๒๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันพุธที่ ๒๒ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย เพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราต้องพากันเข้าใจพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเป็นหลักการในการดำเนินชีวิต ในการประพฤติในการปฏิบัติของเรา
เรามาบวชเรามาประพฤติมาปฏิบัติธรรม เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ รู้เข้าใจแล้วก็ต้องตั้งอกตั้งใจปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดังสายน้ำ
ภาชนะที่จะใช้งานได้ต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้ ภาชนะที่ล้มภาชนะที่คว่ำย่อมใช้งานไม่ได้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจแล้วก็มาเน้นที่ตัวเรา เรื่องการประพฤติการปฏิบัตินี้เป็นเรื่องของเรา
เราทุกคนมาเน้นประพฤติปฏิบัติที่ตัวของเรา สิ่งภายนอกทางวัตถุ สิ่งภายในคือเรื่องจิตใจ เราต้องประพฤติปฏิบัติให้เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราต้องเอาทั้งเรื่องจิตเรื่องใจ เอาทั้งวัตถุไปพร้อม ๆ กัน
เราทุกคนต้องทำให้ได้ปฏิบัติให้ได้โดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ด้วยการไม่ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติ
สิ่งภายนอกเราก็ต้องทำให้ได้ สิ่งภายในเรื่องจิตเรื่องใจเราก็ต้องทำให้ได้ เราต้องรู้เข้าใจว่าทุกอย่างนั้นมันคือกรรม คือกฎแห่งกรรม แล้วก็จะเป็นผลของกรรม
เราทุกคนอบรมบ่มอินทรีย์ เอาความดีและปัญญา เพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ถ้าสิ่งภายนอกเราทำไม่ได้ปฏิบัติไม่ได้ สิ่งที่เป็นภายในเรื่องจิตเรื่องใจเราจะปฏิบัติได้อย่างไร การประพฤติการปฏิบัติธรรมะนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่ให้เราตั้งอยู่ในความประมาท
พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ ข้อวัตรข้อปฏิบัติองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพราะเหตุผลว่าความประมาทคือความผิดพลาดคือความเสียหายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
การประพฤติการปฏิบัติของเรา เราทุกคนต้องมองเห็นความสำคัญในปัจจุบัน ในความไม่ประมาท
ศีลจะเป็นสาเหตุเป็นปัจจัยให้เราเข้าสู่ความวิเวก สมาธิความตั้งใจมั่นชอบเป็นสาเหตุให้เข้าสู่ความวิเวก ปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้อง จะให้เป็นสาเหตุให้เราเข้าถึงอุปธิวิเวก
การรักษาศีล เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เข้าสู่ความวิเวก ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านจึงย่นย่อปัญญาสัมมาทิฏฐิ ให้เราทุกคนไม่ให้ตั้งอยู่ในความประมาท
เรามาบวชมาประพฤติมาปฏิบัติธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ เพื่อความรู้ความเข้าใจเพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ไม่ให้เราทุกคนตั้งอยู่ในความประมาท
ด้วยเหตุผลนี้ทุกคนต้องพากันตั้งใจตั้งเจตนา ถ้าเราไม่ตั้งใจตั้งเจตนา เราก็ย่อมไปตามผัสสะ ไปตามสิ่งแวดล้อม ไปตามธาตุตามขันธ์ตามอายตนะ เพราะเราไม่ได้ตั้งใจตั้งเจตนา เราก็ย่อมไปตามผัสสะไปตามสิ่งแวดล้อมไปตามอายตนะ
โลกธรรมก็ย่อมครอบงำจิตใจของเรา ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในก็ย่อมครอบงำจิตใจของเรา
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนจะไปประมาทไม่ได้ เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ ต้องเอาธรรมนำชีวิต เอาธรรมนูญนำชีวิต เน้นที่ตัวของเรานี้เอง เพราะไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติให้เราได้ เราต้องรู้เข้าใจ
เราทุกคนจะไม่ได้ประมาท สัมมาสมาธิ เราต้องมีความตั้งใจมั่นชอบ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทคือความผิดพลาดคือความเสียหาย
เราจะเดินทางก็ต้องเอาความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ
พระธรรมพระวินัย ข้อวัตรกิจวัตรเป็นยานสำหรับการเดินทาง ความประมาท ความไม่ตั้งอกตั้งใจนี้คือการหยุดการเดินทาง
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราตั้งอกตั้งใจ ปัจจุบันนี้คือสิ่งที่สำคัญ เพราะอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่ไปข้างหน้าก็ต้องไปจากปัจจุบัน
ปัจจุบันถ้าเราไม่ตั้งอกตั้งใจ ปัจจุบันนั้นก็ย่อมเสียหาย เพราะตัวของเราเองทำลายตัวของเราเอง ตัวของเราเองนั่นแหละแพ้ภูมิของตัวเอง ตัวของเราเองนั่นแหละเป็นโรคภูมิแพ้ แพ้ภูมิของตัวเอง
โรคภูมิแพ้คือความเสียหาย คือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง.
โรคภูมิแพ้เป็นขั้วบวกขั้วลบ เป็นความไม่สงบเป็นความปรุงแต่ง โรคภูมิแพ้คือแพ้ภูมิของตัวเอง เป็นสงครามเป็นขั้วบวกขั้วลบ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจเราก็จะเป็นโรคภูมิแพ้ เราก็จะเป็นผู้ที่ประหารตัวเอง เรานี้แหละคือผู้ที่ฆ่าตัวของเราเอง เรานี้แหละเป็นผู้ที่ฆ่าตัวตาย
เราเอาความหลงนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิต ให้เราเข้าใจ เรากำลังทำร้ายตัวเอง เรากำลังฆ่าตนเอง
คำว่าสงกรานต์นี้หมายถึงก้าวไปด้วยความดีและปัญญาที่เป็นปฏิทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เป็นผู้ที่ไม่เดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาที่เดิม เป็นผู้ที่ยกเลิกกาลยกเลิกเวลา ยกเลิกขั้วลบขั้วลบ ยกเลิกโรคภูมิแพ้ แพ้ภูมิของตัวเอง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจ เอาความหลงนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิต นี้แหละคือตัวของตัวฆ่าตัวเอง นี้แหละคือโรคภูมิแพ้ คือแพ้ภูมิของตัวเอง
พระธรรมพระวินัยเป็นสมมติสัจจะ ชี้ให้เราเห็นเรื่องผิดเรื่องถูกเรื่องดีเรื่องชั่ว ไม่ผิดไม่ถูกไม่ดีไม่ชั่ว เป็นสมมติสัจจะให้เราทั้งหลายได้เกิดปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นธรรมะสำเร็จรูป เปรียบเสมือนอาหารสำเร็จรูปที่เราไปซื้อตามร้านสรรพสินค้า ที่เราไปซื้อที่เซเว่น
พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ต้องไปซื้อที่ร้านสรรพสินค้า ไม่ต้องไปซื้อที่เซเว่น อยู่ที่เราทุก ๆ คนที่ผู้รู้ผู้เข้าใจผู้ที่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจในเรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม ผลของกรรม
การประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่ต้องไปหาซื้อที่ร้านสรรพสินค้า ไม่ต้องไปซื้อที่เซเว่น
เราต้องรู้เข้าใจ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าให้เรารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราพากันมามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เพราะความสุขกับความสงบนั้นมันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติเราก็มีความสงบ เราเข้าใจว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เราทุกคนไม่มีความประมาท มีความเคารพ ความเคารพนั้นจะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ถ้าเราไม่มีความเคารพแล้วความสงบนั้นย่อมเกิดขึ้นไม่ได้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราทุกคนเน้นที่ใจเรา ให้ตั้งใจตั้งเจตนาดั่งภาชนะที่ตั้งไว้ ใจของเราทุกคนตรึกนึกคิดอะไร ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครเข้าใจ แต่เราทุกคนพากันรู้พากันเข้าใจ ว่าใจของเราตรึกนึกคิดอะไร
ถ้าเราปล่อยให้ตัวเองตรึกนึกคิด ไปตรึกนึกคิดในเรื่องกามเรื่องพยาบาท นี้คือความประมาท นี้คือการมองข้ามในเรื่องกรรม กฎแห่งกรรม นี้เรากำลังตั้งอยู่ในความประมาท เรากำลังเป็นโรคภูมิแพ้ แพ้ภูมิของตัวเอง เราไปแพ้ธาตุแพ้ขันธ์แพ้อายตนะแพ้โลกธรรม
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ ด่านที่เราจะผ่านไปได้แก่ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เราต้องผ่านด่านนี้ไป เราต้องรู้เข้าใจ เราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิเพื่อตั้งมั่นในสัมมาสมาธิ
เพื่อเราจะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญามามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราตั้งใจ มีความตั้งใจไว้ในความไม่ประมาท องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรายกเลิกตรึกนึกคิดในเรื่องกินกามเกียรติ ท่านให้เรายกเลิกตรึกคิดในเรื่องพยาบาทเครียดแค้น เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญานั้นมามีความสุขในการทำหน้าที่กับการประพฤติการปฏิบัติ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราจะได้เอาปัจจุบันเป็นการชิงแชมป์ระหว่างนิพพานกับวัฏฏสงสาร
พระนิพพานคือรู้เข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ
วัฏฏสงสารคือความไม่รู้ไม่เข้าใจ ปล่อยตัวเองไปตามสัญชาตญาณที่มีความยึดม่นถือมั่นว่าเป็นตัวเป็นตน
การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นการชิงแชมป์ระหว่างพระนิพพานกับวัฏฏสงสาร ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจวา ผู้ประพฤติปฏิบัตินั้นต้องไม่มีความประมาท ให้เอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ให้ตั้งอยู่ในความประมาท
การปฏิบัติใจการพัฒนาใจ เค้าต้องปฏิบัติที่กายที่วาจากิริยามารยาทที่อาชีพ เพราะใจเป็นนามธรรม ใจนั้นปฏิบัติไม่ได้ ใจเพียงแต่รู้เข้าใจ ใจเพียงแต่มีความตั้งมั่น เหมือนดั่งภาชนะที่ตั้งไว้
การฝึกใจก็ต้องฝึกที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทที่อาชีพ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราประพฤติให้เราปฏิบัติอย่างนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ประพฤติท่านก็ปฏิบัติอย่างนี้
สิ่งภายนอกที่เป็นกายวาจากิริยามารยาทอาชีพเราทุกคนต้องประพฤติต้องปฏิบัติได้ เพราะการประพฤติการปฏิบัตินี้จะเป็นสาเหตุให้เรายกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน
เราไปบวชอยู่กับหลวงปู่มั่น หลวงพ่อชา หลวงตามหาบัว ท่านให้เอาข้อวัตรกิจวัตร ให้ตั้งใจทำข้อวัตรกิจวัตร รักษาพระธรรมรักษาพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา ไม่ให้ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงจะมารวมอยู่ที่ความไม่ประมาท
การประพฤติการปฏิบัติองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่า พระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ข้อวัตรกิจวัตรจะเป็นสาเหตุให้เข้าสู่ความวิเวก ความวิเวกทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ จะเป็นสาเหตุให้เกิดความวิเวก
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจในเรื่องศีลเรื่องสมาธิเรื่องปัญญา นี้เป็นการพัฒนาเข้าสู่ความวิเวก
เพื่อให้ปฏิปทาของเราติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การทำอะไรติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำต้งอใช้เวลา ๓ อาทิตย์ ๒๑ วัน การกระทำนั้น ๆ ถึงจะเปลี่ยนแปลงทั้งทางวัตถุและจิตใจ ถ้าไม่ทำอย่างนี้การประพฤติการปฏิบัติเดี๋ยวก็เดินไปข้างหน้า เดี๋ยวก็ถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม ย่ำต๊อกอยู่ที่เก่าที่เดิมนั้น
ความไม่ประมาทถึงเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าทุกอย่าง
เราไปอยู่กับหลวงปู่มั่น หลวงพ่อชา หลวงตามหาบัว ท่านให้เราเน้นยกเลิกตัว เพื่อให้ใจของเราถึงความบริสุทธิคุณ ใจบริสุทธิคุณคือใจเป็นหนึ่งเดียว ไม่มีขั้วบวกขั้วลบมีความสุขในการทำหน้าที่ที่เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา ที่เป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำเพื่อเข้าถึงบริสุทธิคุณ ใจของเราจะไม่มีขั้วบวกขั้วลบ ใจของเราจะเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ไม่มากไม่น้อย เข้าถึงความพอดี ใจของเราจะไม่ตั้งอยู่ในความประมาท
กุลบุตรทั้งผู้บวชใหม่บวชเก่าต้องรู้เข้าใจ ให้เข้าใจว่าปัจจุบันนี้ทรงคุณค่า สำคัญมาก ๆ สำคัญจริง ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรามองเห็นความสำคัญของปัจจุบัน ไม่ให้เราตั้งอยู่ในความประมาท
เมื่อวานนี้พระเรียวมานั่งกับหลวงพ่อฯ หลวงพ่อถามพระเรียวว่า เมื่อคืนนี้นอนเวลากี่ทุ่ม พระเรียวตอบว่านอน ๕ ทุ่ม
หลวงพ่อฯถามว่า ตอนเช้าไม่ได้ตื่นมาตี ๓ ทำวัตรสวดมนต์ใช่มั๊ย พระเรียวตอบว่าไม่ได้ตื่นมาทำวัตรสวดมนต์นั่งสมาธิ
หลวงพ่อฯบอกว่า อย่างนี้ไม่ได้นะ อย่างนี้เราตั้งอยู่ในความประมาท หลวงปู่มั่นท่านมีปฏิปทานอนพักผ่อนจำวัดเวลา ๔ ทุ่มตื่นตี ๒ ท่านหลวงปู่ชา สุภัทโท ท่านให้พระเณรนอนจำวัดเวลา ๓ ทุ่ม ตื่นตี ๓
วัดเรานี้เอาหลวงปู่มั่น เอาหลวงปู่ชาเป็นหลัก เพราะท่านได้ปฏิบัติมาก่อนเรา ท่านได้เป็นพระอริยเจ้าได้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ ท่านปฏิบัติมาก่อนเรา เราเอาตัวอย่างของท่านหลวงปู่มั่นได้ เอาตัวอย่างของท่านหลวงปู่ชานั้นได้
วัดเรามีกติกาให้นอนจำวัดเวลา ๓ ทุ่ม ตื่นตี ๓ ไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น
เราคิดดูดี ๆ สิ เราไปนอน ๕ ทุ่ม ตี ๓ เราจะตื่นขึ้นมาทำวัตรสวดมนต์นั่งสมาธิได้อย่างไร ถ้าได้ก็ไม่กี่วันหรอก สุขภาพก็ย่อมเสียหายหมด
ด้วยเหตุผลนี้ทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ มองเห็นพระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ข้อวัตรกิจวัตรเป็นสิ่งที่มีคุณมีอุปการคุณกับเราทุก ๆ คน เราทุกคนจะมองข้ามปัจจุบันไปไม่ได้
ถ้าเราเจริญสติเจริญสัมปชัญญะเพื่อให้สติสัมปชัญญะนั้นติดต่อต่อเนื่องกัน ไม่เกิน ๑๕ นาที ๓๐ นาทีความฟุ้งซ่านของเราก็จะลดลง เพื่อสติสัมปชัญญะนั้นจะเคลียร์ความฟุ้งซ่านของเรา จะเคลียร์อวิชชาเคลียร์ความหลงของเรา
เรากลับจากส่วนรวม เลิกทำวัตรสวดมนต์นั่งสมาธิ เรากลับไปที่พักของเรา เราก็กราบพระไหว้พระ พระนั้นอยู่ที่ใจของเรา ไม่ต้องมีพระพุทธรูปก็ได้ พระนั้นอยู่ที่ใจของเรา พระนั้นคือผู้รู้เข้าใจยกเลิกตัวตน การยกเลิกตัวตนของเราต้องมีทุก ๆ ขณะจิต ทุก ๆ อิริยาบถ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่
เรากลับที่กุฏิกราบพระไหว้พระนั่งสมาธิ หายใจเข้าให้มีความสุข ถ้าเราหายใจเข้ามีความสุข ความสงบกับความสุขมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน
เราทำไป ๑๕ นาที ๓๐ นาที เอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย ถ่ายเทของเสียของปฏิกูลถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ ใจเรายกเลิกตัวตน สมองของเรามันก็จะเคลียร์ การที่ทำอย่างนี้เหมือนกับเราวางยาสลบตัวเองเลยนะ หายใจเข้ามีความสุขหายใจออกมีความสุข หายใจเข้าสบายออกสบายเท่ากับเราวางยาสลบลตัวเอง ความสุขกับความสงบมันก็คืออันหนึ่งอีนเดียวกัน เรามีความสุขเราก็มีความสงบ เรามีความสงบเราก็มีความสุข สมองเราเคลียร์ดีนะ
เมื่อสมองเราเคลียร์ดีแล้วเราก็พากันนอนพักผ่อนจำวัด เพื่อให้ปฏิปทาของเราติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
การประพฤติการปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราทำหน้าที่ทำความดีและปัญญาอยู่ที่ปัจจุบัน มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้
เราปฏิบัติไม่ได้ เราทำข้อวัตรข้อปฏิบัติไม่ได้ เราประพฤติปฏิบัติไม่ได้ ตัวเราก็รู้ว่าเราทำไม่ได้ปฏิบัติไม่ได้ ใจของเราก็มีความผิด ใจของเราตั้งอยู่ในความประมาท ใจของเรานั้นผิดพลาดแล้วใจของเราเสียหายแล้ว ใจของเรานั้นพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
ความไม่รู้ไม่เข้าใจ เราก็หลงไหลไปตามธาตุตามขันธ์ตามอายตนะตามโลกธรรม นี้เป็นความเสียหายมาก ๆ เสียหายจริง ๆ เสียหายเป็นอย่างยิ่ง
การปฏิบัติเราต้องทำให้ติดต่อต่อเนื่อง เพื่อจะไม่ได้เป็นผู้ที่เดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาที่เดิม เราต้องตั้งอยู่ในความไม่ประมาท
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าไม่เป็นไร อดีตที่ผ่านไปแล้ว เราไม่ต้องเสียอกเสียใจ เราต้องยกเลิกความปรุงแต่ง เพราะความปรุงแต่งนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอาที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันนี้ไม่ใช่อดีตไม่ใช่อนาคต ไม่ใช่ช้าไม่ใช่เร็ว ปัจจุบันคือปัจจุบัน ปัจจุบันนี้มีเพียงตำแหน่งเดียวนะ ผู้ที่ผิดพลาดทั้งหลายไม่ต้องเสียอกเสียใจ
ปัจจุบันนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราประพฤติปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
หลวงพ่อฯได้ยกตัวอย่างพระเรียวให้คนอื่นฟัง แต่คนอื่นทุกคนก็เป็นเหมือนดั่งพระเรียวทั้งหมด ถ้าไม่เป็นเหมือนอย่างพระเรียวก็พากันเป็นพระอรหันต์กันไปหมดแล้ว พระเรียวน่ะ ถ้ารู้เข้าใจ พระเรียวนั้นก็จะไม่มี เพราะความมีความเป็นมันเป็นเพียงความปรุงแต่ง ให้เรารู้เข้าใจ
เราไม่รู้เข้าใจ เราก็ว่าเค้าว่าให้เรา เค้าสรรเสริญเรา นี้เป็นขั้วบวกขั้วลบ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เรามีขั้วบวกขั้วลบ เพราะการประพฤติการปฏิบัติอริยมรรคมีองค์แปด มีความสุขในการทำหน้าที่ ไม่ได้ปฏิบัติเพื่อลาภสักการะเพื่อสรรเสริญเพื่อความมีความเป็น เราต้องรู้เข้าใจ
ถ้าเราเข้าใจว่า เราทำงานอยู่เบื้องหลัง เราทำการสงฆ์ ทำก่อสร้าง ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นเลย ไม่เหมือนพวกนักเทศน์ทั้งหลาย พวกนักเทศน์นักสอนทั้งหลายใครก็รู้ใครก็เห็น ท่านดังมากมีชื่อเสียงมาก เราอยู่ข้างหลังปิดทองหลังพระไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจเราเลย ผู้ที่คิดอย่างนี้เข้าใจอย่างนี้พากันคิดใหม่นะ ให้พากันเข้าใจ อริยมรรคมีองค์แปดคือความรู้ความเข้าใจมีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขในการยกเลิกตัวยกเลิกตน การปฏิบัติเพื่อให้เค้าชื่นชมเพื่อให้เค้าสรรเสริญเยินยอนี้มันอยู่ในระดับพระคอนเสิร์ตนะ ทำอะไรอยากให้เค้าชมน่ะอยู่ในระดับพระคอนเสิร์ต พวกคอนเสิร์ตเค้าร้องรำทำเพลงดีเต้นดี เวลาจบงานเค้าก็รับจ็อบรับอะไรไปตามหน้าที่
คำว่าพระนี้คือผู้ที่รู้เข้าใจในวัฏฏสงสาร คือผู้ที่ยกเลิกขั้วบวกขั้วลบ มีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เอาปัจจุบันที่เป็นอริยมรรคทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ความตั้งใจตั้งเจตนามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เป็นผู้ที่ยกเลิกโลกธรรม หรือว่ายกเลิกความปรุงแต่ง ยกเลิกขั้วบวกขั้วลบ เป็นผู้รู้เข้าใจ เป็นผู้ที่ทำความดีเพื่อความดี เป็นผู้ทำอริยมรรคในปัจจุบันที่ทำหน้าที่ของตัวเองดี ๆ ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจแล้วจะไม่รู้จักการประพฤติการปฏิบัติ จะไม่มีเบรกไม่มีเซฟตี้
ปัจจุบันเราต้องรู้ต้องเข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจแล้ว พระผู้มีน้ำตาลในเลือดสูงก็ย่อมไม่รู้จักการประพฤติไม่รู้จักการปฏิบัติ เห็นของหวานมาก็อดไม่ได้ เห็นไอศครีมที่เค้าทำไอศครีมอร่อยมาก็อดไม่ได้ เมื่ออดไม่ได้ โรคเบาหวาน ความดัน โรคไต ก็ย่อมเป็นกระบวนการของเหตุของปัจจัย
นี้มันเป็นมิเตอร์วัด ช่างที่ทำบ้านทำอาคารก่อสร้างเค้ามีเครื่องวัดนะ วัดสั้นวัดยาววัดสูงวัดต่ำวัดน้ำหนัก เค้ามีเครื่องวัด ปัจจุบันเป็นมิเตอร์วัดนะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้จักตัวเองในปัจจุบัน ให้รู้จักว่าพระธรรมพระวินัยเป็นเครื่องวัด เราอย่าให้ความปรุงแต่งมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ ว่าปัจจุบันพระธรรมพระวินัยเป็นบริสุทธิคุณต้องตั้งใจตั้งเจตนา ต้องประพฤติปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
เราต้องควบคุมตัวเองให้ได้ ควบคุมตัวเองให้อยู่ ให้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญานั้นมาประพฤติปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ดังที่กล่าวมาแล้วการทำอะไรที่ติดต่อต่อเนื่อง ๓ อาทิตย์ถึงจะได้ผลเห็นผล
ไอศครีมอร่อย ๆ เกิดขึ้นมาต้องควบคุมตัวเองให้อยู่ ทุเรียนที่อร่อย ๆ ข้าวเหนียวมะม่วงที่อร่อย ๆ ผู้ที่มีน้ำตาลให้เลือดสูง เป็นความดัน โรคไต ต้องควบคุมตัวเองให้อยู่ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ความคิดนี้มันก็เป็นยา คำพูดนี้ก็เป็นยานะ กิริยามารยาทก็เป็นยานะ อาหารการบริโภคก็เป็นยานะ
ธรรมะที่เป็นอริยมรรคมีองค์แปดมันเป็นธรรมะโอสถ มันเป็นปัจจุบันนะ มันเป็นการชิงแชมป์ระหว่างนิพพานกับวัฏฏสงสาร วัฏฏสงสารกับนิพพาน
ปัจจุบันเราต้องทำให้ได้ เราต้องตั้งอกตั้งใจ ถ้าเราไม่ตั้งอกตั้งใจเราก็ไม่ได้เข้าสู่กายวิเวก วันนี้ซัดไอศครีมไปเสียแล้ว วันนี้ซัดข้าวเหนียวมะม่วงไปเสียแล้ว วันนี้ซัดของหวานไปแล้ว ซัดข้าวเหนียวทุเรียนไปแล้ว
ความไม่รู้ไม่เข้าใจก็จะไปเอาแต่เรื่องจิตเรื่องใจ การพัฒนาใจเค้าต้องพัฒนาพระธรรมพระวินัย เพราะใจมันเป็นนามธรรม ใจของเรานั้นมันต้องพัฒนากายวาจากิริยามารยาทอาชีพ
เราพากันคิดดูดี ๆ นะ ผู้ที่เอาความประมาททั้งหลายเป็นที่ตั้ง ทำไมว่าอยู่ที่ใจ ทำไมถึงทานอาหารอยู่ ทำไมถึงฉันข้าวอยู่ ทำไมถึงไม่บอกว่า วันนี้ไม่ฉันอาหารแล้วไม่ทานข้าวแล้วเพราะว่าอยู่ที่ใจ ทำไมไม่ว่าอย่างนั้น
ถ้าเราคิดอย่างนี้เราเข้าใจอย่างนี้ ใจของเราองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเราตั้งอยู๋ในความประมาทนะ เราไม่ได้ปฏิบัติเหมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราไม่ได้ปฏิบัติเหมือนพระอรหันต์ขีณาสพขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ
กุลบุตรลูกหลานต้องพากันเข้าใจ พากันมาบวชมาปฏิบัติ กุลบุตรลูกหลานเป็นทั้งคนดีคนมีปัญญา คนมีปัญญาเป็นคนดี เราต้องรู้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ
เพราะเราได้เข้ามาสู่พระธรรมพระวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราเป็นผู้ที่โชคดีมาก ๆ โชคดีจริง ๆ ได้ฉันอาหารวันหนึ่งเพียงหนเดียวเหมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ฉันในบาตรอย่างนี้ ได้เอาพระธรรมพระวินัยข้อวัตรปฏิบัติยกเลิกตัวตน เราดีมากดีจริง ๆ
ให้พากันตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติ เพื่อให้ปฏิปทาเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เวลาเราลาสิกขาไปทุกอย่างมันก็อยู่ในปัจจุบันนี้แหละ ทุกอย่างนั้นก็ยังจะเป็นปัจจุบันเช่นเดิมนี้แหละ เราเอาความรู้ความเข้าใจไปมีความสุขในการทำหน้าที่
ความเป็นพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ จากผู้รู้เข้าใจมีความสุขในการทำหน้าที่ประพฤติปฏิบัติ ความยากจนนั้นจะไม่มีเพราะเรามีความสุขในการทำหน้าที่ เราจะเป็นผู้สง่างามด้วยศีลสมาธิปัญญาที่สง่างามด้วยปฏิปทาเป็นผู้ที่พึ่งพาการประพฤติการปฏิบัติของตัวเองได้ ชื่อว่าเป็นผู้รักตัวเอง เป็นผู้กตัญญูกตเวที เอาธรรมะนำชีวิตยกเลิกตัวเป็นทั้งคนดีคนมีปัญญา เป็นผู้กตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดีของผู้ดี
กว่าเราจะหมดลมหาย พระนิพพานจะมีอยู่กับเราที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราอบรมบ่มอินทรีย์ไปทุก ๆ ขณะ ความเป็นพระก็จะมีอยู่กับเราอย่างนี้แหละ ดีมาก พากันมาบวชมาประพฤติปฏิบัติ เราต้องรู้เข้าใจปัญหา เราจะเอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญามาเป็นความสุข ไม่เป็นไร เหนื่อยก็ช่างมัน ลำบากก็ช่างมัน เรามาทำความดีเพื่อความดี เพื่อเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบันไม่ต้องโง่หลงงมงายว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ พระนิพพานต้องอยู่ในปัจจุบัน
ให้ทุกท่านทุกคนเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนี้ เป็นหลักการเป็นขบวนการของกระแสพระนิพพานที่จะหยุดสัญชาตญาณของเราได้
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานท่านถึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพุธที่ ๒๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา