๒๕ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันพุธที่ ๒๕ เดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
เรามาบวชมาประพฤติมาปฏิบัติธรรมเป็นสมณะ มายกเลิกตัวยกเลิกตน เอาพระธรรมพระวินัยเป็นธรรมนูญนำการประพฤตินำการปฏิบัติ
ยกเลิกตัวเรา ยกเลิกคนอื่น ไม่มีเราไม่มีคนอื่น เอาพระธรรมเอาพระวินัยนำชีวิต
พระธรรมพระวินัยเป็นยานสำหรับเดินทาง พระธรรมพระวินัยจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย
เมื่อเราเอาพระธรรมเอาพระวินัย ชีวิตของเราก็ย่อมก้าวไปตามเหตุตามปัจจัย
การประพฤติการปฏิบัตินั้น ปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน
ปัจจุบันเราทุกคนต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นถูกต้อง มีความเข้าใจถูกต้อง เพื่อเอาพระธรรมเอาพระวินัยนำชีวิต มีความสุขกับการประพฤติกับการปฏิบัติ ความสุขกับความสงบนั้นคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าเรามีความสุขความสงบก็ย่อมมี
ความสุขที่เกิดจากปัญญาสัมมาทิฏฐิ เอาพระธรรมเอาพระวินัยนำชีวิต มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ความสุขนั้นก็จะเป็นพระนิพพานไปชั่วขณะ ๆ เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นการเสียสละซึ่งทิฏฐิมานะ อัตตาตัวตน เอาพระธรรมเอาพระวินัยนำชีวิต เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ทำความดีเพื่อความอยากความต้องการที่จะเป็นคนดี การทำความดีเพื่อต้องการเป็นคนดีมันคือขั้วบวกขั้วลบ มันเป็นความปรุงแต่ง มันมีได้มีเสีย มีเจริญมีเสื่อม
ปัญญาสัมมาทิฏฐิเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นการทำความดีเพื่อความดี
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ใจผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติก็จะสัมผัสกับพระนิพพานได้ด้วยตัวของเราเอง
พระนิพพานนั้นอยู่ที่เรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิ อยู่ที่เรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติจะสัมผัสได้ด้วยใจของผู้นั้นเอง
เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติใจของเราก็จะสัมผัสกับพระนิพพานไปชั่วขณะ ๆ
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงไม่ให้เราตั้งอยู่ในความประมาท เพราะปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ปัจจุบันนี้ให้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติเข้าใจ ปัจจุบันนี้เป็นการชิงแชมป์ระหว่างพระนิพพานกับวัฏฏสงสาร
การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องให้ปฏิปทามันติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติต้องติดต่อต่อเนื่อง ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพราะความประมาทนั้นคือความผิดพลาดคือการเสียหาย มันเป็นการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
ธรรมะนั้นคือหน้าที่ หน้าที่นั้นคือธรรมะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจอย่างนี้
เราทุกคนต้องมาเน้นการประพฤติการปฏิบัติที่ตัวของเราเอง เราพากันอาศัยพระธรรมพระวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อาศัยสถานที่เพื่อทำข้อวัตรข้อปฏิบัติ เพื่อให้ปฏิปทาของเราติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
เราพากันมายกเลิกตัวยกเลิกตน เราทุกคนต้องพากันมายกเลิกตัวยกเลิกตน เอาพระธรรมพระวินัยเป็นข้อวัตรข้อปฏิบัติ เพื่อเป็นธรรมนูญแห่งชีวิต
การประพฤติการปฏิบัติของเราต้องเน้นที่ใจของเราทุกคน เน้นความบริสุทธิคุณที่ใช้ของเราทุกคน ใจเราทุกคนนั้นเป็นนามธรรม การประพฤติการปฏิบัติใจนั้นต้องปฏิบัติที่กายที่วาจากิริยามารยาทปฏิบัติที่อาชีพ เน้นที่จิตใจที่บริสุทธิ์ที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน ต้องเน้นที่ใจ ใจของเราทุกคนไม่มีใครรู้ไม่มีใครเข้าใจว่าเราคิดอะไรปรุงแต่งอะไร แต่เราทุกคนรู้ใจของตนเอง
ด้วยเหตุผลนี้ การประพฤติการปฏิบัติของเราถึงเน้นที่จิตใจ เพื่อที่จะยกเลิกตัวยกเลิกตน
การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องเน้นที่ใจของเราทุก ๆ คน พระธรรมพระวินัยเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เรายกเลิกตัวตน การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงมีการประพฤติการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เพื่อไม่ให้การประพฤติการปฏิบัติเป็นเหมือนหยดน้ำ
การประพฤติการปฏิบัติถ้าไม่มีการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจะไม่ได้ผลไม่เห็นผล การทำอะไรต้องให้ติดต่อต่อเนื่อง ๓ อาทิตย์ขึ้นไป ทั้งทางรูปธรรมนามธรรมถึงจะได้ผลเห็นผล
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่ให้เราตั้งอยู่ในความประมาท การปฏิบัติของเราจะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงจะได้ผลเห็นผล
เราทุกท่านทุกคนอาศัยพระธรรมพระวินัย ข้อวัตรข้อปฏิบัติเป็นกัลยาณมิตร ความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ ปริยัตินี้ต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ปฏิบัตินี้ต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ตัวผู้รู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนั้นถึงเป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติของการปฏิบัติ
ปัจจุบันเป็นจุดยืนนั่งนอนกินดื่มพูดกิริยามารยาทอาชีพเป็นปัจจุบัน ปัจจุบันนั้นมีตำแหน่งเดียว การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นการชิงแชมป์ระหว่างพระนิพพานกับวัฏฏสงสาร
เรามาบวชมาปฏิบัติธรรม เรามายกเลิกตัวยกเลิกตน มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ไม่ให้ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรปฏิบัติ ยกเลิกเรื่องอดีตหมด ไม่มีปริโพธในเรื่องอดีตเรื่องอนาคต มีความสุขในการทำหน้าที่ในการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน
ทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำความดีเพื่อความอยากความต้องการ เป็นพระนิพพานไปในปัจจุบัน เป็นพระนิพพานไปชั่วขณะ ๆ การประพฤติการปฏิบัติจึงเปรียบเสมือนสายน้ำที่น้ำมันไหล ไม่ขาดวรรคขาดตอน
เราพากันมาเอาพระธรรมพระวินัย ข้อวัตรกิจวัตร เอามาใช้มาปฏิบัติ เพราะปัจจุบันนี้เป็นวาระสำคัญ ปัจจุบันเป็นการชิงแชมป์ระหว่างพระนิพพานกับวัฏฏสงสาร
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ทุกคนนั้นทำได้ปฏิบัติได้ คนที่ทำไม่ได้ปฏิบัติไม่ได้นั้นคือคนที่ตายไปแล้ว คนที่ตายไปแล้วทำไม่ได้ปฏิบัติไม่ได้เพราะได้ตายไปแล้ว
คนที่ทำไม่ได้ปฏิบัติไม่ได้นั้นคือคนบ้า เพราะคนนั้นเป็นบ้า สมองมันเสีย คนบ้านั้นประพฤติปฏิบัติไม่ได้ เพราะคนนั้นเป็นคนบ้า
ผู้ที่มีความยึดมั่นถือมั่น เอาตัวเอาตนนำชีวิต ถือตัวตนเป็นใหญ่ ถือตัวตนเป็นที่ตั้ง บุคคลที่เอาตัวตนเป็นใหญ่ เอาตัวตนเป็นที่ตั้ง บุคคลเช่นนั้นก็ประพฤติปฏิบัติไม่ได้
เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราได้รับทรัพยากรที่ประเสริฐที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ อายุขัยของเราที่เกิดมาเป็นมนุษย์ ปฏิบัติทางสายกลางเอาทั้งใจเอาทั้งวัตถุเป็นธรรมนูญนำชีวิตอยู่ได้ร่วม ๆ ร้อยปี
ด้วยเหตุนี้ เราพากันมาเข้าใจว่าเราเกิดมาเพื่อมาทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา ถือเอาปัจจุบันเป็นวาระสำคัญของการประพฤติของการปฏิบัติ
ปัจจุบันเราต้องรู้ต้องเข้าใจ ปัจจุบันเราต้องประพฤติต้องปฏิบัติ ความรู้ต้องคู่กับการประพฤติต้องคู่กับการปฏิบัติเพื่อให้ความรู้คู่กับการคนที่ทำไม่ได้ปฏิบัติไม่ได้นั้นคือนั้นติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ถ้าความรู้ไม่คู่กับการคนที่ทำไม่ได้ปฏิบัติไม่ได้นั้นคือเราจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนั้นไปไม่ได้ ความรู้ต้องคู่กับการคนที่ทำไม่ได้ปฏิบัติไม่ได้นั้นคือเพื่อหยุดสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวในตน
ผู้ที่มีความรู้ ผู้นั้นต้องมีการประพฤติการปฏิบัติ เรามีความสุขเราก็ต้องเสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละก็จะไม่เป็นสติไม่เป็นสัมปชัญญะ ถ้าเราไม่เสียสละมันก็เป็นนิติบุคคล เป็นตัวเป็นตน เป็นความยึดมั่นถือมั่น เป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ มันจะก้าวต่อไปไม่ได้
ผู้ที่มีความสุขมีความสงบก็ต้องเสียสละ เพื่อปฏิปทาจะได้ก้าวติดต่อต่อเนื่องไปอย่างสายน้ำ
ความสงบและปัญญาต้องเดินทางไปพร้อมกันไปเสมอกัน ถึงจะไม่เป็นนิติบุคคลตัวตน ถึงจะเป็นบริสุทธิคุณ
การให้ทานนั้นถึงจะเป็นบริสุทธิคุณ การรักษาศีลนั้นถึงจะเป็นบริสุทธิคุณ การทำสมาธินั้นถึงจะเป็นบริสุทธิคุณ การเจริญปัญญานั้นถึงจะเป็นบริสุทธิคุณ บริสุทธิคุณนั้นจะเป็นพระธรรมเป็นพระวินัย เป็นการทำความดีเพื่อความดี
เราทุกคนต้องพากันมาเสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละนั้น ทานศีลสมาธิภาวนาที่เกิดจากความไม่รู้ไม่เข้าใจ ทานศีลสมาธิภาวนานั้นจะเกิดเป็นนิติบุคคลตัวตน
ตัวตนนั้นไม่ใช่ทางสายกลาง ตัวตนนั้นเป็นขั้วบวกขั้วลบ ตัวตนนั้นเป็นความปรุงแต่ง ตัวตนนั้นมีได้มีเสีย มีเจริญมีเสื่อม
ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องพากันรู้เข้าจ มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพื่อจะได้ให้ทานศีลสมาธิภาวนาเข้าถึงความเป็นบริสุทธิคุณ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถ้าเราไม่เข้าใจ ไม่มีปัญญาสัมมาทิกฐิ การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นมันก็ไม่ถูกต้อง
การประพฤติการปฏิบัติที่เรามีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อ งมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ การดำเนินชีวิตของเรานั้นจะไม่มีความทุกข์ จะไม่มีใครเครียด เพราะเราทำความดีความเครียดนั้นจะไม่มี
มีผู้ไม่เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ คิดว่าการประพฤติการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องมันจะไม่เกิดความเครียดเหรอ
ความรู้ความเข้าใจเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ความเครียดนั้นจะไม่มี
ความสุขนั้นเกิดจากความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ความเครียดนั้นจะไม่มีเลย เพราะเป็นการทำความดีเพือความดี ครียดจะไม่มี ประพฤติการปฏิบัติมันไม่ได้เป็นขั้วบวกขั้วลบ เป็นความสงบ เป็นความพอเพียงเพียงพอ เป็นความพอดี ไม่มากไม่น้อย เพราะเป็นการทำความดีเพื่อความดี ความเครียดนั้นจะไม่มี
ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติที่ทำความดีเพื่อความดี ใจของผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติจะสัมผัสกับนิพพานเอง การประพฤติการปฏิบัติที่มีความเห็นถูกต้อง มีความเข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้องความเครียดนั้นจะไม่มี
หนทางที่เราจะต้องผ่าน ที่เกิดจากปัญญาสัมมาทิฏฐิ เราก็ต้องผ่านมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ พรหมสมบัติ เข้าถึงพระนิพพานสมบัติ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ความเครียดจะไม่มี เพราะความสุขที่เกิดจากปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความสุขที่ทำความดีเพื่อความดี ความเครียดนั้นจะไม่มี
อย่างเราเรียนหนังสือ เรารู้เข้าใจว่าตัวตนนั้นไม่อยากเสียสละ รู้ว่าตัวตนนั้นคือความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป ความทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมา ผู้เรียนหนังสือรู้เข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ การเรียนหนังสือนั้นก็จะเป็นพระนิพพาน
การทำงานก็เช่นเดียวกัน เราทุกคนมีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ไม่มีใครอยากจะทำงาน เรารู้สัญชาตญาณที่มันเป็นนิติบุคคลตัวตน เราทุกคนก็มาเสียสละมามีความสุขในการทำงาน การทำงานนั้นก็จะเป็นพระนิพพาน
อย่างเราพากันมาบวชมาปฏิบัติ ตัวตนนี้มันไม่อยากประพฤติไม่อยากปฏิบัติ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ
ธรรมวินัยข้อวัตรข้อปฏิบัตินั้นเป็นสิ่งที่ทวนกระแส เป็นเหตุเป็นปัจจัยที่เราทั้งหลายที่เราต้องมายกเลิกตัวมายกเลิกตน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้รู้เข้าใจ พระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราทั้งหลายได้มายกเลิกตัวยกเลิกตน
เพราะตัวตนนั้นมันไม่อยากประพฤติไม่อยากปฏิบัติ ตัวตนนั้นมันเดินทางสายกลางของอาสวะของอวิชชาความหลง มีความรู้ความเข้าใจ การทำอะไรเป็นอิสระนั้นคิดว่าเป็นทางสายกลาง มันเป็นทางสายกลางก็จริงอยู่ แต่มันเป็นทางสายกลางของวัฏฏสงสาร เป็นทางสายกลางที่มีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป ความทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมาอีกเป็นทางสายกลางของอวิชชาของความหลง
ทางสายกลางที่เป็นสัมมาปฏิปทาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกคนต้องรู้เข้าใจ พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นทางสายกลาง ความประมาทคือความผิดพลาดคือความเสียหายคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง.
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นสิ่งที่ทวนกระแส เพื่อมายกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เพื่อมาปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องไม่ขาดสายดั่งสายน้ำ
เรามาตั้งใจตั้งเจตนา ภาชนะที่ใช้งานได้ต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้ ภาชนะที่คว่ำหรือภาชนะที่ล้มมันใช้การไม่ได้ใช้งานไม่ได้
ด้วยเหตุผลนี้ ทุกคนต้องตั้งใจตั้งเจตนา เพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่อง
เราพากันนอนพักผ่อนจำวัดให้เพียงพอ เพื่อสุขภาพร่างกายของเราจะได้แข็งแรง เราพากันนอนพักผ่อนจำวัดวันละ ๖ ชั่วโมง นอนจำวัดเวลา ๓ ทุ่ม ตื่นตี ๓ เวลาตื่นอยู่นี้เป็นเวลา ๑๘ ชั่วโมง ๑๘ ชั่วโมงเป็นเวลาที่เราประพฤติปฏิบัติธรรม มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อการปฏิบัติของเราจะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำที่น้ำมันไหลสู่ลำห้วยสู่ทะเลสู่มหาสมุทร
เรามาบวชมาปฏิบัติ เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจก็จะไม่มีการประพฤติการปฏิบัติ จะทำให้เราพลาดโอกาสเสียเวลา ทำให้เราเสียหายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
ทรัพยากรที่เราบริโภคใช้สอย เป็นทรัพยากรของประชาชนของมหาชน เราทุกท่านทุกคนต้องพากันเข้าใจ เพื่อจะได้ทำประโยชน์ของตัวของเราเอง ประโยชน์ของบุคคลอื่น
เราต้องมาทำประโยชน์ของตัวเรา มาทำประโยชน์ของบุคคลอื่น มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ถ้าเรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เวลาประพฤติปฏิบัตินั้นจะผ่านไปเร็วมาก
การทำอะไรที่มีความสุขเวลามันจะผ่านไปเร็วมาก ความสุขในการประพฤติการปฏิบัตินั้นจะหยุดความทุกข์ จะหยุดความปรุงแต่ง
เวลาของมนุษย์จะน้อยกว่าเวลาของเทวดา เพราะมนุษย์นี้มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติน้อยกว่าเทวดา ความสุขของเทวดานั้นจะมีความสุขน้อยกว่าของพระพรหม ความสุขของพระพรหมก็จะมีความสุขน้อยกว่าความสุขของพระอรหันต์ ผู้ที่ยกเลิกตัวยกเลิกตนถึงเป็นผู้ที่ยกเลิกความทุกข์ ยกเลิกกาลยกเลิกเวลา มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ
ด้วยเหตุผลนี้ เราถึงต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพื่อการทำความดีเพื่อความดี เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจก็จะเอาความหลงนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิต จะพากันบริโภคความหลง บริโภคของเก่า
ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติถึงต้องรู้ต้องเข้าใจในเรื่องของเหตุของปัจจัย ถ้าไม่เข้าใจก็จะเป็นเหมือนพ่อของสามีของนางวิสาขาอุบาสิกา
ประวัตินางวิสาขา ความเป็นมาของนางวิสาขา ได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ นางวิสาขาได้บำเพ็ญบารมีมาเป็นเวลาหลายล้านชาติหลายร้อยปี ในชาติเป็นนางวิสาขา อายุเพียง ๗ ขวบก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน คำว่าโสดาเป็นความรู้เรื่องอริยสัจสี่ เอาทั้งทางวิทยาศาสตร์ เอาทั้งทางใจไปพร้อม ๆ กัน เพราะทุกอย่างนั้นคือเหตุคือปัจจัยจากปัจจุบัน เป็นลูกสาวของธนันชัยเศรษฐี
มิคารเศรษฐีต้องการให้บุตรชายของตนแต่งงาน จึงได้นางวิสาขาผู้พร้อมด้วยความงาม ๕ อย่าง และเป็นผู้มีความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในพระพุทธศาสนาเข้ามาสู่สกุลของตน เพราะเหตุแห่งนางวิสาขา มิคารเศรษฐีและภรรยาได้บรรลุโสดาปัตติผล ประกาศตนเป็นอุบาสก ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
บุตรของมิคารเศรษฐี กรุงสาวัตถี ชื่อว่าปุณณวัฒนกุมาร เจริญวัยแล้ว มารดาบิดาต้องการให้แต่งงาน แต่เขายังไม่อยากแต่งงานจึงกล่าวว่า ถ้าได้หญิงสาวที่พร้อมด้วยความงาม ๕ อย่าง จึงจะแต่งงาน
ลักษณะเบญจกัลยาณีหรือความงาม ๕ อย่างนั้น คือ
1. ผมงาม คือ ผมเหมือนกำหางนกยูง เมื่อแก้ปล่อยระชายผ้านุ่งแล้ว ก็กลับมีปลายงอนขึ้นตั้งอยู่
2. เนื้องาม คือ ริมผีปากเช่นกับผลตำลึงสุก ถึงพร้อมด้วยสีเรียบชิดสนิทดี
3. กระดูกงาม คือ ฟันขาวเรียบไม่ห่างกัน งดงามดุจระเบียบแห่งเพชร ที่เขายกขึ้นตั้งไว้ และดุจระเบียบแห่งสังข์ที่เขาขัดสีแล้ว
4. ผิวงาม คือ ผิวพรรณของหญิงดำ ไม่ลูบไล้ด้วยเครื่องประเทืองผิวเลย ก็ดำสนิท ประหนึ่งพวงอุบลเขียว, ถ้าผิวพรรณของหญิงขาว ก็ประหนึ่งพวงดอกกรรณิการ์
5. วัยงาม หญิงแม้ว่าคลอดแล้วตั้ง ๑๐ ครั้ง ก็เหมือนคลอดครั้งเดียว ยังสาวพริ้งอยู่
เศรษฐีจึงส่งพราหมณ์ไปแสวงหาหญิงเบญจกัลยาณี พราหมณ์เดินทางมาถึงเมืองสาเกตและได้พบนางวิสาขา อายุย่างเข้า ๑๕ - ๑๖ ปี ประดับประดาด้วยเครื่องอาภรณ์ครบทุกอย่าง แวดล้อมด้วยหมู่เด็กหญิง ๕๐๐ คน ขณะนั้นได้เกิดฝนตก เด็กหญิง ๕๐๐ รีบเดินเข้าไปในศาลา แต่นางวิสาขาเดินตามปกติเข้าไปในศาลา ผ้าและอาภรณ์เปียกโชก เมื่อถามว่าทำไมนางจึงไม่วิ่งหนีฝน นางตอบว่า
ชน ๔ จำพวกเมื่อวิ่ง ย่อมไม่งาม
- พระราชาประดับประดาด้วยเครื่องอาภรณ์
- ช้างมงคลของพระราชาที่ประดับแล้ว
- บรรพชิต
- และสตรี
และสตรีนั้น พ่อแม่เลี้ยงอย่างทะนุถนอมมาเพื่อส่งไปตระกูลอื่น ถ้าวิ่งแล้วหกล้ม มือหรือเท้าหัก ก็จะเป็นภาระของตระกูล ส่วนเสื้อผ้าและเครื่องประดับ เปียกแล้วแห้ง นางจึงไม่วิ่ง
เมื่อพราหมณ์ได้เห็นนางวิสาขามีลักษณะของหญิงเบญจกัลยาณีครบถวนจึงสวมมาลัยทองให้ พราหมณ์ได้กลับไปแจ้งข่าวแก่มิคารเศรษฐี ท่านเศรษฐีได้เข้าเฝ้ากราบทูลพระเจ้าปเสนทิโกศล พระองค์ได้ไปร่วมงานด้วยตนเองเพื่อให้เกียรติที่นางยอมมาอยู่แคว้นสาวัตถี นางวิสาขาเป็นคนฉลาด มีปัญญาเฉียบแหลม สามารถจัดการเตรียมการต้อนรับและดูแลทุกคน
ธนันชัยเศรษฐีได้ทำเครื่องประดับ ชื่อมหาลดาปสาธน์ ใช้เวลาทำ ๔ เดือน มีมูลค่า ๙ โกฎิ และค่าจ้างทำ ๑ แสน ให้นางวิสาขา ซึ่งเป็นผลจากที่ในสมัยพระพุทธเจ้ากัสสปะ นางได้ถวายผ้าสาฎก ด้าย เข็ม เครื่องย้อมของตนเอง แก่ภิกษุสองหมื่นรูปเพื่อทำจีวร หญิงที่ถวายจีวรทานย่อมได้เครื่องประดับชื่อมหาลดาปสาธน์ ส่วนชายผู้ถวายจีวรทานย่อมได้บาตรและจีวรด้วยฤทธิ์ในยามกราบทูลขอบวชกับพระพุทธเจ้า
ธนันชัยเศรษฐีได้จัดไทยธรรมและให้ทรัพย์สินแก่นางวิสาขา จำนวนมาก และได้ให้โอวาทในการไปอยู่ในสกุลพ่อสามีแม่สามี ๑๐ ข้อ คือ ไม่ควรนำไฟภายในออกไปภายนอก, ไม่ควรนำไฟภายนอกเข้าไปภายใน, พึงให้แก่คนที่ให้เท่านั้น, ไม่พึงให้แก่คนที่ไม่ให้, พึงให้แก่คนทั้งที่ให้ทั้งที่ไม่ให้, พึงนั่งให้เป็นสุข, พึงบริโภคให้เป็นสุข, พึงนอนให้เป็นสุข, พึงบำเรอไฟ, พึงนอบน้อมเทวดาภายใน
มิคารเศรษฐี เลื่อมใสต่อพวกชีเปลือยและไม่ได้คำนึงพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ วันหนึ่ง เศรษฐีได้เชิญพวกชีเปลือย ๕๐๐ คน มาบริโภคข้าวปายาส และอาหารอื่นๆในเรือน แล้วให้คนไปตามนางวิสาขามาไหว้ ซึ่งนางไม่ไหว้และกลับเรือน ชีเปลือยจึงตำหนิเศรษฐีและให้ไล่นางไปแต่เศรษฐีไม่อาจทำได้
วันหนึ่ง มีพระภิกษุมาบิณฑบาตที่ประตูเรือนแต่พ่อสามีทำเป็นไม่เห็น ก้มหน้ากินอาหารต่อไป นางจึงนิมนต์ภิกษุไปข้างหน้าแล้วกล่าวว่า พ่อสามีของดิฉันกำลังกินของเก่า เศรษฐีได้ฟังแล้วโกรธมาก ได้ขับไล่นางออกจากเรือน นางปฏิเสธที่จะไปเพราะตนมาเป็นสะใภ้มิใช่เพื่อมาเป็นนางทาสี แล้วได้เชิญกุฎุมพีที่ติดตามมาจากเมืองสาเกตให้วินิจฉัยความผิด
เศรษฐีกล่าวว่า นางวิสาขาว่าตนเป็นผู้กินของไม่สะอาด นางได้ชี้แจงว่า พ่อสามีกินข้าว ไม่ใส่ใจพระภิกษุที่มาบิณฑบาต ไม่ทำบุญในอัตภาพนี้ บริโภคแต่บุญเก่าเท่านั้น จึงได้พูดว่า นิมนต์ไปข้างหน้า พ่อสามีกำลังบริโภคของเก่า
และคืนหนึ่ง นางวิสาขาและคนใช้ชายหญิงติดตามไปหลังเรือนตอนเที่ยงคืน นางได้ชี้แจงว่าแม่ม้าตกลูก นางเห็นว่าไม่สมควรนั่งเฉยไม่เป็นธุระ จึงให้พวกคนใช้ไปทำการดูแลแม่ม้า นางจึงไม่มีโทษ
บิดานางวิสาขาได้ให้โอวาท ๑๐ ข้อ ซึ่งลี้ลับ มิคารเศรษฐีไม่เข้าใจ จึงต้องให้นางวิสาขาอธิบาย
- ไฟในไม่พึงนำออกไปภายนอก คือ เห็นโทษของพ่อแม่สามีและสามีแล้ว อย่านำไปพูดภายนอกเรือน
- ไฟแต่ภายนอก ไม่พึงให้เข้าไปภายใน คือ ถ้าคนทั้งหลายพูดถึงโทษของพ่อแม่สามีและสามี อย่านำเอาคำพูดนั้น มาพูดภายในเรือน
เศรษฐีได้ฟังคำอธิบายโอวาท ๑๐ ข้อ แล้ว ไม่โต้แย้ง
เมื่อจบการวินิจฉัย นางวิสาขาไม่มีความผิดจึงไม่ต้องออกจากเรือนตามคำของพ่อสามี แต่นางจะไป เนื่องจากนางเป็นธิดาของตระกูลผู้มีความเลื่อมใสอันไม่ง่อนแง่นในพระพุทธศาสนา หากไม่ได้บำรุงภิกษุสงฆ์แล้ว จะเป็นอยู่ไม่ได้ หากนางได้บำรุงภิกษุสงฆ์ นางจึงจะอยู่ ซึ่งท่านเศรษฐียินยอม
นางวิสาขาได้ทูลนิมนต์พระพุทธเจ้าเสด็จมาที่บ้านเพื่อถวายภัตรและแสดงธรรม การแสดงธรรมของพระองค์นั้น ไม่ว่าชนผู้นั้นจะอยู่ตรงไหน ผู้รับฟังจะกล่าวว่า "พระศาสดา ย่อมทอดพระเนตรดูเราคนเดียว ทรงแสดงธรรมโปรดเราคนเดียว" นี้เป็นผลแห่งทานที่พระพุทธเจ้าทรงตัดพระเศียร ทรงควักพระเนตร ทรงชำแหล่ะเนื้อหทัย ทรงบริจาคโอรสเช่นพระชาลี พระกัณหา และพระนางมัทรี เพื่อเป็นทาสของผู้อื่น
เมื่อมิคารเศรษฐีฟังธรรมเทศนา ได้บรรลุโสดาปัตติผล มีศรัทธามั่นคง หมดความสงสัยในพระรัตนตรัย ได้ขอให้นางวิสาขาเป็นมารดา ตั้งแต่วันนั้น นางวิสาขาได้ชื่อว่ามิคารมารดา ภายหลังได้บุตรชาย จึงได้ตั้งชื่อบุตรนั้นว่า "มิคาระ" ในวันรุ่งขึ้น แม่สามีก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล ตั้งแต่นั้นมา เรือนหลังนั้นได้เปิดประตูเพื่อต้อนรับพระภิกษุในพระพุทธศาสนา
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ มีความสุขในการทำหน้าที่ในการเสียสละ ถ้าเรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติความทุกข์นั้นก็จะไม่มี เราทำประโยชน์ของเราอย่างมีความสุข ทำประโยชน์ของผู้อื่นอย่างมีความสุข ทำความดีเพื่อความดีนี้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพื่อปัจจุบันเป็นฐานของอนาคต
การประพฤติการปฏิบัติธรรมนั้นเป็นความสุข เพราะเป็นการยกเลิกตัวยกเลิกตน ปัญญาชนทั้งหลายพากันคิดดูดี ๆ นะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสียสละตลอด ๒๔ ชั่วโมง วันหนึ่งคืนหนึ่งท่านเสียสละ มีความสุขกับการเสียสละ ท่านเสียสละเพื่อให้สุขภาพให้สรีระร่างกายได้พักผ่อนวันละ ๔ ชั่วโมง เสียสละให้หมู่มวลมนุษย์เทพเทวาสรรพสัตว์ทั้งหลาย ๒๐ ชั่วโมง รวมกันแล้ว ๒๔ ชั่วโมง การเสียสละมีความสุขในการเสียสละถึงเป็นประโยชน์ตนและประโยชน์ของผู้อื่น
เรามาบวชมาปฏิบัติธรรม เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ มามีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติ ความดีและปัญญาจะได้ก้าวไปด้วยปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เราอย่าพากันมาปฏิบัติเหมือนหยดน้ำ
สังเกตุดู ผู้มาประพฤติมาปฏิบัติ มาบวชใหม่ ๆ มาปฏิบัติธรรมใหม่ ๆ ก็เป็นคนขยันรับผิดชอบดี ความไม่รู้ไม่เข้าใจ พากันไปติดสุขติดสบาย บวชหลายปีปฏิบัติหลายปีเลยกลายเป็นผู้ขี้เกียจขี้คร้าน เพราะเกิดจากความไม่รู้ความไม่เข้าใจ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงได้เกิดความเสียหายกับผู้มาบวชมาประพฤติมาปฏิบัติธรรม
มาบวชมาปฏิบัติไม่ได้เอาพระธรรมพระวินัยนำชีวิต มาเอาทางสายกลางของอวิชชาของความหลง การมาบวชมาปฏิบัตินั้นถึงเป็นความเสียหาย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ ให้เรามาเน้นที่ใจของเรา ที่เราจะมายกเลิกตัวตนเพื่อให้ปฏิปทาของเราติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
การปฏิบัตินี้ปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ ความรู้ความเข้าใจ เห็นภัยในวัฏฏสงสาร ต้องพากันมายกเลิกความขี้เกียจขี้คร้าน พากันมายกเลิกการติดความสุขความสะดวกความสบาย ต้องเอาปัจจุบันให้เป็นสิ่งสำคัญ เป็นการชิงแชมป์ระหว่างนิพพานกับวัฏฏสงสาร เพื่อให้ปฏิปทาจะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ความเป็นพระของเรานั้นอยู่ที่เรารู้ อยู่ที่เราเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ความเป็นพระของเรานั้นถึงจะเป็นไปได้
ความเป็นพระนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านนับเอาตั้งแต่พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ ความเป็นพระนั้นอยู่ที่ความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ
ผู้ที่มาบวชต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ผู้ที่ไม่ได้มาบวชก็ต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าความเป็นพระนั้นอยู่ที่ความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ความเป็นพระเป็นได้อย่างนี้ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นก็จะเป็นพระนิพพานไปชั่วขณะ ๆ
สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ อยู่ที่รู้เข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ
เรามาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาที่ท่านตรัสว่าปัจจุบันเป็นวาระสำคัญของเราทุก ๆ คน ที่ท่านตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้าย
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
-----------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพุธที่ ๒๕ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา