๑๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๑๑ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ เป็นวันหยุดของข้าราชการรัฐวิสาหกิจ
พสกนิกรชาวโลกทั้งผู้ที่อยู่ในประเทศต่างประเทศต้องพากันรู้พากันเข้าใจในเรื่องของเหตุของปัจจัย เพราะทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย ทุกอย่างนั้นคือกรรม คือกฎแห่งกรรม แล้วก็ผลของกรรม
เราต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของเหตุของปัจจัย เราพากันมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันนั้นคือเหตุคือปัจจัยปัจจุบันนั้นคือการชิงแชมป์ของเหตุของปัจจัย
เราต้องพากันรู้เข้าใจ อดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระเหตุของปัจจัย เพราะปัจจุบันเป็นพื้นเป็นฐานของอนาคต
พสกนิกรชาวโลกต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราพากันมามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เอาปัญญาและความดีก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติ มีความสุขกับการปฏิบัติ
พสกนิกรชาวโลกต้องรู้เข้าใจ ทุกคนต้องพากันมีความเห็นถูกต้อง มีความเข้าใจให้ถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้อง ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ
เอาทางวัตถุกับทางจิตใจควบคู่พร้อมกันไป อันหนึ่งวัตถุอันหนึ่งจิตใจ อันหนึ่งทางวิทยาศาสตร์ อันหนึ่งปัญญาสัมมาทิฏฐิ
เอาทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นรูปธรรม เอาทางจิตใจที่เป็นนามธรรม ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กันอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันนั้นมันคือเหตุคือปัจจัย
พสกนิกรชาวโลกต้องรู้เข้าใจเรื่องของเหตุเรื่องของปัจจัย วันหนึ่งคืนหนึ่งนั้นมีอยู่ ๒๔ ชั่วโมง เราพากันนอนพักผ่อน ๖ ชั่วโมงถึง ๘ ชั่วโมง
สำหรับผู้มาบรรพชาอุปสมบทพากันนอนพากันพักผ่อน ๕ ชั่วโมง ๖ ชั่วโมง
ข้าราชการนักการเมือง เกษตรกร พ่อค้าประชาชน พากันนอนพักผ่อนวันละ ๖ ชั่วโมงถึง ๘ ชั่วโมง
พากันเข้านอนพักผ่อน ๓ ทุ่ม พากันตื่นตี ๕ คำนวณเวลาเป็นเวลา ๘ ชั่วโมง เวลาตื่นอยู่เป็นเวลา ๑๖ ชั่วโมง เวลา ๑๖ ชั่วโมงนี้เป็นเวลาที่มีความสุขกับการทำงานกับการทำหน้าที่ การทำงานทำหน้าที่เรียกว่าเจ้าหน้าที่ หน้าที่ทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพนี้เรียกว่าเจ้าหน้าที่
ธรรมะนั้นถึงเป็นหน้าที่ ธรรมะนั้นถึงเป็นธรรมะ
เราทุกคนมายกเลิกตัวยกเลิกตน ไม่มีตัวไม่มีตน เพราะตัวตนนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ เรามารู้มาเข้าใจ มามีความสุขกับการทำหน้าที่ ความสุขกับความสงบนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าเรามีความสุขเราก็มีความสงบ ถ้าเรามีความสงบเราก็มีความสุข
เราทุกคนมีความสุขกับการทำงาน เราก็จะได้รับออกซิเจน จะได้ถ่ายเทของเสียของปฏิกูลถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปอยู่ที่ปัจจุบัน
ปัจจุบันเราทุกคนต้องพากันมีสติมีสัมปชัญญะ เรามีความสุขในการทำงานทำหน้าที่ เราทุกคนก็จะมีสติมีสัมปชัญญะ ใจที่มีความสุขมีสติมีสัมปชัญญะนั้นจะเป็นใจที่เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ จะเป็นใจที่มีออกซิเจน จะเป็นใจที่ถ่ายเทของเสียของปฏิกูลออกไป
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องสร้างเหตุสร้างปัจจัย มีความสุขในการสร้างเหตุสร้างปัจจัย ในการทำหน้าที่
เราพากันมาทำความดี เพราะเห็นว่าความดีนั้นคือความสงบ ความสงบนั้นคือความดี ๒ อย่างนี้มันเป็นออกซิเจน มันเป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูล ถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป
เรามีสติสัมชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องรู้ต้องเข้าใจในเรื่องดีเรื่องชั่ว เรื่องผิดเรื่องถูก เรื่องไม่ดีไม่ชั่ว ไม่ผิดไม่ถูก เราต้องรู้เข้าใจ
เราทุกคนจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้เข้าไปด้วยความรู้ความเข้าใจ จะได้ก้าวไปด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ
สติสัมปชัญญะนั้นเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ถ้าเรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติเราก็จะมีสติสัมปชัญญะ
สมมติสัจจะทั้งหลายนั้นให้พวกเรารู้เข้าใจ สมมติสัจจะทั้งหลายนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก สำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำคัญจริง ๆ เราต้องพากันรู้เข้าใจในเรื่องสมมติสัจจะ
ปัจจุบันเราต้องประพฤติปฏิบัติต่อสมมติสัจจะ อย่าไปมองข้ามสมมติสัจจะ เราอย่าไปมองข้ามปัจจุบัน เราต้องปฏิบัติต่อสมมติสัจจะ เพื่อให้สมมติสัจจะนั้นสมบูรณ์ สมมติสัจจะนั้นแหละเป็นหลักการที่ให้เรายกเลิกตัวยกเลิกตน เป็นหลักการให้เราหยุดสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวเป็นตน
เราต้องปฏิบัติเพื่อให้สมมติสัจจะนั้นให้ถูกต้องสมบูรณ์ ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ไม่ให้ขาดไม่ให้พร้อย ไม่ให้เศร้าหมอง
เรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติในสมมติสัจจะนั้น ๆ เราต้องเอาสมมติสัจจะนั้นมาใช้ประพฤติปฏิบัติให้มีความสุขอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันนั้นคือเหตุคือปัจจัย
การประพฤติการปฏิบัติต่อสมมติสัจจะที่สมบูรณ์นั้นมันเป็นการทำความดีเพื่อความดี เพื่อให้สมมติสัจจะนั้นได้สมบูรณ์ สมมติสัจจะนั้นก็จะเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน เป็นพระนิพพานไปเป็นชั่วขณะ ๆ
การปฏิบัติที่เกิดจากปัญญาสัมมาทิฏฐิก็จะเป็นความดีและปัญญาที่จะต้องเป็นปฏิปทาเพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ สายน้ำนั้นคือน้ำไหลเป็นสาย น้ำหยดนั้นเป็นน้ำหยดทีละหยด ไม่ติดต่อดั่งสายน้ำ
พระนิพพานนั้นประชากรของโลกต้องเข้าใจ ว่าพระนิพพานนั้นคือทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ พระนิพพานนั้นคือความรู้ความเข้าใจ แล้วมีความสุขกับการประพฤติกับการปฏิบัติ
พระนิพพานั้นถึงเป็นความดับทุกข์ พระนิพพานนั้นเป็นความสุข ไม่มีความทุกข์ เป็นความสุขที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เป็นการพัฒนาใจอย่างที่มีความสุข เป็นการพัฒนาวัตถุอย่างที่มีความสุข เป็นการพัฒนาวัตถุกับพัฒนาใจไปพร้อม ๆ กัน
ปัจจุบันเป็นความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ
เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน มีแต่ความสุขไม่มีความทุกข์ เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรมเป็นธรรมนูญ เป็นผู้รู้สดชื่นรู้ตื่นเบิกบาน
มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่ที่เป็นความดีและปัญญา ยกเลิกขั้วบวกขั้วลบ ยกเลิกสงคราม สงครามก็คือความไม่สงบ สงครามก็คือความปรุงแต่ง เป็นความรู้ความเข้าใจในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดของความทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่
ปัจจุบันนี้ประชากรของโลกเรายังไม่เข้าใจในเรื่องของเหตุของปัจจัย ยังไม่เข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ เรื่องข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ยังไม่เข้าใจในปัญหา
เราทุกคนต้องมาเข้าใจปัญหา เพื่อที่จะได้เอาปัญหามาเป็นปัญญา เพื่อจะได้เอาปัญญามามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ปัญหานั้นก็จะรีไซเคิลมาเป็นปัญญา
เราจะได้ทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำความดีเพราะมีความอยากความต้องการ ทำความดีเพื่อความอยากความต้องการนั้นมันคือขั้วบวกขั้วลบ มันคือได้คือเสีย มันคือความไม่สงบ นั้นมันคือสงคราม
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ เราพากันมาทำความดีเพื่อความดี เพื่อไม่ให้เป็นขั้วบวกขั้วลบ เพื่อไม่ให้เกิดความปรุงแต่ง
เรามีความสุขในการทำหน้าที่ เราทำทุก ๆ อย่างที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจที่เกิดจากปัญญาสัมมาทิฏฐิที่เกิดจากการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้จะไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบ จะเป็นการทำความดีเพื่อความดี
ผู้ประพฤติปฏิบัติ ใจของผู้ประพฤติปฏิบัตินั้นก็จะสัมผัสกับพระนิพพานที่ทำความดีเพื่อความดี ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ ผู้ประพฤติปฏิบัติใจก็จะสัมผัสกับพระนิพพาน
พระนิพพานนั้นถึงเป็นความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันผู้ประพฤติปฏิบัติต้องเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า
มีตัวอย่างแบบอย่างที่มีผู้ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ตายแล้วได้เกิดอีก หรือว่าตายแล้วสูญไป
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสให้รู้ให้เข้าใจว่า อดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันนี้เป็นวาระของการประพฤติการปฏิบัติ เรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติใจของเราก็เข้าถึงพระนิพพานอยู่แล้วในปัจจุบัน ปัจจุบันนี้ต้องให้เป็นพื้นเป็นฐานของอนาคต เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุจากปัจจัย ถ้ามันมีเหตุก็ต้องมีปัจจัย
พระนิพพานเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่ว่างจากสิ่งที่ไม่มี ว่างจากสิ่งที่ไม่มีมันจะมีประโยชน์อะไร เช่นคนตายนั้นจะมีประโยชน์อะไร คนหูหนวกตาบอด ร่างกายพิกลพิการมันจะมีประโยชน์อะไร
พระนิพพานนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจในเรื่องของเหตุของปัจจัย พระนิพพานนั้นเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นอริยมรรคที่ประชากรของโลกต้องพากันรู้เข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่ ที่เรียกว่าเจ้าหน้าที่
เพื่อให้ความดีและปัญญา เพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสให้ผู้ไม่เข้าใจได้เข้าใจอย่างนี้
พระนิพพานเป็นความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ พระนิพพานนั้นเป็นธรรมนูญ
ด้วยเหตุผลนี้ ประชาธิปไตยก็ต้องปรับตัวเข้าหาธรรมนูญ
สามัญชนต้องรู้เข้าใจ ประชาธิปไตยเสียงข้างมาก เสียงข้างมากถ้าเป็นนิติบุคคลก็ไม่ใช่ธรรมนูญเพราะเป็นนิติบุคคลตัวตน คนส่วนมากออกกฎหมายมาเพื่อตัวเพื่อตนนั้นไม่ใช่ธรรมนูญ ถ้าธรรมนูญแล้วมันเป็นการทำความดีเพื่อความดี ผู้นั้นก็จะเป็นหน้าที่ธรรมหน้าที่ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจะไม่มีขั้วบวกขั้วลบ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจะเป็นพระนิพพาน จะเป็นความดับทุกข์อยู่ในตัวของการประพฤติการปฏิบัติ ความสุขความดับทุกข์นั้นก็จะเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม ความสุขนั้นก็เป็นธรรมนูญ
ธรรมนูญนั้นคือความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ ธรรมนูญนั้นก็จะเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน จะไม่มีขั้วบวกขั้วลบ
ประชากรของโลกทั้งหลายต้องพากันรู้พากันเข้าใจ แล้วพากันมามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัตินั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ประชากรของโลกต้องรู้เข้าใจ ต้องประพฤติปฏิบัติอย่างนี้ เราเป็นใครมาจากไหนก็ต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ต้องพากันประพฤติปฏิบัติอย่างนี้
ความเป็นชาติ ศาสน์ กษัตริย์ถึงเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ
เราทุกคนต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ต้องพากันเข้าใจเรื่องขาติ ศาสน์ กษัตริย์
ชาติ ศาสน์ กษัตริย์เป็นโครงสร้างของชีวิต เป็นธรรมนูญ เป็นรัฐธรรมนูญ เป็นความคดีความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เป็นการทำความดีเพื่อความดี ความดีนั้นก็จะไม่มีขั้วบวกขั้วลบ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นก็จะจบลงที่ปัจจุบัน ไม่มีขั้วบวกขั้วลบ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะจบลงที่ปัจจุบัน
ปัจจุบันเราต้องพากันรู้เข้าใจ ปัจจุบันนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว ตำแหน่งยืนก็ตำแหน่งเดียว ตำแหน่งนอนก็ตำแหน่งเดียว ตำแหน่งนั่งก็ตำแหน่งเดียว ตำแหน่งนอนก็ตำแหน่งเดียว ตำแหน่งวาจากิริยามารยาทก็มีเพียงตำแหน่งเดียว ตำแหน่งชาติศาสน์กษัตริย์นั้นมีเพียงเดียว
ด้วยเหตุผลนี้ปัจจุบันถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นการชิงแชมป์ระหว่างนิพพานกับวัฏฏสงสาร
ปัจจุบันนี้เราจะมองข้ามไม่ได้ ถ้าเรามองข้ามปัจจัย ไม่ห็นปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ ชีวิตนี้ก็ย่อมเสียหาย ก็ย่อมพังทยอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
ความเป็นชาติศาสน์กษัตริยนี้ ผู้ประพฤติปฏิบัติอย่ามองไปข้างนอก ต้องมองมาที่ตัวเรา พระพุทธเจ้านั้นคือสิ่งภายนอก พระธรรมคือสิ่งภายนอก พระอริยสงฆ์นั้นคือสิ่งภายนอก นั้นเป็นเรื่องของท่าน ไม่ใช่เรื่องของเรานะ มันยังแก้ปัญหาไม่ได้นะ
ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเน้นที่ตัวเรา เพราะเหตุผลว่า พระพุทธเจ้าต้องอยู่ที่ตัวเรา พระอรหันต์ขีณาสพนั้นต้องอยู่ที่ตัวเรา ถ้าอยู่ภายนอกนั้นมันแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะอันนั้นเป็นเรื่องของพระพุทธเจ้า เป็นเรื่องของพระอรหันต์
การประพฤติการปฏิบัติถึงเป็นเรื่องของเรา
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องตั้งอกตั้งใจตั้งเจตนา ภาชนะใดที่จะใช้งานได้ต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้ ภาชนะที่ล้มเป็นภาชนะที่ใช้ไม่ได้ ภาชนะที่คว่ำเป็นภาชนะที่ใช้ไม่ได้ ความตั้งใจตั้งเจตนานี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก สำคัญอย่างยิ่ง สำคัญจริง ๆ
ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ประพฤติปฏิบัติต้องตั้งใจตั้งเจตนา ใจของเราต้องตั้งอกตั้งใจตั้งเจตนา ใจของเรานึกคิดปรุงแต่งอะไรไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจ แต่เราทุกคนรู้เข้าใจว่า ใจของเรานึกคิดปรุงแต่งอะไร
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราตั้งใจตั้งเจตนา เพราะชาติศาสน์กษัตริย์ เกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี
มีคำถามว่าปฏิบัติอย่างนี้มันจะไม่เครียดเหรอ มันจะไม่มีความเครียดเหรอ..?
การประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ที่ประกอบด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจะไม่มีความเครียด การประพฤติการปฏิบัติถ้าปฏิบัติเพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน ความเครียดนั้นมันจะไม่มี เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่มีขั้วบวกไม่มีขั้วลบไม่มีการปรุงแต่ง เป็นการทำความดีเพื่อความดี การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้มันจะไม่มีความเครียด
ความรู้ความเข้าใจมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติความเครียดมันจะไม่มี เพราะเราไม่ได้ทำหน้าที่เพื่อตัวเพื่อตน เราไม่ได้ทำความดีเพื่อความอยากความต้องการ เรายกเลิกความอยากความต้องการ เรายกเลิกกาลยกเลิกเวลา เวลานั้นไม่สำคัญสำหรับเรา สุขทุกข์นั้นไม่สำคัญสำหรับเรา ลาภยศชื่อเสียงไม่สำคัญสำหรับเรา
เรารู้เราเข้าใจเรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติความเครียดนั้นจะไม่มี องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจอย่างนี้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านบอกสอนให้เรารู้เข้าใจในการทำหน้าที่ให้มีความสุข วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันมีความสุขกับการทำงาน มีความสุขกับการทำหน้าที่กับการทำใจไปพร้อม ๆ กัน การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับใจไปพร้อม ๆ กัน
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นอริยมรรคที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นเรื่องของใจของเจตนา
ใจของเรานั้นมันเป็นนามธรรม การปฏิบัตินั้นเค้าถึงให้ปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทอาชีพ มาเน้นที่ใจ ใจที่มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อยกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นตัวเป็นตน
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นความสุขในการทำหน้าที่ การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ถึงไม่มีความปรุงแต่ง ไม่มีขั้วบวกขั้วลบ จะเป็นความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขดับไป ความสุขใหมเกิดขึ้นมาที่เป็นปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
การปฏิบัติธรรมนั้นถึงไม่แยกวัตถุออกจากใจ ไม่แยกใจออกจากวัตถุ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน ถ้าแยกนั้นคือความไม่ถูกต้อง เพราะแยกนั้นมันคือขั้วบวกขั้วลบ แยกนั้นเป็นพรรคเป็นพวกเป็นหมู่เป็นคณะ แยกนั้นมันคือความแตกความสมัครสมานสามัคคี มันเป็นการแบ่งชนชั้น มันเกิดความสำคัญมั่นหมายว่าเราว่าเค้า ว่าคนอื่นว่าเรา มันเป็นการถือชาติถือวรรณะถือตระกูล การประพฤติการปฏิบัตินั้นมันยังเป็นขั้วบวกขั้วลบ
ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มันแยกกันไม่ได้ ปัญญากับวัตถุมันแยกกันไม่ได้ เป็นความดีเพื่อความดี ไม่ใช่เป็นความดีเพื่อความดี ความดีเพื่อความดีนี้จะไม่มีขั้วบวกขั้วลบ
ทำความดีถึงประกอบด้วยปัญญา ทำปัญญาถึงประกอบด้วยความดี ๒ อย่างนี้จะแยกกันไม่ได้เลย ถ้าแยกกันเมื่อไหร่ก็ย่อมเกิดความเสียหาย เกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
หลักการของการปฏิบัติถึงมีวันเสาร์วันอาทิตย์ วันเสาร์วันอาทิตย์ยกเลิกธุรกิจไปพัฒนาใจให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เพราะความสุขเป็นสิ่งที่มีอยู่ ความสุขเกิดจากความรู้ความเข้าใจ เกิดจากเราพัฒนาวิทยาศาสตร์
หลักการของการประพฤติการปฏิบัติถึงมีวันหยุด วันหยุดนั้นไม่ใช่หยุดให้เราไปท่องเที่ยวนะ หยุดเพื่อไปพัฒนาใจ เพราะใจนั้นมันจะหลงในความสุขความสะดวกความสบาย ใจนั้นมันจะคิดว่าเรามีความสุขแล้ว เราพอแล้ว
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เพราะทุกอย่างมันเป็นเพียงเหตุเพียงปัจจัย ทุกอย่างนั้นมันเป็นรากฐานของเหตุของปัจจัย มันตั้งอยู่บนรากฐานของพระไตรลักษณ์ มันเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปด้วยเหตุด้วยปัจจัย
ด้วยเหตุผลนี้วันเสาร์วันอาทิตย์ท่านจึงให้หยุดทำธุรกิจหน้าที่การงานภายนอกไปเน้นเรื่องจิตเรื่องใจ เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เพราะการประพฤติการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องนั้นมันต้องอาศัยเวลาอย่างน้อย ๓ อาทิตย์ ๒๑ วัน มันจะเป็นชิพที่ฝังอยู่ในขันธ์ในสัญญาขันธ์มันจะเป็นการประพฤติการปฏิบัติโดยธรรมชาติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจะเป็นการวิเวกจากตัวจากตน มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ใจของเราจะได้เข้าสู่หลักการ เข้าสู่หลักของคำว่าชาติศาสน์กษัตริย์ที่เป็นธรรมนูญแห่งชีวิต
วันเสาร์วันอาทิตย์ถึงเป็นวันหยุด ทุก ๆ ชาติทุก ๆ ศาสนาก็ใช้หลักการเดียวกันหมด ใช้หลักการอย่างอื่นไม่ได้ เพราะอันนี้มันคือธรรมนูญ ธรรมนูญเป็นหลักสากล การยกเลิกตัวตนมันเป็นหลักสากล การยกเลิกตัวตนนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นอริยมรรคทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทรวมลงที่ใจ การฝึกใจเค้าต้องฝึกที่กายที่วาจากิริยามารยาทที่อาชีพ ใจไม่สงบช่างหัวมัน ให้กายมันสงบก่อน ให้วาจามันสงบก่อน ให้กิริยามารยาทมันสงบก่อน ให้อาชีพมันยกเลิกตัวยกเลิกตนก่อน
เราไปประเทศอินเดีย ไปดูไปเห็นประวัติศาสตร์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราเห็นคนอินเดียเค้าทะเลาะกันจอดรถทะเลาะกัน ด่ากันว่ากันใหญ่เลย ไม่ยอมไปเลย รถทั้งหลายก็ต้องจอดรถให้เค้าทะเลาะกัน เพราะกติกาของคนอินเดียวถ้าใครยกก่อนต่อยก่อนผู้นั้นทำผิดน่ะ
การฝึกใจเค้าต้องอาศัยฝึกกาย ให้ผู้ประพฤติปฏิบัติรู้เข้าใจ
สมมติสัจจะเราจะมองข้ามไม่ได้ปัจจุบันเราต้องตั้งใจตั้งเจตนา ทำอะไรต้องทำมาจากใจทำมาจากความเคารพ เพราะความเคารพกับความสงบคืออันหนึ่งอันเดียวกัน เรามีความเคารพต่อการทำหน้าที่เราถึงจะสงบ เราไม่มีความสงบจะมีความสงบได้อย่างไรเพราะสมมติสัจจะของเราไม่ดี ความเคารพถึงเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ความสงบเราต้องรู้เข้าใจว่า ใจของเรานี้จะสงบได้ก็เพราะเรามีความเคารพ ต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวตนคือเราไม่มีความเคารพในธรรมในสภาวธรรม
พระอานนท์ได้ทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระพุทธเจ้าที่เป็นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเคารพอะไร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคารพในธรรม เพราะถ้าไม่เคารพแล้วจะเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ เพราะเคารพนั้นจะทำให้เกิดความสงบ ความสงบจะเกิดได้ก็เพราะมีความเคารพ การที่เราเอาตัวเอาตนเป็นที่ตั้งเรียกว่าความไม่เคารพ เราไปตรึกในกามในพยาบาทนั่นแหละไม่มีความเคารพ
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องตั้งใจตั้งเจตนา ต้องพากันรักษาพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ด้วยความเคารพ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เคารพในพระธรรมในพระวินัย
ธรรมวินัยเรื่องคารวธรรมที่จะทำให้เจริญไม่มีความเสื่อม ให้พสกนิกรชาวโลกพากันเข้าใจนะ ทำไมคารวธรรมมันถึงเป็นส่วนสำคัญ
คารวะ หรือ คารวตา ๖ ความเคารพ การถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะพึงใส่ใจและปฏิบัติด้วยความเอื้อเฟื้อด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา หรือโดยความตั้งมั่นหนักแน่นเอาจจริง ๆ จัง ๆ การมองเห็นด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ เห็นคุณค่า เห็นความสำคัญแล้วปฏิบัติต่อบุคคลอื่นหรือต่อวัตถุนั้น ๆ โดยถูกต้อง ด้วยความจริงใจ เป็นเหตุให้เกิดสติเกิดปัญญา เป็นโอกาสเป็นเวลาที่เราจะได้ละอัตตาตัวตน เราทั้งหลายจะได้มีความสงบมีปัญญา
หนึ่ง สัตถุคารวตา ความเคารพในพระรัตนตรัย ในพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ เพื่อยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ถ้ามีตัวตนมีตนแล้วมันก็ตกอยู่ในสัญชาตญาณมันเป็นการเอาตัวตนครองธาตุครองขันธ์ครองอายตนะ เป็นการที่เราไม่ได้เอาความถูกต้อง ไม่ได้เอาพระรัตนตรัยนำชีวิต ด้วยการเอาตัวเอาตนนำชีวิต เอาอีโก้นำชีวิต ข้อนี้บางแห่งเขียนไว้ในหนังสือ ว่าเราทุกคนต้องเคารพคารวะต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย ข้อวัตรกิจวัตร ในการดำเนินชีวิต เราทั้งหลายต้องเคารพในพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ เพราะพระธรรมพระวินัยเป็นพระรัตนตรัยเป็นพระพุทธพระธรรมพระอริยสงฆ์ พระอานนท์ได้ตรัสทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้วจะให้ตั้งใครแทนองค์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่นตรัสว่า อานนท์เอย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เอาพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ ให้เราพากันจับหลักจับประเด็นให้ได้ พระธรรมพระวินัยแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ที่อยู่ในพระไตรปิฎก แบ่งเป็น พระวินัยปิฎก ๒๑,๐๐๐ พระสูตร ๒๑,๐๐๐ พระอภิธรรม ๔๒,๐๐๐ รวมกันเป็น ๘๔,๐๐๐ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่าให้เอาพระธรรมเอาพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ แทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราทั้งหลายต้องมาเคารพคารวะในพระรัตนตรัยคือพระธรรมพระวินัยคือข้อวัตรข้อปฏิบัติเป็นธรรมที่จะทำให้เราเจริญไม่มีความเสื่อม
สอง ธัมมคารวตา เคารพในพระธรรม ตั้งอยู่ในความไม่เพลิดเพลิน ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพราะการประพฤติการปฏิบัติเน้นที่ปัจจุบัน กงเกวียนกงกรรม ปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันเป็นวาระแห่งชาติ เราอย่าได้ไปประมาท ประมาทเล็กน้อยก็ผิดพลาดเล็กน้อย ประมาทปานกลางก็ผิดพลาดปานกลาง ประมาทอย่างใหญ่ก็ผิดพลาดอย่างใหญ่ ให้รู้เข้าใจเรื่องความประมาท องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสแก่พระภิกษุทั้งหลายว่า การประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ เป็นวาระแห่งชาติในการประพฤติการปฏิบัติเธอทั้งหลายจงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด อย่าคิด่าเรามีปัญญา เราจะแก้ปัญหาได้ เมื่อเรามีปัญญาเราก็ต้องมีพระธรรมพระวินัย เพราะพระธรรมพระวินัยเป็นสิ่งที่มีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ เมื่อเรามีปัญญาเราก็ต้องมีความสงบ เมื่อเรามีความสงบเราก็ต้องมีปัญญา เราทั้งหลายต้องพากันรู้เข้าใจ เราต้องเคารพคารวะในธรรมในสภาวธรรม เพราะทุกอย่างคือกรรมคือกฎแห่งกรรมคือผลของกรรม ที่เรามีธาตุทั้งสี่ขันธ์ทั้งห้าอายตนะหกมันเป็นผลของกรรมในการเวียนว่ายตายเกิดที่เราทุกคนไม่รู้ไม่เข้าใจ
สาม สังฆคารวตา ความเคารพในสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้แก่ ผู้ที่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิมีความเห็นถูกต้องเข้าใจถูกต้องเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรงปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์เป็นผู้ปฏิบัติสมควรปฏิบัติเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ไม่ตึงเกินไปไม่หย่อนเกินไป มีความสงบมีปัญญาไปพร้อม ๆ กันมีศีลมีสมาธิมีปัญญาไปพร้อม ๆ กันเป้นผู้ที่สมควรแก่พวกเราทั้งหลายต้องเคารพกราบไหว้บำรุงกับท่านผู้นั้น เพราะท่านผู้นั้นก็ได้แก่ความสงบและปัญญา ยกเลิกอัตตายกเลิกตัวตนไม่มีอีโก้อะไร มีแต่ความสงบมีแต่ปัญญา
สี่ สิกขาคารวตา หมายถึงเคารพในการเรียนการศึกษา มนุษย์เราต้องมีการเรียนการศึกษา การเรียนการศึกษาของมนุษย์มีอยู่ทั้งหมด ๑๘ อย่าง ๑๘ อย่างมีอะไรบ้าง ๑๘ อย่างก็ได้แก่
- ยุทธศาสตร์ วิชานักรบ
- รัฐศาสตร์ วิชาการปกครอง
- นิติศาสตร์ วิชากฎหมายและจารีตประเพณีต่างๆ
- วาณิชยศาสตร์ วิชาการค้า
- อักษรศาสตร์ วิชาหนังสือ
- นิรุกติศาสตร์ วิชารู้ภาษาของตนแตกฉานดี และรู้ภาษาของชนชาติที่ติดต่อกัน
- คณิตศาสตร์ วิชาคำนวณ
- โชติยศาสตร์ วิชาดูดวงดาวต่างๆ คือรู้จักว่าดวงดาวนั้นๆ ตั้งอยู่ทางทิศนั้นๆ และประจำเมืองนั้นๆ และรู้จักสีแสงของดวงดาวต่างๆ อันบอกลางดีและลางร้ายในกาลบางครั้ง
- ภูมิศาสตร์ วิชารู้พื้นที่ต่างๆ หรือรู้จักแผนที่ของประเทศต่างๆ
- โหราศาสตร์ วิชาโหร คือรู้พยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ ได้ และรู้ทายดวงชะตาราศีของคนได้ด้วย
- เวชศาสตร์ วิชาหมอยา
- สัตวศาสตร์ วิชารู้ลักษณะของสัตว์และเสียงสัตว์ว่าร้ายหรือดี
- เหตุศาสตร์ วิชารู้เหตุเป็นแดนเกิดแห่งผลว่าร้ายหรือดี
- โยคศาสตร์ ยันตรศึกษา คือรู้จักความเป็นช่างกล
- ศาสนศาสตร์ วิชารู้เรื่องศาสนา คือรู้จักประวัติความเป็นมาแห่งศาสนาทุกๆ ศาสนาที่มหาชนนิยม เพื่อปฏิบัติไม่ขัดแก่สังคมใดๆ และรู้คำสอนในศาสนานั้นๆ ด้วย
- มายาศาสตร์ วิชารู้กลอุบาย หรือรู้ตำรับพิชัยสงคราม
- คันธรรพศาสตร์ วิชาคนธรรพ์คือวิชาร้องรำ(ละคอน) ที่เรียกชื่อว่า "นาฏยศาสตร์" และวิชาดนตรีปี่พาทย์ ที่เรียกชื่อว่า "ดุริยางคศาสตร์"
- ฉันทศาสตร์ วิชาประพันธ์ คือแต่งหนังสือได้ ทั้งที่เป็นร้อยกรอง(บทกลอน) และร้อยแก้ว(ความเรียง)
เราทุกคนเกิดมา ต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องมีทั้งตาเนื้อตาหนังตาปัญญาเพื่อความรู้ความเข้าใจ มนุษย์เราต่างจากสรรพสัตว์ทั้งหลายก็เพราะมาจากการเรียนการศึกษา การเรียนการศึกษานี้เป็นความรู้ความเข้าใจมันไม่ใช่ความจำ การที่เราไม่รู้ไม่เข้าใจความหมาย เราไปเรียนหนังสือ ไปศึกษาค้นคว้า ไปฟังการบรรยายความหมายเพื่อความรู้ความเข้าใจ เพื่อจะเอาความรู้ความเข้าใจไปประพฤติปฏิบัติให้เกิดความสงบเกิดปัญญา ให้เกิดปัญญาเกิดความสงบ ไม่ใช่ไปเรียนไปศึกษาเพื่ออัตตาตัวตนให้รู้เข้าใจ เราทั้งหลายอย่าไปคิดว่าการเรียนการศึกษานั้นเพื่อตัวเพื่อตน ไม่ใช่นะ การเรียนการศึกษาเพื่อเสียสละเพื่อละตัวละตน พระนักปฏิบัติทั้งหลายอยู่ป่าอยู่เขา ที่มุ่งมรรคผลพระนิพพานอย่าไปว่าให้ในบ้านในเมืองในกรุง เค้าเรียนเค้าศึกษา ไปว่าให้เค้าเรียนศึกษาเพื่อตัวเพื่อตนเพื่อยศเพื่อตำแหน่ง การเรียนการศึกษาความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติให้เข้าใจอย่างนี้ เรามีความคิดเห็นผิดเข้าใจผิด เราไม่เรียนไม่ศึกษาเรายังไปว่าให้เค้าอีกเรายังไปตำหนิเค้าอีกนั้นไม่ได้ ผู้ที่เป็นพระธรรมกถึกก็ต้องรู้เข้าใจ ผู้ที่เป็นวินัยธรก็ต้องรู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะไม่ได้ทะเลาะกัน จะได้ไม่ยกหูชูงวงในการประพฤติการปฏิบัติ เราทั้งหลายจะรู้การประพฤติการปฏิบัติ เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นรู้เข้าใจอยู่ที่ไหนก็พากันปฏิบัติที่นั่นอยู่ที่ไหนเรามีธาตุทั้งสี่ขันธ์ทั้งห้าอายตนะทั้งหกเราก็ปฏิบัติที่นั่น ธรรมะคือความสงบคือปัญญา ธรรมะนั้นลดทิฏฐิมานะอัตตาตัวตนธรรมะจะมีแต่ความสงบมีแต่ปัญญา เราเป็นนักปฏิบัติอยู่ในป่าในเขา เป็นผู้เรียนผู้ศึกษาอยู่ในเมืองกรุงทั้งหลายอย่าไปทะเลาะกัน เราทั้งหลายต้องมีความสงบมีความเคารพ เพราะตัวตนมันปรุงมันแต่งมันไม่สงบไม่เคารพมีแต่อัตตาตัวตน ผู้ที่อยู่ในเมืองกรุง อยู่ชนบทอยู่ป่าอยู่เขา เราทั้งหลายก็ต้องมีความสงบมีปัญญามีพระธรรมพระวินัยเป็นเครื่องอยู่ก้าวไปด้วยความสงบด้วยปัญญา ไม่ใช่ก้าวไปด้วยอัตตาตัวตนไม่ใช่ก้าวไปด้วยอีโก้ยกหูชูงวงให้รู้เข้าใจ
ห้า อัปปมาทคารวตา ความเคารพในความไม่ประมาท ความประมาทคือความผิดพลาดแน่นอนนอนแน่ ให้เราเข้าใจ ถ้าใครมีความประมาทคนนั้นย่อมผิดพลาดแน่นอน พากันไปเผยแผ่ถ้าไปประมาทก็ต้องนอนแผ่ด้วยความประมาทผิดพลาดนะ ให้เข้าใจอย่างนี้ ให้เราละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป หวาดสะดุ้งเกรงกลัวต่อบาปอย่าไปคิดว่าตัวเองมีปัญญามากจะเอาตัวรอด เดี๋ยวจะเป็นการเก็บเล็กผสมน้อยของความประมาทจะเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตมันจะพังทลายเหมือนตึก สตง.ของเมืองไทย สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ก็เพราะเอาความประมาทนำชีวิต เอาตัวตนนำชีวิต เอาอีโก้นำชีวิต เราต้องเข้าใจในเรื่องของความประมาทนะ เข้าใจในเรื่องความไม่ประมาทนะ ความไม่ประมาทมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้มีเมตตาบอกมหาชนทั้งหลาย ในกาลเวลาที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานว่า ความประมาทนี้เป็นอันตรายที่ยิ่งใหญ่ใหญ่ยิ่ง
ข้อที่ ๖ ข้อสุดท้ายของคารวธรรม คือเคารพในพระธรรม เคารพในการต้อนรับปฏิสันถาร ไม่แบ่งชั้นวรรณะ เป็นผู้ให้เป็นผู้เสียสละ ไม่หวังอะไรตอบแทน เทคแคร์ทุก ๆ คนเหมือนกัน มนุษย์เราคือผู้ที่รู้เข้าใจว่ามนุษย์เราต้องเอาธรรมนำชีวิต เอาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เป็นผู้ที่ไม่ไปตามผัสสะ ไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม รู้เข้าใจแล้วให้ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นดับลงเพียงผัสสะ ไม่เอาความชอบความชัง ไม่เอาความดีใจเสียใจ เอาความสงบและปัญญา เอาศีลเอาสมาธิเอาปัญญาเป็นการดำเนินชีวิต เน้นที่ปัจจุบันด้วยความรู้ความเข้าใจ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ละอดีตที่ผ่านไปแล้ว ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ ได้ทั้งประโยชน์ชาตินี้ ได้ทั้งประโยชน์ชาติหน้า เน้นที่ปัจจุบัน เป็นผู้ที่รู้จักอริยสัจสี่ รู้จักทุกข์ รู้จักเหตุเกิดทุกข์ รู้จักข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เป็นผู้มีศีลเป็นผู้ที่มีสมาธิ เป็นผู้ที่มีปัญญา มีสติมีปัญญา เป็นความรู้ความเข้าใจเป็นประภัสสร รู้สิ่งที่สัญจรไปมาในเรื่องอาคันตุกะ ชั่วครู่ชั่วยาม การต้อนรับปฏิสันถารในแขกที่มาเยี่ยมเยือน เราต้องทำหน้าที่ของเราให้ถูกต้อง มาทางตาก็ให้จบเพียงตา มาทางหูก็ให้จบเพียงหู มาทางจมูกก็ให้จบเพียงจมูก มาทางลิ้นก็ให้จบเพียงลิ้น มาทางกายก็ให้จบเพียงกาย สิ่งทั้งหลายนั้นต้องให้จบลงเพียงผัสสะ
เราทั้งหลายต้องรู้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ จะได้ไม่เอาความหลงนำชีวิต ไม่เอาความผิดนำชีวิต เราต้องรู้จักสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริงว่าธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เป็นสิ่งที่สัญจรไปมาชั่วครู่ชั่วยามเราต้องต้อนรับด้วยความถูกต้องด้วยความรู้ความเข้าใจเพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นประภัสสร เราทั้งหลายจะได้รู้ทางสายกลาง อดีตก็ให้จบไป อนาคตก็ให้เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เราจได้มีปฏิปทาเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรง เราจะได้ต้อนรับอาคันตุกะที่สัญจรไปมาด้วยคารวธรรม
ทุกชาติทุกศาสนาก็พากันเป็นพระได้ พระนั้นคือความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่ เป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่มีขั้วบวกขั้วลบ จะเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน ความเป็นพระนั้นเป็นได้อย่างนี้
ทุกชาติทุกศาสนาก็เป็นพระได้หมด เรารู้เข้าใจ มีความสุขกับการเอาความดีและปัญญา เพื่อยกเลิกสัญชาตญาณที่เรามีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นตัวเป็นตนอย่างนี้ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ ทุกคนก็จะพากันเป็นพระได้
ประชากรของโลกต้องรู้เข้าใจ ความเป็นพระนั้นต้องอยู่ที่เรา ถ้าเป็นพระที่พรุพุทธเจ้าคือพระพุทธเจ้า ถ้าเป็นพระที่อรหันต์นั้นคือพระอรหันต์ นั้นไม่ใช่เรา
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ ทำความดีแลปัญญา มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน เราทุกคนก็จะเป็นพระได้ ความเป็นพระต้องอยู่ที่ปัจจุบันมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ความเป็นพระนั้นต้องอยู่ที่เรารู้เข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ
พระนั้นคือผู้ที่มีความสุขกับการประพฤติกับการปฏิบัติ ความสุขกับความสงบนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าเรามีความสุขก็ย่อมมีความสงบ ความสุขกับความสงบนั้นแยกกันไม่ได้ ความสุขเกิดจากความดีและปัญญา มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ความสุขนี้จะไม่มีความปรุงแต่ง จะไม่มีขั้วบวกขั้วลบ จะเป็นความสุขและความสงบที่เกิดจากปัญญาสัมมาทิฏฐิที่เรารู้เข้าใจ เรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ นิพพานนั้นก็จะเกิดขึ้นได้กับพสกนิกรของชาวโลกทุก ๆ คน
หลักการของหมู่มวลมนุษย์ถึงเอาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน พัฒนาวัตถุด้วยอาศัยทางวิทยาศาสตร์ พัฒนาจิตใจด้วยอาศัยหลักเหตุผลหลักทางวิทยาศาสตร์ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ รู้ตื่นเบิกบานอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง เป็นสิ่งที่สำคัญจริง ๆ
ด้วยเหตุผลนี้ ประชากรของโลกต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ว่าเราต้องทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำความดีเพื่อความอยากความต้องการที่จะเป็นคนดี เพราะความดีอยากจะเป็นคนดีมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ มันเป็นความปรุงแต่ง
ประชากรของโลกต้องรู้เข้าใจทุกคนเป็นพระได้ เพราะพระคือผู้รู้เข้าใจ ผู้ที่มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเคารพในพระธรรมท่านถึงได้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราไม่มีความเคารพเราจะสงบได้อย่างไร เราจะเป็นพระได้อย่างไรเป็นสมณะได้อย่างไร เพราะความเคารพนั้นเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันเสาร์ที่ ๑๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา