๑๗ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ ๑๗ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบายเพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือธรรมนูญ เราจะได้เอามาใช้มาประพฤติปฏิบัติธรรมนูญแห่งชีวิต

 

ธรรมนูญรัฐธรรมนูญเราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ธรรมนูญรัฐธรรมนูญนั้นเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ

 

ความรู้ความเข้าใจเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เรารู้ให้เข้าใจ มีความเห็นถูกต้อง มีความเข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้อง

 

มีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นการก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นเน้นมาที่ตัวเรา ไม่เกี่ยวข้องกับคนอื่น อาศัยพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตร เอาพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านวางหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ ผู้ประพฤติปฏิบัติต้องรู้เข้าใจ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องพุ่งเป้าไปที่ตนเอง เน้นที่ตน

 

เพราะเหตุผลว่าธรรมะนั้นคือหน้าที่ หน้าที่นั้นคือธรรมะ มีความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน

 

วันหนึ่งคืนหนึ่งเราต้องเอาธรรมนำชีวิต เอาธรรมนูญนำชีวิต เรามาบวชเรามาปฏิบัติธรรม เราพากันทำหน้าที่ของเราให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ สายน้ำนั้นคือน้ำไหลเป็นสาย ไม่ขาดขั้นขาดตอน น้ำหยดนั้นหยดทีละหยดขาดขั้นขาดตอน การประพฤติการปฏิบัติของเราต้องปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เรามาทำหน้าที่ของหน้าที่ ทำความดีเพื่อความดี

 

วันหนึ่งคืนหนึ่ง ๒๔ ชั่วโมง ๒๔ ชั่วโมงนั้นคือการประพฤติการปฏิบัติธรรมเพื่อให้เป็นทางสายกลางระหว่างจิตใจกับวัตถุ เพราะธรรมะนั้นคือหน้าที่ หน้าที่นั้นคือธรรมะ

 

เรามาบวช เรานอนพักผ่อนจำวัดวันละ ๕ ชั่วโมง ๖ ชั่วโมง นอน ๕ ชั่วโมง ๖ ชั่วโมงนี้ก็เพียงพอ เวลาเราตื่นอยู่นี้เป็นเวลาที่เราประพฤติปฏิบัติธรรมเช่นเดียวกัน เพราะเราต้องพัฒนาใจกับพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กัน

 

เรามามีความสุขในการทำหน้าที่ ปัจจุบันเป็นการประพฤติการปฏิบัติของเรา เพราะอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันเรามีความสุขกับการทำหน้าที่

 

เวลาเราตื่นอยู่นี้เป็นเวลาร่วม ๆ ๑๘ ชั่วโมง การนอนพักผ่อนจำวัดกับการทำหน้าที่ที่ ๑๘ ชั่วโมงให้เป็นเวลาที่คุ้มค่า

 

ทุกท่านทุกคนต้องรู้เข้าใจ ปัจจุบันนี้เป็นเวลาที่สำคัญที่สุด

 

เวลานี้เป็นเวลาที่ทรงคุณค่าหาที่สุดหาประมาณมิได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเอาปัจจุบันนี้ทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท

 

เรามามีความสุขในการทำหน้าที่ ความสุขนั้นก็จะเป็นออกซิเจน ความสุขนั้นก็จะเป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูล ถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป

 

การประพฤติการปฏิบัติที่เรารู้เข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่ ความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติจะหยุดเรื่องอดีต ยกเลิกอนาคต ปัจจุบันใจของเรานั้นจะสัมผัสกับพระนิพพาน ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัตินั้นจะสัมผัสกับใจของผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติเอง

 

นี้คือความสุขจากการทำหน้าที่ จากการประพฤติการปฏิบัติ เราต้องรู้เข้าใจมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นความรู้ความเข้าใจ เพื่อให้ปฏิปทาของเราปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

คำว่าความสุขนั้นก็รู้อยู่แล้ว ความสุขนั้นไม่มีความทุกข์ เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่เราก็ไม่มีความทุกข์ ความสุขกับความสงบนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน เรามีความสุขเราก็มีความสงบ เพราะ ๒ อย่างนี้จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะความสุขเกิดจากความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่

 

เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่ ที่เป็นความดีประกอบด้วยปัญญา เพื่อไม่ให้ความไม่เข้าใจมาปรุงแต่งใจของเราให้เป็นขั้วบวกขั้วลบ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจความปรุงแต่งนั้นจะเป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

ถ้าเรารู้เราเข้าใจ ความปรุงแต่งนั้นจะจบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ เพราะเรารู้เข้าใจ เรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

ความปรุงแต่งที่ไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นจะเป็นสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน จะเป็นความยึดมั่นถือมั่น

 

ความปรุงแต่งนั้นจะเป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

ผู้ประพฤติต้องรู้ต้องเข้าใจเพื่อมาหยุดความปรุงแต่ง เพื่อมาหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันเราต้องรู้ต้องเข้าใจ ไม่ให้ความปรุงแต่งครอบงำใจของเรา ครอบงำสติปัญญาของเรา

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจในสิ่งภายนอกกับสิ่งภายใน ให้เรารู้เข้าใจ ๒ อย่างนี้แหละมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ ปัจจุบันนี้แหละ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงไม่ให้เราประมาท เพราะความประมาทคือความผิดพลาดคือความเสียหาย มันจะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัติเพื่อให้ปฏิปทาของเรานั้นติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การทำอะไรติดต่อต่อเนื่องถึงจะได้ผลเห็นผล ทางฝ่ายวิทยาศาสตร์ทั้งฝ่ายรูปธรรมนามธรรมต้องใช้เวลา ๓ อาทิตย์ขึ้นไปการประพฤติการปฏิบัติถึงจะได้ผลเห็นผล

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้เข้าใจ เราจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนั้นมันหยุดไม่ได้

 

เราต้องรู้เข้าใจในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์

 

เราต้องรู้จักขั้วบวกขั้วลบ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ

 

เราจะได้เอาความรู้ความเข้าใจมาใช้มาประพฤติปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน

 

การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องเข้าใจ ว่าใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นเค้าต้องฝึกที่กายปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทที่อาชีพ มารวมลงที่ความตั้งใจตั้งเจตนา ใจของเราต้องตั้งใจตั้งเจตนา

 

ภาชนะที่จะใช้งานได้ต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้ ภาชนะที่คว่ำนั้นจะใช้งานไม่ได้ ภาชนะล้มนั้นใช้งานไม่ได้ ภาชนะที่จะใช้ได้ต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้

 

ความตั้งใจตั้งเจตนาถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าใจไม่สงบไม่เป็นไร ให้กายมันสงบก่อน ให้วาจากิริยามารยาทมันสงบก่อน ให้เน้นที่ตั้งใจตั้งเจตนา เพราะใจของเราเป็นนามธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราประพฤติให้เราปฏิบัติอย่างนี้

 

ใจของเราเป็นนามธรรม ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครเข้าใจว่าใจของเราคิดปรุงแต่งอะไร แต่ใจของเรารู้ใจของเราเองว่าตรึกนึกคิดอะไรปรุงแต่งอะไร

 

ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติธรรมต้องรู้เข้าใจ เราจะไปตรึกในกามไม่ได้ เราจะตรึกในพยาบาทไม่ได้ เราต้องรู้จักหลักของการประพฤติการปฏิบัติ เราจะไปตรึกในกามไม่ได้ จะไปตรึกในพยาบาทไม่ได้ เราจะไปคิดว่าเราตรึกนึกคิดอะไรไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจ

 

ความละอายต่อบาปความเกรงกลัวต่อบาปเป็นเบรกเป็นเซฟตี้ เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นปัญญาที่ประกอบด้วยความดี

 

ผู้ปฏิบัติทั้งหลายที่เราปฏิบัติไม่ได้ผลไม่เห็นผล เพราะเราปล่อยให้เราตรึกในกามตรึกในพยาบาท ความละอายต่อบาปความเกรงกลัวต่อบาปถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย พระธรรมพระวินัยเป็นกัลยาณมิตรในการเดินทาง ข้อวัตรข้อปฏิบัติกิจวัตรต่าง ๆ เป็นกัลยาณมิตรในการเดินทาง

 

ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องรู้จักการประพฤติการปฏิบัติ เราจะเดินทางไกลเราต้องอาศัยยานในการเดินทาง ทางบกก็ต้องอาศัยรถยนต์อย่างดีในการเดินทาง ทางอากาศก็ต้องอาศัยเครื่องบินอย่างดีในการเดินทาง ทางทะเลทางมหาสมุทรก็อาศัยเรือยนต์ขนาดใหญ่อย่างดีในการเดินทาง

 

การเดินทางนั้นถึงจะไปได้ ปลอดภัย สวัสดิภาพในการเดินทาง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนพึ่งพาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

เพราะเหตุผลว่าไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติแทนเราได้ เราพึ่งพาอาศัยคนอื่นนั้นไม่ได้ เราต้องพึ่งพาพระธรรมพระวินัยด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา ดั่งภาชนะที่ตั้งไว้ พึ่งความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการทำหน้าที่ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

เพราะธรรมะคือหน้าที่คือหน้าที่ เราพึ่งการประพฤติปฏิบัติของเราอยู่ที่ปัจจุบัน  เพราะปัจจุบันเราต้องตั้งใจตั้งเจตนา มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติเพื่อให้ปฏิปทานั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เราทุกคนพากันมามีสติรู้ตัวทั่วพร้อม ยกเลิกเรื่องอดีต ยกเลิกเรื่องอนาคต ปัจจุบันมีความสุขกับการทำหน้าที่ มีความสุขกับการทำงาน

 

อานาปานสติได้แก่ลมหายใจเข้าลมหายใจออก เราต้องรู้เข้าใจ ลมหายใจนี้เป็นคู่ชีวิตของเราตั้งแต่ต้นจนอวสาน เราต้องรู้เข้าใจ มีความสุขในการหายใจเข้า มีความสุขในการหายใจออก หายใจเข้าเอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย หายใจออกเอาของเสียของปฏิกูล เอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป

 

อานาปานสติไม่ใช่เราเอาไปใช้เฉพาะเวลาเรานั่งสมาธิ เราเอาไปใช้เฉพาะนั่งสมาธินั้นดีแล้วถูกต้องแล้ว

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอาอานาปานสติไปใช้ทุกอิริยาบถเพื่อพัฒนาสติสัมปชัญญะ เพื่อใจของเราจะไม่ได้ไปตามผัสสะ ไม่ได้ไปตามสิ่งแวดล้อม สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ

 

เรารู้เราเข้าใจ เราหายใจเข้าสบาย เราหายใจออกสบาย การหายใจเข้าสบายออกสบายปล่อยวางเรื่องอดีตเรื่องอนาคต ปัจจุบันเราก็ว่างจากตัวตน อานาปานสติที่รูรารู้เข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ อานาปานสตินั้นก็จะเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ความสุขกับการทำหน้าที่จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับความสงบ เป็นการทำความดีเพื่อความดี การทำความดีเพื่อความดีนั้นจะไม่มีความปรุงแต่ง จะไม่มีขั้วบวกขั้วลบ ถ้าเราทำความดีเพื่ออยากความต้องการนั้นจะเป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

เรามามีความสุขในการหายใจเข้าหายใจออก เราหายใจเข้ามีความสุขมันก็ได้ออกซิเจน เราหายใจออกมีความสุขเราก็ได้ถ่ายเทของเสียของปฏิกูลถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป

 

ความรู้ความเข้าใจมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติก็จะเป็นความสุขเป็นพระนิพพานอยู่ในปัจจุบัน

 

เราทั้งหลายต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ว่าพระนิพพานอยู่ที่รู้เข้าในมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่ รู้เข้าใจจะไม่มีขั้วบวกขั้วลบ

 

ปัจจุบันเรารู้เข้าใจมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ธาตุขันธ์อายตนะภายนอกภายในก็จะครอบงำจิตใจของเราไม่ได้ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้จบลงที่ปัจจุบันหยุดลงที่ผัสสะ ปัญหาทั้งหลายนั้นจะได้เป็นปัญญา ปัญญาต่าง ๆ เรามามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่

 

สัมมาสมาธิความรู้ความเข้าใจเป็นความตั้งใจมั่นชอบ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะจบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ หยุดลงที่สัมมาสมาธิด้วยความตั้งใจมั่นชอบ

 

สมถะวิปัสสนา ความสงบกับปัญญาต้องเดินทางไปพร้อม ๆ กันอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ในชีวิตประจำวันของเรา เราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นอริยมรรคมีองค์แปด การประพฤติการปฏิบัติให้ผู้ฟังรู้เข้าใจ การประพฤติการปฏิบัติธรรมนั้นเป็นธรรมะทุกอย่าง เป็นธรรมะครบวงจร เป็นธรรมะเบ็ดเตล็ด

 

เป็นความรู้ความเข้าใจในสิ่งภายนอกสิ่งภายในอยู่ที่ปัจจุบัน เป็นความฉลาดและความดี ความฉลาดและความดีต้องควบคู่กันไป ความฉลาดและความดีนี้แยกกันไม่ได้

 

สมถะกับวิปัสสนาต้องควบคู่กันไป ความรู้กับการประพฤติการปฏิบัติต้องควบคู่กันไป ความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ มีความตั้งใจมั่นชอบ

 

เราต้องรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ สัมมาทิฏฐิความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

สมาธิกับปัญญาต้องเสมอกัน

 

เป็นความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นอริยมรรคมีองค์แปด อริยมรรคมีองค์แปดเป็นธรรมะเบ็ดเตล็ด รวมกันเป็นมรรคมีองค์แปด

 

มรรคมีองค์แปดมารวมกันเป็นหนึ่งที่ความรู้ความเข้าใจ เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ด้วยเหตุผลนี้ผู้ปฏิบัติต้องรู้เข้าใจ เพราะเหตุผลว่าสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นี้จะมีอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย คือความรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์

 

ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติถึงต้องมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เพราะความสุขนั้นจะไม่มีความทุกข์เพราะเป็นความสุข

 

ความสุขนั้นก็จะเป็นออกซิเจน เป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูล ถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป

 

ความสุขนั้นจะเป็นเหตุปัจจัยให้สุขภาพกายแข็งแรง สุขภาพใจแข็งแรง

 

อย่างแพทย์รักษาโรคเฉพาะทาง ความสุขในการทำหน้าที่ก็จะรักษาโรคใจไม่ให้ใจมีความทุกข์ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องเข้าใจ ปัจจุบันนี้คือปัจจุบัน ปัจจุบันนี้มีเพียงตำแหน่งเดียว ความสุขก็มีตำแหน่งเดียว ความทุกข์ก็มีตำแหน่งเดียว ปัจจุบันเรามีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติก็จะมีเพียงตำแหน่งเดียว

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราคิดดูดี ๆ นะ ตำแหน่งยืนก็มีเพียงตำแหน่งเดียว ตำแหน่งเดินก็มีเพียงตำแหน่งเดียว ตำแหน่งนั่งตำแหน่งนอน กิริยามารยาทอาชีพก็มีเพียงตำแหน่งเดียว

 

เมื่อเรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิเรารู้เข้าใจว่าธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ รู้ว่าพระนิพพานนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว

 

ด้วยเหตุผลนี้พระนิพพานถึงไม่มีความปรุงแต่ง เป็นการทำความดีเพื่อความดี ถ้าเราทำความดีเพราะมีความอยากความต้องการมันเป็นความปรุงแต่ง

 

เรามีความสุขกับการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

ด้วยเหตุผลนี้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัตินั้นจะไม่มีความทุกข์จะไม่มีความเครียด

 

ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องเข้าใจ เพื่อจะไม่ได้ลังเลสงสัยในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อจะไม่ได้ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติ เพราะความสุขในการทำหน้าที่จะไม่มีความทุกข์ จะไม่มีความเครียด

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นก็จะเป็นออกซิเจน จะเป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูลถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปอยู่ในตัว

 

ความรู้ความเข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ รู้จักสิ่งภายนอกภายใน รู้จักอดีตรู้จักอนาคต ปัจจุบันเราก็รู้แจ้งด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความรู้ความเข้าใจมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ สิ่งนั้น ๆ ก็จะจบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะด้วยความรู้ความเข้าใจ เป็นศิลปะที่ประเสริฐ เป็นความตั้งมั่นติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เป็นปัญญา เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นธรรมนูญ

 

ความเป็นพระองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ ความเป็นพระอยู่ที่เรารู้เข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่

 

สมมติสัจจะเราทั้งหลายต้องพากันมารู้สมมติสัจจะที่ไปแต่งตั้งสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้เราเอามาใช้งาน เอามาทำหน้าที่

 

เรามาทำความเข้าใจในเรื่องสมมติในเรื่องสัจจะ

 

สมมติสัจจะเราทุกคนจะมองข้ามสมมติสัจจะนั้นไม่ได้ เราต้องเอาสมมติสัจจะมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในสมมตินั้น ๆ สมมติสัจจะนั้นให้รู้เข้าใจ สมมติสัจจะนั้นเป็นการชี้ให้เห็นเรื่องผิดเรื่องถูก เรื่องดีเรื่องชั่ว เรื่องไม่ผิดไม่ถูกไม่ดีไม่ชั่ว

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอาสมมติสัจจะมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เพราะธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ

 

ทุกคนจะมองข้ามสมมติสัจจะนั้นไม่ได้ เพราะสมมติสัจจะนั้นเป็นปัจจุบัน เป็นธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญ

 

กฎหมายบ้านเมืองเน้นที่กายวาจากิริยามารยาทอาชีพ สมมติสัจจะนั้นคือกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ ธรรมะนั้นคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เอาสมมติสัจจะมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติให้ถูกต้อง

 

การปฏิบัติใจการฝึกใจเขาต้องอาศัยสมมติ เพราะใจเป็นนามธรรมนั้นต้องอาศัยกายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่จะต้องปฏิบัติต่อสมมติสัจจะนั้น ๆ ให้ถูกต้องสมบูรณ์ ใจเป็นผู้รู้ผู้เข้าใจ เป็นผู้ที่ตั้งใจตั้งเจตนา เพื่อให้สมมติสัจจะนั้นสมบูรณ์

 

ปัจจุบันเราจะมองข้ามสมมติไปไม่ได้ ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ถ้าเราทิ้งปัจจุบัน สมมติสัจจะของเราย่อมเสียหาย สมมติสัจจะของเราก็ย่อมพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

สมมติสัจจะเป็นหลักการที่ให้เราได้ยกเลิกตัวยกเลิกตน สมมติสัจจะนั้นจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราหยุดยกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวเป็นตน

 

ความเคารพในธรรมนูญรัฐธรรมนูญถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ความเคารพเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ถ้าเราไม่มีความเคารพความสงบจะเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะความสงบจะเกิดได้ก็เกิดจากความสงบ สมมติสัจจะนั้นถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

ธรรมะนั้นถึงเป็นหน้าที่ หน้าที่นั้นถึงเป็นธรรมะ

 

ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องรู้เข้าใจ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องหายพยศลดมานะละทิฏฐิ มีความเคารพในสมมติสัจจะ กายวาจากิริยามารยาทอาชีพให้รู้เข้าใจว่าเราทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ทำความดีเพื่อต้องการจะเป็นคนดี

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ การปฏิบัติใจนั้นเค้าต้องปฏิบัติที่กายเพื่อทำสมมติสัจจะนั้นให้สมบูรณ์ ไม่มองข้าม ต้องเคารพ ถ้าไม่มีความเคารพนั้นจะสงบไม่ได้ ถ้าไม่มีความเคารพผู้ประพฤติปฏิบัตินั้นก็ย่อมเป็นผู้ตรึกในกามตรึกในพยาบาท

 

การปฏิบัติใจนั้นถึงมีการปฏิบัติกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ ใจเพียงแต่ให้ใจตั้งใจตั้งเจตนาเหมือนภาชนะที่ตั้งไว้ เพื่อให้สมมติสัจจะนั้นเข้าสู่กายวิเวก การไม่ทำอะไรตามใจตามวาจากิริยามารยาทอาชีพจะเข้าสู่ความวิเวก

 

ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ประพฤติปฏิบัติจะมองข้ามสมมติสัจจะไปไม่ได้ อย่าไปคิดว่าอะไรก็อยู่ที่ใจ

 

เรามาคิดดูดี ๆ สิ ถ้าว่าอยู่ที่ใจทำไมถึงกินข้าวอยู่ ทำไมถึงไม่ว่าอยู่ที่ใจ ถ้าว่าอยู่ที่ใจก็ต้องไม่กินข้าว

 

การประพฤติการปฏิบัติถึงเน้นที่สมมติ ความเคารพถึงจะเกิดความสงบ ความสงบกับความสุขมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ความสุขนั้นมันเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราเอาสมมติมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ เพื่อให้สมมติสัจจะนั้นติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ไม่ใช่ว่าอะไรก็อยู่ที่ใจ

 

ปัญหาต่าง ๆ นั้นเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการดำรงชีพ ปัญหาเรื่องปากเรื่องท้อง เป็นสิ่งที่จะต้องแก้ไขก่อน ไม่ใช่อะไรก็อยู่ที่ใจ ๆ อย่างนั้นมันไม่ได้ใช้ไม่ได้

 

การประพฤติการปฏิบัติธรรมต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

ผู้ที่มาบวช องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้ผู้ที่มาบวชนั้นพิจารณาสรีระร่างกายแยกออกเป็นชิ้นเป็นส่วน ร่างกายของหมู่มวลมนุษย์มี ๓๒ ชิ้นส่วน แยกออกเป็นชิ้นเป็นส่วน ธาตุน้ำมีอยู่เท่าไหร่ ธาตุดินมีอยู่เท่าไหร่ ธาตุลมมีอยู่เท่าไหร่ ธาตุไฟมีอยู่เท่าไหร่ อาหารเก่าอาหารใหม่เป็นอย่างไรให้แยกออกเป็นชิ้นเป็นส่วนแล้วก็ประกอบกันเข้าเพื่อจะได้ยกเลิกตัวยกเลิกตน ประพฤติปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ถ้าเอาเฉพาะเจริญสติสัมปชัญญะนั้นมันยังไม่พอยังไม่เพียงพอ

 

ด้วยเหตุผลนี้ผู้ที่มาประพฤติปฏิบัติธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นพิจารณาสรีระร่างกายเข้าสู่พระไตรลักษณ์

 

ถ้ามีการประพฤติการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ กายก็จะเข้าสู่ความวิเวก วาจากิริยามารยาทอาชีพก็เข้าสู่ความวิเวก

 

เราอาศัยการเจริญสติเจริญสัมปชัญญะนี้มันไม่พอไม่เพียงพอ ต้องเจริญปัญญาวิปัสสนา

 

เรามาบวชมาปฏิบัติธรรม เจริญสติสัมปชัญญะ มีความสุขในการทำหน้าที่นั้นยังไม่เพียงพอ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพิจารณาร่างกายแยกออกเป็นชิ้นเป็นส่วนเข้าสู่พระไตรลักษณ์ เพื่อเราจะได้เห็นสัจธรรมตามความเป็นจริง เดี๋ยวนี้เราไม่ได้เห็นสัจธรรมตามความเป็นจริง เห็นรูปก็ร้องโอย ๆ ฟังเสียงก็ร้องโอย ๆ ได้กลิ่นก็ร้องโอย ๆ ได้ลิ้มรสก็ร้องโอย ๆ ได้สัมผัสก็สิ่งที่ชอบใจก็ร้องโอย ๆ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติพิจารณาร่างกายแยกชิ้นส่วนเข้าสู่พระไตรลักษณ์

 

ปัจจุบันนี้ก็มีการประพฤติการปฏิบัติ เห็นรูปฟังเสียงได้กลิ่นลิ้มรสสัมผัส องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ให้ยกทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์

 

เราต้องรู้จักการประพฤติรู้จักการปฏิบัติ เพราะปัจจุบันนี้เราต้องรู้เข้าใจ เราต้องยกทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ เพื่อให้ความดีและปัญญาเป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เพื่อให้ทุกอย่างมันหยุดลงที่ปัจจุบันจบลงที่ผัสสะ วิปัสสนารู้เข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นไม่ใช่นิติบุคคลตัวตน เป็นเพียงเหตุเพียงปัจจัยชั่วครู่ชั่วยาม

 

ผู้ปฏิบัติเก่าผู้ปฏิบัติใหม่ต้องพากันรู้เข้าใจ เราเจริญสติสัมปชัญญะนั้นดีแล้วถูกต้องแล้ว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราพิจารณาร่างกายเข้าสู่พระไตรลักษณ์ เพื่อเอาปฏิปทาที่ปัจจุบันเรายกทุกสิ่งทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ พร้อมทั้งพิจารณาสรีระร่างกายเข้าสู่พระไตรลักษณ์

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้น ถ้าเรารู้เข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติความเครียดนั้นก็ย่อมไม่มี เพราะความสุขนั้นจะมีความเครียดไปไม่ได้ ถ้าความอยากความต้องการนั้นเครียดแน่ เพราะความอยากความต้องการนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบมันเป็นความปรุงแต่ง

 

เราทุกท่านทุกคนที่เกิดมาต้องรู้เข้าใจว่าเราเกิดมาทำไม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ว่าปัจจุบันนี้เป็นการชิงแชมป์ระหว่างนิพพานกับวัฏฏสงสาร

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงไม่ให้เราตั้งอยู่ในความประมาทดั่งปัจฉิมโอวาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสว่าปัจจุบันเราจะประมาทไม่ได้ เพราะปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ดั่งปัจฉิมโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

การบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นบริสุทธิคุณ ที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิของเช้าวันที่ ๑๗ เมษายน ก็เห็นสมควรแก่เวลา ขอหยุดการบรรยายพระธรรมเทศนาไว้เพียงเท่านี้

 

เอวังก็มีด้วยประการละฉะนี้

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันศุกร์ที่ ๑๗ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา


Visitors: 113,307