๑๐ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ ๑๐ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

เรามาบวชมาบรรชาอุปสมบท มาปฏิบัติธรรม มาประพฤติมาปฏิบัติเพื่อให้ปฏิปทาของเราติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

วันหนึ่งคืนหนึ่งเราพากันนอนพักผ่อนจำวัดวันละ ๖ ชั่วโมง เข้านอนจำวัด ๓ ทุ่ม ตื่นตี ๓ เวลาตื่นอยู่นี้เป็นเวลา ๑๘ ชั่วโมง

 

เรามาอาศัยพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตร ประพฤติปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ปัจจุบันเป็นการประพฤติเป็นการปฏิบัติของเรา เพราะอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันเป็นการประพฤติการปฏิบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เพื่อจะได้รู้จักการประพฤติการปฏิบัติ

 

ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ทุกท่านทุกคนต้องมีความสุขกับการประพฤติกับการปฏิบัติ

 

ความสุขที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจ เกิดจากปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพราะเรารู้เราเข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย

 

ความรู้ความเข้าใจนี้จะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นตัวเป็นตนเป็นเราเป็นเขา

 

ความรู้ความเข้าใจนั้นจะเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เป็นการทำความดีเพื่อความดี เป็นการปฏิบัติทางสายกลางระหว่างวัตถุกับใจ

 

ความรู้ความเข้าใจเป็นการพัฒนาวิทยาศาสตร์พัฒนาใจไปพร้อม ๆ กัน

 

พระพุทธเจ้าคือผู้รู้ผู้เข้าใจ พระอรหันต์ขีณาสพคือผู้รู้ผู้เข้าใจ ผู้ที่มีความสุขกับการประพฤติกับการปฏิบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจเพื่อไม่ให้ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในครอบงำจิตใจครอบงำสติครอบงำปัญญาของเรา

 

เราทุกคนต้องไม่ให้ธาตุไม่ให้ขันธ์ไม่ให้อายตนะไม่ให้โลกธรรมมันครอบงำจิตใจของเรา

 

ปัจจุบันเราต้องไม่ให้ธาตุให้ขันธ์ไม่ให้อายตนะ ไม่ให้นิวรณ์ทั้ง ๕ อคติทั้ง ๔ ครอบงำจิตใจของเรา

 

ปัจจุบันเราต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม ถ้าเรามีสติรู้ตัวทั่วพร้อมความปรุงแต่งก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะเรามีสติรู้ตัวทั่วพร้อม

 

ความปรุงแต่งนั้นมีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป เพราะความปรุงแต่งนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ ความปรุงแต่งนั้นคือความไม่สงบ ถ้าเรามีสติรู้ตัวทั่วพร้อม ความปรุงแต่งนั้นจะเกิดขึ้นกับเราทุกคนไม่ได้

 

สติปัฏฐานทั้ง ๔ ยืนเดินนั่งนอน เราต้องฝึกไว้ให้มาก เจริญให้มาก เพื่อหยุดความปรุงแต่งของเราทุก ๆ คน เพราะสติสัมปชัญญะนั้นจะหยุดความปรุงแต่ง ธรรมะนั้นคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ เรารู้เราเข้าใจ เราพากันเจริญสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม เพื่อหยุดความปรุงแต่งของเราทุกคน

 

การที่เราตื่นอยู่ ๑๘ ชั่วโมง เราทุกคนถึงฝึกเจริญสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม เพื่อให้เกิดความสงบ ยกทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ เพื่อสติสัมปชัญญะนั้นจะได้เป็นภาวนาวิปัสสนา

 

เราพากันนอนพักผ่อนจำวัดให้เพียงพอ คือนอนพักผ่อนอย่างน้อย ๕ ชั่วโมง อย่างมาก ๖ ชั่วโมง ร่างกายของเราถึงจะอำนวยในการประพฤติในการปฏิบัติ สติสัมปชัญญะของเราถึงจะควบคุมได้ สติสัมปชัญญะของเราถึงจะสมบูรณ์

 

ปัจจุบันเราต้องรู้ต้องเข้าใจ ปัจจุบันเราต้องเจริญสติสัมปชัญญะ ยกทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ พระไตรลักษณ์ได้แก่ความไม่แน่ไม่เที่ยงไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ทุกอย่างเป็นเพียงอาคันตุกะที่สัญจรไปมาชั่วครู่ชั่วยาม

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเจริญพระกรรมฐาน ให้เราทุกคนเอาความสงบและปัญญา เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ไม่ให้เหมือนน้ำหยด ให้เหมือนดั่งสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราภาวนาวิปัสสนา แยกสรีระร่างกายของเราออกเป็นชิ้นเป็นส่วน ร่างกายของเรานี้มีสรีระอยู่ ๓๒ ชิ้นส่วน แยกออกเป็นชิ้นเป็นส่วนแล้วประกอบกันเข้า

 

ปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่อง การทำอะไรติดต่อต่อเนื่องถึงจะเป็นสายน้ำ การทำอะไรติดต่อต่อเนื่องนั้นใช้เวลา ๓ อาทิตย์ หรือ ๒๑ วันถึงจะได้ผลเห็นผล

 

การที่เราเจริญสติสัมปชัญญะ รู้ตัวทั่วพร้อมนั้นยังไม่เพียงพอ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราพิจารณาร่างกายเข้าสู่พระไตรลักษณ์ แยกออกเป็นชิ้นเป็นส่วน ปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

การปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องอย่างนี้จะไม่มีความเครียดเหรอ..?

 

การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้จะไม่มีความเครียด เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นการประพฤติการปฏิบัติเพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน การประพฤติการปฏิบัตินั้นถ้ายกเลิกตัวตน มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจะไม่มีความเครียด

 

เพราะเราทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำความดีเพื่อตัวเพื่อตน การทำความดีเพื่อตัวเพื่อตนนั้นมันจะเกิดความเครียด เพราะมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

เรามาบวชมาปฏิบัติธรรมเราต้องรู้ต้องเข้าใจ การปฏิบัติธรรมนั้นคือการทำความดีเพื่อความดี มีความสุขกับการทำความดี ความเครียดนั้นจะไม่มี

 

การทำความดีเพื่อความดีนั้นความเครียดจะไม่มี ถ้าทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี เพื่อต้องการมรรคผลพระนิพพาน เพื่อไม่อยากเกิดไม่อยากแก่ไม่อยากตายไม่อยากพลัดพราก ความอยากนั้นมันเป็นความปรุงแต่ง ความอยากนั้นมันเป็นความเครียด

 

ถ้าเราทำความดีเพื่อความดีแล้วความเครียดจะไม่มี

 

การประพฤติการปฏิบัติธรรมนั้นถึงเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเน้นที่ปัจจุบันที่ต้องมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะความสุขกับความสงบนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าเรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ความสงบก็จะมีอยู่ในตัว

 

ธรรมะนั้นถึงเป็นหน้าที่ หน้าที่ถึงเป็นธรรมะ ธรรมะนั้นเป็นหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ เป็นการทำความดีเพื่อความดีไม่หวังอะไรตอบแทน เพราะความหวังนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ ความหวังนั้นคือความไม่สงบ ความหวังนั้นมันคือความวุ่นวาย ความหวังนั้นเป็นสงครามอยู่ในตัวของความหวังนั้น

 

เราเป็นเจ้าหน้าที่ มีความสุขในการทำหน้าที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจอย่างนี้

 

เราต้องรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ รู้ว่าต้องทำความดีเพื่อความดี ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ มีความสุขในการสร้างเหตุสร้างปัจจัย ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

ความทุกข์ของเราจะไม่มี ความเครียดนั้นของเรานั้นก็จะไม่มี

 

เรามาบรรชา เรามาอุปสมบท เรามาปฏิบัติธรรม เรามามีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขในการปฏิบัติธรรม พากันมาเสียสละ เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่น

 

การเสียสละคือมีความสุขในการทำหน้าที่

 

การทำความดีเพื่อความดีนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้ผู้ประพฤติปฏิบัติไม่ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติ ทุกคนต้องมีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

เราทุกคนต้องอยู่กับสติอยู่กับสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม เพื่อเราจะไม่ได้ว่างจากการประพฤติจากการปฏิบัติ เราต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม

 

เราทุกคน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราอยู่กับสติสัมปชัญญะ

เราทุกคนต้องหยุดโลกส่วนตัว หยุดโลกตัวตนด้วยการเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ มีความสุขมีเอกัคคตามีความเป็นหนึ่งกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราติดความสุขความสะดวกความสบาย เราต้องผ่านความสุขความสะดวกความสบายด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

เพราะความสุขความสะดวกความสบายนั้นเป็นโจทย์เป็นข้อสอบ เราต้องตอบด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นแหละจะก้าวไปด้วยการไม่ติดในความสุขความสะดวกความสบาย

 

ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องรู้เข้าใจ ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องเจริญสติสัมปชัญญะ การเจริญสติสัมปชัญญะที่เรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ความสุขนั้นก็จะเป็นความสงบเอง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราถือเอาต้นเหตุ เพราะธรรมทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย ถ้าเรามีความสุขใจการประพฤติปฏิบัติเหตุ ความสงบนั้นก็จะมีมาเอง ไม่ต้องไปมีความอยากความต้องการ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเลิกกาลเลิกเวลาเลิกความต้องการ ให้เราทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ไม่หวังอะไรตอบแทน ไม่หวังอะไร เพราะความอยากความต้องการนั้นมันคือภพมันคือชาติ

 

อย่างเรานั่งสมาธิ เราหายใจเข้าสบายมันก็จะสบายอยู่แล้วมันก็มีความสุขอยู่แล้ว ความรู้ความเข้าใจมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้มันก็เป็นพระนิพพานอยู่แล้ว

 

ถ้าหากเราไม่รู้ไม่เข้าใจ เรานั่งสมาธิเพื่อต้องการความสงบเพื่อต้องการบรรลุธรรม เพื่อต้องการให้เป็นสมาธิ เกิดสมาธิ

 

ความอยากความต้องการนี้ไม่ได้เป็นปัญญา ไม่ได้เป็นสัมมาทิฏฐิ

 

ความรู้ไม่เข้าใจอย่างนี้มันจะเกิดความปรุงแต่ง เกิดขั้วบวกขั้วลบ

 

ให้ผู้ปฏิบัติรู้เข้าใจ จะได้พากันทำความดีเพื่อความดี

 

ชื่อว่าความปรุงแต่งนั้นให้เรารู้เข้าใจ ความปรุงแต่งนั้นเป็นขั้วบวกขั้วลบ มีได้มีเสีย

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจเราทุกคนจะได้ไม่ให้ค่าไม่ให้ราคาไม่ให้น้ำหนักของความปรุงแต่ง

 

กุลบุตรลูกหลานผู้มาบรรพชาอุปสมบท ผู้มาประพฤติมาปฏิบัติธรรมต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพื่อให้ปฏิปทาของเราติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เราทุกคนส่วนใหญ่นั้นอยู่กับสติอยู่กับสัมปชัญญะไม่ได้ อยู่กับสติสัมปชัญญะนั้นไม่เป็น เพราะเราไม่เคยประพฤติไม่เคยปฏิบัติ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราถึงพากันตั้งอกตั้งใจตั้งเจตนา ภาชนะใดที่ใช้งานได้ ต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้ ไม่ช่ภาชนะที่ล้ม ไม่ใช่ภาวชนะที่คว่ำ มันต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้

 

กุลบุตรลูกหลานต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ต้องพากันตั้งใจตั้งเจตนา ใจของเราทุกคนนี้ต้องตั้งใจตั้งเจตนา ใจของเรานี้คนอื่นเค้าไม่รู้ไม่เห็นว่าเราตรึกนึกคิดอะไร แต่ตัวของเราเองรู้ว่าเราตรึกนึกคิดอะไร

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงพากันมาตั้งอกตั้งใจตั้งเจตนา มีความสุขกับการประพฤติกับการปฏิบัติ ให้ถือเอาปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ให้ถือเอาปัจจุบันนี้เป็นการชิงแชมป์ระหว่างนิพพานกับวัฏฏสงสาร เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวในตน

 

กุลบุตรลูกหลานต้องอยู่กับสติสัมปชัญญะ ฝึกอยู่กับสติสัมปชัญญะ ฝึกมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม เพื่อให้ปฏิปทานั้นได้ติดต่อต่อเนื่องเป็นสัมมาสมาธิคือความตั้งใจมั่นชอบ

 

กุลบุตรลูกหลานทั้งต้องเข้าใจว่าเราทำได้ปฏิบัติได้ ผู้ที่ทำไม่ได้ปฏิบัติไม่ได้ก็ได้แก่คนที่ตายไป เพราะตายไปแล้วปฏิบัติไม่ได้ คนที่เป็นบ้าคนสมองเสียนั้นทำไม่ได้ปฏิบัติไม่ได้ ผู้ที่ไม่ยกเลิกตัวตน เอาตัวตนเป็นที่ตั้ง ผู้นั้นปฏิบัติไม่ได้

 

กุลบุตรลูกหลานต้องตั้งใจตั้งเจตนา มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ทุกคนรักเราเพราะเราเป็นทั้งคนดีคนมีปัญญา เป็นทั้งคนมีปัญญาเป็นทั้งคนดี

 

เมื่อคนอื่นเค้ารักเรา พ่อแม่ครูบาอาจารย์ ญาติพี่น้องวงศ์ตระกูลเค้ารักเรา เราก็ต้องรักเราด้วยความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติมีความสุขกับการปฏิบัติ

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติคือผู้ที่รักตน เพราะการประพฤติการปฏิบัติถึงคนอื่นจะรัก ถึงคนอื่นจะเป็นห่วง ความรักความเป็นห่วงนั้นก็ช่วยเหลือเราไม่ได้

 

เราทุกคนต้องมารักตัวรักตน มารู้มาเข้าใจ มามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เพราะความสุขกับการประพฤติการปฏิบัตินั้นคือการรักตัวรักตน นี้คือการทำประโยชน์ของตัวของเราเอง ประโยชน์ของท่านผู้อื่น ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้รักตนเอง กรุณาตนเอง ด้วยพากันมามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ถ้าเราไม่มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติถือว่าเป็นผู้ที่ไม่รักตัวเอง คือผู้ที่ทำลายตัวเอง

 

ผู้ที่คิดไม่ดี พูดไม่ดี กิริยามารยาทไม่ดี อาชีพไม่ดี คือผู้ที่ไม่รักตัวเอง คือผู้ที่ทำร้ายตัวเอง คือผู้ที่สร้างปัญหาให้กับตัวเอง

 

กุลบุตรลูกหลานต้องพากันรู้พากันเข้าใจในการรักตัวเอง รักตัวเองต้องรู้เข้าใจ มีความสุขในการทำหน้าที่ ทำความดีเพื่อความดีนี้คือผู้ที่รักตัวเอง

 

ผู้ที่รักตนเองต้องพากันรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ต้องมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ถึงจะเรียกผู้นั้นว่า ท่านผู้นั้นรักตนเอง

 

ผู้รักตนเองต้องรู้เข้าใจ คือผู้ที่ทำความดีเพื่อความดี มีความสุขในการทำความดี ผู้มีปัญญาสัมมาทิฏฐิอย่างนี้ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ บุคคลเช่นนี้ชื่อว่าบุคคลที่รักตน

 

เรารักตนเอง รักพ่อรักแม่ รักประเทศชาติ เราต้องรู้เข้าใจ เราต้องรู้เหตุรู้ปัจจัยในการรักตนเอง รักพ่อรักแม่ รักประเทศชาติบ้านเมือง

 

เรารู้เราเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่ที่เป็นเจ้าหน้าที่ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ นี้ถึงจะเป็นผู้ที่รักตน รักพ่อรักแม่ รักประเทศชาติบ้านเมือง

 

ให้เราทุกคนรู้เข้าใจในการรักตัวเองและรักผู้อื่น

 

รักตัวเองมันยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นตัวเป็นตน

 

เราไปตรึกในกามจะชื่อว่าเป็นคนรักตนได้อย่างไร เราไปตรึกในพยาบาทจะชื่อว่าเป็นคนรักตนได้อย่างไร

 

เราตั้งอยู่ในความหลง ตั้งอยู่ในความเพลิดเพลินตั้งอยู่ในความประมาทจะชื่อว่าผู้รักตนได้อย่างไร

 

ผู้รักตนต้องมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่ เพื่อให้ความดีเป็นปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำนั้นถึงจะชื่อว่าเป็นผู้ที่รักตน

 

สัญชาตญาณที่มันเป็นตัวเป็นตนของเราทุกคนนั้นมีมาก เราต้องมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมให้มาก เราต้องมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติให้มาก เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เพื่อการประพฤติการปฏิบัติของเราจะได้ติดต่อต่อเนื่อง

 

เรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติเราจะได้รับออกซิเจน จะเป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูล ถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป

 

จะเป็นรายรับรายจ่ายที่สมบูณ์ที่สมดุลกัน เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นธนาคารแห่งชีวิต จะได้เข้าถึงความพอดีความพอเพียงเพียงพอ จะได้เข้าถึงความเต็ม ๆ ๆ

 

เราทุกคนพากันมามีสติสัมปชัญญะ มีความสุขกับการเจริญสติสัมปชัญญะ เพื่อเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงความเต็ม เพื่อสติสัมปชัญญะของเราจะได้ติดต่อต่อเนื่องอย่างสมบูรณ์ เพื่อธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในโลกธรรมจะไม่ได้ครอบงำจิตใจของเรา เราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ

 

การเจริญสติสัมปชัญญะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราทุกคนยกทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ เพื่อสมถะกับวิปัสสนาจะได้ทำงานอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ปัจจุบันเราต้องมีความสงบและปัญญาไปพร้อม ๆ กัน

 

ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความประมาท เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน นั้นเป็นความเสียหาย นั้นเป็นการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ปัจจุบันเราถึงมีความสุขในการเจริญสติสัมปชัญญะ ต้องมีความสุขในการยกทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ ถ้าเราไม่ยกทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ ถ้าเป็นนักบวชก็ต้องอาบัติ ถ้าเป็นคฤหัสถ์ผู้ครองบ้านครองเมืองก็ต้องบาป

 

การที่ยกทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์นี้จะเป็นปัญญากับการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน จะได้เป็นอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ จะได้เอาสมมติสัจจะมาใช้มาปฏิบัติ มีความสุขกับการหน้าที่ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติในสมมติสัจจะนั้น ๆ

 

ผู้ปฏิบัติธรรมจะไม่ได้มองข้ามปัจจุบันไป เพราะปัจจุบันนี้เป็นวาระสำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำคัญจริง ๆ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระแห่งชาติ ปัจจุบันนี้คือการชิงแชมป์ระหว่างนิพพานกับวัฏฏสงสาร

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราพากันมีความสดชื่น รู้ตื่นเบิกบาน มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

กุลบุตรลูกหลานผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติทั้งหลายต้องรู้เข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เพราะนี้คือมันคือพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน เป็นพระนิพพานไปเป็นชั่วขณะ ๆ มีการประพฤติมีการปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ นี้คือการชิงแชมป์ระหว่างนิพพานกับวัฏฏสงสาร

 

ให้ผู้ประพฤติปฏิบัติเข้าใจว่า พระนิพพานอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจ อยู่ที่มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ อยู่ที่การทำหน้าที่ อยู่ที่การทำความดีเพื่อความดี

 

อดีตเป็นสิ่งที่ปฏิบัติไม่ได้ อนาคตเป็นสิ่งที่ปฏิบัติไม่ได้ ปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่ทำได้ปฏิบัติได้ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ใจของผู้ประพฤติปฏิบัตินั้นก็จะสัมผัสกับพระนิพพานเอง

 

พระนิพพานนั้นถึงเป็นเรื่องของปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องอนาคต ไม่ใช่เรื่องชาติหน้า

 

ที่มีผู้ไม่เข้าใจไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเมตตาตรัสให้รู้ให้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญนี้ขึ้นอยู่ที่เงื่อนไขขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัย

 

หลักการในการประพฤติการปฏิบัติให้เอาที่ปัจจุบัน เพราะอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนี้เรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เราก็จะเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบันไม่ต้องรอชาติหน้า

 

ความสุขนี้คือความรู้ความเข้าใจ เป็นการยกเลิกความปรุงแต่ง มีความสุขกับการทำหน้าที่ มีความสุขกับการประพฤติกับการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ผู้ฟังมีความเข้าใจวา การประพฤติการปฏิบัตินั้นทำไมถึงง่ายอย่างนี้

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่ใช่ของยาก เป็นของง่าย ๆ อย่างนี้ เรารู้เข้าใจ เรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ การประพฤติการปฏิบัตินั้นมันเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า

 

การรอนั้นคือความไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอ ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจ เรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เราทุกคนก็จะเข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบันอยู่แล้ว

 

กุลบุตรลูกหลานต้องรู้เข้าใจ เวลากุลบุตรลูกหลานก็เอาความรู้ความเข้าใจไปใช้ไปประพฤติไปปฏิบัติ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ความรู้ความเข้าใจมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ กุลบุตรลูกหลานก็จะพากันเป็นพระทุก ๆ คน

 

คำว่าพระนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านนับเอาตั้งแต่พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ รู้เข้าใจมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ความเป็นพระนั้นก็จะเกิดขึ้นกับผู้รู้เข้าใจมีความสุขกับประพฤติการปฏิบัติ ความเป็นพระนั้นเป็นได้อย่างนี้จะได้เอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ จะได้เอาความรู้ความเข้าไปใช้ประพฤติปฏิบัติจะได้เดินไปข้างหน้าไม่ถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม

 

เรามาบรรพชาอุปสมบท ให้เข้าใจว่า ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ต้องทำหน้าที่ของเราให้ดีให้สมบูรณ์ ให้มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เพราะทุกคนรักเราอยู่แล้ว เราต้องรักตัวรักตนด้วยมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เพราะความสุขกับความสงบนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ความสงบนี้เป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ

 

กุลบุตรลูกหลานต้องรู้เข้าใจ พากันมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เราทุกท่านทุกคนมาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านเมตตาห่วงเรา ให้เรารู้ให้เข้าใจ อย่าพากันตั้งอยู่ในความประมาทดั่งปัจฉิมโอวาทที่ตรัสไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันศุกร์ที่ ๑๐ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 113,307