๒๓ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ ๒๓ เดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย พากันนั่งให้มีความสุข ความสุขกับความสงบนี้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าเรามีความสุขเราก็มีความสงบ ถ้าเรามีความสงบเราก็มีความสุข เรามีความสุขในการทำหน้าที่  

 

ความสุขที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เกิดจากการประพฤติเกิดจากการปฏิบัติ

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ต้องพากันตั้งใจ เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นต้องเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย

 

ความสุขนั้นจะเป็นออกซิเจน จะเป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูล ปล่อยวางคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป

 

เราพากันนั่งให้สบาย เพื่อจะได้ฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นบริสุทธิคุณ เป็นธรรมะที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน ให้เราทุกคนเข้าถึงความบริสุทธิคุณ ยกเลิกขั้วบวกขั้วลบ ไม่ให้มีขั้วบวกไม่ให้มีขั้วลบ ยกเลิกความปรุงแต่ง เพื่อให้เข้าถึงความพอดี ความพอเพียงเพียงพอ เป็นความพอดี ไม่มากไม่น้อย ความสงบจะเกิดขึ้นได้จากเหตุเกิดจากปัจจัย เกิดจากพระธรรมพระวินัย ที่จะเป็นเหตุเป็นปัจจัย

 

พระธรรมพระวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงเป็นบริสุทธิคุณ เป็นการทำความดีเพื่อความดี การทำความดีเพื่อความดีนั้นไม่มีขั้วบวกขั้วลบ ไม่มีการปรุงแต่ง ยกเลิกความอยากความต้องการ

 

พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นยานสำหรับการเดินทาง เราจะเดินทางก็ต้องอาศัยยาน ได้แก่พระธรรม ได้แก่พระวินัย

 

เพราะเหตุผลว่า เพราะทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย ความเคารพความคารวะในพระธรรมพระวินัย เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เข้าสู่ภาคประพฤติภาคปฏิบัติ

 

ความเคารพกับความสงบนั้นจึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เมื่อเรามีความเคารพก็มีความสงบ

 

ใจของเราทุกคนนั้นเป็นนามธรรม คนอื่นเค้าไม่รู้ไม่เข้าใจว่าใจของเราตรึกนึกคิดอะไร มีแต่เราคนเดียวเป็นผู้รู้ผู้เข้าใจ เราปกปิดคนอื่นนั้นเราปกปิดได้ แต่ปกปิดใจของเรานั้นไม่ได้ ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราเคารพในพระธรรมในพระวินัย เพราะพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นสาเหตุให้เกิดมีการประพฤติ เกิดมีการปฏิบัติ

 

ความรู้ความเข้าใจนี้เรียกว่ารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์

 

พระอรหันต์ขีณาสพทุก ๆ รูปทุก ๆ พระองค์คือท่านผู้รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เป็นผู้รู้กรรม รู้เรื่องกฎแห่งกรรม รู้เรื่องผลของกรรม

 

ความรู้ความเข้าใจอย่างนี้เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ไม่ใช่ความจำ ถ้าความจำนั้นไม่กี่วันไม่กี่ปีไม่กี่เดือน ความจำนั้นก็จะหลงลืม เพราะยังไม่ใช่ความรู้ความเข้าใจ มันเป็นเพียงสัญญาขันธ์ สัญญาขันธ์นั้นตั้งอยู่ในพระไตรลักษณ์ ตั้งอยู่ในความไม่เที่ยงไม่แน่ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติพากันตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพราะเหตุผลว่า ความประมาทคือความผิดพลาดคือความเสียหาย มันเป็นการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย เพราะความไม่ถูกต้องนั้นย่อมพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ความรู้ความเข้าใจเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ผู้นั้นรู้เข้าใจ เห็นภัยในความไม่ถูกต้อง เห็นภัยในวัฏฏสงสาร มีความเกรงกลัวต่อบาปละอายต่อบาป เป็นผู้ไม่ตรึกในกามไม่ตรึกในพยาบาท ไม่หมกมุ่นในกาม ไม่หมกมุ่นในพยาบาท

 

ทุก ๆ ท่าน ทุก ๆ คนต้องพากันเข้าใจของเรื่องเหตุของเรื่องปัจจัย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เป็นกรรมเป็นกฎแห่งกรรมเป็นผลของกรรม ไม่มีใครจะเหนือกรรม เหนือกฎแห่งกรรม

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติเข้าใจ ไม่มีใครอยู่เหนือกรรม เหนือกฎแห่งกรรม ต้องได้รับผลของกรรมแน่นอน กรรมใครใครก่อ คนนั้นต้องได้รับผลของกรรม

 

ใจของเราทุกคนเป็นนามธรรม การประพฤติการปฏิบัติใจ พุทธบริษัทต้องรู้เข้าใจ ต้องปฏิบัติที่กาย ที่วาจา ที่กิริยามารยาท ปฏิบัติที่อาชีพ

 

การประพฤติการปฏิบัติต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ต้องปฏิบัติที่กายวาจากิริยามารยาทปฏิบัติที่อาชีพ ภาชนะที่จะใช้งานได้นั้นต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้ ภาชนะที่คว่ำนั้นใช้ไม่ได้ ภาชนะที่ล้มนั้นใช้ไม่ได้ ภาชนะที่ใช้ได้คือภาชนะที่ตั้งไว้

 

ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องตั้งใจตั้งเจตนา ไม่ลูบคลำในปฏิปทาในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ ต้องพากันตั้งใจตั้งเจตนา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ การปฏิบัติใจนั้นต้องปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทที่อาชีพ ด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิอย่างนี้ ยกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่น ความยึดมั่นถือมั่นเป็นนิติบุคคลตัวตน นี้เรียกว่าสัญชาตญาณ ที่เราเอาธาตุเอาขันธ์เอาอายตนะมาเป็นเรา นี้มันคือสัญชาตญาณที่เรามีความยึดมั่นถือมั่นในตัวในตน

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงอาศัยพระธรรมอาศัยพระวินัย เพื่อมาปฏิบัติที่กายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เพื่อมายกเลิกตัวยกเลิกตน

 

ด้วยเหตุผลนี้ทุกท่านทุกคนต้องมายกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่น ความรู้ความเข้าใจนี้จะเป็นสาเหตุเป็นปัจจัยให้เราทั้งหลายว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ใจของเราจะได้ว่างจากธาตุจากขันธ์จากอายตนะ ใจของเราจะว่างจากสิ่งที่มีอยู่

 

ว่างด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ ว่างด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

มีการเปรียบเทียบเทียบเคียงให้เกิดปัญญา เรามีตาถึงมีรูป เรามีหูถึงมีเสียง เรามีจมูกถึงมีกลิ่น เรามีลิ้นถึงมีรส เรามีกายถึงมีสัมผัส เรามีใจถึงมีความรู้สึกนึกคิด เพราะสิ่งภายในมี สิ่งภายนอกถึงมี ปัญญาสัมมาทิฏฐิมีความเห็นอย่างนี้ มีความเข้าใจได้อย่างนี้ จะได้รู้วัฏจักรของการเวียนว่ายตายเกิดเพื่อจะได้หยุดสัญชาตญาณ

 

เราทุกท่านทุกคนต้องรู้เข้าใจ จะได้คืนอธิปไตยด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้จักปัญหา ปัญหาเราทุกคนต้องยกเลิกสัญชาตญาณ ยกเลิกตัวยกเลิกตน คืนอธิปไตยให้กับธรรมชาติ ไม่เข้าไปปรุงไปแต่ง เคารพในอธิปไตย ไม่เข้าไปปรุงไปแต่ง

 

ความเคารพ ความลงใจวางใจ หรือการปล่อยวาง จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดความสงบ ความสงบจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่ความสงบจากสิ่งที่ไม่มี

 

ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เป็นสิ่งที่มีอยู่

 

พระนิพพานถึงเป็นความว่างจากความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่ความว่างจากสิ่งที่ไม่มีอยู่ ความว่างจากสิ่งที่ไม่มีอยู่นั้นจะมีประโยชน์อะไร คนตายจะมีประโยชน์อะไร คนไม่มีตาไม่มีหูไม่มีจมูกไม่มีลิ้นไม่มีกายไม่มีใจมันจะมีประโยชน์อะไร

 

สัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นปัญญาชน เราเอาตัวเอาตนเป็นที่ตั้งถือว่าไม่ใช่ปัญญาชน ถือว่าเป็นผู้ยังไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้เหตุเกิดทุกข์ ไม่รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์

 

ปัญญาชนคือผู้รู้ผู้เข้าใจในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์

 

ปัญญาชนคือผู้ที่รู้เข้าใจ รู้เข้าใจแล้วเข้าสู่ภาคประพฤติภาคปฏิบัติ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เพราะความสุขกับความสงบนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน

 

ความสุขที่เกิดจากปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความสุขเกิดจากการประพฤติการปฏิบัติ ความสุขนั้นจะมีแต่คุณ มีแต่ประโยชน์ ความสุขที่เกิดจากปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความสุขที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจ ไม่เอาธาตุไม่เอาขันธ์ไม่เอาอายตนะมาเป็นตัวเรา เป็นผู้รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เป็นผู้รู้ผู้เข้าใจในปัญหา เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส

 

ปัญญาชนผู้รู้ผู้เข้าใจจะไม่กลัวปัญหา เพราะเข้าใจปัญหานั้นว่า ปัญหานั้นแหละคือปัญญา เพื่อจะได้เข้าถึงคำว่าปัญญาชน ปัญญาที่ยกเลิกความไม่ถูกต้อง เอาความถูกต้องนำชีวิต เป็นการพัฒนาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน

 

วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงาน เป็นวันปฏิบัติธรรม ๒ อย่างปฏิบัติไปพร้อม ๆ กัน เพื่อพัฒนาวัตถุอาศัยหลักวิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนาใจไปพร้อม ๆ กันเพื่อไม่ให้หลงในวัตถุในวิทยาศาสตร์ สิ่งเหล่านี้จะเป็นคุณเป็นประโยชน์ สิ่งเหล่านี้จะเรียกว่าความสุขที่มีแต่คุณ เรียกว่ากามคุณ เป็นการเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงธรรมถึงปัจจุบันธรรม ยกเลิกตัวตน

 

พระนิพพานนั้นจึงอยู่ที่มีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้อง อยู่ที่ปัจจุบัน รู้เข้าใจมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ความสุขนั้นก็จะเป็นพระนิพพานไปเป็นชั่วขณะ ๆ เป็นพระนิพพานชั่วคราว

 

การประพฤติการปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราประพฤติปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ที่น้ำมันไหลจากฝนที่มันตกจากฟ้าไหลลงสู่ลำห้วยสู่แม่น้ำสู่ทะเลสู่มหาสมุทร น้ำไหลนั้นไหลติดต่อต่อเนื่องไม่ใช่น้ำหยด น้ำหยดนั้นมันหยดทีละหยดทีละหยด ไม่ติดต่อต่อเนื่อง

 

ความรู้ความเข้าใจเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อให้ปฏิปทาติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ตามหลักเหตุผล ตามหลักวิทยาศาสตร์ ตามหลักจิตใจ การทำอะไรที่ติดต่อต่อเนื่อง ใช้เวลา ๓ อาทิตย์ขึ้นไป ผลวิจัยออกมาว่าสิ่งเหล่านั้นจะเห็นผลแน่นอน

 

ความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่อง

 

มีคำถามว่า ปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องกันเราจะไม่มีความเครียดเหรอ..?

ความเครียดจะไม่มีถ้าเรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ จะเป็นความสุขระดับมนุษย์ ระดับเทวดา ระดับพรหม หรือระดับพระอริยเจ้า ความทุกข์ความเครียดนั้นจะไม่มี จะมีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ไม่ใช่น้ำหยด

 

ทุกท่านทุกคนต้องเข้าใจ การที่เรายกเลิกความไม่ถูกต้องมันก็ถูกต้อง เรายกเลิกความทุกข์มันก็มีความสุข เรายกเลิกความไม่ปรุงแต่งมันก็สงบ ความสงบกับความเคารพเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นขบวนการกระแสมรรคผลนิพพาน

 

ท่านผู้รู้ผู้แก่เรียนทั้งหลายต้องพากันรู้พากันเข้าใจ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราจะไปแสวงหาสิ่งที่เป็นไปไม่ได้มันจะเกิดความเสียหาย มันจะเกิดจากการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

เราแสวงหาสิ่งที่ไม่มี องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านใหเรายินดีในสิ่งที่มีอยู่ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงมองข้ามปัจจุบันนั้นไปไม่ได้

 

เราต้องมีฉันทะมีความพอใจ ยินดีในสิ่งที่มีอยู่ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดช ท่านตรัสไว้ดีมากเป็นอมตะมาก ทุกท่านทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ เราได้ยินดีในสิ่งที่มีอยู่ เพราะความปรุงแต่งนั้นมันคือความไม่สงบ มันคือสงคราม มันคือนักรบ มันคือการแสวงหาสิ่งที่ไม่มีอยู่ สิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้

 

เราต้องเคารพ ความเคารพนั้นคือความสงบ คือความไม่ปรุงแต่ง ให้ท่านผู้ฟังการบรรยายพากันรู้เข้าใจ ความปรุงแต่งนี้มันเป็นขั้วบวกขั้วลบ ความปรุงแต่งนั้นมันเป็นการลิดรอนแสวงหาจากสิ่งที่ไม่มี เราต้องรู้ต้องเข้าใจต้องยินดีในสิ่งที่มีอยู่ เพราะของมันมีเท่านี้ เราอยากให้มันมากกว่านี้มันก็ไม่มาก เราอยากให้มันน้อยกว่านี้มันก็ไม่น้อย ความปรุงแต่ง ความดิ้นรนกระวนกระวาย คือความไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้เหตุเกิดทุกข์ ไม่รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ จะไปแสวงหาในสิ่งที่ไม่มี

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้รู้เข้าใจ ให้ยินดีในสิ่งที่มีอยู่ จะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงความเต็ม ๆ ๆ จะได้เอาปัญหามาเป็นปัญญา

 

ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพราก เป็นธรรมเป็นสภาวธรรม เป็นข้อสอบเป็นโจทย์ ให้เรารู้จัก ให้เรารู้ให้เข้าใจ เราต้องเคารพในความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพราก

 

เราจะหนีกรรมหนีกฎแห่งกรรมหนีผลของกรรมไปไม่ได้ เราต้องเคารพในกรรม ในกฎแห่งกรรม ในผลของกรรม เพราะอันนี้มันเป็นปลายเหตุแล้ว

 

เราไม่อยากให้แก่ให้เจ็บให้ตายให้พลัดพรากนั้นเป็นไปไม่ได้ เป็นการแสวงหาสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ใจของเราทุกคนต้องมีสติมีปัญญา

 

ความเคารพความสงบ ความเห็นถูกต้องเข้าใจถูกต้อง เป็นการวางใจ ไม่ดิ้นรนไม่กระวนกระวาย ไม่กระสับกระส่าย ความเคารพถึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดความสงบ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจเรื่องกรรมเก่า กรรมเก่าที่มันเป็นผลวิบาก ที่เป็นธาตุเป็นขันธ์เป็นอายตนะ นี้เป็นกรรมเก่า เราจะหยุดกรรมเก่าได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่มันเป็นวงกลม เป็น cycle of life ที่มันหมุนรอบเป็นวงกลม

 

ให้เรามารู้กรรมใหม่ กรรมใหม่นี้อาศัยผัสสะ ผัสสะภายในนี้คือกรรมเก่า สัมผัสภายนอกนี้คือกรรมใหม่

 

ด้วยเหตุผลนี้ ปัญญาสัมมาทิฏฐิที่เป็นปัญญาชนนี้ ที่เป็นปัจจุบันนี้ ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติ เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็มาอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ปัจจุบันเราต้องรู้เข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อให้กรรมเก่าจบลง กรรมใหม่ไม่ต้องไปสร้าง เป็นความสมดุลของชีวิต การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นธนาคารแห่งชีวิต เป็นรายรับรายจ่ายเป็นธนาคารแห่งชีวิต

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เอาปัจจุบันนั้นเป็นวาระสำคัญของการประพฤติการปฏิบัติ ตำแหน่งที่เรายืนเดินนั่งนอนมีอยู่ตำแหน่งเดียวคือปัจจุบัน

 

ให้ผู้ปฏิบัติรู้เข้าใจ ปัจจุบันนั้นถึงเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน มีเพียงตำแหน่งเดียวอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนั้นถึงเป็นวาระสำคัญ ให้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติเข้าใจ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านให้เราทุกคนตั้งอยู่ในความไม่ประมาท

 

ความดีและปัญญาต้องรวมกันเป็นหนึ่งอยู่ที่ปัจจุบัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจอย่างนี้

 

เราต้องมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ เพราะความสุขกับความสงบนั้นมันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความสุขกับความสงบนั้นจะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ถ้าเรามีความสุขมีความสงบแล้ว นิวรณ์ทั้ง ๕ นั้นย่อมเกิดไม่ได้ อคติทั้ง ๔ นั้นย่อมเกิดไม่ได้ เพราะเหตุผลว่าตำแหน่งนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว นี้เป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ

 

อย่างเราเรียนหนังสือ เรารู้เราเข้าใจว่าทุกอย่างคือเหตุคือปัจจัย เรามีความสุขในการเรียนการศึกษาอย่างนี้ การเรียนการศึกษานั้นก็จะเป็นพระนิพพาน เป็นการทำความดีเพื่อความดี เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ไม่ใช่การทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี การทำความดีเพื่อความดีนั้นไม่มีความปรุงแต่ง การทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดีนั้นมีความปรุงแต่ง

 

การทำงานก็เช่นเดียวกัน การทำงานเพื่องาน มีความสุขกับการทำงานนี้ไม่มีความปรุงแต่ง ไม่มีขั้วบวกขั้วลบ ไม่มีได้ไม่มีเสีย ไม่มีเจริญไม่มีเสื่อม เป็นความดีเพื่อความดี การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ก็จะเป็นพระนิพพาน

 

อย่างเราทำสมาธิ อย่างที่เรานั่งอยู่อย่างนี้เราก็นั่งให้สบาย นั่งให้สบายมันก็สบายอยู่แล้ว ถ้าเรามีความอยากเมื่อไหร่มันก็เป็นความปรุงแต่ง ความปรุงแต่งมันเป็นความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป เป็นความทุกข์ทั้งนั้น

 

อย่างเราหายใจเข้าสบายมันก็สบายอยู่แล้ว ได้ออกซิเจน มันสบายอยู่แล้ว อย่างเราหายใจออกสบายเอาของเสียเอาของปฏิกูลออกไปเอาคาร์บอนไดออกไซด์มันก็สบายอยู่แล้ว

 

ผู้ประพฤติปฏิบัติต้องรู้เข้าใจ การทำความดีเพื่อความดีนั้นมันจะเป็นพระนิพพาน การทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดีนั้นมันเป็นความปรุงแต่ง มันเป็นขั้วบวกขั้วลบ มันเป็นความไม่สงบมันเป็นสงคราม มันเป็นความไม่เพียงพอพอเพียง มันมีความขาดตกบกพร่องอยู่ตลอดกาลตลอดเวลา

 

การประพฤติการปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้ทุกท่านทุกคนตั้งใจตั้งเจตนาในการประพฤติการปฏิบัติ ให้มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะความสุขนั้นจะไม่มีความเครียด ความสุขนั้นจะเป็นความสุข ความสุขนั้นจะเป็นพระนิพพาน ความสุขนั้นจะเป็นธรรมนูญ

 

ธรรมนูญมีความหมายที่ยกเลิกตัวยกเลิกตนนะ ถ้าทำความดีเพื่อตัวเพื่อตนนั้นไม่ใช่ธรรมนูญ ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ

 

ประชาธิปไตยที่เอาเสียงข้างมากยังเป็นนิติบุคคลตัวตนนะ ไม่ใช่ธรรมนูญ ไม่ใช่รัฐธรรมนูญนะ สังคมนิยม นิยมชมชอบเอาตัวตนนำนี้ไม่ใช่ธรรมนูญ นี้มันเป็นตัวเป็นตน มันเป็นการไปแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ มันยังเป็นขั้วบวกขั้วลบ มันยังเป็นสงครามอยู่ มันยังไม่ใช่บริสุทธิคุณ มันยังไม่ใช่ปัญญาชน มันเป็นปัญญาวุ่นวาย

 

อย่างเรานั่งสมาธินี้นะ เรามีความสุขในการหายใจเข้าอย่างนี้มันก็ได้ออกซิเจน หายใจออกสบายเอาของเสียออกไปเอาของปฏิกูลออกไป นี้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นการเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เข้าใจ เป็นผู้มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ความทุกข์นั้นย่อมไม่มี ความเครียดนั้นย่อมไม่มี

 

ความรู้ความเข้าใจนี้จะเป็นทานศีลสมาธิภาวนาไปโดยธรรมชาติ มนุษย์เราทั้งหลายต้องพากันเข้าใจ เพื่อจะได้เอาธรรมนูญนำชีวิต มีความสุขในการทำหน้าที่ พัฒนาทั้งวัตถุ พัฒนาทั้งใจไปพร้อม ๆ กัน หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

ให้หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายพากันเข้าใจแล้วมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ถึงจะไม่สร้างปัญหาให้กับตัวเอง ไม่สร้างปัญหาให้กับคนอื่น

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนมาประพฤติมาปฏิบัติที่ตัวของเราเอง เราจะได้ทำหน้าที่ที่ต้นเหตุ เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นคือเหตุคือปัจจัย เราไปแก้ปลายเหตุนั้นมันแก้ไม่ได้ เพราะมันเป็นปลายเหตุ มันไม่ใช่ต้นเหตุ

 

เราต้องพากันรู้เข้าใจ จะได้ประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นเน้นอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องมีความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ

 

มนุษย์เราต้องมีความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ เพื่อให้สมาธิและปัญญาได้ก้าวไปพร้อม ๆ กัน สมาธิกับปัญญานี้ต้องเสมอกัน ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ เสมอกันอย่างนี้ ผู้มีความสงบมาก ๆ ต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อปัญญากับสมาธิจะได้เสมอกันไป เพื่อจะได้เข้าถึงทางสายกลาง เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ

 

ปัญญาของเราต้องรวดเร็วว่องไว สมาธิของเราต้องมีความตั้งมั่นอย่างแข็งแรง เพื่อเอาปัญญากับสมาธิมาใช้มาทำงานให้มีศักยภาพทั้งปัญญาและสมาธิ ความสงบกับความเคารพนี้ต้องรวดเร็วว่องไว เพื่อเราทุกคนจะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ เพื่อให้ปฏิปทานั้นติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ อย่าให้เหมือนน้ำหยด

 

เรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ความเครียดนั้นจะไม่มี ถ้าเราไปติดในความสุขความสบาย ปฏิปทาเราก็จะเหมือนน้ำหยด ไม่ได้เหมือนน้ำไหล ความเครียดนั้นก็ย่อมมี ความดีและปัญญานั้นต้องสม่ำเสมอ ความสงบและปัญญานั้นต้องควบคู่กันไปอย่างสม่ำเสมอ เป็นดั่งสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เราทุกคนถ้ายกเลิกตัวตน ท่านผู้นั้นก็จะเป็นทั้งคนเก่งคนดี เป็นทั้งคนดีเป็นทั้งคนเก่ง เพราะบุคคลตัวตนยกเลิกนิติบุคคลตัวตน เพราะธรรมทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย

 

ทุกท่านทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ อาศัยพระธรรมพระวินัยที่เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ที่พึ่งของเรานั้นคือพระนิพพาน พระนิพพานนั้นคือพระธรรมคือพระวินัย เป็นความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ จะเป็นพระนิพพานไปเป็นชั่วขณะ ๆ เหมือนน้ำไหล จนกว่าจะเป็นพระนิพพานที่สมบูรณ์

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิความตั้งใจมั่นชอบ เอาพระธรรมเอาพระวินัยนำชีวิต ดวงตาภายนอกสำหรับเดินทาง ดวงตาทางปัญญานั้นได้แก่พระธรรมพระวินัย ถ้าเราทิ้งพระธรรมพระวินัยนั่นคือเราทิ้งดวงตา

 

ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติถึงตั้งอยู่ในความประมาทไปไม่ได้ ถ้าเราประมาท จะมีการผิดพลาด จะเป็นการเสียหาย จะเป็นการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. ของเมืองไทยประเทศไทย ต้องว่าประเทศไทยเพราะเป็นประเทศไทย

 

พระนิพพานคือบ้านของเรา ส่วนใหญ่เราไม่รู้ไม่เข้าใจ เราพากันไปแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ต้นเหตุนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะธรรมทั้งหลายทั้งปวงนั้นอยู่ที่เหตุอยู่ที่ปัจจัย กรรมนั้นอยู่ที่เหตุอยู่ที่ปัจจัย

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกท่านทุกคนต้องมาประพฤติปฏิบัติที่เรา มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ

 

พระนิพพานนั้นถึงมีอยู่กับเราที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันนั้นเป็นพื้นเป็นฐาน เป็นเหตุเป็นปัจจัย เป็นความดีและปัญญาเบื้องต้น ท่ามกลาง สูงสุด เป็นพระนิพพานไปเป็นชั่วขณะ ๆ ความทุกข์นั้นก็จะไม่มี ความเครียดนั้นก็จะไม่มี โรคไบโพล่าที่อารมณ์เหวี่ยงไปเหวี่ยงมานั้นก็จะไม่มี โรคซึมเศร้าที่เป็นความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป ความทุกข์ใหม่เกิดขึ้นอย่างนี้ ความทุกข์นั้นก็จะไม่มี เพราะเรารู้เข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

พุทธบริษัทต้องรู้พากันรู้พากันเข้าใจ เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นคือกรรม คือกฎแห่งกรรม คือผลของกรรม

 

เราทุกท่านทุกคนพากันมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

วันหนึ่งคืนหนึ่งเราพากันนอนพากันพักผ่อนวันละ ๘ ชั่วโมง สำหรับประชาชนผู้ไม่ได้บวช เวลาตื่นอยู่นี้ เป็นเวลาที่มีความสุขในการทำหน้าที่ เพราะความสุขนั้นมันไม่มีความทุกข์อยู่แล้ว มันไม่มีความเครียดอยู่แล้ว ต้องหยุดสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่น ไม่เอาความปรุงแต่งนำชีวิต สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ก็จะจบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิอย่างนี้

 

วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงานข้าราชการรัฐวิสาหกิจ พัฒนาจิตพัฒนาใจ เพื่อให้ปฏิปทามันติดต่อต่อเนื่องกันเป็นเวลา ๔๘ ชั่วโมง เพื่อพัฒนาจิตใจ เพราะว่าสรีระร่างกายของเราตั้งอยู่บนรากฐานของพระไตรลักษณ์ ชีวิตของเราตั้งอยู่ได้ส่วนใหญ่ก็ไม่เกินร้อยปี ร้อยกว่าปี ถ้าเรามีความสุขในการทำหน้าที่ อาจจะอายุมากกว่าร้อยปี

 

การปฏิบัติใจการพัฒนาใจนั้นต้องปฏิบัติที่กายที่วาจากิริยามารยาทที่อาชีพ ปัจจุบันนี้เป็นวาระสำคัญของการประพฤติการปฏิบัติ ความเคารพเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ จะได้เอาธรรมนูญนำชีวิต เป็นพระนิพพานที่เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นการประพฤติการปฏิบัติ

 

การบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นบริสุทธิคุณในเช้าของวันอาทิตย์ที่ ๒๒ เดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ ก็เห็นสมควรแก่เวลา ขอสมมติหยุดการบรรยายพระธรรมเทศนาไว้เพียงเท่านี้

เอวังก็มีด้วยประการละฉะนี้

 

------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันจันทร์ที่ ๒๓ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

Visitors: 112,069