๓ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ ๓ ของเดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ให้ทุกคนพากันนั่งฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่าพากันนั่งหลับ เพื่อจะได้จำเนื้อหาสาระของธรรมะ

 

พวกเราต้องพากันมารู้มาเข้าใจในการประพฤติในการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นเค้าปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเป็นการประพฤติการปฏิบัติ เราต้องเอาความรู้คู่กับการประพฤติกับการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อให้เข้าใจง่าย ๆ

 

เพราะเหตุผลว่า อดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันนี้ถึงเป็นการประพฤติการปฏิบัติของเรา

 

ความรู้ถึงเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน

 

พระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ เราต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติ ความตั้งใจตั้งเจตนาถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

เราพากันคิดดูดี ๆ นะ ภาชนะที่จะใช้ได้นั้นต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้ ภาชนะที่ล้ม ภาชนะที่คว่ำนั้นเป็นภาชนะที่งานไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องพากันมาตั้งอกตั้งใจ ให้พากันเข้าใจว่า ปัจจุบันนี้เป็นการชิงแชมป์ระหว่างพระนิพพานกับวัฏฏสงสาร

 

ปัจจุบันเราต้องตั้งใจให้ดี ๆ ถ้าเราไม่ตั้งใจให้ดี ๆ ก็ย่อมเกิดความเสียหาย เกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

เรามาบวช เราพากันมาอยู่วัดปฏิบัติธรรม เพื่ออบรมบ่มอินทรีย์ เพื่อเอาความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เอามาใช้เอามาประพฤติเอามาปฏิบัติ

 

เราทุกคนจะไปตามใจตัวเองไม่ได้ จะไปตามอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ให้ทุกท่านทุกคนรู้เข้าใจ อย่าพากันไปทำอะไรตามใจตามอารมณ์ตามสัญชาตญาณที่มันยังเป็นอวิชชาเป็นความหลง ที่มีความยึดมั่นถือมั่นให้ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ ที่เป็นตัวเป็นตน เราจะตามสัญชาตญาณอย่างนั้นไม่ได้

 

เราอย่าพากันคิดว่าการทำอะไรตามใจตามอารมณ์ตัวเองตามความรู้สึกนั้นมันเป็นชีวิตที่ส่วนตัว มันเป็นตัวของตัวเอง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าไปคิดอย่างนั้นไม่ได้นะ เราไปคิดอย่างนั้นไม่ได้

 

ให้เราเข้าใจว่า การคิดอย่างนั้นตรึกอย่างนั้นมันไม่ได้ ต้องเข้าใจ พระธรรมพระวินัยข้อวัตรข้อปฏิบัตินี้ไม่ให้เราตามใจตัวเอง ตามอารมณ์ตัวเอง ตามความรู้สึกของตัวเอง เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวในตน เพื่อจะให้เรายกเลิกตัวตน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราทุกคนอย่าไปทำอะไรตามใจ ตามความรู้สึก การตามใจตามความรู้สึกมันเป็นนิติบุคคลตัวตน

 

พระธรรมพระวินัย ข้อวัตรกิจวัตร เราต้องรู้เข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เรายกเลิกตัวยกเลิกตน

 

ด้วยเหตุผลนี้แหละ ทุกคนจะไปตามใจตัวเอง ตามอารมณ์ตัวเอง ตามความรู้สึกของตัวเองนั้นไม่ได้

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราพากันมาถือนิสัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นิสัยก็ได้แก่พระวินัย ธุดงควัตร

 

ผู้มาบวชผู้มาปฏิบัติถึงยกเลิกนิสัยของตัวเอง มาถือพระธรรมถือพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ ตั้งใจรักษาพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่

 

การฝึกใจต้องอาศัยพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เป็นเครื่องฝึก ผู้ที่มาบวชผู้ที่มาประพฤติมาปฏิบัติธรรมถึงต้องมาถือนิสัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

พระอานนท์ได้ทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อให้ผู้ประพฤติปฏิบัตินั้นได้เข้าใจ ให้ผู้ประพฤติปฏิบัตินั้นได้มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;

มีธรรมเป็นประทีป มีธรรม เป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่น เป็นสรณะ เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ใน สถานะอันเลิศที่สุดแล.

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ว่าพระพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย พระธรรมพระวินัยเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราทุกคนเป็นพระ

 

การที่เราถือนิสัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้แก่เราถือพระธรรมถือพระวินัย เพราะเหตุผลว่า พระธรรมพระวินัยเป็นความรู้ความเข้าใจแล้วมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ นี้คือการถือนิสัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องยกเลิกตัวตน ปัจจุบันเราต้องว่างจากตัวจากตน เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน

 

ให้ถือเอาปัจจุบันเป็นวาระสำคัญของการประพฤติของการปฏิบัติ ปัจจุบันเราต้องยกเลิกตัวตน ความเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ถ้าเราไม่มีความเคารพในพระพุทธเจ้า พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอริยสงฆ์ พระอรหันต์ขีณาสพขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความสงบนั้นก็จะไม่มี เพราะความเคารพนั้นคือความสงบ ความสงบนั้นต้องมาจากความเคารพ

 

ผู้มาบวช ผู้มาประพฤติปฏิบัติธรรมต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ใจของเรานั้นไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นว่าเราคิดเราปรุงแต่งอะไร แต่ใจของเรารู้เห็นว่าเราคิดเราปรุงแต่งอะไร

 

ด้วยเหตุผลนี้ ผู้มาบวช ผู้มาประพฤติปฏิบัติธรรมจะไปตรึกนึกคิดในกามนั้นไม่ได้ จะไปตรึกนึกคิดในพยาบาทนั้นไม่ได้

 

เราทุกคนต้องมีเบรกมีเซฟตี้ รถก็ยังมีเบรกมีเซฟตี้ เครื่องบินก็ยังมีเบรกมีเซฟตี้ เรือยังมีเบรกมีเซฟตี้ ใจของเรานั้นต้องมีเบรกมีเซฟตี้ ไม่ตรึกนึกคิดในกาม ไม่ตรึกนึกคิดในพยาบาท

 

เราต้องยกเลิกในเรื่องตรึกนึกคิดในกามตรึกนึกคิดในพยาบาท เน้นที่ใจที่บริสุทธิคุณ การประพฤติการปฏิบัติถึงเข้าถึงความซื่อสัตย์ เข้าถึงความสุจริต

 

มีความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป ใครไม่รู้ไม่เห็นไม่เข้าใจ แต่ตัวของเราก็เป็นผู้รู้เห็นผู้เข้าใจ

 

ถ้าเราไม่เคารพในพระธรรมพระวินัย ธรรมะที่เป็นธรรมะบริสุทธิคุณนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้

 

ความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ตรึกในเรื่องกามไม่ตรึกในเรื่องพยาบาทนั้นถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

ความเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความเคารพในพระธรรมพระวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เข้าสู่ภาคประพฤติภาคปฏิบัติ เราทุกคนถึงจะเป็นสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ถ้าเรายังตรึกในกามตรึกในพยาบาท เราทุกคนไม่ใช่สงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ เราพากันมาคิดดูดี ๆ นะ เราตรึกในกามตรึกในพยาบาท เราจะเป็นสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างไร

 

เราคิดกี่ครั้ง ร้อยครั้งพันครั้งเป็นหมื่น ๆ เป็นแสน ๆ เป็นล้าน ๆ ครั้งเราก็ไม่ใช่เป็นสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ความเคารพนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจแล้ว การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นก็จะมีแต่ความเสียหาย มีแต่การพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึกสตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

พระธรรมพระวินัยเป็นสาเหตุให้เราเปลี่ยนแปลงจากชั่วกลายเป็นดี ความรู้ถึงเป็นคู่ของการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน ความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่องจะเป็นขบวนการของเหตุของปัจจัย เราจะไม่ได้เดินไปข้างหน้าถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม

 

พระธรรมพระวินัยเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่เดินไปข้างหน้าไม่ถอยกลับมาที่เก่าที่เดิม

 

การทำอะไรติดต่อต่อเนื่อง ๓ อาทิตย์ ๒๑ วันขึ้นไปนั้นถึงจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งรูปธรรมนามธรรม

 

พระธรรมพระวินัยที่เรารู้เราเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่อง นี้คือการถือนิสัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยกเลิกนิสัยของตัวเอง

 

เราทุกคนได้รับสิทธิพิเศษพากันมาบวช พากันมาอยู่วัดปฏิบัติธรรม บ้านไม่ได้เช่า ข้าวไม่ได้ซื้อ อาหารการบริโภค ยานพาหนะ รักษาพยาบาลฟรี นี้ได้มาจากสิทธิพิเศษของผู้ที่มาบวชผู้มาประพฤติผู้มาปฏิบัติธรรม ผู้มาบวชผู้ปฏิบัติธรรมพากันมารู้มาเข้าใจในที่มาที่ไปของทรัพยากรที่ได้มาจากมหาชน

 

เรามาบวชเราทุกคนต้องมาตั้งใจร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติ

 

เพราะเหตุผลว่า ทรัพยากรที่เรากำลังใช้อยู่นี้มันเป็นของมหาชน ไม่ใช่ของเรา เราต้องพากันมาทำประโยชน์ของเราเอง และประโยชน์ของผู้อื่น

 

วันหนึ่งคืนหนึ่งเราพากันนอนพักผ่อนจำวัดวันละ ๖ ชั่วโมง เข้านอนจำวัดเวลา ๓ ทุ่มตื่นนอนจากจำวัดเวลาตี ๓ เวลาตื่นอยู่ของเราทุกคนเป็นเวลา ๑๘ ชั่วโมง เวลานอนพักผ่อนจำวัดกับเวลาตื่นอยู่นี้เป็นเวลาปฏิบัติธรรมทั้งหมด

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนพากันเข้าใจอย่างนี้ อย่าไปเข้าใจอย่างอื่น

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นอริยมรรคทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ที่ใจตั้งใจตั้งเจตนา ใจที่รู้เข้าใจว่าเราจะเดินทางไกลตั้งแต่เบื้องต้น ท่ามกลาง สูงสุดก็ต้องอาศัยพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยถึงเป็นข้อวัตรข้อปฏิบัติ เป็นยานสำหรับเดินทาง

 

เราจะเดินทางไกลเราก็ต้องอาศัยยานในการเดินทาง ทางบกก็ต้องอาศัยรถยนต์อย่างดี ทางอากาศต้องอาศัยเครื่องบินอย่างดี ทางทะเลทางมหาสมุทรก็ต้องอาศัยเรือขนาดใหญ่อย่างดีเพื่อจะเดินทางถึงจุดหมายปลายทางโดยสวัสดิภาพ

 

พระธรรมพระวินัยเราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ พระธรรมพระวินัยนั้นคือยาน

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่ให้เราทุกคนตั้งอยู่ในความประมาท ให้เอาปัจจุบันเป็นการประพฤติการปฏิบัติเพื่อเราจะได้ผ่านด่านของธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เราจะได้ผ่านด่านโลกธรรม ได้แก่ นิวรณ์ทั้ง ๕ อคติทั้ง ๔

 

พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นยานที่จะให้เราได้ผ่านของธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ ให้ผู้ปฏิบัติได้รู้เข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยเท่านั้นที่จะพาเราผ่านด่านเหล่านี้ไปได้

 

เราทุกคนต้องมารู้เข้าใจเรื่องปัญหา ปัญหานี้จะได้เกิดปัญญา เราจะได้เอาปัญญานั้นมามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

เราต้องมาเข้าใจคำว่าความสุข  ความสุขนั้นคือความไม่มีทุกข์ เพราะมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ความทุกข์นั้นจะไม่มีเลย

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิ เรามีความรู้ความเข้าใจ ความทุกข์นั้นมันเป็นเรื่องของกาย กายนั้นย่อมมีทุกข์เกิดขึ้น ย่อมมีความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป ความทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ ความทุกข์ทางกายนั้นมันเป็นปลายเหตุแล้ว ความทุกข์นั้นเกิดจากความไม่รู้ไม่เข้าใจที่เราเอาธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ นั้นมาเป็นเรา

 

ผลของกรรมที่เกิดจากความไม่รู้ไม่เข้าใจ ได้มีความยึดมั่นถือมั่นในธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เราได้เอาสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวเราเป็นของเรา ถึงเป็นลูกโซ่เป็นวงกลม หาทางออกไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ ใจของเราทุกคนต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพื่อจะได้หยุดกรรมเก่า ไม่สร้างกรรมใหม่ เข้าใจปัญหา มาเอาปัญญาสัมมาทิฏฐินำชีวิต เพื่อเราทุกคนจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ใจของเรารู้เข้าใจในเรื่องทุกข์ ในเรื่องเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ให้มันทุกข์แต่ร่างกายก็เพียงพอ ใจของเราไม่ต้องไปมีความทุกข์ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ เราก็จะพากันดิ้นรนกระเสือกกระสน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ในธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นมันจะได้จบลงที่ปัจจุบัน มันจะได้หยุดลงที่ผัสสะ

 

ความรู้ความเข้าใจในสัจจะในความจริงว่าธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ มันเป็นเช่นนี้เอง เราอยากให้มากมันก็ไม่มาก เราอยากให้น้อยมันก็ไม่น้อย เพราะธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เค้าทำหน้าที่ของเค้าอย่างนี้

 

เราไม่เข้าไปลิดรอน ไม่เข้าไปปรุงแต่ง ความปรุงแต่งนั้นมีแต่ความทุกข์ได้เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป ความทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมา ความทุกข์แต่งตั้งคือความไม่สงบ ความปรุงแต่งนั้นคือความวุ่นวาย ความปรุงแต่งนั้นคือสงคราม สงครามในตัวของมันเอง สงครามระหว่างภายนอกภายใน สงครามในประเทศ สงครามต่างประเทศ

 

เราทุกคนต้องมารู้เรื่องของกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม เราจะหยุดกรรมเก่าด้วยความรู้ความเข้าใจ เราจะไม่สร้างกรรมใหม่ด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

ปัจจุบันนี้เราถึงต้องเคารพในพระธรรมในพระวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะความเคารพนั้นแหละจะให้เกิดความสงบ ความสงบกับความสุขมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าเรามีความสงบเราก็มีความสุข ถ้าเรามีความสุขมันก็มีความสงบ

 

ความรู้ความเข้าใจเป็นการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ พัฒนาทั้งใจไปพร้อม ๆ กัน มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เพราะความสุขกับความสงบมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ความสงบกับความสงบมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน

 

เราเคารพในพระธรรมพระวินัย มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัตินั้นของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ สายน้ำนั้นคือน้ำมันไหลติดต่อต่อเนื่องถึงเรียกว่าสายน้ำ น้ำหยดนั้นเป็นน้ำหยดทีละหยด ไม่ใช่น้ำไหล ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องเข้าใจ เราทั้งหลายถึงตามใจตัวเองไม่ได้ ตามอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ตามความรู้สึกไม่ได้ การประพฤติการปฏิบัติของเราต้องปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราตั้งใจ ให้ตั้งไว้ตั้งเจตนาไว้ ทำเหมือนปลูกต้นไม้ต้นหนึ่งไว้ในที่โล่งที่กลางแจ้ง ไม่มีอะไร ไม่ปกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่ ได้รับแสงแดดอากาศออกซิเจนดินดี การประพฤติการปฏิบัตินั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทำอย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้

 

อย่างเราอยู่กันหลายคนอย่างนี้ก็ให้เราอยู่เหมือนคนเดียว อยู่ในที่โล่งที่กลางแจ้ง ต้นไม้ที่อยู่ที่โล่งที่กลางแจ้งก็ย่อมกระทบลมพัดอย่างแรง แสงแดด อากาศร้อนอากาศหนาว ต้นไม้นั้นต้องหยั่งรากลงลึกขยายรากให้กว้าง ต้นไม้นั้นถึงจะอยู่ได้ การประพฤติการปฏิบัติก็ย่อมเป็นเหมือนต้นไม้ที่ปลูกไว้ในที่กลางแจ้ง

 

การประพฤติการปฏิบัติถึงเป็นการตั้งอกตั้งใจตั้งเจตนา ใจของเราต้องเป็นหนึ่งเป็นเอกัคคตา ใจของเราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นถูกต้อง มีความเข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติให้ถูกต้อง ใจของเราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นจะเป็นเอกัคคตาคือความเป็นหนึ่ง ใจของเรานั้นต้องทำความดีเพื่อความดี ใจของเรานั้นไม่ได้ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดีนั้นมันเป็นความปรุงแต่ง มันเป็นขั้วบวกขั้วลบ มันมีได้มีเสีย มีการเปรียบเทียบ

 

ใจของเรานั้นต้องเป็นหนึ่ง ทำความดีเพื่อความดี ทำความดีนั้นถึงประกอบด้วยปัญญา คนดีกับคนมีปัญญาต้องเป็นคนหนึ่งคนเดียวคือเป็นเอกัคคตา เป็นการทำความดีเพื่อความดี

 

อย่างเรานั่งอยู่ในศาลาอย่างนี้ ให้เรานั่งสง่างามตัวตรง ไม่ให้ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ มาครอบงำใจของเรา ใจของเราต้องเป็นหนึ่งเป็นเอกัคคตา ใจของเราต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องเข้าใจ การฝึกใจเค้าต้องฝึกที่กาย นั่งให้กายตรงไม่ให้ตัวโค้งตัวงอ ให้นั่งเหมือนองค์พุทธปฏิมากรณ์ นั่งให้สง่างาม เพื่อให้สมาธิกับปัญญามันเสมอกัน คนที่นั่งตัวโค้งตัวงอ นั่งสัปหงกไปสัปหงกมา นี้คือปัญญาสมาธิจะไม่เสมอกัน การฝึกใจต้องฝึกที่กาย ฝึกที่วาจาที่กิริยามารยาท ความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป ต้องให้ละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป

 

อย่างเรามานั่งในศาลาอย่างนี้ เราก็ต้องละอายเพื่อนที่นั่งอยู่รอบ ๆ นี้ ละอายเพื่อนเค้า เพราะที่นั่งสมาธิไม่ใช่จะมานั่งตัวโค้งตัวงอ นั่งสัปหงก ถ้าเราหมดความละอายเพื่อนชื่อว่าเป็นผู้หมดยางอายแล้ว ไม่มีความละอายต่อบาปไม่เกรงกลัวต่อบาป การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ที่ติดต่อต่อเนื่อง ๓ อาทิตย์ขึ้นไปจะทำให้เราดีขึ้น

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ การฝึกนี้เค้าต้องฝึกที่กาย สมมติสัจจะให้รู้เข้าใจ สมมติสัจจะเป็นสิ่งที่ปฏิบัติภายนอก ให้ภายนอกมาตรฐาน ให้ภายนอกชัดเจน

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยที่เราประพฤติปฏิบัตินี้เค้าต้องตั้งฝึกที่กายที่วาจากิริยามารยาทและอาชีพ

 

เหมือนอนาถบิณฑิกเศรษฐี ได้ฝึกลูกชาย ประวัติความเป็นมาว่า เมื่ออนาถบิณฑิกเศรษฐีได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันแล้ว มีทรัพย์มากมายทางภายนอก มีอริยทรัพย์ที่เกิดจากหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ จึงต้องการให้บุตรชายได้ทั้งทรัพย์ภายนอกทรัพย์ภายใน จึงได้หาอุบายเพื่อให้ลูกชายไปฟังพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

“ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี” มีบุตรชายโทน คือ นายกาละ กับบุตรสาวอีกสามคน คือ นางมหาสุภัททา นางจุลสุภัททา และนางสุมนาเทวี

บุตรสาวทุกคนใจบุญสุนทานตามอย่างบิดาเลยทีเดียว บิดาจึงมอบให้ดูแลเกี่ยวกับการทำบุญเลี้ยงพระด้วย

พระที่รับนิมนต์มาฉันบ้านเศรษฐีประจำ มีจำนวนวันละพันรูป ที่บ้านจึงต้องมีผู้คนตระเตรียมอาหารถวายพระ ยังกับมีงานมหรสพทุกวันก็ว่าได้

มหาสุภัททา ลูกสาวคนโต เป็นแม่งานใหญ่ดูแลสั่งการทุกอย่าง งานดำเนินมาด้วยความเรียบร้อยตลอดมา พอมหาสุภัททาแต่งงานออกเรือนไปแล้ว น้องสาวคนรองคือ จุลสุภัททา ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่แทน ครั้นจุลสุภัททาแต่งงานไปอยู่กับครอบครัวพ่อแม่สามีแล้ว น้องคนสุดท้องชื่อ สุมมาเทวี รับหน้าที่แทน

ครับ มีลูกสาวก็ดีอย่างนี้แหละ แบ่งเบาภาระได้ ตัวท่านเศรษฐีนั้นไม่มีเวลาว่างเลย ไปเป็นที่ปรึกษาในกิจการงานบุญของชาวบ้านตลอดเวลา เพราะท่านเป็นผู้ใกล้ชิดพระศาสนา ใกล้ชิดพระสงฆ์ ใครจะทำบุญเลี้ยงพระ หรือจัดงานบุญอื่นๆ ต้องมาขอคำแนะนำจากท่านอนาถบิณฑิกะตลอด

งานภายในบ้านต้องมอบให้อยู่ในความรับผิดชอบของบุตรสาว

แล้วบุตรชายคนโตและคนเดียวของเศรษฐีเล่า ไม่ได้ช่วยอะไรเลยหรือ

ในเบื้องต้นแล้วไม่ได้ช่วยอะไรเลยครับ เป็นบุตรไม่เอาถ่าน เอาแต่เที่ยวเตร่เป็นเพลย์บอยตามประสาลูกมหาเศรษฐี

ดีว่าสมัยโน้นไม่มีรถซิ่ง ถ้ามีแกคงซิ่งรถแข่ง ไม่มีโอกาสตายตอนแก่ (รถคว่ำตาย) ก็อาจเป็นได้

ท่านเศรษฐีเองก็ “เจ๊กอั่ก” ที่มีลูกชายไม่เอาไหน แต่ท่านก็ใจเย็น คอยหาวิธีอบรมลูกชายด้วยความอดทน สารพัดเทคนิควิธี ท่านได้คิดค้นออกมาเพื่อจะปรับเปลี่ยนนิสัยของลูกชาย แต่ก็ไม่เป็นผล


ในที่สุด ท่านก็คิดได้วิธีหนึ่งขึ้นมาคือ “จ้างลูกไปฟังธรรม”
ท่านเรียกลูกชายมาต่อรองว่า ถ้าลูกไปฟังธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงวันละครั้ง พ่อจะให้เงินเท่านั้นเท่านี้ คงให้มากโขกอยู่ ลูกชายจึงตกลงไปฟังธรรมที่วัดพระเชตวันทุกเย็น ว่ากันว่า แกไปวัดเพราะอยากได้เงิน มิใช่อยากได้ความรู้ธรรม
เมื่อไปถึงก็มองหาทำเลเหมาะนั่งฟังธรรม แลเห็นใต้ธรรมาสน์เหมาะเหม็งดี จึงคลานเข้าไปนั่งฟังธรรม หลับไปอยู่ตรงนั้นเอง เมื่อฟังจบก็ลุกขึ้นกลับบ้าน แบมือทวงค่าจ้าง “ไหนเงิน”
“กินข้าวกินปลาก่อนค่อยเอาก็ได้” คุณพ่อบอก
“ไม่ได้ ต้องเอาเงินมาก่อน” ลูกชายกลัวเบี้ยว เศรษฐีต้องเอาถุงเงินมาวางไว้ตรงหน้า พอเจ้าประคุณจึงจะยอมกันข้าว
เหตุการณ์เป็นไปอย่างนี้พอสมควร วันหนึ่ง พ่อบอกลูกชายว่าถ้าลูกฟังแล้วจำได้วันละบท พ่อจะให้บทละเท่านั้นเท่านี้ ถ้าจำได้มาก พ่อก็จะให้มาก
บุตรชายดีใจมากที่พ่อจะขึ้น “ค่าตัว” จึงตั้งใจฟังตั้งแต่ต้น


พระพุทธองค์ทรงทราบด้วยพระญาณว่า เด็กหนุ่มต้องการจดจำพระธรรมให้ได้มากที่สุด พระพุทธองค์จึงแสดงธรรมให้เขาค่อยกำหนดทีละประโยค จนกระทั่งจบพระธรรมเทศนา เขาได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน
เขาได้กราบทูลอาราธนาพระพุทธองค์เสด็จไปเสวยภัตตาหารที่บ้านเขาในวันรุ่งขึ้น

วันนั้นเขารีบกลับบ้าน รีบกินข้าว ไม่พูดถึงเงินค่าจ้างเลย รุ่งเช้าขึ้นมาเขาก็รีบไปวัดพระเชตวัน อุ้มบาตรพระพุทธองค์ตามเสด็จมาถึงคฤหาสน์ของตน ถวายภัตตาหารแด่พระพุทธองค์และพระสงฆ์ “ด้วยมือของตน”
ตรงนี้ขอแทรกนิดหน่อย สำนวนภาษาว่า “เลี้ยงพระสงฆ์ด้วยมือของตน” มิใช่เข้าครัวทำกับข้าวเอง


เป็นประเพณีชาวชมพูทวีปสมัยโน้น เวลาจะถวายอาหารพระ ญาติโยมจะถวายภาชนะ (จานหรือชาม) เปล่าหนึ่งใบ ตัวเองก็ถือขันข้าวและแกงกับตักถวายพระท่านลงในภาชนะเดียวกัน (สมัยพุทธกาล พระท่านฉันในบาตรส่วนมาก) พระท่านก็ “ฉันมือ” (คือใช้มือแทนช้อนส้อม) ถ้าท่านพอแล้วก็ยกมือเป็นสัญญาณว่าพอแล้ว เสร็จแล้วก็ถวายน้ำล้างมือและผ้าเช็ดมือ อย่างนี้เรียกว่า “เลี้ยงพระสงฆ์ด้วยมือของตน”
เมื่อพระพุทธองค์พร้อมภิกษุเสวยเสร็จ จะประทานอนุโมทนา เศรษฐีผู้เป็นพ่อก็นำเอาถุงทรัพย์ถุงใหญ่มาวางไว้ต่อหน้าลูกชาย กล่าวดังๆ ว่า “เอ้า นี่ค่าจ้างฟังธรรม รับไว้ซะ” ลูกชายถลึงตาใส่พ่อว่า อย่าพูดอย่างนั้น พ่อยังไม่ “เก็ต” กล่าวว่า ค่าฟังธรรมของลูก รับไว้เสีย เล่นเอาบุตรชายเศรษฐีหน้าแดงด้วยความละอาย
พระพุทธองค์ทรงทราบอยู่แล้วว่าอะไรเป็นอะไรมาตั้งแต่ต้น พระองค์ตรัสกับเศรษฐีว่า “อนาถบิณฑิกะ” บัดนี้บุตรชายท่านได้บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว ไม่ยินดีรับทรัพย์ภายนอกใดๆ เพราะได้ทรัพย์ภายในแล้ว” 

 

เสร็จแล้วพระองค์ก็ตรัสคาถาสอนธรรมสั้นๆ บทหนึ่งว่า
ปฐพฺยา เอกรชฺเชน สคฺคสฺส คมเนน วา
สพฺพโลกาธิปจฺเจน โสดาปตฺติผลํ วรํ
ยิ่งกว่าเอกราชทั่วแผ่นดิน ยิ่งกว่าขึ้นสวรรคาลัย
ยิ่งกว่าอธิปไตยในโลกทั้งปวง คือพระโสดาปัตติผล

 

การประพฤติการปฏิบัติของเราต้องเป็นความสง่างาม ต้องไม่ตรึกในกามไม่ตรึกในพยาบาท ใจของเราต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน ต้องสง่างามเหมือนต้นไม้ที่เราปลูกไว้ที่กลางแจ้ง ต้นไม้ที่กลางแจ้งเป็นต้นไม้ที่ไม่อาศัยใคร ต้นแลเป็นที่พึ่งแห่งตน

 

การประพฤติการปฏิบัติเรารู้เราเข้าใจ อาศัยพระธรรมพระวินัยที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ มีความเป็นหนึ่งเดียว ไม่สะทกสะท้าน เป็นความดีที่ยกเลิกตัวตน ไม่มีความปรุงแต่ง

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้ผู้ประพฤติปฏิบัติได้ปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

ด้วยเหตุผลนี้ ผู้มาบวชผู้มาปฏิบัติธรรมต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพื่อให้กายวาจากิริยามารยาทอาชีพของเราได้สง่างาม สง่างามด้วยศีลด้วยสมาธิด้วยปัญญา

 

การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้จะได้หยุดสัญชาตญาณด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัยที่เป็นบริสุทธิคุณ เป็นความดีและปัญญา ยกเลิกความปรุงแต่ง เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน เป็นนิพพานไปเป็นชั่วขณะ เป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นความรู้ความเข้าใจ

 

ให้ทุกท่านทุกคนเอาความรู้ความเข้าใจ เอามาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติให้มีความสุข เพราะความสุขกับความสงบนั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความเคารพในพระพุทธเจ้าในพระธรรมในพระอริยสงฆ์เป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ

 

อย่างเราทำงานเรารู้เข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นก็จะเป็นพระนิพพาน อย่างเรานั่งสมาธิหายใจเข้าสบาย หายใจออกสบาย หายใจเข้าก็รู้ว่าไม่แน่ไม่เที่ยง หายใจออกก็รู้ว่าไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เราต้องรู้เข้าใจ สิ่งเหล่านี้มันก็เป็นพระนิพพานอยู่แล้ว ถ้าเราไม่รู้เข้าใจ เรานั่งสมาธิเพื่อจะให้เกิดความสงบหรือว่านั่งสมาธิเพื่อให้ได้บรรลุธรรม ความไม่รู้ไม่เข้าใจอย่างนี้ เราทุกคนก็จะตกนรกทันทีให้ผู้ประพฤติปฏิบัติรู้เข้าใจ ถ้าเรารู้เข้าใน มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติความทุกข์นั้นย่อมไม่มี เพราะความรู้ความเข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติใจของท่านผู้นั้นก็จะสัมผัสกับพระนิพพานด้วยใจของท่านเอง

 


---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันศุกร์ที่ ๓ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

Visitors: 113,307