๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันพุธที่ ๑ ของเดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบายเพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คำว่าสบายนี้หมายถึงไม่มีความทุกข์
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ ให้เรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ให้เรารู้เหตุรู้ปัจจัย สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เป็นกรรมลิขิต
คำว่าสบายเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นปัญญาที่รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์
ตำแหน่งในปัจจุบันนี้มีเพียงตำแหน่งเดียว ตำแหน่งยืนเดินนั่งนอนกิริยามารยาทอาชีพนี้เป็นเพียงตำแหน่งเดียว ปัจจุบันถ้าเรารู้ถ้าเราเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำเหมือนสายน้ำ ความรู้ความเข้าใจนั้นก็จะเป็นพระนิพพานไปชั่วขณะ ๆ เป็นความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เราเข้าใจอย่างนี้ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ อดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันเรารู้เราเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ชีวิตของเราก็จะเป็นพระนิพพานไปเป็นชั่วขณะ ๆ เป็นพระนิพพานในเบื้องต้น ท่ามกลาง สูงสุด เป็นการอบรมบ่มอินทรีย์ เอาความดีและปัญญาก้าวไปพร้อม ๆ กัน
ด้วยเหตุผลนี้เราถึงต้องเอาธรรมนำชีวิต เอาความรู้ความเข้าใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐินี้นำชีวิต มีความสุขกับการประพฤติมีความสุขกับการปฏิบัติ
เราทุกคนต้องคิดให้ดีด้วยปัญญาว่าปัจจุบันนี้เป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราทั้งหลายอย่าพากันตั้งอยู่ในความประมาท เพราะปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญที่สุด สำคัญเป็นอย่างยิ่ง
เรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นก็จะเป็นออกซิเจน เป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูลถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป
ด้วยเหตุนี้ เราถึงมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เพราะความสุขกับความสงบนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน เรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เราก็จะมีความสงบ เรามีความสงบมีความสุขเราก็ต้องเสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละก็จะเป็นนิติบุคคลตัวตน มันจะเป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ ไม่ใช่ปัญญาสัมมาทิฏฐิ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนพากันเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก สำคัญเป็นอย่างยิ่ง ความรู้ความเข้าใจนั้นไม่ใช่ความจำ ความรู้ความเข้าใจนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจ ถ้าเป็นความจำแล้วไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปีความจำนั้นก็จะหลงลืมไป แต่ความรู้ความเข้าใจนี้มันจะไม่ลืม เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นความรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เป็นความรู้ความเข้าใจ ยกเลิกความยึดมั่นถือมั่น ยกเลิกธาตุขันธ์อายตนะที่เป็นตัวเป็นตน รู้เข้าใจเรื่องธาตุเรื่องขันธ์เรื่องอายตนะ รู้เรื่องโลกธรรม รู้เรื่องนิวรณ์ทั้ง ๕ อคติทั้ง ๔
ความรู้ความเข้าใจนี้เรียกว่ารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ความรู้ความเข้าใจอย่างนี้จะเป็นคู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ
ด้วยเหตุนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงไม่ให้เราทุกคนตั้งอยู่ในความประมาท ปัจจุบันเราต้องรู้ต้องเข้าใจ อย่าได้พากันตั้งอยู่ในความประมาท ถ้าเราประมาทแล้วก็ย่อมผิดพลาดก็ย่อมเสียหายก็ย่อมพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ตึกไหน ๆ เค้าก็ไม่พังไปพังตึกเดียวเฉพาะตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
ด้วยเหตุผลนี้แหละ ปัจจุบันถึงเป็นวาระสำคัญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงไม่ให้เราตั้งอยู่ในความประมาท ให้รู้จักการประพฤติการปฏิบัติ รู้จักกรรม รู้จักกฎแห่งกรรม รู้จักผลของกรรม เน้นที่ใจของเรา ใจของเราเป็นนามธรรม
การปฏิบัติใจน่ะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านบอกหลักการในการประพฤติการปฏิบัติ การปฏิบัติใจการฝึกใจให้เรารู้เข้าใจต้องไปปฏิบัติที่กาย ปฏิบัติที่วาจาที่กิริยามารยาทที่อาชีพ ทำอย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้ถึงจะเป็นการปฏิบัติใจ
ใจยังไม่สงบยังไม่เป็นไร ให้กายสงบให้วาจาสงบให้กิริยามารยาทอาชีพมันสงบ เพื่อกายจะได้เข้าสู่ความวิเวก วาจากิริยามารยาทอาชีพจะได้เข้าสู่ความวิเวก เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัติได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การประพฤติการปฏิบัตินั้นก็จะเข้าสู่อุปธิวิเวก
การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นเรื่องปัจจุบัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่า สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นอยู่ที่รู้เข้าใจ รู้เข้าใจแล้วมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติถึงอยู่ที่ปัจจุบัน ความเป็นพระเป็นสมณะนั้นให้เราทุกคนรู้เข้าใจ ความเป็นพระเป็นสมณะนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านนับเอาตั้งแต่พระโสดาบันถึงพระอรหันต์
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ได้ตรัสว่า ผู้ที่มาบวชเป็นพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์
เราทุกท่านทุกคนเราต้องมารู้มาเข้าใจในเรื่องของความเป็นพระ
ความเป็นพระนั้นอยู่ที่รู้เข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติเกิดจากความรู้ความเข้าใจ เพราะปัจจุบันนี้เป็นวาระสำคัญของการประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันนี้เราต้องมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ
การประพฤติการปฏิบัติเรามองดูในแง่สติปัญญา การปฏิบัติใจต้องปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทที่อาชีพ เน้นใจของเราบริสุทธิคุณ ยกเลิกตัวยกเลิกตน ใจของเราทุกคนเป็นนามธรรม เราตรึกนึกคิดอะไรไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจ แต่ใจของเราเองเป็นตัวผู้รู้
ด้วยเหตุผลนี้ ปัญญาสัมมาทิฏฐิเราต้องรู้เข้าใจ เราจะไปตรึกในกามในพยาบาทนั้นไม่ได้
เรื่องตรึกนี้เราต้องอาศัยกายเราถึงจะตรึกนึกคิดได้ เราไม่ให้กายมันตรึกนึกคิดอย่างนี้ ใจมันจะตรึกนึกคิดได้อย่างไร
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเน้นที่กาย ไม่ให้กายตรึกนึกคิด เมื่อไม่ให้กายตรึกนึกคิดใจมันก็ตรึกนึกคิดไม่ได้ ไม่ให้กายมันพูดใจมันก็พูดไม่ได้ ไม่ให้กิริยามารยาทแสดงออกใจมันก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่ให้อาชีพที่ไม่ถูกต้องกระทำอย่างนี้แหละ ใจมันก็ทำอะไรไม่ได้ การฝึกใจถึงเน้นที่กาย ให้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติเข้าใจ
การปล่อยวางนั้นต้องรู้ต้องเข้าใจ การปล่อยวางคือยกเลิกตัวยกเลิกตน การที่เราจะยกเลิกตัวยกเลิกตนนั้นก็ต้องมีหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ ถึงมีหลักการทานศีลสมาธิภาวนาสำหรับฆราวาส สำหรับนักบวชน่ะศีลสมาธิปัญญา
เราทุกคนต้องเสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละเราก็เป็นผู้หยุดอยู่ เราก็ไปไม่ได้
ความยึดมั่นถือมั่นในตัวในนี้คือผู้ไม่เสียสละ ทานถึงเป็นการเสียสละ ศีลถึงเป็นการเสียสละ สมาธิถึงเป็นการเสียสละ ภาวนาถึงเป็นการเสียสละ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจเราต้องมาเสียสละ เมื่อเสียสละเราจะได้ก้าวไปด้วยทานศีลสมาธิภาวนา เอาปัจจุบันเป็นวาระสำคัญของการประพฤติการปฏิบัติ มีความสุขกับการประพฤติมีความสุขกับการปฏิบัติ เพื่อตำแหน่งความสุขนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว
พระนิพพานให้ผู้ประพฤติปฏิบัติเข้าใจว่า พระนิพพานคือบ้านของเรา การยกเลิกตัวยกเลิกตนนั้นมีความสุขกับการทำหน้าที่ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำความดีเพื่อความอยากความต้องการ ใจของเราก็จะมีพระนิพพานเป็นที่อยู่ที่อาศัย
การปฏิบัติกายปฏิบัติวาจากิริยามารยาทที่มีความสุข เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจะเป็นพระนิพพาน ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติจะสัมผัสได้ที่ใจของผู้ปฏิบัติเอง
การทำความดีเพื่อความดี มีความสุขในการทำความดี การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้มันจะเป็นพระนิพพาน
ให้ผู้ปฏิบัติรู้เข้าใจ พระนิพพานอยู่ที่รู้เข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ พระนิพพานนั้นถึงเป็นอริยมรรคที่มีความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ พระนิพพานนี้เป็นบริสุทธิคุณ เป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่หวังอะไรตอบแทน เป็นความสุขอย่างยิ่ง เป็นความสุขอย่างเต็มที่ เป็นความรู้ความเข้าใจ ยกเลิกด้วยความรู้ความเข้าใจ ยกเลิกด้วยการประพฤติการปฏิบัติ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ต้องให้พระนิพพานอยู่กับชีวิตประจำวันของเรา เราอย่าไปรอนิพพานในชาติหน้า ปัจจุบันเราไม่มีพระนิพพาน อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญมันจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
การกระทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดีนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ มันมีได้มีเสีย นั้นมันคือความปรุงแต่ง นั้นมันคือนายทุน ไม่ใช่บริสุทธิคุณ การประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่ใช่ยกเลิกตัวไม่ใช่ยกเลิกตน มันกำลังเป็นจิ๊กซอว์ที่ติดต่อต่อเนื่อง นั้นไม่ใช่ปัญญา นั้นมันคืออวิชชา
การปฏิบัติใจถึงต้องมาปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ
การปล่อยวางเป็นความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการปฏิบัติกายดี ๆ ปฏิบัติวาจาดี ๆ กิริยามารยาทดี ๆ อาชีพดี ๆ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่อย่างนี้
การปฏิบัติธรรมนั้นถึงเป็นการยกเลิกความประมาท ถือเอาปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นวาระสำคัญ ปัจจุบันนี้ถึงไม่ตรึกนึกคิดในกาม ไม่ตรึกนึกคิดในพยาบาท ปัจจุบันถึงยกเลิกตัวยกเลิกตน ไม่มองข้ามปัจจุบัน เพราะปัจจุบันเป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติ
การปฏิบัตินั้นถึงมาเน้นที่ตัวเรา เน้นที่กายวาจากิริยามารยาทอาชีพ สมมติสัจจะนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก
พระธรรมพระวินัยเป็นสมมติสัจจะนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เรามองข้ามสมมติสัจจะนั้นคือมองข้ามปัจจุบัน มองข้ามหน้าที่ นั่นแหละคือความประมาท นั่นแหละคือความผิดพลาด นั่นแหละคือความเสียหาย นั่นแหละคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง.สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
ความเป็นพระนั้นเป็นกับเราทุก ๆ คน เราทุกคนอย่าไปหาพระภายนอก ต้องหาพระที่ตัวเรา พระนี้คือรู้เข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เพราะเหตุผลว่าพระนั้นคือพระธรรมคือพระวินัย
ที่พระอานนท์ได้ทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้วจะเอาใครเป็นตัวแทนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.
อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.
อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา
อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;
มีธรรมเป็นประทีป มีธรรม เป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่น เป็นสรณะ เป็นอยู่
อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ใน สถานะอันเลิศที่สุดแล.
พระก็ได้แก่พระธรรมพระวินัย รู้เข้าใจมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เราต้องมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เพราะความสุขกับความสงบนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่า ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อตัวเพื่อตนที่เราตรึกในกามตรึกในพยาบาท ที่เราพากันเกียจคร้านนั้นไม่ใช่พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี้มันเป็นอวิชชาเป็นความหลง
พุทธบริษัทต้องรู้ต้องเข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจย่อมละสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนไม่ได้
ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องมีความสุขในการทำหน้าที่ ทำความดีเพื่อความดีเพื่อให้ปฏิทาได้ติดต่อต่อเนื่อง
เราทุกคนจะไปขี้เกียจขี้คร้านไม่ได้ เพราะความขี้เกียจขี้คร้านนั้นเป็นสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ให้ผู้ประพฤติปฏิบัติรู้จักปัญหา รู้จักทุกข์ รู้จักเหตุเกิดทุกข์ รู้จักปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราทุกคนจะไปขี้เกียจขี้คร้านไม่ได้ ให้รู้จักปัญหา
ให้เข้าใจว่าปัญหานี้แหละคือปัญญา ปัญญานี้แหละเราต้องมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ
เราทุกคนอย่าไปมีตัวมีตน อย่าไปขี้เกียจขี้คร้าน เพราะธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความเกียจคร้านนั้นไม่ใช่พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่มีความขี้เกียจขี้คร้าน
วันหนึ่งคืนหนึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเสียสละตลอด ๒๔ ชั่ว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ขี้เกียจขี้คร้าน วันหนึ่งคืนหนึ่ง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเสียสละเพื่อร่างกายบรรทมพักผ่อนวันละ ๔ ชั่วโมง ท่านเสียสละเพื่อหมู่มวลมนุษย์เทพเทวามารพรหมวันละ ๒๐ ชั่วโมง รวมกันแล้ว ๒๔ ชั่วโมง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงเสียสละมีความสุขในการเสียสละอย่างนี้
เราคิดดูดี ๆ สิ เราไม่เสียสละ เราจะให้ทานรักษาศีลทำสมาธิภาวนาได้อย่างไร การเสียสละเป็นธรรมะเบื้องต้นท่ามกลางสูงสุด
ความสุขของเราถึงอยู่ที่ปัจจุบัน รู้เข้าใจ มีความสุขกับการเสียสละ
ผู้ประพฤติปฏิบัติคิดว่าการเสียสละนั้นเป็นความทุกข์ ว่าการทำงานเป็นความทุกข์ ปัญญาสัมมาทิฏฐิเราต้องรู้ต้องเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัยก็จะเป็นเหมือนพ่อของสามีนางวิสาขามหาอุบาสิกา จะพากันบริโภคของเก่า
ความรู้ความเข้าใจนี้มันจะเป็นตัวเป็นตน เป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ มันไม่ใช่ความรู้ความเข้าใจในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์
พ่อของสามีนางวิสาขามหาอุบาสิกาไม่รู้ไม่เข้าใจ ติดสุขติดสบาย ไม่เสียสละ ไม่รู้จักธรรมไม่รู้จักปัจจุบันธรรม ไม่มีความสุขในการเสียสละ
นางวิสาขา ได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ นางวิสาขาได้บำเพ็ญบารมีมาเป็นเวลาหลายล้านชาติหลายร้อยปี ในชาติเป็นนางวิสาขา อายุเพียง ๗ ขวบก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน คำว่าโสดาเป็นความรู้เรื่องอริยสัจสี่ เอาทั้งทางวิทยาศาสตร์ เอาทั้งทางใจไปพร้อม ๆ กัน เพราะทุกอย่างนั้นคือเหตุคือปัจจัยจากปัจจุบัน เป็นลูกสาวของธนันชัยเศรษฐี
มิคารเศรษฐีต้องการให้บุตรชายของตนแต่งงาน จึงได้นางวิสาขาผู้พร้อมด้วยความงาม ๕ อย่าง และเป็นผู้มีความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในพระพุทธศาสนาเข้ามาสู่สกุลของตน เพราะเหตุแห่งนางวิสาขา มิคารเศรษฐีและภรรยาได้บรรลุโสดาปัตติผล ประกาศตนเป็นอุบาสก ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
บุตรของมิคารเศรษฐี กรุงสาวัตถี ชื่อว่าปุณณวัฒนกุมาร เจริญวัยแล้ว มารดาบิดาต้องการให้แต่งงาน แต่เขายังไม่อยากแต่งงานจึงกล่าวว่า ถ้าได้หญิงสาวที่พร้อมด้วยความงาม ๕ อย่าง จึงจะแต่งงาน
ลักษณะเบญจกัลยาณีหรือความงาม ๕ อย่างนั้น คือ
1. ผมงาม คือ ผมเหมือนกำหางนกยูง เมื่อแก้ปล่อยระชายผ้านุ่งแล้ว ก็กลับมีปลายงอนขึ้นตั้งอยู่
2. เนื้องาม คือ ริมผีปากเช่นกับผลตำลึงสุก ถึงพร้อมด้วยสีเรียบชิดสนิทดี
3. กระดูกงาม คือ ฟันขาวเรียบไม่ห่างกัน งดงามดุจระเบียบแห่งเพชร ที่เขายกขึ้นตั้งไว้ และดุจระเบียบแห่งสังข์ที่เขาขัดสีแล้ว
4. ผิวงาม คือ ผิวพรรณของหญิงดำ ไม่ลูบไล้ด้วยเครื่องประเทืองผิวเลย ก็ดำสนิท ประหนึ่งพวงอุบลเขียว, ถ้าผิวพรรณของหญิงขาว ก็ประหนึ่งพวงดอกกรรณิการ์
5. วัยงาม หญิงแม้ว่าคลอดแล้วตั้ง ๑๐ ครั้ง ก็เหมือนคลอดครั้งเดียว ยังสาวพริ้งอยู่
เศรษฐีจึงส่งพราหมณ์ไปแสวงหาหญิงเบญจกัลยาณี พราหมณ์เดินทางมาถึงเมืองสาเกตและได้พบนางวิสาขา อายุย่างเข้า ๑๕ - ๑๖ ปี ประดับประดาด้วยเครื่องอาภรณ์ครบทุกอย่าง แวดล้อมด้วยหมู่เด็กหญิง ๕๐๐ คน ขณะนั้นได้เกิดฝนตก เด็กหญิง ๕๐๐ รีบเดินเข้าไปในศาลา แต่นางวิสาขาเดินตามปกติเข้าไปในศาลา ผ้าและอาภรณ์เปียกโชก เมื่อถามว่าทำไมนางจึงไม่วิ่งหนีฝน นางตอบว่า
ชน ๔ จำพวกเมื่อวิ่ง ย่อมไม่งาม
- พระราชาประดับประดาด้วยเครื่องอาภรณ์
- ช้างมงคลของพระราชาที่ประดับแล้ว
- บรรพชิต
- และสตรี
และสตรีนั้น พ่อแม่เลี้ยงอย่างทะนุถนอมมาเพื่อส่งไปตระกูลอื่น ถ้าวิ่งแล้วหกล้ม มือหรือเท้าหัก ก็จะเป็นภาระของตระกูล ส่วนเสื้อผ้าและเครื่องประดับ เปียกแล้วแห้ง นางจึงไม่วิ่ง
ธนันชัยเศรษฐีได้จัดไทยธรรมและให้ทรัพย์สินแก่นางวิสาขา จำนวนมาก และได้ให้โอวาทในการไปอยู่ในสกุลพ่อสามีแม่สามี ๑๐ ข้อ คือ ไม่ควรนำไฟภายในออกไปภายนอก, ไม่ควรนำไฟภายนอกเข้าไปภายใน, พึงให้แก่คนที่ให้เท่านั้น, ไม่พึงให้แก่คนที่ไม่ให้, พึงให้แก่คนทั้งที่ให้ทั้งที่ไม่ให้, พึงนั่งให้เป็นสุข, พึงบริโภคให้เป็นสุข, พึงนอนให้เป็นสุข, พึงบำเรอไฟ, พึงนอบน้อมเทวดาภายใน
มิคารเศรษฐี เลื่อมใสต่อพวกชีเปลือยและไม่ได้คำนึงพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ วันหนึ่ง เศรษฐีได้เชิญพวกชีเปลือย ๕๐๐ คน มาบริโภคข้าวปายาส และอาหารอื่นๆในเรือน แล้วให้คนไปตามนางวิสาขามาไหว้ ซึ่งนางไม่ไหว้และกลับเรือน ชีเปลือยจึงตำหนิเศรษฐีและให้ไล่นางไปแต่เศรษฐีไม่อาจทำได้
วันหนึ่ง มีพระภิกษุมาบิณฑบาตที่ประตูเรือนแต่พ่อสามีทำเป็นไม่เห็น ก้มหน้ากินอาหารต่อไป นางจึงนิมนต์ภิกษุไปข้างหน้าแล้วกล่าวว่า พ่อสามีของดิฉันกำลังกินของเก่า เศรษฐีได้ฟังแล้วโกรธมาก ได้ขับไล่นางออกจากเรือน นางปฏิเสธที่จะไปเพราะตนมาเป็นสะใภ้มิใช่เพื่อมาเป็นนางทาสี แล้วได้เชิญกุฎุมพีที่ติดตามมาจากเมืองสาเกตให้วินิจฉัยความผิด
เศรษฐีกล่าวว่า นางวิสาขาว่าตนเป็นผู้กินของไม่สะอาด นางได้ชี้แจงว่า พ่อสามีกินข้าว ไม่ใส่ใจพระภิกษุที่มาบิณฑบาต ไม่ทำบุญในอัตภาพนี้ บริโภคแต่บุญเก่าเท่านั้น จึงได้พูดว่า นิมนต์ไปข้างหน้า พ่อสามีกำลังบริโภคของเก่า
และคืนหนึ่ง นางวิสาขาและคนใช้ชายหญิงติดตามไปหลังเรือนตอนเที่ยงคืน นางได้ชี้แจงว่าแม่ม้าตกลูก นางเห็นว่าไม่สมควรนั่งเฉยไม่เป็นธุระ จึงให้พวกคนใช้ไปทำการดูแลแม่ม้า นางจึงไม่มีโทษ
บิดานางวิสาขาได้ให้โอวาท ๑๐ ข้อ ซึ่งลี้ลับ มิคารเศรษฐีไม่เข้าใจ จึงต้องให้นางวิสาขาอธิบาย
- ไฟในไม่พึงนำออกไปภายนอก คือ เห็นโทษของพ่อแม่สามีและสามีแล้ว อย่านำไปพูดภายนอกเรือน
- ไฟแต่ภายนอก ไม่พึงให้เข้าไปภายใน คือ ถ้าคนทั้งหลายพูดถึงโทษของพ่อแม่สามีและสามี อย่านำเอาคำพูดนั้น มาพูดภายในเรือน
เศรษฐีได้ฟังคำอธิบายโอวาท ๑๐ ข้อ แล้ว ไม่โต้แย้ง
เมื่อจบการวินิจฉัย นางวิสาขาไม่มีความผิดจึงไม่ต้องออกจากเรือนตามคำของพ่อสามี แต่นางจะไป เนื่องจากนางเป็นธิดาของตระกูลผู้มีความเลื่อมใสอันไม่ง่อนแง่นในพระพุทธศาสนา หากไม่ได้บำรุงภิกษุสงฆ์แล้ว จะเป็นอยู่ไม่ได้ หากนางได้บำรุงภิกษุสงฆ์ นางจึงจะอยู่ ซึ่งท่านเศรษฐียินยอม
นางวิสาขาได้ทูลนิมนต์พระพุทธเจ้าเสด็จมาที่บ้านเพื่อถวายภัตรและแสดงธรรม การแสดงธรรมของพระองค์นั้น ไม่ว่าชนผู้นั้นจะอยู่ตรงไหน ผู้รับฟังจะกล่าวว่า "พระศาสดา ย่อมทอดพระเนตรดูเราคนเดียว ทรงแสดงธรรมโปรดเราคนเดียว"
เมื่อมิคารเศรษฐีฟังธรรมเทศนา ได้บรรลุโสดาปัตติผล มีศรัทธามั่นคง หมดความสงสัยในพระรัตนตรัย ได้ขอให้นางวิสาขาเป็นมารดา ตั้งแต่วันนั้น นางวิสาขาได้ชื่อว่ามิคารมารดา ภายหลังได้บุตรชาย จึงได้ตั้งชื่อบุตรนั้นว่า "มิคาระ" ในวันรุ่งขึ้น แม่สามีก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล ตั้งแต่นั้นมา เรือนหลังนั้นได้เปิดประตูเพื่อต้อนรับพระภิกษุในพระพุทธศาสนา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราทุกคนต้องพากันมาเสียสละ ปฏิบัติใจก็ต้องปฏิบัติที่กายวาจากิริยามารยาทอาชีพ มีความสุขในการเสียสละ
การประพฤติการปฏิบัติผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติที่ไม่รู้อริยสัจสี่ ไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้เหตุเกิดทุกข์ ไม่รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ มีความคิดความเห็นความเข้าใจว่า ถ้าการประพฤติการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องมันสายน้ำมันจะเกิดความเครียด มันจะเกิดความทุกข์
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ การประพฤติการปฏิบัติที่มีความสุขนั้นความเครียดนั้นจะไม่มีเลย มันจะมีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขใหม่เกิดขึ้นมาเป็นดั่งสายน้ำ
ความสุขนั้นไม่มีความเครียด ความสุขระดับมนุษย์ ระดับเทวดา ระดับพรหม ระดับพระอริยเจ้าจะไม่มีความเครียด ทำความดีเพื่อความดีความเครียดจะไม่มี ถ้าเราทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดีความเครียดนั้นมีทันที
ถ้าเรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติความทุกข์จะไม่มี ความเครียดจะไม่มี ถ้าปฏิปทาของเราติดต่อต่อเนื่องความสุขติดต่อต่อเนื่องความทุกข์ความเครียดจะไม่มี
การประพฤติการปฏิบัติถึงเป็นอริยมรรค สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นอยู่ที่มีความรู้ความเข้าใจ อยู่ที่มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติความเครียดนั้นจะไม่มี
อย่างเราเรียนหนังสือมีความสุขความเครียดจะไม่มี อย่างเราทำงานมีความสุขความเครียดจะไม่มี อย่างเรานั่งสมาธิหายใจเข้าสบายความเครียดจะไม่มี หายใจออกสบายความเครียดจะไม่มี
แต่ถ้าเราอยากเราต้องการ ทำสมาธิเพื่อต้องการให้สงบ หรือต้องการเพื่อให้เป็นพระโสดาบันพระสกิทาคามีพระอนาคามีความเครียดก็ต้องมี เพราะทำความดีเพื่อความอยากความต้องการ ความอยากความต้องการนั้นเป็นการลงทุน การปฏิบัตินั้นไม่ใช่บริสุทธิคุณ การปฏิบัตินั้นเป็นตัวเป็นตน
การนอนการพักผ่อนของหมู่มวลมนุษย์ มนุษย์ผู้เป็นฆราวาสทานอาหารวันละ ๓ ครั้ง ๓ เวลา พักผ่อนวันละ ๘ ชั่วโมง มีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขในการทำงาน ชีวิตของเราก็จะเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ที่อนาคต
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจอย่างนี้ เพื่อจะได้มีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขในการทำงาน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านส่งพระอรหันต์ขีณาสพออกไปเผยแผ่เพื่อให้ประชาชนรู้เข้าใจในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความทุกข์ ทุกคนมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ทุกคนนั้นก็จะอยู่กับพระนิพพาน เดินยืนนั่งนอนอาชีพก็จะอยู่กับพระนิพพานก็จะอยู่กับความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ
ท่านส่งสงฆ์สาวกของไปเผยแผ่ ไปทางละรูป สัมมาทิฏฐิความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ
สำหรับผู้ที่มาบวช... ผู้ที่มาบวชฉันอาหารวันหนึ่งเพียงครั้งเดียว ฉันในบาตร ไม่ฉันนอกบาตร ไม่ฉันในภาชนะอื่น ไม่ฉันในโต๊ะจีนโต๊ะไทยโต๊ะฝรั่งโต๊ะเกาหลี โต๊ะอะไรต่าง ๆ ให้ฉันในบาตร อะไร ๆ ก็ใส่ลงในบาตร ฉันวันหนึ่งเพียงหนเดียว ยกเลิกตัวตนหมด เพราะยกเลิกตัวตนมันมีความสุข เพราะตัวตนนั้นมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป ทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมาอีก ถ้าเรายกเลิกตัวตนถึงจะไม่มีความทุกข์ เน้นการประพฤติการปฏิบัติที่กายวาจากิริยามารยาทเพื่อเข้าสู่ใจวิเวกสมาธิวิเวกอุปธิวิเวก
การพักผ่อนจำวัดวันละ ๖ ชั่วโมง
หลวงปู่ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง ท่านให้พระจำวัดวันละ ๖ ชั่วโมง นอนจำวัดเวลา ๓ ทุ่ม ตื่นตี ๓ เวลาตื่นอยู่นี้ ๑๘ ชั่วโมง มีความสุขกับปฏิบัติกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เพราะการประพฤติการปฏิบัติใจเค้าปฏิบัติที่กายที่วาจากิริยามารยาทอาชีพยกเลิกตัวตน
ไม่ให้ทิ้งปัจจุบัน เพราะปัจจุบันเป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันเราทิ้งไม่ได้ ปัจจุบันเราต้องมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ เราจะมองข้ามปัจจุบันนั้นไม่ได้ ต้องมีความสุขในการทำหน้าที่ เพื่อให้ความดีและปัญญาก้าวไปเป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องให้ติดต่อต่อเนื่อง การปฏิบัติถึงเป็นอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพถึงเป็นปัจจุบัน
ปัจจุบันเราถึงมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ การทำอะไรติดต่อต่อเนื่อง ๓ อาทิตย์ขึ้นไปถึงจะได้ผลเห็นผล รูปธรรมก็จะได้ผลเห็นผล นามธรรมก็จะได้ผลเห็นผล
ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องรู้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะความเป็นพระนั้นอยู่ที่รู้เข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ
ที่เราพากันมาวัด มาสมัครสมานสามัคคี พากันมาเสียสละยกเลิกตัวยกเลิกตน
เราอยู่ที่บ้านอยู่ที่ทำงานก็ต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน ความเป็นพระนั้นถึงเป็นได้อยู่ทั้งเมืองกรุงเมืองหลวงต่างจังหวัดตามป่าเขาลำเนาไพร มันเป็นความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติมีความสุขกับการปฏิบัติ
การประพฤติการปฏิบัติให้ผู้ประพฤติปฏิบัติรู้เข้าใจ การประพฤติการปฏิบัติมันเป็นรายรับรายจ่าย เป็นธนาคารแห่งชีวิต จะเป็นการเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงความพอดี เข้าถึงความเต็ม ๆ ๆ
เราต้องรู้เข้าใจ เราอยากได้มากมันก็ไม่มาก อยากได้น้อยมันก็ไม่น้อย อยากให้ช้ามันก็ไม่ช้า อยากให้เร็วมันก็ไม่เร็ว เราต้องรู้เข้าใจ
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องมารู้อริยสัจคือความจริงอันประเสริฐ จะไม่ได้ไปปรุงไปแต่ง เราจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ
เรายกเลิกตัวตนเราก็มีความสุข เพราะเรารู้เข้าใจ เรามีความสุขในการทำหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราประพฤติปฏิบัติอย่างนี้
เรามาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านตรัสเป็นปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่าปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ เพราะปัจจุบันนี้เป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน เราต้องรู้จักกรรม รู้จักกฎแห่งกรรม รู้จักผลของกรรม
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านกับพุทธบริษัททั้งหลาย เธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด เพราะปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง เราต้องมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ
เรามาระลึกถึงคติธรรมของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโตว่า
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพุธที่ ๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา