๑๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ ๑๙ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบายเพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ประเทศไทยเรามีประชากรของประเทศ หกสิบห้าล้านแปดแสนคน ล้านคน ผู้มีงานทำประมาณ สามสิบหกล้านสามแสนแปดหมื่น – สามสิบเก้าล้านเก้าแสนคน

 

ข้าราชการพลเรือนประมาณ หนึ่งล้านสามแสนเจ็ดหมื่นคน และหากรวมกำลังคนภาครัฐประเภทอื่น (ลูกจ้างประจำ, พนักงานราชการ) จะมีรวมกว่า สองล้านหนึ่งแสนสามหมื่น ล้านคน

 

มีผู้ทำงานในภาคเกษตรกรรม ปลูกผักปลูกผลไม้ทำไร่ทำนาทำสวนประมาณ เก้าล้านเก้าแสนห้าหมื่นคน คิดรวม ๆ ก็ร่วม ๑๐ ล้านคน เกษตรกรจำนวน ๑๐ ล้านคนนี้คือผู้ที่ทำงานเลี้ยงประชากรของประเทศจำนวน หกสิบห้าล้านแปดแสนคน

 

คนจำนวนสิบล้านทำเกษตรเลี้ยงคนหกสิบห้าล้านแปดแสนคน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์เท่ากับคนหนึ่งเลี้ยงหกคน

 

เกษตรกรนี้เราคิดดูดี ๆ เรามองดูดี ๆ คนหนึ่งเลี้ยงคนหกคนเป็นผู้ที่น่าสงสารนะ เกษตรกรคือกรรมกร

 

เรามาคิดดูด้วยปัญญา กายวาจากิริยามารยาทอาชีพนี้เป็นอุปกรณ์หรือว่าเป็นกรรมกรของจิตใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราทุกคนมีสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นถูกต้อง มีความเข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้อง

 

ความตั้งใจตั้งเจตนาถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ภาชนะใดที่จะใช้งานได้ต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้ ภาชนะที่คว่ำเป็นภาชนะที่ใช้งานไม่ได้ ภาชนะที่ล้มเป็นภาชนะที่ใช้งานไม่ได้ ความตั้งใจตั้งเจตนานี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญจริง ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง

 

เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจเพื่อเราจะได้เอาความรู้ความเข้าใจมาประพฤติมาปฏิบัติ เพื่อให้เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ วัตถุกับจิตใจต้องไปพร้อมๆ กัน

 

เราต้องมารู้มาเข้าใจ เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นมันเป็นรายรับรายจ่าย เป็นธนาคารแห่งชีวิต

 

เราทุกคนต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติให้มันถูกต้อง ธรรมะนั้นคือหน้าที่ หน้าที่นั้นคือธรรมะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงไม่ให้มองข้ามในปัจจุบัน ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ธรรมะนั้นเป็นหน้าที่ หน้าที่นั้นเป็นธรรมะ ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญของการประพฤติการปฏิบัติ

 

ความเป็นพระนั้นอยู่ที่เรามีความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน ความเป็นพระนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านนับเอาตั้งแต่พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ ความเป็นพระนั้นอยู่ที่มีความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

คำว่าความสุขนี้หมายถึงไม่มีความทุกข์ เพราะรู้เข้าใจเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เพราะทุกอย่างนั้นคือเหตุคือปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี ถึงได้มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ความสุขนั้นให้ผู้ฟังทั้งหลายเข้าใจ ความสุขนั้นจะมีตำแหน่งเดียว ให้เข้าใจว่าปัจจุบันนั้นคือหนึ่งเดียวตำแหน่งเดียว ตำแหน่งยืนเดินนั่งนอนดื่มกินกระทำคำพูดอาชีพนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียวคือตำแหน่งปัจจุบัน ปัจจุบันนั้นเราต้องรู้เข้าใจ ปัจจุบันต้องไม่มีขั้วบวกขั้วลบ ปัจจุบันต้องไม่มีความปรุงแต่ง

 

เรารู้เราเข้าใจ เรามีความสุขกับการทำหน้าที่ ความสุขกับการทำหน้าที่ ทำความดีเพื่อความดี ทำความดีเพื่อความดีนั้นจะไม่มีขั้วบวกขั้วลบ ทำความดีเพื่อความดีจะเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ไม่มากไม่น้อยเป็นความพอเพียง

 

ให้ผู้ฟังทั้งหลายพากันรู้พากันเข้าใจเรื่องเหตุเรื่องปัจจัยในรายรับรายจ่าย ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนี้ให้เข้าใจว่าปัจจุบันนี้คือรายรับรายจ่าย

 

ประชากรหนึ่งคนเลี้ยงคนหกคนนั้นถือว่าเป็นภาระหนักนะ

 

ต้นไม้ต้นหนึ่งถ้ามีรากรากเดียวคงจะอยู่ไม่ได้นานหลายปีนะ ต้นไม้นั้นต้องมีรากทั้งหมด ๗ รากนะ ถึงจะอยู่ได้

 

ความรู้ความเข้าใจเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ปัญญากับการประพฤติการปฏิบัติก็ต้องเอามาใช้พร้อม ๆ กัน ถึงจะเกิดความพอเพียงเพียงพอ ถึงจะเกิดความพอดี

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านชี้ให้เราเกิดสติเกิดปัญญา ที่พึ่งของเราคือความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติในการทำหน้าที่ มีความสุขในการทำหน้าที่

 

เราทุกคนต้องพากันมาพึ่งตนเอง พึ่งความคิดพึ่งคำพูดพึ่งกิริยามารยาทพึ่งอาชีพ ปัญหาใหญ่คือปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องปากเรื่องท้อง ต้องพึ่งพาตนเองพร้อมทั้งช่วยเหลือบุคคลอื่น สัตว์อื่น

 

เราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เราต้องไม่คิดเหมือนแต่ก่อน แต่ก่อนคิดว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจ เราจะไปคิดว่าทุกอย่างนั้นอยู่ที่ใจไม่ได้ ถ้าเราคิดว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจทำไมเราต้องทานอาหาร ทำไมเราต้องฉันภัตตาหาร ทำไมเราไม่ว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ การปฏิบัติใจหรือการพัฒนาใจนั้นเค้าต้องพัฒนาวัตถุ พัฒนากายวาจากิริยามารยาทพัฒนาอาชีพ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่ เราพึ่งพาความดีและปัญญา เพื่อให้ปฏิปทานั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ สายน้ำนั้นไหลติดต่อต่อเนื่องถึงเรียกว่าสายน้ำ น้ำหยดนั้นเป็นน้ำหยดทีละหยดไม่ติดต่อต่อเนื่องถึงเรียกว่าน้ำหยด

 

สัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้องเป็นปัญญา ปัญญานี้เรียกว่าปัญญาชน คำว่าปัญญาชนนี้หมายถึงยกเลิกตัวยกเลิกตน ถ้ามีตัวมีตนไม่เรียกว่าปัญญาชนเพราะมันดับทุกข์ไม่ได้มันแก้ปัญหาไม่ได้ มันเป็นปัญญาที่เห็นแก่ตัวต่างหาก

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ ให้เรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่ เพราะธรรมะคือหน้าที่ เอาธรรมนูญนำชีวิต ให้ท่านผู้ฟังหลายเข้าใจ ธรรมนูญนั่นแหละคือนิพพานเป็นพระนิพพาน เรามีความสุขในการทำหน้าที่นั่นแหละคือพระนิพพาน เราทำความดีเพื่อความดี มีความสุขกับการทำความดีนั่นแหละจะเป็นพระนิพพาน ความเป็นพระของเราอยู่ที่นี่ อยู่ที่รู้เข้าใจมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่นั่นแหละคือความเป็นพระของเราทุกคน

 

เรามีความสุขในการทำหน้าที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน การยกเลิกตัวยกเลิกตนการทำหน้าที่นั่นแหละเข้าสู่กายวิเวก ใจวิเวก อุปธิวิเวก เราทุกคนจะได้มีความสุขไม่มีความทุกข์อยู่ที่ปัจจุบัน พระนิพพานคือความไม่มีทุกข์ถึงอยู่ที่ปัจจุบันนี้

 

ที่มีผู้ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วไม่ได้เกิด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าอันนี้ขึ้นอยู่ที่เงื่อนไขนะ ขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัยเพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอาที่ปัจจุบัน เพราะอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันคือความไม่มีทุกข์ความดับทุกข์

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจเรื่องอหตุเรื่องปัจจัย รู้อริยสัจสี่ รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่ เพราะหน้าที่มันจะเป็นพระนิพพานอยู่ที่เป็นปัจจุบันเป็นขณะ ๆ เหมือนดั่งสายน้ำที่น้ำมันไหลไม่ใช่เหมือนน้ำที่น้ำมันหยด

 

ธรรมะที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนน่ะ ท่านถึงพูดเรื่องอริยสัจสี่ คือรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ธรรมะนั้นคืออริยมรรคมีองค์แปดอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันถึงเป็นวาระแห่งชาติเป็นเหตุเป็นปัจจัย เป็นกรรมเป็นกฎแห่งกรรมแล้วก็จะเป็นผลของกรรม

 

ท่านผู้ฟังทั้งหลาย ธรรมะคือหน้าที่ เรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ความทุกข์มันก็ไม่มี ความสุขกับความสงบมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน เรามีความสุขนั่นแหละคือความสงบนั่นแหละมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน

 

เรามีความสุขในการทำหน้าที่นี้เป็นความดีที่ไม่มีขั้วบวกขั้วลบ สิ่งทั้งหลายจะจบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ

 

ปัญหานั้นก็จะกลายเป็นปัญญา ปัญญานั้นก็จะเป็นความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ความสุขกับความสงบมันก็จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

 

ธรรมะสำหรับพระอรหันต์ถึงเป็นความสุขในการทำหน้าที่ เพราะรู้เข้าใจมีความสุขในการทำหน้าที่

 

เรายังไม่ได้เป็นพระอรหันต์เราต้องรู้เข้าใจว่าความสุขนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะมาจากหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงไม่ให้เราลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรปฏิบัติ เราต้องมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เพราะความสุขนั้นจะเป็นออกซิเจนเป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูลถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป ความรู้ความเข้าใจจะหยุดจะยกเลิกสิ่งที่เป็นอดีต ยกเลิกอนาคต ปัจจุบันมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่

 

มนุษย์เราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ยกเลิกตัวยกเลิกตน เพราะถ้าเราไม่ยกเลิกตัวยกเลิกตนมันก็มีขั้วบวกขั้วลบ ขั้วบวกขั้วลบมันคือความไม่สงบมันคือสงคราม สงครามในตัวของสงครามเอง สงครามในตัวเรากับภายนอก สงครามในครอบครัว สงครามในประเทศ สงครามโลก

 

เราต้องมารู้มาเข้าใจในหน้าที่เพื่อจะให้ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นได้จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ

 

ปัจจุบันเราทุกคนต้องมีสติสัมปชัญญะ เราต้องมีสติสัมปชัญญะให้เป็นหนึ่ง มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม มีจิตใจเป็นหนึ่ง มีความสุขในการทำหน้าที่ให้เป็นหนึ่ง เพื่อใจของเราจะไม่ได้มีขั้วบวกขั้วลบ

 

อาศัยการอบรมบ่มอินทรีย์ที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เราพากันคิดดูดี ๆ ถ้ามันฟุ้งซ่านเกินก็หยุดลมหายใจกลั้นลมหายใจไว้ ใจจะขาดมันก็จะหยุดเอง เพื่อให้ปฏิปทาของเราติดต่อต่อเนื่อง

 

การกระทำใด ๆ ต้องให้ติดต่อต่อเนื่อง ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นรูปธรรมนามธรรมต้องใช้เวลา ๓ อาทิตย์คือ ๒๑ วัน การกระทำนั้น ๆ ถึงจะได้ผลเห็นผล เพราะปฏิปทานั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอาหลักการอย่างนี้

 

ด้วยเหตุผลนี้เราถึงต้องมีสติมีสัมปชัญญะ อานาปานสติได้แก่ลมหายใจเข้าหายใจออก เราทุกคนต้องเอามาใช้เอามาประพฤติปฏิบัติมาทำหน้าที่ เราพากันหายใจเข้าให้มีความสุข หายใจออกให้มีความสุข หายใจเข้าให้สบายหายใจออกให้สบายให้มีความสุข เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เราเป็นข้าราชการก็ทำอย่างนี้เป็นนักการเมืองก็ทำอย่างนี้ เป็นนักบวชก็ต้องทำอย่างนี้ เป็นเกษตรกร อุตสาหกรรมก็ต้องทำอย่างนี้ เพราะการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่นั้นมันเป็นสากล ความดับทุกข์นั้นเป็นสากล ให้เอาปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ

 

ท่านผู้ฟังทั้งหลายต้องเข้าใจว่าความเป็นพระนั้นคือความดับทุกข์คือความไม่มีทุกข์ เราไม่ต้องไปหาพระภายนอก พระนี้ต้องอยู่ที่เรา อยู่ที่เรารู้เข้าใจมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่

 

ความเป็นพระในพระพุทธเจ้านั้นเป็นเรื่องของพระพุทธเจ้า ความเป็นพระในพระอรหันต์อยู่ที่พระอรหันต์ ไม่ใช่อยู่ที่เรา เราต้องพากันรู้เข้าใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนถึงมาเน้นที่ตัวเรา มีความสุขกับการทำหน้าที่ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติเพื่อให้ปฏิปทานั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ให้ท่านผู้ฟังทั้งหลาย หมู่มวลมนุษย์ในโลกนี้ไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้เหตุเกิดทุกข์ ไม่รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์มีอยู่จำนวนมาก ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์

 

ถ้าเราเอาหมู่มวลมนุษย์นี้เป็นไอดอลเป็นโมเดลก็จะรวมเราเข้าไปเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์เลยนะ

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องพากันรู้เข้าใจ มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เราจะไปตามสิ่งแวดล้อม ไปตามกระแส

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เราจะได้รู้จักปัญหา เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญามามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติเราจะไม่ได้ไปตามสิ่งแวดล้อม ไม่ได้ไปตามกระแส

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เข้าใจ เราจะไม่ได้เอาความหลงนำชีวิตเอาความผิดนำชีวิตเพราะความหลงความผิดนั้นคือความเสียหายเป็นการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ตึกไหน ๆ เค้าก็ไม่พัง พังเฉพาะตึก สตง. เพราะความไม่ถูกต้องก็ต้องพังเช่นนั้น

 

ปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เราต้องรู้เข้าใจ ปัจจุบันเราต้องมีความสุขกับการทำหน้าที่ การประพฤติการปฏิบัตินั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจอย่างนี้พร้อมทั้งมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

เราทั้งหลายต้องรู้เข้าใจเพื่อไม่ให้ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ มันครอบงำใจของเราครอบงำสติปัญญาของเรา ไม่ให้สิ่งภายนอกภายในครอบงำใจของเราครอบงำสติปัญญาของเรา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ ธาตุขันธ์อายตนะจะไม่ได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ถ้าเรารู้เข้าใจเรามีความสุข ถ้าเรารู้เข้าใจเราก็หยุดลงที่ปัจจุบัน มีความสุขกับการทำหน้าที่ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

สัมมาทิฏฐิกับสัมมาสมาธินั้นจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นจบลงที่ปัจจุบัน ปกติฝนนั้นตกจากฟ้า ไหลลงสู่แผ่นดิน สู่ลำห้วย ถ้าเราไม่มีปัญญา เราก็ไม่ทำเขื่อนทำฝายน้ำ สัมมาทิฏฐิกับสัมมาสมาธิจะเป็นฝายจะเป็นเขื่อน

 

ปัจจุบันธาตุขันธ์อายตนะกดดันเราทุกคน เหมือนน้ำฝนตกลงมาจากฟ้าไหลสู่ลำห้วย สู่ทะเลสู่มหาสมุทร

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพื่อจะเอาน้ำนั้นมาใช้มาบริโภค เพื่อมาทำเกษตร มาทำอุตสาหกรรม

 

ความรู้ความเข้าใจในเรื่องของเหตุของปัจจัย เพื่อสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะหยุดลงที่ปัจจุบัน ด้วยความรู้ความเข้าใจปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่งสำคัญจริง ๆ ความเคารพในพระธรรมพระวินัยถึงเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าอื่นใด ความเคารพนั้นจะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ถ้าเราไม่มีความเคารพแล้วความสงบจะไม่มี

 

ความเคารพนั้นจะเป็นเบรกเป็นเซฟตี้ จะเป็นสาเหตุให้หยุดตรึกในกาม หยุดตรึกในพยาบาท

 

ปัจจุบันนี้เราต้องเคารพในพระธรรมในพระวินัย เพราะความเคารพถึงมีความสงบ ถ้าเราไม่มีความเคารพความสงบนั้นก็ย่อมไม่มี

 

อธิกรณ์ต่าง ๆ เกิดจากความไม่เคารพ เมื่อไม่มีความเคารพก็ย่อมเป็นผู้ตรึกในกาม ตรึกในพยาบาท

 

ความเคารพนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ถึงได้มีหลักการคารวธรรม ๖ อย่างเพื่อเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ

 

 คารวะ หรือ คารวตา ๖ ความเคารพ การถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะพึงใส่ใจและปฏิบัติด้วยความเอื้อเฟื้อด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา หรือโดยความตั้งมั่นหนักแน่นเอาจจริง ๆ จัง ๆ การมองเห็นด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ เห็นคุณค่า เห็นความสำคัญแล้วปฏิบัติต่อบุคคลอื่นหรือต่อวัตถุนั้น ๆ โดยถูกต้อง ด้วยความจริงใจ เป็นเหตุให้เกิดสติเกิดปัญญา เป็นโอกาสเป็นเวลาที่เราจะได้ละอัตตาตัวตน เราทั้งหลายจะได้มีความสงบมีปัญญา

 

หนึ่ง สัตถุคารวตา ความเคารพในพระรัตนตรัย ในพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ  เพื่อยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ถ้ามีตัวตนมีตนแล้วมันก็ตกอยู่ในสัญชาตญาณมันเป็นการเอาตัวตนครองธาตุครองขันธ์ครองอายตนะ เป็นการที่เราไม่ได้เอาความถูกต้อง ไม่ได้เอาพระรัตนตรัยนำชีวิต ด้วยการเอาตัวเอาตนนำชีวิต เอาอีโก้นำชีวิต ข้อนี้บางแห่งเขียนไว้ในหนังสือ ว่าเราทุกคนต้องเคารพคารวะต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย ข้อวัตรกิจวัตร ในการดำเนินชีวิต เราทั้งหลายต้องเคารพในพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ เพราะพระธรรมพระวินัยเป็นพระรัตนตรัยเป็นพระพุทธพระธรรมพระอริยสงฆ์ พระอานนท์ได้ตรัสทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้วจะให้ตั้งใครแทนองค์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่นตรัสว่า อานนท์เอย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เอาพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ ให้เราพากันจับหลักจับประเด็นให้ได้ พระธรรมพระวินัยแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ที่อยู่ในพระไตรปิฎก แบ่งเป็น พระวินัยปิฎก ๒๑,๐๐๐ พระสูตร ๒๑,๐๐๐ พระอภิธรรม ๔๒,๐๐๐ รวมกันเป็น ๘๔,๐๐๐ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่าให้เอาพระธรรมเอาพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ แทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราทั้งหลายต้องมาเคารพคารวะในพระรัตนตรัยคือพระธรรมพระวินัยคือข้อวัตรข้อปฏิบัติเป็นธรรมที่จะทำให้เราเจริญไม่มีความเสื่อม

 
       สอง ธัมมคารวตา เคารพในพระธรรม ตั้งอยู่ในความไม่เพลิดเพลิน ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพราะการประพฤติการปฏิบัติเน้นที่ปัจจุบัน กงเกวียนกงกรรม ปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันเป็นวาระแห่งชาติ เราอย่าได้ไปประมาท ประมาทเล็กน้อยก็ผิดพลาดเล็กน้อย ประมาทปานกลางก็ผิดพลาดปานกลาง ประมาทอย่างใหญ่ก็ผิดพลาดอย่างใหญ่ ให้รู้เข้าใจเรื่องความประมาท องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสแก่พระภิกษุทั้งหลายว่า การประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ เป็นวาระแห่งชาติในการประพฤติการปฏิบัติเธอทั้งหลายจงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด อย่าคิด่าเรามีปัญญา เราจะแก้ปัญหาได้ เมื่อเรามีปัญญาเราก็ต้องมีพระธรรมพระวินัย เพราะพระธรรมพระวินัยเป็นสิ่งที่มีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ เมื่อเรามีปัญญาเราก็ต้องมีความสงบ เมื่อเรามีความสงบเราก็ต้องมีปัญญา เราทั้งหลายต้องพากันรู้เข้าใจ เราต้องเคารพคารวะในธรรมในสภาวธรรม เพราะทุกอย่างคือกรรมคือกฎแห่งกรรมคือผลของกรรม ที่เรามีธาตุทั้งสี่ขันธ์ทั้งห้าอายตนะหกมันเป็นผลของกรรมในการเวียนว่ายตายเกิดที่เราทุกคนไม่รู้ไม่เข้าใจ


       สาม สังฆคารวตา ความเคารพในสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้แก่ ผู้ที่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิมีความเห็นถูกต้องเข้าใจถูกต้องเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรงปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์เป็นผู้ปฏิบัติสมควรปฏิบัติเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ไม่ตึงเกินไปไม่หย่อนเกินไป มีความสงบมีปัญญาไปพร้อม ๆ กันมีศีลมีสมาธิมีปัญญาไปพร้อม ๆ กันเป้นผู้ที่สมควรแก่พวกเราทั้งหลายต้องเคารพกราบไหว้บำรุงกับท่านผู้นั้น เพราะท่านผู้นั้นก็ได้แก่ความสงบและปัญญา ยกเลิกอัตตายกเลิกตัวตนไม่มีอีโก้อะไร มีแต่ความสงบมีแต่ปัญญา


สี่ สิกขาคารวตา หมายถึงเคารพในการเรียนการศึกษา มนุษย์เราต้องมีการเรียนการศึกษา การเรียนการศึกษาของมนุษย์มีอยู่ทั้งหมด ๑๘ อย่าง ๑๘ อย่างมีอะไรบ้าง ๑๘ อย่างก็ได้แก่

  1. ยุทธศาสตร์ วิชานักรบ
  2. รัฐศาสตร์ วิชาการปกครอง
  3. นิติศาสตร์ วิชากฎหมายและจารีตประเพณีต่างๆ
  4. วาณิชยศาสตร์ วิชาการค้า
  5. อักษรศาสตร์ วิชาหนังสือ
  6. นิรุกติศาสตร์ วิชารู้ภาษาของตนแตกฉานดี และรู้ภาษาของชนชาติที่ติดต่อกัน
  7. คณิตศาสตร์ วิชาคำนวณ
  8. โชติยศาสตร์ วิชาดูดวงดาวต่างๆ คือรู้จักว่าดวงดาวนั้นๆ ตั้งอยู่ทางทิศนั้นๆ และประจำเมืองนั้นๆ และรู้จักสีแสงของดวงดาวต่างๆ อันบอกลางดีและลางร้ายในกาลบางครั้ง
  9. ภูมิศาสตร์ วิชารู้พื้นที่ต่างๆ หรือรู้จักแผนที่ของประเทศต่างๆ
  10. โหราศาสตร์ วิชาโหร คือรู้พยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ ได้ และรู้ทายดวงชะตาราศีของคนได้ด้วย
  11. เวชศาสตร์ วิชาหมอยา
  12. สัตวศาสตร์ วิชารู้ลักษณะของสัตว์และเสียงสัตว์ว่าร้ายหรือดี
  13. เหตุศาสตร์ วิชารู้เหตุเป็นแดนเกิดแห่งผลว่าร้ายหรือดี
  14. โยคศาสตร์ ยันตรศึกษา คือรู้จักความเป็นช่างกล
  15. ศาสนศาสตร์ วิชารู้เรื่องศาสนา คือรู้จักประวัติความเป็นมาแห่งศาสนาทุกๆ ศาสนาที่มหาชนนิยม เพื่อปฏิบัติไม่ขัดแก่สังคมใดๆ และรู้คำสอนในศาสนานั้นๆ ด้วย
  16. มายาศาสตร์ วิชารู้กลอุบาย หรือรู้ตำรับพิชัยสงคราม
  17. คันธรรพศาสตร์ วิชาคนธรรพ์คือวิชาร้องรำ(ละคอน) ที่เรียกชื่อว่า "นาฏยศาสตร์" และวิชาดนตรีปี่พาทย์ ที่เรียกชื่อว่า "ดุริยางคศาสตร์"
  18. ฉันทศาสตร์ วิชาประพันธ์ คือแต่งหนังสือได้ ทั้งที่เป็นร้อยกรอง(บทกลอน) และร้อยแก้ว(ความเรียง)

 

เราทุกคนเกิดมา ต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องมีทั้งตาเนื้อตาหนังตาปัญญาเพื่อความรู้ความเข้าใจ มนุษย์เราต่างจากสรรพสัตว์ทั้งหลายก็เพราะมาจากการเรียนการศึกษา การเรียนการศึกษานี้เป็นความรู้ความเข้าใจมันไม่ใช่ความจำ การที่เราไม่รู้ไม่เข้าใจความหมาย เราไปเรียนหนังสือ ไปศึกษาค้นคว้า ไปฟังการบรรยายความหมายเพื่อความรู้ความเข้าใจ เพื่อจะเอาความรู้ความเข้าใจไปประพฤติปฏิบัติให้เกิดความสงบเกิดปัญญา ให้เกิดปัญญาเกิดความสงบ ไม่ใช่ไปเรียนไปศึกษาเพื่ออัตตาตัวตนให้รู้เข้าใจ เราทั้งหลายอย่าไปคิดว่าการเรียนการศึกษานั้นเพื่อตัวเพื่อตน ไม่ใช่นะ การเรียนการศึกษาเพื่อเสียสละเพื่อละตัวละตน พระนักปฏิบัติทั้งหลายอยู่ป่าอยู่เขา ที่มุ่งมรรคผลพระนิพพานอย่าไปว่าให้ในบ้านในเมืองในกรุง เค้าเรียนเค้าศึกษา ไปว่าให้เค้าเรียนศึกษาเพื่อตัวเพื่อตนเพื่อยศเพื่อตำแหน่ง การเรียนการศึกษาความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติให้เข้าใจอย่างนี้ เรามีความคิดเห็นผิดเข้าใจผิด เราไม่เรียนไม่ศึกษาเรายังไปว่าให้เค้าอีกเรายังไปตำหนิเค้าอีกนั้นไม่ได้ ผู้ที่เป็นพระธรรมกถึกก็ต้องรู้เข้าใจ ผู้ที่เป็นวินัยธรก็ต้องรู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะไม่ได้ทะเลาะกัน จะได้ไม่ยกหูชูงวงในการประพฤติการปฏิบัติ เราทั้งหลายจะรู้การประพฤติการปฏิบัติ เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นรู้เข้าใจอยู่ที่ไหนก็พากันปฏิบัติที่นั่นอยู่ที่ไหนเรามีธาตุทั้งสี่ขันธ์ทั้งห้าอายตนะทั้งหกเราก็ปฏิบัติที่นั่น ธรรมะคือความสงบคือปัญญา ธรรมะนั้นลดทิฏฐิมานะอัตตาตัวตนธรรมะจะมีแต่ความสงบมีแต่ปัญญา เราเป็นนักปฏิบัติอยู่ในป่าในเขา เป็นผู้เรียนผู้ศึกษาอยู่ในเมืองกรุงทั้งหลายอย่าไปทะเลาะกัน เราทั้งหลายต้องมีความสงบมีความเคารพ เพราะตัวตนมันปรุงมันแต่งมันไม่สงบไม่เคารพมีแต่อัตตาตัวตน ผู้ที่อยู่ในเมืองกรุง อยู่ชนบทอยู่ป่าอยู่เขา เราทั้งหลายก็ต้องมีความสงบมีปัญญามีพระธรรมพระวินัยเป็นเครื่องอยู่ก้าวไปด้วยความสงบด้วยปัญญา ไม่ใช่ก้าวไปด้วยอัตตาตัวตนไม่ใช่ก้าวไปด้วยอีโก้ยกหูชูงวงให้รู้เข้าใจ


       ห้า อัปปมาทคารวตา ความเคารพในความไม่ประมาท ความประมาทคือความผิดพลาดแน่นอนนอนแน่ ให้เราเข้าใจ ถ้าใครมีความประมาทคนนั้นย่อมผิดพลาดแน่นอน พากันไปเผยแผ่ถ้าไปประมาทก็ต้องนอนแผ่ด้วยความประมาทผิดพลาดนะ ให้เข้าใจอย่างนี้ ให้เราละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป หวาดสะดุ้งเกรงกลัวต่อบาปอย่าไปคิดว่าตัวเองมีปัญญามากจะเอาตัวรอด เดี๋ยวจะเป็นการเก็บเล็กผสมน้อยของความประมาทจะเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตมันจะพังทลายเหมือนตึก สตง.ของเมืองไทย สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ก็เพราะเอาความประมาทนำชีวิต เอาตัวตนนำชีวิต เอาอีโก้นำชีวิต เราต้องเข้าใจในเรื่องของความประมาทนะ เข้าใจในเรื่องความไม่ประมาทนะ ความไม่ประมาทมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้มีเมตตาบอกมหาชนทั้งหลาย ในกาลเวลาที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานว่า ความประมาทนี้เป็นอันตรายที่ยิ่งใหญ่ใหญ่ยิ่ง

 

ข้อที่ ๖ ข้อสุดท้ายของคารวธรรม คือเคารพในพระธรรม เคารพในการต้อนรับปฏิสันถาร ไม่แบ่งชั้นวรรณะ เป็นผู้ให้เป็นผู้เสียสละ ไม่หวังอะไรตอบแทน เทคแคร์ทุก ๆ คนเหมือนกัน มนุษย์เราคือผู้ที่รู้เข้าใจว่ามนุษย์เราต้องเอาธรรมนำชีวิต เอาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เป็นผู้ที่ไม่ไปตามผัสสะ ไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม รู้เข้าใจแล้วให้ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นดับลงเพียงผัสสะ ไม่เอาความชอบความชัง ไม่เอาความดีใจเสียใจ เอาความสงบและปัญญา เอาศีลเอาสมาธิเอาปัญญาเป็นการดำเนินชีวิต เน้นที่ปัจจุบันด้วยความรู้ความเข้าใจ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ละอดีตที่ผ่านไปแล้ว ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ ได้ทั้งประโยชน์ชาตินี้ ได้ทั้งประโยชน์ชาติหน้า เน้นที่ปัจจุบัน เป็นผู้ที่รู้จักอริยสัจสี่ รู้จักทุกข์ รู้จักเหตุเกิดทุกข์ รู้จักข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เป็นผู้มีศีลเป็นผู้ที่มีสมาธิ เป็นผู้ที่มีปัญญา มีสติมีปัญญา เป็นความรู้ความเข้าใจเป็นประภัสสร รู้สิ่งที่สัญจรไปมาในเรื่องอาคันตุกะ ชั่วครู่ชั่วยาม การต้อนรับปฏิสันถารในแขกที่มาเยี่ยมเยือน เราต้องทำหน้าที่ของเราให้ถูกต้อง มาทางตาก็ให้จบเพียงตา มาทางหูก็ให้จบเพียงหู มาทางจมูกก็ให้จบเพียงจมูก มาทางลิ้นก็ให้จบเพียงลิ้น มาทางกายก็ให้จบเพียงกาย สิ่งทั้งหลายนั้นต้องให้จบลงเพียงผัสสะ

 

เราทั้งหลายต้องรู้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ จะได้ไม่เอาความหลงนำชีวิต ไม่เอาความผิดนำชีวิต เราต้องรู้จักสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริงว่าธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เป็นสิ่งที่สัญจรไปมาชั่วครู่ชั่วยามเราต้องต้อนรับด้วยความถูกต้องด้วยความรู้ความเข้าใจเพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นประภัสสร เราทั้งหลายจะได้รู้ทางสายกลาง อดีตก็ให้จบไป อนาคตก็ให้เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เราจได้มีปฏิปทาเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรง เราจะได้ต้อนรับอาคันตุกะที่สัญจรไปมาด้วยคารวธรรม

 

ปัจจุบันนี้หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลาย ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์ไม่รู้อริยสัจสี่ ไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้เหตุเกิดทุกข์ ไม่รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ขาดความเคารพเป็นผู้ไม่ละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาปเอาความหลงนำชีวิตเอาความผิดนำชีวิตชีวิตนี้ถึงต้องเสียหายต้องพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราเอาหลักการเพื่อให้ปฏิปทาติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เช่น การประพฤติการปฏิบัติ อนุบาลก็ต้องติดต่อต่อเนื่อง ประถมก็ต้องติดต่อต่อเนื่อง มัธยมก็ต้องติดต่อต่อเนื่อง อุดมศึกษาก็ต้องติดต่อต่อเนื่องเพื่อปฏิปทานั้นจะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ความไม่เคารพเป็นสาเหตุให้เกิดความไม่สงบ เป็นสาเหตุให้ปฏิปทาไม่ติดต่อต่อเนื่อง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าจะได้เข้าธรรมนูญนำชีวิตเอารัฐธรรมนูญนำชีวิต เพราะธรรมนูญรัฐธรรมนูญนั้นคือพระนิพพานเป็นการพัฒนาใจกับสติปัญญาไปพร้อมกันอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเป็นวาระแห่งชาติเป็นเหตุเป็นปัจจัยของการประพฤติการปฏิบัติ

 

เรามาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอาทิตย์ที่ ๑๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

Visitors: 113,307