๑๙ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ ๑๙ เดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย เพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความสงบด้วยความเคารพ

 

เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจในเรื่องเหตุในเรื่องปัจจัย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย อดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนี้เป็นการประพฤติเป็นการปฏิบัติของเรา เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย

 

เราต้องเอาความรู้ความเข้าใจนำชีวิต มีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติ เรามาทำความดีเพื่อความดี องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราทำความดีเพื่อความอยากความต้องการ ความอยากความต้องการนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ มันเป็นความปรุงแต่ง ความปรุงแต่งนั้นคือความไม่สงบ

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ จะได้ทำความดีเพื่อความดี มีความสุขในการทำความดี เพราะนี้เป็นเหตุเป็นปัจจัย เราจะได้ก้าวไปด้วยความดีเพื่อความดี เราทำความดีเพื่อความดีก็จะเป็นออกซิเจน เรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เราทุกคนก็จะมีสติมีสัมปชัญญะ

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิที่รู้เหตุรู้ปัจจัย ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท

 

เราทุกคนจะประมาทไม่ได้ เพราะความประมาทคือความผิดพลาด คือความเสียหาย มันจะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ อย่าพากันตั้งอยู่ในความประมาท เราต้องผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ ไป อยู่ที่ปัจจุบัน สิ่งต่าง ๆ นั้นเป็นโจทย์ เป็นข้อสอบ เราต้องตอบด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิเราต้องรู้เราต้องเข้าใจ ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ โลกธรรม เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าเราต้องผ่านสิ่งเหล่านี้ไป

 

เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติว่าต้องผ่านสิ่งเหล่านี้ไป

 

เราทำความดีเพื่อความดีเพื่อผ่านสิ่งเหล่านี้ไป เราทำความดีเพื่อความดี ความปรุงแต่งนั้นก็ย่อมไม่มี

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราจับหลักอย่างนี้ รู้จักหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ ถ้าเราทำความดีเพื่อความดี ความเครียดนั้นจะไม่มี ความเครียดกับความทุกข์นั้นคืออันเดียวกัน

 

เราทำความดีเพื่อความดีนั้นไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ความเครียดก็ย่อมไม่มี ความทุกข์ย่อมไม่มี

 

อริยมรรคมีองค์แปด เป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่มีความปรุงแต่ง ไม่มีขั้วบวก ไม่มีขั้วลบ ไม่มีได้ไม่มีเสีย ไม่มีเจริญไม่มีเสื่อม

 

สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ถึงอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้พุทธบริษัทเข้าใจ จงพากันทำความดีเพื่อความดี ความเครียดของผู้นั้นจะไม่มี

 

ความอยากความไม่อยากนั้นมันเป็นความปรุงแต่ง

 

พุทธบริษัทต้องรู้ต้องเข้าใจ จงทำงานเพื่องาน การประพฤติการปฏิบัตินี้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐินั้นจะเป็นพระนิพพานชั่วขณะ ๆ ไป จะเป็นความดีเป็นบารมีเบื้องต้นท่ามกลางถึงที่สุด เราทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี ความเครียดมันต้องมีเป็นเงาตามตัว ความทุกข์ก็ย่อมมีเป็นเงาตามตัว เพราะมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ เป็นความสำเร็จรูปไปในตัว

 

พุทธบริษัทต้องพากันรู้พากันเข้าใจ จงพากันทำความดีเพื่อความดี ใจของเราทุก ๆ คน ทุกคนรู้ใจของตัวเราเอง เราปกปิดคนอื่นได้ ไม่ให้คนอื่นรู้ไม่ให้คนอื่นเข้าใจว่าเราตรึกนึกคิดอะไร แต่เราปกปิดตัวของเราเองนั้นไม่ได้

 

ผู้รู้ผู้ปฏิบัติ ผู้รู้ผู้เข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเน้นที่บริสุทธิคุณ เพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน เพราะตัวตนนั้นมีแต่ทุกข์ได้เกิดขึ้น มีแต่ทุกข์ตั้งอยู่ มีแต่ทุกข์ดับไป ทุกข์เกิดมาใหม่อีกก็คือความทุกข์ ทุกข์นั้นเป็นความปรุงแต่ง เป็นขั้วบวกขั้วลบ เป็นความเสื่อมความเจริญ เป็นความได้ความเสีย ความมีความเป็น

 

เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ มาทำความดีเพื่อความดี เพื่อให้ความดีนั้นติดต่อต่อเนื่องเหมือนสายน้ำ สายน้ำที่มันไหลสู่ห้วยสู่ทะเลสู่มหาสมุทร น้ำไหลนั้นไม่ใช่น้ำหยด น้ำไหลคือน้ำไหลไม่ใช่น้ำหยด น้ำหยดนั้นหยดทีละหยด ๆ ขาดขั้นขั้นขาดไม่ได้เป็นสายน้ำ การประพฤติการปฏิบัติของเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราประพฤติปฏิบัติเหมือนดั่งสายน้ำ การประพฤติการปฏิบัติปฏิปทาต้องติดต่อต่อเนื่อง การทำอะไรต้องติดต่อต่อเนื่องอย่างน้อย ๓ อาทิตย์ขึ้นไปถึงจะได้ผลเห็นผล ทั้งฝ่ายวัตถุและจิตใจ ๓ อาทิตย์ขึ้นไปถึงจะเห็นผล

 

การทำความดีเพื่อความดีต้องติดต่อต่อเนื่อง การอบรมบ่มอินทรีย์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราประพฤติท่านให้เราปฏิบัติอย่างนี้ เพื่อให้ความดีและปัญญาได้ติดต่อต่อเนื่อง

 

เราพากันไปปฏิบัติดู เราทำความดีเพื่อความดี มันจะไม่มีความเครียด ถ้าทำความดีเพื่ออยากเป็นคนดีเพื่อเป็นคนดีความเครียดจะเกิดขึ้นทันที

 

คำว่าอยู่ก็คือความไม่ปรุงแต่ง คำว่าหยุดนั้นก็คือความไม่ปรุงแต่ง เรามายกเลิกก็คือความไม่ปรุงแต่ง

 

การฝึกการปฏิบัติใจเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลง ต้องอาศัยกายวาจากิริยามารยาทอาชีพเป็นเครื่องฝึก เพราะเหตุว่า ใจนั้นเป็นนามธรรม ต้องอาศัยกายเป็นเครื่องฝึก ปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องเหมือนสายน้ำ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงต้องประพฤติปฏิบัติอย่างนั้น

 

ความเคารพในพระธรรมในพระวินัยที่เป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพื่อความเคารพนั้นจะเป็นความสงบ ความสงบนั้นต้องมาจากความเคารพ

 

ใจของเราต้องเคารพในพระธรรมในพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ เพราะเหตุผลว่าพระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ ผู้ประพฤติปฏิบัติถึงต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน ยกเลิกสัญชาตญาณ

 

ใจของเราเป็นสิ่งที่ละเอียดจึงได้มีพระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางหลักการของการประพฤติการปฏิบัติไว้แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ เพื่อเป็นธรรมวินัยสำเร็จรูป เป็นหลักการของการประพฤติของการปฏิบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เข้าใจ เราจะทิ้งพระธรรมพระวินัยข้อวัตรข้อปฏิบัตินั้นไม่ได้ เพราะทุกอย่างนั้นขึ้นอยู่ที่เหตุขึ้นอยู่ที่ปัจจัย เราจะเดินทางไกลเราก็ต้องอาศัยยานในการเดินทาง อย่างเราเดินทางทางกาย ทางบกเราก็ต้องอาศัยรถยนต์อย่างดี ทางอากาศก็ต้องอาศัยเครื่องบินอย่างดี ทางทะเลทางมหาสมุทรก็ต้องอาศัยเรือยนต์ขนาดใหญ่อย่างดีเพื่อเดินทางไกลให้ปลอดภัยสู่สวัสดิภาพด้วยความสันติ

 

พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่นั่นแหละคือยานสำหรับเดินทาง

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนถึงต้องเคารพในพระธรรมในพระวินัย ที่ท่านพระอานนท์ได้ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานแล้ว จะให้พุทธบริษัทเคารพนับถือใคร จะเอาใครแทนพระศาสนาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับท่านพระอานนท์ว่า

 

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;

มีธรรมเป็นประทีป มีธรรม เป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่น เป็นสรณะ เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล

 

ความเคารพคารวะในพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง

 

พุทธบริษัทต้องรู้ต้องเข้าใจ เพราะความเคารพนั้นจะเป็นความสงบ ถ้าเราไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงเราก็จะไม่มีความสงบ

 

ท่านหลวงปู่ชา ตรัสกับพระภิกษุสามเณรว่า การประพฤติการปฏิบัติเราต้องเคารพ ถ้าเราไม่มีความเคารพเราก็ไม่มีความสงบ ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม ถ้าเราไม่มีความเคารพความสงบนั้นก็ย่อมไม่มี เพราะความสงบจะมีได้ก็เกิดจากความเคารพ ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายถึงไปตรึกนึกคิด ไปปรุงไปแต่งในเรื่องกามเรื่องพยาบาทนั้นไม่ได้ เราต้องเคารพในพระธรรมพระวินัย ข้อวัตรข้อปฏิบัติ เพื่อหยุดขั้วบวกขั้วลบ หยุดความปรุงแต่ง ความเคารพนั้นถึงจะเกิดมีกับความสงบได้

 

หลวงปู่ชา ได้พูดให้รู้เข้าใจ เราไปกล้าคิดกล้าปรุงแต่ง เราไปตรึกในกามในพยาบาทนั้นมันคือความเสียหาย เราต้องรู้เข้าใจ ท่านบอกให้พระเณรเข้าใจ บาปน้อยบาปใหญ่นั้นก็คือบาป ความโลภความโกรธความหลงนั้นคือบาป เราต้องละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป หวาดสะดุ้งต่อบาป การฆ่าหมดฆ่าปลวกตัวน้อย ๆ กับการไปฆ่าช้างม้าวัวควายนั้นก็คือบาปเช่นเดียวกัน ความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาปเป็นสิ่งที่สำคัญ ใจของเราต้องรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติจะไปตรึกในกามจะไปตรึกในพยาบาทไม่ได้

 

ท่านหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ท่านได้ตรัสว่า เราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐินะ ความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาปนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เราอย่าพากันหลง อย่าพากันเพลิดเพลิน อย่าพากันตั้งอยู่ในความประมาท การติดกระดุมแรกมันผิด กระดุมต่อไปก็ย่อมผิด

 

ความไม่ละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาปมันคือการย้อนศรองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ในพระธรรมพระวินัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงไม่ให้มีจิตใจไปหมกมุ่นอยู่ในกาม ไปจมอยู่ในกาม ไปหมกมุ่นอยู่ในพยาบาท ไปจมอยู่ในพยาบาท

 

ภิกษุต้องอาศัยธรรมะ พระวินัยข้อวัตรกิจวัตรเป็นกัลยาณมิตร ไม่ใช่เอาตัวเอาตนเป็นกัลยาณมิตร อย่าไปเอากามเอาพยาบาทเป็นกัลยาณมิตร พุทธบริษัทต้องรู้ต้องเข้าใจ เพราะการติดกระดุมลูกแรกผิด ลูกต่อไปนั้นก็ย่อมผิด

 

ด้วยเหตุนี้ในพระธรรมพระวินัยถึงไม่ให้เกี่ยวข้องกับพระอลัชชี คือผู้ไม่ละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป ไม่รักษาวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้พระภิกษุไปอยู่ร่วม ฉันร่วม นอนร่วม ไปคลุกคลี ภิกษุนั้นนั้นก็ต้องอาบัติ

 

เพราะเหตุผลว่า พระอลัชชีรูปเดียวจะทำให้พระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบร้อยรูปเปลี่ยนเป็นพระอลัชชีไปด้วย เปรียบเสมือนไวรัสต่าง ๆ เช่น โควิด19 หรือเหมือนโรค HIV นี้เป็นต้น

 

ปกติน้ำมันไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป จะเป็นเบรกเป็นเซฟตี้ จะเป็นเขื่อน เพื่อเอาไปใช้ประโยชน์ในหน้าแล้ง

 

ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติธรรม ต้องเป็นผู้ละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป ให้ถือเอาพระธรรมเอาพระวินัยนั้นเป็นตัวแทนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความเคารพนั้นถึงจะเกิดความสงบ

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราจะมองข้ามปัจจุบันนั้นไปไม่ได้ เราต้องมีความเคารพถึงมีความสงบ เราจะไปตรึกในกามนั้นไม่ได้ เราจะไปตรึกในพยาบาทนั้นไม่ได้ ถึงใจของเราไม่มีใครรู้ แต่ตัวของเราก็เป็นผู้รู้ ถ้าเราไม่มีความละอายต่อบาปไม่มีความเกรงกลัวต่อบาป การดำเนินชีวิตของเราก็ย่อมพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

พุทธบริษัทต้องรู้เข้าใจในการประพฤติในการปฏิบัติ เราจะได้ทำความดีเพื่อความดี จะได้ไม่ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรปฏิบัติ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพัน เราต้องตายก่อนตาย ตายจากตัวจากตน ให้เข้าใจปัญหา ให้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ ปัญหานี้แหละคือปัญญา ปัญญานี้เราต้องมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ความสุขในการทำความดีเพื่อความดี

 

ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ เพราะอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันถึงเป็นวาระสำคัญ ปัจจุบันเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

เราทำความดีเพื่อความดี ความทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มี เราทำความดีเพื่อความดีจะเป็นพระนิพพานไปเป็นชั่วขณะ ๆ ผ่านมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ พรหมสมบัติ จนกว่าปฏิปทาจะสมบูรณ์เป็นพระนิพพานที่ถาวร

 

เราพากันนอนพักผ่อนจำวัด วันละ ๖ ชั่วโมง นอนจำวัด ๓ ทุ่ม ตื่นตี ๓ เราต้องบังคับตัวเองคอนโทรลตัวเอง ให้นน ๓ ทุ่ม ตื่นตี ๓ เวลาตื่นอยู่นี้เป็นเวลา ๑๘ ชั่วโมง ๑๘ ชั่วโมงนี้ทำความดีเพื่อความดี อยู่กับพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยคือพระนิพพานบ้านของเรา คำว่าอยู่นี้ก็คือไม่ได้ไป เราต้องมีพระนิพานพระวินัย ข้อวัตรข้อปฏิบัติเป็นเครื่องอยู่ อยู่ที่ปัจจุบันนั้นแหละ พากันอบรมบ่มอินทรีย์ เอาความดีและปัญญาก้าวไปอย่างนี้

 

ผู้ที่มาบวชระยะสั้นก็พากันประพฤติปฏิบัติอย่างนี้ มีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้องอย่างนี้ เวลาลาสิกขาบทก็จะได้เอาความรู้ความเข้าใจไปประพฤติไปฏิบัติ เอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เพราะความเป็นพระนั้นอยู่ที่เรารู้เข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ความเป็นพระนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านนับเอาตั้งแต่พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอานาคา มีพระอรหันต์ ความเป็นพระน่ะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านนับเอาอย่างนั้น ท่านไม่ได้ว่าผู้ที่มาบวชนั้นเป็นพระ ผู้ทีมาบวชนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเรียกว่าภิกขุ ภิกขุคือผู้รู้เข้าใจเห็นภัยในวัฏฏสงสารมีความละอายต่อบาปมีความเกรงกลัวต่อบาป ติดกระดุมลูกแรกให้มันถูกต้อง กระดุมต่อไปถึงจะถูกต้อง

 

ภิกขุแปลว่าผู้ขอ มีความเป็นอยู่จากการบิณฑบาตภิกขาจาร


ฉันอาหารวันหนึ่งเพียงหนเดียว ไม่ฉันอาหารเพล ผู้ที่ฉันอาหารเพลคือผู้ที่ป่วยที่อาพาธ ผู้ป่วยผู้อาพาธตอนบ่ายฉันน้ำปานะได้ ผู้ไม่ป่วยไม่อาพาธฉันน้ำปานะไม่ได้ ทุกวันนี้ป่วยอาพาธกันทั้งนั้นฉันอาหารเพลกันทั้งประเทศ ฉันน้ำปานะกันทั้งประเทศ

 

ผู้ที่บวชมา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เก็บอะไรไว้ ไม่รับเงินไม่รับทองไม่รับอะไรเก็บไว้ เก็บไว้ก็ดีให้ผู้อื่นเก็บไว้ก็ดี ถ้าเราปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก็เป็นธนาคารแห่งความดีอยู่แล้ว เพราะผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบใครเค้าก็อยากมากราบมาไหว้มาเทคแคร์ ไม่ต้องเก็บอะไรไว้

 

ผู้มาประพฤติปฏิบัติต้องเข้มแข็ง ฉันอาหารวันหนึ่งเพียงหนเดียว อาหารทั้งหมด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านพาประพฤติปฏิบัติให้เอาลงในบาตรหมด ยกเว้นน้ำ น้ำไม่ต้องเอาลง อย่างอื่นต้องเอาลงหมด

 

ฉันในบาตร ไม่ให้ฉันในภาชนะอื่น ๆ ไม่เอาของฉันนั้นวางไว้ในฝาบาตร ให้ฉันเฉพาะเอาใส่ในบาตร ให้จิตใจเข้มแข็งอย่าใจอ่อน ใจอ่อนนั้นไม่ได้ ถ้าใจอ่อนจะกลายเป็นพระฉันนอกบาตร ฉันโต๊ะจีนโต๊ะแขกโต๊ะฝรั่งโต๊ะไทยโต๊ะเขมรโต๊ะเกาหลี

 

เรามาบวชมาปฏิบัติ สมัยใหม่นี้ก็อาหารอุดมสมบูรณ์ รับประเคนแล้วก็ให้พระตักเอาเอง ต้องตักเอาให้พอดี อาหารนั้นเป็นสังฆทานเป็นส่วนรวม ให้เฉลี่ยกันทั่วถึง รู้จักของมากของน้อย ตักเอาอาหารให้เพียงพอ ไม่มากเกินไม่น้อยเกิน เดินตักอาหารนั้นก็อย่าให้ช้าให้เร็ว ถ้าเราเกินมันก็จะไปดันหลังเค้า ถ้าช้าเกินมันก็จะไปขวางเค้า ต้องรู้จักให้พอดี ๆ ด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ อาหารนั้นมันมีมาก ทุกคนน่ะงงกันไปหมด ไม่รู้จะเอาอะไรดี

 

พระกรรมฐานสมัยโบราณอาหารน้อย อาหารไม่เพียงพอ ต้องแจกอาหาร มีภัตตุเทศน์แจกอาหาร เพื่อเฉลี่ยอาหารให้ทั่วถึงกัน เมื่ออาหารมันมีเยอะ เค้าใช้วิธีประเคนทางหัวหน้าประเคนทางประธานแล้วใช้โต๊ะเลื่อนส่งเลื่อนมา แต่ทำอย่างนี้เหมาะสำหรับมีพระภิกษุสามเณรน้อยรูป ถ้ามีพระมากกว่า ๑๐ รูป ขึ้นไป ประเคนแล้วให้พระตักนี้ใช้เวลาเร็วดีกว่า อาหารเราตักเองนั้นก็ย่อมเหลือเป็นเดนน้อยกว่า

 

พระเก่าพระใหม่พากันรู้เข้าใจนะ ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านฉันในบาตร ไม่ได้ฉันนอกบาตร ต้องเอาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นหลัก เราจะยกเลิกตัวยกเลิกตนต้องเอาพระธรรมพระวินัย เอาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นหลัก เพราะเหตุผลว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นท่านเคารพในพระธรรมพระวินัย ท่านยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

เรามาบวชมาปฏิบัติเราต้องพากันมายกเลิกตัวยกเลิกตน มาเคารพในพระธรรมพระวินัยเราถึงจะสงบ ความเคารพคารวะถึงเป็นธรรมะที่สำคัญ

 

ใจของเราต้องว่างจากตัวจากตน ไม่ให้ธาตุไม่ให้ขันธ์ไม่ให้อายตนะไม่ให้โลกธรรมครอบงำจิตใจของเรา เน้นที่ใจ ปฏิบัติให้ปฏิปทามันติดต่อต่อเนื่อง เวลาเราลาสิกขาบทไป เราจะได้เอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

เราทำความดีเพื่อความดีนั้นแหละมันเป็นความสุข ไม่มีความทุกข์ ไม่มีความปรุงแต่ง ไม่มีขั้วบวกขั้วลบ มันเป็นทั้งความสงบทั้งปัญญา ยกเลิกความไม่มีทุกข์ ยกเลิกอบายมุขอบายภูมิ มันมีความสุขมาก ๆ มีความสุขจริง ๆ

 

ผู้ที่บวชตลอดชีวิตก็ยิ่งพิจารณาปฏิปทาที่ยกเลิกอัตตาตัวตนยิ่ง ๆ ขึ้นไปติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ อย่าไปคิดว่าทำอย่างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นใครจะทำได้ปฏิบัติได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ ถ้าปฏิบัติไม่ได้ก็อย่าพากันมาบวช เพราะการมาบวชนี้เราใช้ทรัพยากรของประชาชนของมหาชนเขา มาใช้ของฟรีทั้งหมด บ้านไม่ได้เช่า ข้าวไม่ได้ซื้อ ของบริโภคใช้สอยต่าง ๆ ฟรีหมด เจ็บไข้ไม่สบายไปโรงพยาบาลก็ฟรีหมด

 

อาชีพที่ดีที่สุดที่ยกเลิกตัวตนที่ดีที่สุดเป็นอาชีพของนักบวช ผู้ที่มาบวชต้องยกเลิกตัวตน อย่าพากันมาฉันของฟรี ใช้ของฟรี รักษาพยาบาลฟรี ยานพาหนะฟรี

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ ถ้าปฏิบัติไม่ได้ทำไม่ได้ก็อย่าพากันมาบวช ไม่มีพระก็อย่าให้มีโจร ให้มันเจ๊ากันไป

 

พระพุทธศาสนานี้เป็นบริสุทธิคุณ เบื้องต้น ท่ามกลาง ถึงที่สุด มันเป็นการทำความดีเพื่อความดี การมาบวชนั้นถึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ให้กุลบุตรลูกหลานพากันรู้เข้าใจ

 

ความทุกข์นั้นย่อมไม่มี เรารู้เข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ พระธรรมพระวินัยนั้นถึงเป็นคุณเป็นประโยชน์ต่อพุทธบริษัททุกหมู่เหล่าที่เป็นความดีและปัญญา ที่จะต้องเป็นปฏิปทาติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ให้เราพากันประมาท ปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

ดั่งปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านตรัสปัจฉิมโอวาทไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ ๑๙ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

 

 

 

 

Visitors: 112,071