไปทำร้ายดวงตาคือปัญญา ถ้าเราทำร้ายตาของเรา เราก็เดินทางไปไม่ได้

 

พระธรรมพระวินัยเป็นสิ่งที่เราจะรักหวงแหนยิ่งกว่าชีวิต

 

เราต้องรู้ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าเราเกิดมาทำไม คนไม่มีดวงตานั้นจะมีประโยชน์อะไร เพราะมันเดินทางไม่ได้

 

ผู้มีปัญญาสัมมาทิฏฐิต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ การฝึกใจนั้นเค้าต้องฝึกที่กาย เช่น ไม่ให้กายฆ่าสัตว์ ไม่ให้กายบริโภคสัตว์ ไม่ให้กายดื่มเหล้าดื่มเบียร์เล่นการพนัน ไม่ให้กายโกงกินคอร์รัปชั่น ให้พุทธบริษัททั้งหลายรู้เข้าใจ เพื่อจะได้เบรกตัวเอง เซฟตี้ตัวเอง

 

การฝึกอย่างนี้ถึงจะเข้าสู่กายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก ปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องเหมือนสายน้ำดั่งสายน้ำ

 

การประพฤติการปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทำอย่างนี้

 

ผู้ที่จะยกเลิกการเบียดเบียนก็ต้องไม่ฆ่าไม่ยินดีในการเห็นคนอื่นเค้าฆ่า ผู้ที่ยกเลิกความโลภอย่างนี้ก็ต้องเป็นผู้ให้เป็นผู้เสียสละ ดูตัวอย่างขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่เอาอะไร เป็นแต่ผู้ให้เป็นแต่ผู้เสียสละ

 

เราคิดดูดี ๆ ในแง่มุมของปัญญา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้กับสรีระร่างกายให้กับบรรทมให้การพักผ่อนของสรีระร่างกายวันละ ๔ ชั่วโมง เสียสละให้หมู่มวลมนุษย์เทพเทวามารพรหมสรรพสัตว์ทั้งหลายวันละ ๒๐ ชั่วโมง รวมกัน ๒๔ ชั่วโมง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือผู้ที่เสียสละเป็นที่หนึ่งของเรา

 

พุทธบริษัททั้งหลายต้องรู้เข้าใจ เราจะหยุดความโลภได้เราต้องเสียสละ ทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำความดีเพื่อความอยากความต้องการ ถ้าทำความดีเพื่อความอยากความต้องการยังเป็นนิติบุคคลตัวตน ยังเป็นขั้วบวกขั้วลบ ยังมีได้มีเสีย มันเป็นการลงทุน ไม่ใช่บริสุทธิคุณ

 

อย่างเราทุกคนรู้ว่าสูบบุหรี่นี้ไม่ได้ ดื่มเหล้าดื่มเบียร์เล่นการพนันไม่ดี เราก็ต้องอาศัยเหตุอาศัยปัจจัยอาศัยความวิเวก ด้วยการฝึกที่กาย เพราะกายนั้นเป็นของหยาบ ของที่มองไม่เห็น ไม่ให้กายมันทำ ไม่ให้กายประพฤติ ไม่ให้กายปฏิบัติ นี้แหละคือการฝึกใจ เรามองเห็นในแง่มุมว่าทำไมพวกติดเหล้าติดเบียร์ติดการพนันนี้มันถึงแก้ไขไม่ได้ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงอาศัยอะเสวะนาจะพาลานัง ปัณฑิตานัญจะเสวะนา

 

พุทธบริษัททั้งหลายต้องพากันรู้เข้าใจ พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นกัลยาณมิตร เราต้องอาศัยพระธรรมพระวินัย ความเคารพในพระธรรมพระวินัยถึงจะอาศัยพระธรรมพระวินัยได้ ถ้าเราไม่เคารพในพระธรรมพระวินัยเราจะอาศัยพระธรรมพระวินัยได้อย่างไร

 

ที่ชาวบ้านเค้าติดยาเสพติด หมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านก็รู้กันหมดว่าลูกใครหลานใคร รู้กันหมดทั้งบ้าน แต่ไม่มีใครบอกตำรวจ บอกไปแล้วมันก็ไม่ได้ผลไม่เห็นผล เสียค่าปรับเปล่า ๆ เพราะจับไปแล้วก็ไปเสียค่าทำความผิด แล้วส่งไปที่โรงพยาบาล โรงพยาบาลเค้าก็ให้ยาไปรักษาไปกินเอง พอกลับไปบ้านก็ไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมเก่า ๆ เดิม ๆ มันก็ทำไม่ได้ปฏิบัติไม่ได้ เพราะไม่มีการปฏิบัติไม่มีการบำบัดที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ นั้นมันแก้ปัญหาไม่ได้

 

เราจะแก้ปัญหาได้เราต้องเข้าสู่ภาคบำบัด ปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ใช้เวลาติดต่อต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า ๑ เดือน พวกที่เหล้าติดบุหรี่ติดการพนันถึงจะหยุดได้ ความรู้ถึงเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

คนเราน่ะ ตัวเองเป็นผู้รู้ตัวเองเป็นผู้ปฏิบัติ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ ไม่เห็นภัยในวัฏฏสงสารยากที่จะประพฤติยากที่จะปฏิบัติได้ ความเคารพนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะความเคารพมันคือความหยุดคือความสงบ ถ้าเรามีความเคารพมันก็มีความสงบ การปฏิบัตินั้นต้องให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

อย่างประเทศไทยเรานี้ เรื่องโกงกินคอร์รัปชั่นอยู่ในระดับเสียหาย อยู่ในระดับพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง.

 

พุทธบริษัททั้งหลายคิดว่าจะแก้ที่ไหนล่ะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าต้องแก้ที่เราเอง อย่างพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านก็แก้ที่พระพุทธเจ้า กว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าท่านใช้เวลาหลายล้านชาติหลายล้านปี มีความสุขในการทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญาหลายล้านชาติหลายล้านปีต้องแก้ที่ตัวของเราเอง

 

เราไปแก้ที่คนอื่นไปแก้สิ่งภายนอกมันคือปลายเหตุมันแก้ไม่ได้ เราไปตัดยอดมัน ตัดยอดมันก็ยิ่งแตกกิ่งแตกแขนงเยอะแยะมากมายเต็มไปหมด มันแก้ปัญหาไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติว่าปัญหานี้ต้องแก้ที่เราเอง

 

อย่างเราเป็นพ่อเป็นแม่เป็นผู้นำครอบครัว เราต้องแก้ที่เรา ไม่ต้องไปแก้ที่ลูกที่หลานเดี๋ยวมันจะบานปลายไปเรื่อยบานไปใหญ่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ความรู้ต้องเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ มีความสุขมาก ๆ มีความสุขอย่างยิ่ง

 

หลักการของการประพฤติการปฏิบัติ วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานกับการปฏิบัติ ๒ อย่างนี้ให้มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ความสุขนั้นอยู่ที่ปัจจุบัน เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติสติสัมปชัญญะมันก็จะมาเอง ความสงบก็จะมาเอง การประพฤติการปฏิบัตินั้นจะเป็นออกซิเจนไปในตัว จะเป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูล ถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจปัญหา ความเป็นพระนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านนับเอาตั้งแต่พระโสดาบันถึงพระอรหันต์ เราเป็นนักบวชเราก็เป็นพระได้ เราเป็นข้าราชการนักการเมืองพ่อค้าประชาชนเกษตรกรก็เป็นพระได้ เพราะพระนั้นคือผู้รู้ผู้เข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติทุกคนก็เป็นพระได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้จักพระอย่างนี้

 

พระคือผู้ที่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความสุขในการทำงานมีความสุขในการทำหน้าที่ ยกเลิกตัวตนเค้าเรียกว่าพระธรรมพระวินัย มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่

 

พุทธบริษัทต้องพากันคิดดูดี ๆ เราจะไปเอาตั้งแต่วัตถุนั้นไม่ได้ เราต้องเอาใจไปพร้อม ๆ กัน

 

วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงานภายนอก มาเน้นเรื่องจิตเรื่องใจ ไปให้ทานรักษาศีลเจริญสมาธิภาวนาถือเนกขัมมะฟังธรรมอยู่ที่วัด

 

คำว่าวัดนี้หมายถึงข้อวัตรข้อปฏิบัติที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน ถ้ายังเอาตัวเอาตนอยู่ก็ไม่ใช่วัด เพราะไม่มีข้อวัตรข้อปฏิบัติ เค้าจะสร้างบ้านสร้างเมืองเค้ามีเครื่องวัด วัดระยะสั้นระยะยาวระยะสูงระยะต่ำวัดความหนักวัดความเบา เพราะพระธรรมพระวินัยที่เป็นภายนอกทั้งกายวาจากิริยามารยาทเป็นเครื่องวัด เป็นเครื่องวัดที่ยกเลิกตัวตน วัด มอก. ว่ายังมีตัวมีตนอยู่มั๊ย เป็นบริสุทธิคุณมั๊ย คำว่าวัดมีความหมายอย่างนี้

 

ถึงแม้เราจะอยู่ที่บ้านอยู่ที่ทำงาน เราเอาวัตถุกับใจไปพร้อม ๆ กันเราก็มีข้อวัตรมีข้อปฏิบัติ วัดถึงมีอยู่กับเราตลอดกาลตลอดเวลาที่มีลมปราณ เรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติมีความสุขกับการทำข้อวัตรอย่างนี้ เราก็จะเป็นคนที่มีข้อวัตรข้อปฏิบัติ เราไปวัดที่ภิกษุอย่างนี้ เราก็ไปเพื่อให้ทานเพื่อเสียสละ แต่พระที่แท้จริงอยู่ที่เราที่รู้เข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่

 

การประพฤติการปฏิบัติเพื่อเอาธรรมนำชีวิต เอาธรรมนูญนำชีวิต เราทุกคนก็จะมีความสุข ครอบครัวของเราก็จะมีความสุข ความสุขกับความสงบมันคืออันเดียวกัน มันเป็นความพอเพียงเพียงพอ เหมือนคติธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดช ท่านตรัสว่าเราต้องเอาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ เราจะเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เรายกเลิกตัวตนเราจะเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เราอยากได้มากมันก็ไม่มากมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม เราอยากได้น้อยมันก็ไม่น้อยมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม เราต้องรู้จักความพอเพียงเพียงพอ ความสงบความเคารพให้เรารู้จักให้เราเข้าใจ ครอบครัวเราจะมีความสุข ความสุขความอบอุ่น

 

เราพากันคิดดูดี ๆ บ้านเราต้องติดแอร์ให้อากาศมันเย็นเวลาร้อน เวลาหนาวก็ติดมิเตอร์ความอุ่นความพอดีเพื่อเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เราต้องเข้าใจอย่างนี้

 

ผู้ใหญ่ทั้งหลายพ่อแม่ทั้งหลาย อย่าพากันไปแก้ที่ลูกที่หลาย ต้องแก้ที่ตัวเรานี้แหละ เราอย่าไปมองข้ามปัจจุบัน เพื่อจะได้เป็นความสงบอบอุ่นอยู่ที่บ้าน ลูกหลานเค้าจะได้มีความสงบอบอุ่น

 

พุทธบริษัททั้งหลายต้องรู้เข้าใจ เราไม่รู้เข้าใจ ระเบิดตัวเองยังไม่พอ ระเบิดลูกระเบิดหลานเค้าเรียกว่าเป็นหัวใจติดระเบิด ติด M16 ติดอเวจี ระเบิดทั้งตัวเองระเบิดทั้งคนอื่น เรียกว่าระเบิดก็แล้วกัน กายวาจากิริยามารยาทอาชีพติดระเบิดหมด

 

ต้องรู้เข้าใจ ตัวตนนั้นแหละมันคือสงคราม ตัวตนมันคือความไม่สงบ ตัวตนค่าครองชีพมันก็แพง เพราะว่าเป็นสงคราม

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้พุทธบริษัทรู้เข้าใจปัญหา จะได้เอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาปัญญามามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ทุกท่านทุกคนต้องรู้เข้าใจ จะได้มีความสุขในการทำหน้าที่ จะได้ทำความดีเพื่อความดี จะไม่ได้ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี

 

โครงสร้างของมนุษย์ พ่อแม่เป็นพระประจำบ้านประจำครอบครัว เราต้องรู้เข้าใจ พระอะไรระเบิดทั้งตัวเองระเบิดทั้งคนอื่น แย่เลย ต้องรู้ต้องเข้าใจ ลูกหลานเค้าก็ไม่อยากเข้าใกล้ เพราะไม่มีความเย็น ไม่มีความสงบอบอุ่น เราเอาพุทธะนำชีวิต ยกเลิกอวิชชา ยกเลิกความผิด

 

การประพฤติการปฏิบัติของเราให้รู้เข้าใจ เพราะมันเป็นรายรับรายจ่ายทั้งกายวาจากิริยามารยาทรวมลงที่ใจคือรายรับรายจ่าย ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราตั้งอยู่ในความไม่ประมาท

 

ดั่งปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสปัจฉิมโอวาทให้เราทั้งหลายรู้เข้าใจ ไม่เอาความประมาทนำชีวิต เพราะปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เราต้องทำความดีเพื่อความดี อย่างเราทำความงานเพื่องานมันก็เป็นพระนิพพาน เพราะเป็นความดีเพื่อความดี อย่างเราพากันนั่งสมาธิก็เพื่อสมาธิ อย่างเราหายใจเข้าสบายอย่างนี้มันก็เป็นพระนิพพานแล้ว หายใจออกสบายมันก็เป็นพระนิพพานแล้ว เมื่อเรามีความอยากความต้องการอยากให้มันสงบมันก็ต้องเป็นนรกทันที เพราะเรามีความอยากความต้องการ ให้พุทธบริษัทมองด้วยสติด้วยปัญญาอย่างนี้

 

ความสมดุล ธนาคารแห่งชีวิตของเราจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอเข้าถึงความพอดี เราจะได้ทำงานเพื่องาน

 

ระลึกถึงปัจฉิมโอวาทไว้เสมอ ดังปัจฉิมโอวาทที่ท่านตรัสไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอาทิตย์ที่ ๑๕ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

Visitors: 112,071