๑๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันพุธที่ ๑๕ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ประเทศไทยรัฐบาลให้มีสงกรานต์ ๓ วัน วันที่ ๑๓ วันที่ ๑๔ วันที่ ๑๕ เป็นเวลา ๓ วัน เพื่อกระชับในการทำงาน วันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายของวันสงกรานต์

 

ประเทศไทยสมัยโบราณได้วันเพ็ญ ๑๕ ค่ำของเดือนเมษายน จนถึงวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำเดือนพฤษภาคม เพราะเมื่อสมัยก่อนเป็นวัฒนธรรมในท้องถิ่นในหมู่บ้าน

 

ปัจจุบันได้พัฒนาไปไกล วัฒนธรรมได้ขยายออกไปวงกว้างระดับประเทศระดับต่างประเทศ การทำมาหากินก็ขยายวงกว้างออกไปทั้งในประเทศต่างประเทศ รัฐบาลไทยได้กระชับวันสงกรานต์ไว้เพียง ๓ วัน เพื่อกระชับเวลา เพื่อให้มีเวลาในการทำงานมากขึ้น เพราะว่าการหยุดงานหลายวันทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว

 

ประเทศไทยมี ๓ ฤดู ฤดูฝน ฤดูหนาว ฤดูร้อน

ฤดูร้อน (กลางกุมภาพันธ์ - กลางพฤษภาคม), ฤดูฝน (กลางพฤษภาคม - กลางตุลาคม) และ ฤดูหนาว (กลางตุลาคม - กลางกุมภาพันธ์)

 

เมื่อนับหลังไปร้อยกว่าปี การทำมาหากินก็อยู่ในท้องถิ่นมีการทำไร่ทำนาทำสวน อยู่กันเป็นหมู่บ้าน มีวัดมีโรงเรียน

 

ปัจจุบันประเทศได้พัฒนามีรถมีเครื่องบินมีเรือเดินทะเลมหาสมุทร การทำมาหากินได้ขยายวงกว้างออกไปต่างอำเภอต่างจังหวัด ไปสู่เมืองหลวง ออกต่างประเทศ

 

ผู้บริหารประกาศก็อาศัยหลักรัฐธรรมนูญได้แก่ ทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ วัตถุกับจิตใจต้องพัฒนาไปพร้อม ๆ กัน อันหนึ่งวัตถุอันหนึ่งจิตใจต้องพัฒนาไปพร้อม ๆ กันให้เป็นทางสายกลาง

 

ในโลกนี้ทุก ๆ ประเทศอาศัยหลักบริหารประเทศด้วยรัฐธรรมนูญ เราทุกคนที่เกิดมาต้องพากันรู้พากันเข้าใจ การดำเนินชีวิตของเราต้องเอาธรรมนูญนำชีวิต เพื่อให้เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ

 

เราทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจ เราจะไปทำอะไรตามใจตามอัธยาศัยนั้นไม่ได้ เราต้องทำตามธรรมนูญ

 

เพราะเหตุผลว่าธรรมนูญคือทางสายกลาง ทางสายกลางนั้นไม่มีความปรุงแต่ง ไม่มีขั้วบวกไม่มีขั้วลบ เป็นความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการทำหน้าที่ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจเรื่องของธรรมนูญ ธรรมนูญนี้คือทางสายกลางระหว่างจิตใจกับวัตถุ ธรรมนูญนั้นจะไม่มีขั้วบวกขั้วลบ จะไม่มีความปรุงแต่ง เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เป็นการทำความดีเพื่อความดี

 

เราทุกคนต้องมารู้ธรรมนูญ เพราะธรรมนูญนี้มีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ เพื่อจะได้เอาธรรมนูญนำชีวิต

 

มีความสุขกับการทำหน้าที่ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน อยู่ที่ปัจจุบัน เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องรู้เข้าใจ เราต้องเอาธรรมนูญนำชีวิต

 

ธรรมนูญถึงเป็นอริยมรรคมีองค์แปด เป็นความรู้ความเข้าใจและมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน

 

เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ความสุขกับความสงบนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าเรามีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติเราก็จะมีความสงบ

 

เรามีความสุขกับการทำหน้าที่ ความสงบเราก็ย่อมมีเป็นเงาตามตัว เหมือนกับเราทุกคนเคารพในธรรมนูญ ในรัฐธรรมนูญ เรามีความเคารพ ความสงบนั้นเป็นผลจากความเคารพ เรามีความเคารพในธรรมนูญ ในรัฐธรรมนูญเราก็มีความสงบ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงให้เราทุกคนอย่าพากันประมาท อย่าไปตั้งอยู่ในความประมาท ต้องเคารพในธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ เพราะความเคารพนั้นจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดความสงบ

 

ใจของเราเป็นนามธรรม เราตรึกนึกคิดอะไรไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจว่าเราตรึกนึกคิดอะไร แต่เราทุกคนก็ย่อมรู้ว่าใจของเราตรึกนึกคิดอะไร

 

ความรู้ความเข้าใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิต้องเข้าสู่ภาคประพฤติภาคปฏิบัติ ยกเลิกตรึกในกาม ยกเลิกตรึกในพยาบาท

 

การฝึกใจของเรา เราต้องตั้งใจตั้งเจตนา ภาชนะใดที่จะใช้งานได้ต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้ ภาชนะที่คว่ำย่อมใช้งานไม่ได้ ภาชนะที่ล้มย่อมใช้งานไม่ได้ ความตั้งใจตั้งเจตนานี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

ความรู้ความเข้าใจเห็นภัยในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย ต้องยกเลิกตรึกในกาม ยกเลิกตรึกในพยาบาท

 

ความรู้ความเข้าใจ ให้มีการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ สายน้ำนั้นได้แก่น้ำที่ไหล ไม่ขาดขั้นขาดตอน ไหลติดต่อต่อเนื่องถึงเรียกว่าสายน้ำ

 

น้ำหยด หยดทีละหยด ๆ ขาดขั้นขาดตอน น้ำหยดนั้นไม่ใช่สายน้ำ การประพฤติการปฏิบัติที่เรารู้เข้าใจ เห็นภัยในวัฏฏสงสาร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราประพฤติปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เน้นลงที่ความตั้งใจตั้งเจตนา เหมือนภาชนะที่ตั้งไว้

 

ให้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติผู้ทำหน้าที่ได้เข้าใจ พระนิพพานนี้ที่ไม่มีขั้วบวกไม่มีขั้วลบ เป็นเรื่องของปัจจุบัน ความรู้ความเข้าใจประพฤติปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นก็จะเป็นพระนิพพานอยู่ปัจจุบัน ไม่ใช่พระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ

 

ปัจจุบันเราถึงจะไปประมาทไม่ได้ เพราะความประมาทคือความผิดพลาดคือความเสียหาย มันจะเป็นการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ปัจจุบันผู้ปฏิบัติทั้งหลายให้เข้าใจว่า ปัจจุบันนั้นเป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติของการปฏิบัติ ต้องรู้ต้องเข้าใจ ปัจจุบันนี้เป็นการชิงแชมป์ระหว่างนิพพานกับวัฏฏสงสาร

 

ด้วยเหตุผลนี้ การประพฤติการปฏิบัติของเราถึงต้องตั้งใจตั้งเจตนา การประพฤติการปฏิบัติของเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงไม่ให้เราลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติ

 

พระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ ข้อวัตรกิจวัตร เป็นอุปกรณ์ของการประพฤติของการปฏิบัติ พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ข้อวัตรกิจวัตรที่เป็นอุปกรณ์ที่มีคุณมีอุปการคุณของเรา

 

ความเคารพในพระธรรมในพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรถึงเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ การที่เราไปตรึกในกาม ไปตรึกในพยาบาทนี้คือความไม่เคารพ

 

ด้วยเหตุผลนี้แหละ เราจะมองข้ามปัจจุบันไปไม่ได้ เพราะความไม่เคารพนี้คือความประมาท ความละอายต่อบาปความเกรงกลัวต่อบาปของเรายังใช้ไม่ได้ เพราะเรายังไม่เคารพในพระพุทธเจ้า ไม่เคารพในพระธรรม เรายังเป็นผู้ตั้งอยู่ในความประมาท ความประมาทคือความผิดพลาดคือความเสียหาย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราพากันตั้งใจให้มากยิ่งไปกว่านี้ ต้องมีความละอายต่อบาป เกรงกลัวต่อบาป

 

ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องรู้เข้าใจ ใจของเรานั้นใครไม่รู้ไม่เห็นไม่เข้าใจก็จริง แต่ผู้ปฏิบัติอย่าลืมว่าตัวเองรู้ตัวเองเข้าใจ ความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาปเท่านั้นถึงจะหยุดสัญชาตญาณที่มันเป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นได้

 

อริยมรรคมีองค์แปด เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพื่อจะได้อริยมรรคมาใช้ ประพฤติ มาปฏิบัติ เพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งทางกายทั้งทางใจไปพร้อม ๆ กันด้วยความตั้งใจความไม่ประมาท

 

คารวธรรม คือความเคารพในธรรมในธรรมนูญในรัฐธรรมนูญ เป็นหนทางแห่งความเจริญฝ่ายเดียว

 

 คารวะ หรือ คารวตา ๖ ความเคารพ การถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะพึงใส่ใจและปฏิบัติด้วยความเอื้อเฟื้อด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา หรือโดยความตั้งมั่นหนักแน่นเอาจจริง ๆ จัง ๆ การมองเห็นด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ เห็นคุณค่า เห็นความสำคัญแล้วปฏิบัติต่อบุคคลอื่นหรือต่อวัตถุนั้น ๆ โดยถูกต้อง ด้วยความจริงใจ เป็นเหตุให้เกิดสติเกิดปัญญา เป็นโอกาสเป็นเวลาที่เราจะได้ละอัตตาตัวตน เราทั้งหลายจะได้มีความสงบมีปัญญา

 

หนึ่ง สัตถุคารวตา ความเคารพในพระรัตนตรัย ในพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ  เพื่อยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ถ้ามีตัวตนมีตนแล้วมันก็ตกอยู่ในสัญชาตญาณมันเป็นการเอาตัวตนครองธาตุครองขันธ์ครองอายตนะ เป็นการที่เราไม่ได้เอาความถูกต้อง ไม่ได้เอาพระรัตนตรัยนำชีวิต ด้วยการเอาตัวเอาตนนำชีวิต เอาอีโก้นำชีวิต ข้อนี้บางแห่งเขียนไว้ในหนังสือ ว่าเราทุกคนต้องเคารพคารวะต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย ข้อวัตรกิจวัตร ในการดำเนินชีวิต เราทั้งหลายต้องเคารพในพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ เพราะพระธรรมพระวินัยเป็นพระรัตนตรัยเป็นพระพุทธพระธรรมพระอริยสงฆ์ พระอานนท์ได้ตรัสทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้วจะให้ตั้งใครแทนองค์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่นตรัสว่า อานนท์เอย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เอาพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ ให้เราพากันจับหลักจับประเด็นให้ได้ พระธรรมพระวินัยแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ที่อยู่ในพระไตรปิฎก แบ่งเป็น พระวินัยปิฎก ๒๑,๐๐๐ พระสูตร ๒๑,๐๐๐ พระอภิธรรม ๔๒,๐๐๐ รวมกันเป็น ๘๔,๐๐๐ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่าให้เอาพระธรรมเอาพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ แทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราทั้งหลายต้องมาเคารพคารวะในพระรัตนตรัยคือพระธรรมพระวินัยคือข้อวัตรข้อปฏิบัติเป็นธรรมที่จะทำให้เราเจริญไม่มีความเสื่อม

 

        สอง ธัมมคารวตา เคารพในพระธรรม ตั้งอยู่ในความไม่เพลิดเพลิน ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพราะการประพฤติการปฏิบัติเน้นที่ปัจจุบัน กงเกวียนกงกรรม ปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันเป็นวาระแห่งชาติ เราอย่าได้ไปประมาท ประมาทเล็กน้อยก็ผิดพลาดเล็กน้อย ประมาทปานกลางก็ผิดพลาดปานกลาง ประมาทอย่างใหญ่ก็ผิดพลาดอย่างใหญ่ ให้รู้เข้าใจเรื่องความประมาท องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสแก่พระภิกษุทั้งหลายว่า การประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ เป็นวาระแห่งชาติในการประพฤติการปฏิบัติเธอทั้งหลายจงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด อย่าคิด่าเรามีปัญญา เราจะแก้ปัญหาได้ เมื่อเรามีปัญญาเราก็ต้องมีพระธรรมพระวินัย เพราะพระธรรมพระวินัยเป็นสิ่งที่มีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ เมื่อเรามีปัญญาเราก็ต้องมีความสงบ เมื่อเรามีความสงบเราก็ต้องมีปัญญา เราทั้งหลายต้องพากันรู้เข้าใจ เราต้องเคารพคารวะในธรรมในสภาวธรรม เพราะทุกอย่างคือกรรมคือกฎแห่งกรรมคือผลของกรรม ที่เรามีธาตุทั้งสี่ขันธ์ทั้งห้าอายตนะหกมันเป็นผลของกรรมในการเวียนว่ายตายเกิดที่เราทุกคนไม่รู้ไม่เข้าใจ

 

       สาม สังฆคารวตา ความเคารพในสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้แก่ ผู้ที่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิมีความเห็นถูกต้องเข้าใจถูกต้องเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรงปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์เป็นผู้ปฏิบัติสมควรปฏิบัติเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ไม่ตึงเกินไปไม่หย่อนเกินไป มีความสงบมีปัญญาไปพร้อม ๆ กันมีศีลมีสมาธิมีปัญญาไปพร้อม ๆ กันเป้นผู้ที่สมควรแก่พวกเราทั้งหลายต้องเคารพกราบไหว้บำรุงกับท่านผู้นั้น เพราะท่านผู้นั้นก็ได้แก่ความสงบและปัญญา ยกเลิกอัตตายกเลิกตัวตนไม่มีอีโก้อะไร มีแต่ความสงบมีแต่ปัญญา

 

สี่ สิกขาคารวตา หมายถึงเคารพในการเรียนการศึกษา มนุษย์เราต้องมีการเรียนการศึกษา การเรียนการศึกษาของมนุษย์มีอยู่ทั้งหมด ๑๘ อย่าง ๑๘ อย่างมีอะไรบ้าง ๑๘ อย่างก็ได้แก่

  1. ยุทธศาสตร์ วิชานักรบ
  2. รัฐศาสตร์ วิชาการปกครอง
  3. นิติศาสตร์ วิชากฎหมายและจารีตประเพณีต่างๆ
  4. วาณิชยศาสตร์ วิชาการค้า
  5. อักษรศาสตร์ วิชาหนังสือ
  6. นิรุกติศาสตร์ วิชารู้ภาษาของตนแตกฉานดี และรู้ภาษาของชนชาติที่ติดต่อกัน
  7. คณิตศาสตร์ วิชาคำนวณ
  8. โชติยศาสตร์ วิชาดูดวงดาวต่างๆ คือรู้จักว่าดวงดาวนั้นๆ ตั้งอยู่ทางทิศนั้นๆ และประจำเมืองนั้นๆ และรู้จักสีแสงของดวงดาวต่างๆ อันบอกลางดีและลางร้ายในกาลบางครั้ง
  9. ภูมิศาสตร์ วิชารู้พื้นที่ต่างๆ หรือรู้จักแผนที่ของประเทศต่างๆ
  10. โหราศาสตร์ วิชาโหร คือรู้พยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ ได้ และรู้ทายดวงชะตาราศีของคนได้ด้วย
  11. เวชศาสตร์ วิชาหมอยา
  12. สัตวศาสตร์ วิชารู้ลักษณะของสัตว์และเสียงสัตว์ว่าร้ายหรือดี
  13. เหตุศาสตร์ วิชารู้เหตุเป็นแดนเกิดแห่งผลว่าร้ายหรือดี
  14. โยคศาสตร์ ยันตรศึกษา คือรู้จักความเป็นช่างกล
  15. ศาสนศาสตร์ วิชารู้เรื่องศาสนา คือรู้จักประวัติความเป็นมาแห่งศาสนาทุกๆ ศาสนาที่มหาชนนิยม เพื่อปฏิบัติไม่ขัดแก่สังคมใดๆ และรู้คำสอนในศาสนานั้นๆ ด้วย
  16. มายาศาสตร์ วิชารู้กลอุบาย หรือรู้ตำรับพิชัยสงคราม
  17. คันธรรพศาสตร์ วิชาคนธรรพ์คือวิชาร้องรำ(ละคอน) ที่เรียกชื่อว่า "นาฏยศาสตร์" และวิชาดนตรีปี่พาทย์ ที่เรียกชื่อว่า "ดุริยางคศาสตร์"
  18. ฉันทศาสตร์ วิชาประพันธ์ คือแต่งหนังสือได้ ทั้งที่เป็นร้อยกรอง(บทกลอน) และร้อยแก้ว(ความเรียง)

 

เราทุกคนเกิดมา ต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องมีทั้งตาเนื้อตาหนังตาปัญญาเพื่อความรู้ความเข้าใจ มนุษย์เราต่างจากสรรพสัตว์ทั้งหลายก็เพราะมาจากการเรียนการศึกษา การเรียนการศึกษานี้เป็นความรู้ความเข้าใจมันไม่ใช่ความจำ การที่เราไม่รู้ไม่เข้าใจความหมาย เราไปเรียนหนังสือ ไปศึกษาค้นคว้า ไปฟังการบรรยายความหมายเพื่อความรู้ความเข้าใจ เพื่อจะเอาความรู้ความเข้าใจไปประพฤติปฏิบัติให้เกิดความสงบเกิดปัญญา ให้เกิดปัญญาเกิดความสงบ ไม่ใช่ไปเรียนไปศึกษาเพื่ออัตตาตัวตนให้รู้เข้าใจ เราทั้งหลายอย่าไปคิดว่าการเรียนการศึกษานั้นเพื่อตัวเพื่อตน ไม่ใช่นะ การเรียนการศึกษาเพื่อเสียสละเพื่อละตัวละตน พระนักปฏิบัติทั้งหลายอยู่ป่าอยู่เขา ที่มุ่งมรรคผลพระนิพพานอย่าไปว่าให้ในบ้านในเมืองในกรุง เค้าเรียนเค้าศึกษา ไปว่าให้เค้าเรียนศึกษาเพื่อตัวเพื่อตนเพื่อยศเพื่อตำแหน่ง การเรียนการศึกษาความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติให้เข้าใจอย่างนี้ เรามีความคิดเห็นผิดเข้าใจผิด เราไม่เรียนไม่ศึกษาเรายังไปว่าให้เค้าอีกเรายังไปตำหนิเค้าอีกนั้นไม่ได้ ผู้ที่เป็นพระธรรมกถึกก็ต้องรู้เข้าใจ ผู้ที่เป็นวินัยธรก็ต้องรู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะไม่ได้ทะเลาะกัน จะได้ไม่ยกหูชูงวงในการประพฤติการปฏิบัติ เราทั้งหลายจะรู้การประพฤติการปฏิบัติ เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นรู้เข้าใจอยู่ที่ไหนก็พากันปฏิบัติที่นั่นอยู่ที่ไหนเรามีธาตุทั้งสี่ขันธ์ทั้งห้าอายตนะทั้งหกเราก็ปฏิบัติที่นั่น ธรรมะคือความสงบคือปัญญา ธรรมะนั้นลดทิฏฐิมานะอัตตาตัวตนธรรมะจะมีแต่ความสงบมีแต่ปัญญา เราเป็นนักปฏิบัติอยู่ในป่าในเขา เป็นผู้เรียนผู้ศึกษาอยู่ในเมืองกรุงทั้งหลายอย่าไปทะเลาะกัน เราทั้งหลายต้องมีความสงบมีความเคารพ เพราะตัวตนมันปรุงมันแต่งมันไม่สงบไม่เคารพมีแต่อัตตาตัวตน ผู้ที่อยู่ในเมืองกรุง อยู่ชนบทอยู่ป่าอยู่เขา เราทั้งหลายก็ต้องมีความสงบมีปัญญามีพระธรรมพระวินัยเป็นเครื่องอยู่ก้าวไปด้วยความสงบด้วยปัญญา ไม่ใช่ก้าวไปด้วยอัตตาตัวตนไม่ใช่ก้าวไปด้วยอีโก้ยกหูชูงวงให้รู้เข้าใจ

   

    ห้า อัปปมาทคารวตา ความเคารพในความไม่ประมาท ความประมาทคือความผิดพลาดแน่นอนนอนแน่ ให้เราเข้าใจ ถ้าใครมีความประมาทคนนั้นย่อมผิดพลาดแน่นอน พากันไปเผยแผ่ถ้าไปประมาทก็ต้องนอนแผ่ด้วยความประมาทผิดพลาดนะ ให้เข้าใจอย่างนี้ ให้เราละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป หวาดสะดุ้งเกรงกลัวต่อบาปอย่าไปคิดว่าตัวเองมีปัญญามากจะเอาตัวรอด เดี๋ยวจะเป็นการเก็บเล็กผสมน้อยของความประมาทจะเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตมันจะพังทลายเหมือนตึก สตง.ของเมืองไทย สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ก็เพราะเอาความประมาทนำชีวิต เอาตัวตนนำชีวิต เอาอีโก้นำชีวิต เราต้องเข้าใจในเรื่องของความประมาทนะ เข้าใจในเรื่องความไม่ประมาทนะ ความไม่ประมาทมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้มีเมตตาบอกมหาชนทั้งหลาย ในกาลเวลาที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานว่า ความประมาทนี้เป็นอันตรายที่ยิ่งใหญ่ใหญ่ยิ่ง

 

หก ข้อสุดท้ายของคารวธรรม คือเคารพในพระธรรม เคารพในการต้อนรับปฏิสันถาร ไม่แบ่งชั้นวรรณะ เป็นผู้ให้เป็นผู้เสียสละ ไม่หวังอะไรตอบแทน เทคแคร์ทุก ๆ คนเหมือนกัน มนุษย์เราคือผู้ที่รู้เข้าใจว่ามนุษย์เราต้องเอาธรรมนำชีวิต เอาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เป็นผู้ที่ไม่ไปตามผัสสะ ไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม รู้เข้าใจแล้วให้ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นดับลงเพียงผัสสะ ไม่เอาความชอบความชัง ไม่เอาความดีใจเสียใจ เอาความสงบและปัญญา เอาศีลเอาสมาธิเอาปัญญาเป็นการดำเนินชีวิต เน้นที่ปัจจุบันด้วยความรู้ความเข้าใจ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ละอดีตที่ผ่านไปแล้ว ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ ได้ทั้งประโยชน์ชาตินี้ ได้ทั้งประโยชน์ชาติหน้า เน้นที่ปัจจุบัน เป็นผู้ที่รู้จักอริยสัจสี่ รู้จักทุกข์ รู้จักเหตุเกิดทุกข์ รู้จักข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เป็นผู้มีศีลเป็นผู้ที่มีสมาธิ เป็นผู้ที่มีปัญญา มีสติมีปัญญา เป็นความรู้ความเข้าใจเป็นประภัสสร รู้สิ่งที่สัญจรไปมาในเรื่องอาคันตุกะ ชั่วครู่ชั่วยาม การต้อนรับปฏิสันถารในแขกที่มาเยี่ยมเยือน เราต้องทำหน้าที่ของเราให้ถูกต้อง มาทางตาก็ให้จบเพียงตา มาทางหูก็ให้จบเพียงหู มาทางจมูกก็ให้จบเพียงจมูก มาทางลิ้นก็ให้จบเพียงลิ้น มาทางกายก็ให้จบเพียงกาย สิ่งทั้งหลายนั้นต้องให้จบลงเพียงผัสสะ

 

เราทั้งหลายต้องรู้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ จะได้ไม่เอาความหลงนำชีวิต ไม่เอาความผิดนำชีวิต เราต้องรู้จักสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริงว่าธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เป็นสิ่งที่สัญจรไปมาชั่วครู่ชั่วยามเราต้องต้อนรับด้วยความถูกต้องด้วยความรู้ความเข้าใจเพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นประภัสสร เราทั้งหลายจะได้รู้ทางสายกลาง อดีตก็ให้จบไป อนาคตก็ให้เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เราจได้มีปฏิปทาเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรง เราจะได้ต้อนรับอาคันตุกะที่สัญจรไปมาด้วยคารวธรรม

      

ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติผู้ที่ทำหน้าที่ของตนเอง ต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพราะความเคารพนั้นเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ

 

ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันเราต้องทำหน้าที่ของตนเองให้สมบูรณ์ มีความสุขในการทำหน้าที่

 

ผู้ปฏิบัติต้องรู้เข้าใจ เพราะพระนิพพานนั้นเป็นเรื่องของปัจจุบัน พระนิพพานไม่ใช่อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ

 

พระนิพพานเป็นเรื่องทำหน้าที่ เป็นหน้าที่ของเราอยู่ที่ปัจจุบัน เรามีความสุขในการทำหน้าที่พระนิพพานนั้นก็จะมีอยู่กับเราอยู่ที่ปัจจุบัน

 

พระนิพพานนั้นเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นอยู่ที่ปัจจุบัน

 

เราไปอยู่ที่ไหนทำอะไรให้รู้เข้าใจ ว่าเราต้องมีความสุขในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

ให้ผู้ประพฤติปฏิบัติมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพราะความเป็นพระนั้นอยู่ที่รู้เข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติมีความสุขกับการทำหน้าที่ ความเป็นพระนั้นเป็นได้อย่างนี้

 

ความเป็นพระอยู่ที่เข้าใจธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ ความเป็นพระนั้นมันเป็นได้อย่างนี้

 

ความเป็นพระนั้นมันอยู่ที่ตัวของเราทุก ๆ คน ไม่ใช่อยู่ที่คนอื่น ความเป็นพระที่เป็นพระพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์นั้นคือพระพุทธเจ้าคือพระอรหันต์ สำหรับพระพุทธเจ้าสำหรับพระอรหันต์ท่านดับทุกข์ของท่าน แต่เราต้องพากันรู้เข้าใจ ความเป็นพระนั้นต้องอยู่ที่เรารู้เข้าใจ มีความสุขกับการทำหน้าที่ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นอริยมรรคมีองค์แปด การปฏิบัติใจเค้าต้องปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทที่อาชีพ เพราะใจนั้นเป็นนามธรรม ใจเป็นเพียงแต่เป็นผู้ที่ตั้งใจตั้งเจตนาเหมือนภาชนะที่ตั้งไว้

 

การปฏิบัติธรรมนั้นผู้ปฏิบัติต้องรู้เข้าใจ ต้องปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทที่อาชีพ เพื่อให้กายวาจากิริยามารยาทอาชีพเข้าสู่ความวิเวก วิเวกนั้นหมายถึงยกเลิกทางกายวาจากิริยามารยาทยกเลิกอาชีพที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ที่มีความยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวเป็นตน

 

การประพฤติการปฏิบัติถ้าเราไม่ได้ยกเลิกทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพชื่อว่าเราไม่ได้ประพฤติไม่ได้ปฏิบัติ

 

ธรรมนูญหรือว่าพระธรรมพระวินัยให้เรารู้เข้าใจ สิกขาบทน้อยใหญ่ที่เรารู้เข้าใจ เราต้องเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติ เป็นผู้ละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป อย่าได้มีความเข้าใจว่าใจของเราไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจคิดอะไรใครก็ไม่รู้

 

ให้ผู้ปฏิบัติรู้เข้าใจ ความคิดอย่างนั้นมันเป็นความปรุงแต่ง มันเป็นขั้วบวกขั้วลบ มันเป็นความไม่เคารพ เมื่อมันไม่มีความเคารพมันจะสงบได้อย่างไร

 

 

ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องตั้งอกตั้งใจเหมือนภาชนะที่ตั้งไว้ ผู้ประพฤติปฏิบัติถึงต้องไปก่อนเวลา ไปก่อนเวลาสัก ๕ นาที ทำข้อวัตรกิจวัตรต้องไปก่อนเวลาสัก ๕ นาทีเป็นอย่างน้อย อย่ากันไปช้ากว่าเวลา

 

เราทุกคนต้องมาเน้นที่ตัวของเราเอง เพราะในโลกนี้สามัญชนเอาตัวตนเป็นที่ตั้งมันเยอะ มันมีมาก ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราตั้งใจ ใครเค้าไม่ประพฤติไม่ปฏิบัติก็ช่างเค้า เราไม่เกี่ยว

 

เช่น อยู่ในวัดนี้ คนเป็นโรคจิตโรคประสาทอย่างน้อยก็ ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์อยู่ในวัดนี้ เราจะไปเอาตัวอย่างแบบอย่างได้อย่างไร เราเอาตัวอย่างแบบอย่างเค้าเราก็ต้องเป็นคนโรคจิตโรคประสาทเช่นเดียวกับเค้า ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์มันมากแล้วนะ ถ้ามาเพิ่มเราอีกคนก็เป็นร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราทุกคนต้องมาเน้นที่ตัวเรา มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจจะได้ไม่เสียเวลา เพราะปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ

 

เราไปอยู่ที่ไหนทำอะไร เราต้องรู้เข้าใจว่าธรรมะนั้นคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ เราต้องเอาความดีและปัญญาเพื่อให้ปฏิปทามันได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เรายกเลิกตัวตน การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นก็จะมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นก็จะเป็นออกซิเจน เป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูล ถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้รู้เข้าใจ ให้เรารู้จักการประพฤติการปฏิบัติ อาศัยพระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เป็นธรรมนูญชีวิต มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นก็จะเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ จะได้เข้าถึงพระนิพพานด้วยความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เราจะได้เอาทางสายกลางนำชีวิต มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ ปัญหานั้นก็จะเป็นปัญญา ปัญญานั้นก็จะเป็นความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ท่านผู้ฟังทั้งหลาย การประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบันเป็นรายรับรายจ่าย เป็นธนาคารแห่งชีวิต ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องรู้เข้าใจ จะได้ทำหน้าที่ของตัวเองด้วยความรู้ความเข้าใจ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท

 

ดั่งปัจฉิมโอวาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสปัจฉิมโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพุธที่ ๑๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 113,311