๓๐ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ ๓๐ เดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

วันจันทร์เป็นวันทำงานกับการปฏิบัติธรรม การทำงานกับการปฏิบัติธรรม ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน

 

เรามีธาตุมีขันธ์มีอายตนะ ธาตุขันธ์อายตนะเค้าก็จะทำงานของเขา เรามีกาย เรามีใจ เราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพื่อเราจะเอาความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ เพื่อมาเอาการทำงานกับการปฏิบัติธรรม เอา ๒ อย่างนี้ไปพร้อม ๆ กันเป็นทางสายกลางระหว่างทางวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน

 

เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ ปัญญาสัมมาทิฏฐิที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ความเข้าใจกับการประพฤติการปฏิบัติต้องไปพร้อม ๆ กันเพื่อให้เป็นทางสายกลาง พัฒนาทั้งใจพัฒนาทั้งวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กัน

 

ความรู้ความเข้าใจมีความสุขกับการประพฤติกับการปฏิบัติ ฉันทะ ความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ นี้คือตัวปัญญาสัมมาทิฏฐิที่เป็นตัวผู้รู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ

 

วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นการทำงานกับการปฏิบัติธรรม ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน

 

วันเสาร์วันอาทิตย์หยุดการงานภายนอก มาเน้นเรื่องจิตเรื่องใจ เรื่องสติเรื่องปัญญา เพื่อใจของเราจะได้มีสติจะได้มีปัญญา เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นตั้งอยู่บนรากฐานของเหตุของปัจจัย เพื่อใจของเราจะได้ไม่หลง ใจของเราจะได้มีปัญญาว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นไม่ใช่นิติบุคคล ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน หากทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย

 

ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นไม่แน่ไม่เที่ยงเลย เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่แน่ไม่เที่ยงเลย ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นเพียงอาคันตุกะสัญจรไปมาชั่วครู่ชั่วยาม ไม่เที่ยงแท้แน่นอนเลย

 

วันเสาร์วันอาทิตย์ถึงเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติหมู่มวลมนุษย์ ผู้รู้ผู้เข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย จะได้ยกทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะหยุดลงที่ปัจจุบัน จะจบลงที่ผัสสะ

 

ความรู้ความเข้าใจกับการประพฤติการปฏิบัติจะได้เกิดการติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

คำว่าพระคือผู้ที่รู้ผู้ที่เข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ความเป็นพระนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรานับตั้งแต่พระโสดาบันไปตามลำดับ พระสกิทาคามี อนาคามี พระอรหันต์ ความเป็นพระนั้นเป็นได้กับทุก ๆ คน ผู้ที่รู้ผู้ที่เข้าใจอริยสัจ ๔ คือรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ มีความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติผู้นั้นก็จะเป็นพระ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัตินั้นจะสัมผัสได้ที่ใจของผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติเอง

 

ความเป็นพระนั้นมีกับเราทุกชาติทุกศาสนา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจในเรื่องของความเป็นพระ

 

สมมติสัจจะที่มีอยู่ในโลกนี้มีอยู่หลายล้านสมมติ สมมติสัจจะนั้นชี้ให้เห็นทางปัญญา ว่าอันนี้ดีนี้ชั่ว อันนี้ไม่ดีไม่ชั่ว อันนี้ว่าผิดว่าถูก อันนี้ว่าไม่ผิดไม่ถูก เป็นการชี้ให้เห็นเพื่อจะได้เอาสมมติมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ

 

การปฏิบัติใจถึงมาปฏิบัติที่กาย ที่วาจา ที่กิริยามารยาท ที่อาชีพ เพราะใจนั้นเป็นนามธรรม ใจนั้นปฏิบัติไม่ได้ ต้องปฏิบัติที่กายวาจากิริยามารยาทอาชีพ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เรารู้เข้าใจ ให้พากันมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ

 

ความรู้ถึงเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ด้วยเหตุนี้ ปัญญาสัมมาทิฏฐิถึงเป็นตัวนำเป็นตัวสำคัญ เพราะการปฏิบัตินั้นอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระสำคัญของการประพฤติการปฏิบัติ

 

เรารู้เราเข้าใจ เรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัติทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เราทุกคนถึงต้องมีความสุข มีฉันทะ มีความพอใจ เป็นการทำความดีเพื่อความดี การทำความดีเพื่อความดีนั้นไม่มีการปรุงแต่ง ไม่มีขั้วบวกไม่มีขั้วลบ ไม่มีได้ไม่มีเสีย เป็นบริสุทธิคุณ เกิดจากใจที่รู้เข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ความรู้ความเข้าใจจะเป็นอริยมรรคทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ความสุขที่เกิดจากการประพฤติการปฏิบัติที่ปัญญาสัมมาทิฏฐินี้จะเป็นอริยมรรคอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ความสุขที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐินี้จะไม่มีความทุกข์ จะเป็นความสุขระดับมนุษย์ ระดับเทวดา ระดับพระพรหม ระดับพระอริยเจ้า จนถึงระดับพระอรหันต์ จะไม่มีความทุกข์

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิถึงเป็นตัวนำของมรรค มีความรู้ความเข้าใจ มีความตั้งมั่นในการประพฤติการปฏิบัติ ความรู้ความเข้าใจนี้มันไม่ใช่ความจำ ถ้าความจำแล้วไม่กี่วันไม่กี่ไม่กี่เดือน ความจำนั้นก็จะหลงลืม เพราะความจำนั้นไม่ใช่ความเข้าใจ เพราะความจำนั้นตั้งอยู่บนรากฐานของธาตุขันธ์อายตนะ ตั้งอยู่ในรากฐานของพระไตรลักษณ์ ไม่แน่ไม่เที่ยง

 

ความรู้ความเข้าใจนั้นจะไม่มีวันหลงลืม

 

ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องเข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจจะไม่มองเห็นความสำคัญในเรื่องของปัจจุบัน

 

ให้ผู้ประพฤติปฏิบัติทั้งหลายรู้เข้าใจ ว่าปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก สำคัญมากจริง ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะปัจจุบันนี้เป็นการชิงแชมป์ระหว่างพระนิพพานกับวัฏฏสงสาร

 

ปัจจุบันนี้เป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ ท่านถึงเมตตาบอกเราทั้งหลายว่าปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญจริง ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด เพราะความประมาทเป็นสาเหตุให้เกิดความผิดพลาด เกิดความเสียหาย จะทำให้เกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึกสตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะธรรมทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็ย่อมเป็นอย่างนั้น ปัจจุบันนี้ถึงมีตำแหน่งเดียว ตำแหน่งยืนก็มีตำแหน่งเดียว ตำแหน่งเดินก็มีตำแหน่งเดียว ตำแหน่งนั่งก็มีตำแหน่งเดียว ตำแหน่งนอนตำแหน่งของคำพูดกิริยามารยาทอาชีพการกระทำความคิดมันมีเพียงตำแหน่งเดียว

 

ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องมองเห็นความสำคัญของการประพฤติการปฏิบัติ

 

มนุษย์เราคือผู้ที่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นผู้เดินไปข้างหน้า ไม่ถอยกลับมาในที่เก่าที่เดิม มีความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ

 

คำว่าคนนี้หมายถึงความไม่รู้ไม่เข้าใจ วกวนอยู่ที่เก่าที่เดิม เดินไปข้างหน้าก็ถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิมเค้าถึงมีศัพท์ว่าคน

 

มนุษย์คือผู้ที่รู้เข้าใจในอริยสัจ ๔ เข้าใจในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ไม่เดินไปข้างหน้า ไม่ถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม

 

ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ จะเป็นปัจจุบันธรรม จะเป็นธรรมนูญชีวิต

 

ประชาธิปไตยนี้ยังใช้ไม่ได้ เพราะประชาธิปไตยถ้าเป็นสามัญชน ไม่ใช่อริยชน ประชาธิปไตยเอาความถูกใจเหนือความถูกต้อง เป็นหมู่เป็นคณะ เป็นก๊กเป็นเหล่าเป็นทีม ยังใช้ไม่ได้ ประชาธิปไตยก็ย่อมพัฒนาสู่ธรรมาธิปไตย เพื่อเอาธรรมนำชีวิต เพื่อยกเลิกตัวตน เพื่อพัฒนาระหว่างทางวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจให้ไปพร้อม ๆ กัน

 

สังคมนิยมเป็นวัฒนธรรมที่ดี พากันทำความดีเพื่ออยากเป็นคนดี สังคมนิยมก็ต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ถ้าสังคมนิยมไม่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิจะพากันไปทำความดีเพราะอยากจะเป็นคนดี ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดีนั้นยังใช้ไม่ได้เพราะยังเป็นขั้วบวกขั้วลบ ยังเป็นความปรุงแต่ง

 

สังคมนิยมต้องรู้เข้าใจ ทำความดีก็เพื่อจะยกเลิกตัวตน เพราะตัวตนนั้นมันเป็นความปรุงแต่ง ตัวตนนั้นมีแต่ความทุกข์ได้เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป ความทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมาอีก

 

สังคมนิยมก็ต้องรู้เข้าใจ เพื่อการประพฤติการปฏิบัตินั้นจะได้ยกเลิกตัวยกเลิกตน  สรุปแล้ว ประชาธิปไตยและสังคมนิยมนั้นเป็นสิ่งที่ดี

 

ด้วยเหตุผลนี้การทำความดีถึงประกอบด้วยปัญญา ผู้ที่เป็นคนดีก็ต้องมีปัญญา ผู้ที่มีปัญญาก็ต้องเป็นคนดี ความดีและปัญญานั้นต้องเดินทางควบคู่กันไป เพื่อจะเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงความเต็ม ๆ ๆ ๆ

 

ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ เพื่อปัญญากับสมาธิจะได้เสมอกัน ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อความสงบและปัญญาจะได้เสมอกัน

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ

 

ในชีวิตประจำวันของเราทุกคน เราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อให้ปัจจุบันนั้นเป็นการทำความดีเพื่อความดี เพื่อให้ปฏิปทานี้ได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

การทำอะไรติดต่อต่อเนื่อง การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงจะได้ผลถึงจะเห็นผล ทางรูปธรรมก็จะได้ผลเห็นผล ทางนามธรรมก็จะได้ผลเห็นผล

 

ความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติจะเป็นการประพฤติการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติพากันเข้าใจ ให้ตั้งอกตั้งใจ ภาชนะใดที่จะใช้งานได้ต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้ ตั้งไว้อย่างสง่างาม ภาชนะที่ล้มนั้นย่อมใช้งานไม่ได้ ภาชนะที่คว่ำย่อมใช้งานไม่ได้

 

ให้ผู้ประพฤติปฏิบัติเข้าใจในเรื่องของการประพฤติการปฏิบัติ ใจของเราทุกคนไม่มีใครรู้ว่าเราตรึกนึกคิดอะไรในเรื่องอะไร แต่เราทุกคนรู้ว่าเราคิดอะไร เรานึกอะไร เราปรุงแต่งอะไร การปกปิดคนอื่นนั้นปกปิดได้ แต่สามารถที่จะปกปิดตัวเองได้

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นความบริสุทธิ์ การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ถึงจะยกเลิกตัวยกเลิกตนได้ ปัญญาสัมมาทิฏฐิเราต้องรู้ต้องเข้าใจอย่างนี้ เบื้องต้นต้องรู้อริยสัจสี่ รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์อย่างนี้ ใจของเราทุกคนต้องตั้งใจตั้งเจตนาเหมือนภาชนะที่ตั้งไว้

 

ความรู้ความเข้าใจ เห็นภัยในความไม่ถูกต้อง จะเป็นเบรกเป็นเซฟตี้เป็นอย่างดีเป็นอย่างยิ่ง

 

ความเคารพในพระธรรมในพระวินัยถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าเราไม่มีความเคารพในพระธรรมในพระวินัย ความสงบก็ย่อมไม่มี ความสงบของเรามีไม่ได้เพราะเราไม่มีความเคารพ

 

รถไม่มีเบรก เครื่องบินไม่มีเบรก เรือไม่มีเบรก ใจเราไม่มีเบรกก็ย่อมเกิดความเสียหาย เกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ความเคารพนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าเรามีความเคารพความสงบก็ย่อมมีทันที สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นก็จะหยุดลงที่ปัจจุบัน สิ่งทั้งหลายทั้งปวงก็จะไม่อุบัติเหตุ เพราะเรามีความเคารพ ความเคารพถึงเป็นเบรกเป็นเซฟตี้เป็นอย่างดี ดียิ่ง ๆ

 

ด้วยเหตุผลนี้ ความรู้ความเข้าใจในอริยสัจสี่ ถึงเป็นผู้ไม่ตรึกอยู่ในกาม ไม่ตรึกในพยาบาท เพราะผู้รู้ผู้เข้าใจนั้นตั้งอยู๋ในความไม่ประมาท เอาความรู้ความเข้าใจมาใช้เป็นอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ

 

การประพฤติการปฏิบัติใจนั้นเบื้องต้นไม่ได้ปฏิบัติที่ใจ เบื้องต้นต้องปฏิบัติที่กาย เพื่อกายวิเวก เพื่อวาจาวิเวก เพื่อจิตวิเวก ผู้ประพฤติปฏิบัตินั้นก็จะเข้าถึงอุปธิวิเวก ความเคารพจะเกิดกายวิเวก จะเกิดวาจาวิเวก กิริยามารยาทวิเวก จะเข้าถึงจิตวิเวก วิเวกด้วยความรู้ความเข้าใจ ไม่เป็นผู้ตรึกในกาม ไม่เป็นผู้ตรึกในพยาบาท ความเคารพจะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ความสงบกับความสุขนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าเรามีความสงบก็มีความสุข ถ้าเรามีความสุขก็มีความสงบ ๒ อย่างนี้จะแยกกันไม่ได้เลย เพราะมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน อันหนึ่งหลังมืออันหนึ่งหน้ามือ ๒ อย่างมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน

 

การประพฤติการปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ให้เราพากันมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เราพากันมีความสุขไปเลยกับการประพฤติการปฏิบัติ เราทำงานเพื่องาน ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติไปเลย เพื่อความทุกข์จะได้จบลงในปัจจุบัน เรามีความสุขนั้นแหละคือความทุกข์มันหมดไป ให้เราเข้าใจอย่างนี้ เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติความทุกข์นั้นก็จะหมดไปเลย

 

ให้ผู้ประพฤติปฏิบัติเข้าใจว่าตำแหน่งนั้นมีตำแหน่งเดียว ถ้าตำแหน่งสุขมีอยู่ตำแหน่งทุกข์มันก็ไม่มี ถ้าตำแหน่งทุกข์มีอยู่ตำแหน่งสุขนั้นก็จะไม่มี เพราะมันมีตำแหน่งเดียว ถ้าเรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติความทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มี

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราพากันเข้าใจอย่านี้ ถ้าเรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติความทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มี

 

ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ เรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติเพื่อมาสร้างเหตุสร้างปัจจัยให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เพื่อการประพฤติการปฏิบัติของเรามันจะไม่ขาดขั้นขาดตอน

 

เราทุกคนพากันประพฤติปฏิบัติได้หมด ไม่มีใครปฏิบัติไม่ได้ ผู้ที่ปฏิบัติไม่ได้ก็คือผู้ที่ตายแล้ว ผู้ที่ตายแล้วปฏิบัติไม่ได้ ผู้ที่เป็นบ้านั้นปฏิบัติไม่ได้ เพราะเอาตัวตนนำชีวิตถึงเป็นบ้า เอาตัวตนเป็นที่ตั้งจนสมองเสียหมด เอาตัวตนเป็นที่ตั้งมันไม่สงบ มันมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมา จนเป็นบ้าจนสมองเสีย ตัวตนนั้นคือความไม่สงบ ตัวตนนั้นมันคือความวุ่นวาย ตัวตนนั้นมันคือสงคราม สงครามในตัวของตัวตนเอง สงครามระหว่างครอบครัว สงครามระหว่างประเทศ สงครามโลก ตัวตนมันคือความไม่สงบ ตัวตนนั้นถึงได้เป็นบ้า ตัวตนนั้นมันคือเชื้อบ้า

 

ผู้ที่เอาตัวเอาตนนำชีวิต เอาสัญชาตญาณนำชีวิต พัฒนาตั้งแต่วิทยาศาสตร์ ไม่พัฒนาจิตใจไปพร้อม ๆ กันบุคคล ๓ ประเภทนี้จะปฏิบัติไม่ได้ นอกจากนั้นปฏิบัติได้หมด

 

ให้ผู้ปฏิบัติพากันรู้พากันเข้าใจว่าปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ เราทุกคนนั้นปฏิบัติได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราพากันมายกเลิกตัวยกเลิกตน พากันมามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

วันหนึ่งคืนหนึ่งเรามาบวชมาปฏิบัติธรรม เราพากันมานอนมาพักผ่อนมาจำวัดวันละ ๖ ชั่วโมง ตื่นอยู่นี้ ๑๘ ชั่วโมง มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ยกเลิกตัวตน อย่าให้มีตัวตนหลงเหลืออยู่ ทำความดีเพื่อความดี ไม่พากันมาทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี ความอยากนี้มันเป็นขั้วบวกขั้วลบ มันจะไม่เกิดความสงบ มันจะเกิดความวุ่นวาย

 

เราพากันนอนพักผ่อนวันละ ๖ ชั่วโมงก็เพียงพอ เราพากันมานอนพักผ่อนจำวัดเวลา ๓ ทุ่ม พากันตื่นตี ๓ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้

 

ทุกคนต้องมายกเลิกทำอะไรตามใจ ให้เรามาเอาพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรเป็นธรรมนูญของการประพฤติของการปฏิบัติ เพื่อปฏิปทาของเราจะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เราอาศัยพระธรรมพระวินัย อาศัยทรัพยากรของประชาชนของมหาชน ทุกอย่างนั้นฟรีหมด ที่อยู่ที่อาศัยอาหารฟรี ยานพาหานะฟรี ไปโรงพยาบาลหาแพทย์หาหมอฟรีหมด เราพากันมามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกท่านทุกคนมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ต้องยกเลิกความทุกข์ไม่ต้องมีความทุกข์ มีความสุขกับการประพฤติมีความสุขกับการปฏิบัติ

 

ความสุขจะเกิดได้ก็เพราะเรารู้เข้าใจ และมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เราอาศัยพระธรรมอาศัยพระวินัย อาศัยทรัพยากรของศรัทธามหาชน

 

เรามายกเลิกตัวยกเลิกตนอย่างเต็มที่เพื่อให้ปฏิปทามันติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เราพากันมายกเลิกโลกธรรมให้หมด ไม่ต้องห่วงหน้าห่วงหลัง

 

เราไม่ต้องกลัวไม่มีอยู่ไม่มีกินไม่มีฉัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าที่อยู่ที่อาศัยคือความรู้ความเข้าใจ คือการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ปัจจุบันเราต้องมีความสุข ความสุขนั้นอยู่ที่รู้เข้าใจ อยู่ที่การประพฤติการปฏิบัติ เรามีความสุขในการทำหน้าที่ที่ต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

เราพากันคิดดูดี ๆ ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวยกเลิกตน เราจะหยุดปัญหาได้อย่างไร เราจะหยุดปัญหาได้เราก็ต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน ปัญหานั้นอยู่ที่ตัวที่ตน สัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นจะหยุดลงได้จะดับไปก็ด้วยพระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่

 

พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ที่เป็นสมมติสัจจะเราทั้งหลายต้องเอามาประพฤติเอามาปฏิบัติที่ปัจจุบัน เพื่อให้พระธรรมพระวินัยนั้นได้ทำงาน เพื่อจะได้หยุดสัญชาตญาณที่เกิดความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นตัวเป็นตน

 

พระธรรมพระวินัยที่เรารู้เข้าใจมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัตินั้น พระธรรมพระวินัยนั้นแหละคือตัวของพระนิพพาน

 

ที่พระอานนท์ทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้วจะเอาใครเป็นตัวแทนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;

มีธรรมเป็นประทีป มีธรรม เป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่น เป็นสรณะ เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ใน สถานะอันเลิศที่สุดแล.

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทั้งหลายต้องพากันมารู้เข้าใจ มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ นอกจากพระธรรมพระวินัยที่เป็นพระรัตนตรัยคือพุทธะ ธัมมะ สังฆะ เป็นความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ไม่มีสิ่งไหนที่จะแก้ปัญหาได้หยุดปัญหาได้

 

ความรู้ความเข้าใจว่า พระพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย เพื่อจะยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นวัฏฏสงสารด้วยพระธรรมพระวินัย

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าปัญหานั่นแหละคือปัญญา ปัญญานั่นแหละคือความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนถึงต้องพากันมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติทุก ๆ คนเลยอย่างเต็มที่

 

เราคิดดูดี ๆ นะ เราต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัยข้อวัตรปฏิบัติให้เป็นความสุขให้เป็นเครื่องอยู่ เราจะเอาตัวตนเอาความหลงความฟุ้งซ่านความไม่สงบนั้นไม่ถูกต้อง นั้นมันไม่ดีเลย

 

ความเป็นอยู่ต้องอยู่ด้วยความรู้ความเข้าใจ รู้อริยสัจสี่ มีความสุขในการทำหน้าที่ หน้าที่นั้นก็จะเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่พระนิพพานอยู่ชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบัน เป็นพระนิพพานไปเป็นชั่วขณะ ๆ

 

ความรู้ความเข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจอย่างนี้ จะได้รู้เรื่องของการประพฤติการปฏิบัติ

 

เช่นมีผู้ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วไม่ได้เกิด หรือว่าตายแล้วก็สูญไป

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ให้รู้ให้เข้าใจนะ ความรู้ความเข้าใจนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัญญาสัมมาทิฏฐิเป็นสิ่งที่สำคัญ เรื่องตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญขึ้นอยู่ที่เหตุขึ้นอยู่ที่ปัจจัยขึ้นอยู่ที่เงื่อนไข

 

ให้ผู้ดำเนินชีวิตผู้ปฏิบัติรู้เข้าใจ อดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องเข้าใจว่าปัจจุบันนี้เรารู้เข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติที่ปัจจุบัน การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ก็จะเป็นประโยชน์ทั้งปัจจุบันและอนาคต ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องเข้าใจอย่างนี้ เพราะธรรมทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย ถ้าไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย สิ่งต่อไปมันก็ไม่มี

 

ความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ พระนิพพานจะสัมผัสได้จากใจของผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติ ผู้ประพฤติปฏิบัติมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ การให้ทานรักษาศีลเจริญสมาธิภาวนาจะเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน จะยกเลิกความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง การประพฤติการปฏิบัติถึงเป็นการติดต่อต่อเนื่อง เป็นความดีและปัญญา

 

อย่างเรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิเราก็มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ สิ่งเหล่านั้นก็จะเป็นพระนิพพาน อย่างเราพากันนั่งสมาธิ นั่งสมาธิให้มันสบายมันก็สบายอยู่แล้ว แต่ถ้าเราอยากให้มันสบายมันก็เป็นนรกทันที อย่างเราหายใจเข้าสบายมันก็สบายอยู่แล้ว ถ้าเราอยากให้มันสงบมันก็เป็นนรกทันทีอย่างนี้ อย่างเราหายใจเข้าเอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายมันก็สบายอยู่แล้ว มันก็เป็นพระนิพพานทันที แต่ถ้าเราอยากให้มันสงบอย่างนี้มันก็เป็นนรกทันที

 

ให้ผู้ประพฤติปฏิบัติให้พากันเข้าใจง่าย ๆ

 

สำหรับผู้ที่ไม่ได้บวช ผู้ที่เป็นข้าราชการนักการเมืองเป็นประชาชนทั้งหลายก็ต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เราพากันมามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย ปัญญาสัมมาทิฏฐิอย่างนี้จะเป็นเหตุปัจจัยให้เสียสละ จะเป็นเหตุปัจจัยให้เป็นผู้มีศีลเป็นผู้มีสมาธิเป็นผู้มีปัญญา เป็นสาเหตุให้ยกเลิกอัตตายกเลิกตัวยกเลิกตน มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ประชาชนทั้งหลายต้องรู้เข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจ ไม่พัฒนาใจพัฒนาวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กัน ก็ย่อมเกิดความเสียหาย ก็ย่อมเกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง.

 

การประพฤติการปฏิบัติธรรมนั้นต้องให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ หลักการของการประพฤติการปฏิบัติในโลกนี้ก็ใช้หลักการเดียวกันนี้แหละ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นสากลใช้สิ่งของเดียวกันหมด มีความรู้ความเข้าใจมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ไม่มองข้ามปัจจุบัน เอาวิทยาศาสตร์เอาจิตใจไปพร้อม ๆ กันเป็นทางสายกลาง

 

การยกเลิกตัวยกเลิกตนนั้นมีความสุขกับการทำงานการทำหน้าที่ ผู้ที่ไม่ได้บวชก็พากันนอนพากันพักผ่อนวันละ ๘ ชั่วโมง เวลาตื่นอยู่นี้ ๑๖ ชั่วโมงก็มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติยกเลิกตัวตน

 

ผู้ประพฤติปฏิบัติเอาหน้าที่ที่ได้รับการแต่งตั้งมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ เอาสมมติสัจจะนั้นมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติให้ชัดเจนในการประพฤติการปฏิบัติ ให้การปฏิบัติติดต่อต่อเนื่อง ให้เคารพในธรรมในธรรมนูญเพื่อยกเลิกตัวตน ทุกคนนั้นก็จะเป็นพระได้ ไม่ต้องมาบวชก็พากันเป็นพระได้ทุกชาติทุกศาสนาก็เป็นพระได้ พระนี้อยู่ที่รู้เข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เพราะตัวความสุขเป็นดัชนีวัดอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันถ้าเรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติความทุกข์นั้นก็จะไม่มี การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงต้องเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ถ้าไม่เข้าใจเราจะเอาความหลงนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิต ชีวิตนี้ก็ย่อมเสียหายย่อมพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง.สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ เพื่อจะได้พัฒนาวิทยาศาสตร์กับใจไปพร้อม ๆ กันเพื่อให้เป็นปัจจุบันทันโลกทันสมัย

 

การประพฤติการปฏิบัติถึงมีวาระ ๔ ปีของการเลือกตั้งเพื่อให้ความดีและปัญญาติดต่อต่อเนื่องกันเป็นเวลา ๔ ปี การทำอะไรติดต่อต่อเนื่องกัน ๔ ปี ความดีและปัญญานั้นจะเปลี่ยนแปลง เพื่อสืบทอดต่อยอดทางวิทยาศาสตร์และจิตใจ ส่งดีเอ็นเอให้กุลบุตรลูกหลาน

 

เราทุกท่านทุกคนมาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านให้เรารู้ให้เข้าใจว่าปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่ดีเป็นสิ่งที่สำคัญ ความประมาทนั้นเป็นความผิดพลาดเป็นความเสีย ท่านถึงตรัสปัจฉิมโอวาทในครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันจันทร์ที่ ๓๐ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

Visitors: 112,071