๒๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๒๕ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงาน เป็นวันพัฒนาจิตใจ วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันพัฒนาจิตใจพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กัน วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันพัฒนาจิตใจ
การพัฒนาวัตถุพัฒนาจิตใจเราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพราะความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ
สิ่งที่สำคัญที่สุดของหมู่มวลมนุษย์คือความรู้ความเข้าใจ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย พระนิพพานก็ต้องเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย วัฏฏสงสารก็ต้องเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย
เรารู้เราเข้าใจ เราจะได้เอา ๒ อย่างนั้นทำงานพร้อม ๆ กันเอาเรื่องจิตเรื่องใจเรื่องวัตถุไปพร้อม ๆ กันเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ
การเรียนการศึกษาถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ มนุษย์เรามีการเรียนการศึกษาทั้งหมด ๑๘ ศาสตร์ ๑๘ ศาสตร์นั้นก็มารวมลงที่พุทธศาสตร์คือความรู้ความเข้าใจ
การฟังการบรรยายในเรื่องของเหตุเรื่องของปัจจัย ทุก ๆ คนต้องพากันเข้าใจ เพราะความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ความรู้ความเข้าใจนี้ไม่ใช่ความจำ ถ้าเป็นความจำไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปีความจำนั้นก็จะหลงลืม เพราะความจำนั้นเป็นเพียงสัญญาขันธ์ สัญญาขันธ์ตั้งอยู่ในพระไตรลักษณ์คือความไม่แน่ไม่เที่ยงไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน
ถ้าเป็นความเข้าใจแล้วจะไม่มีความหลงลืม เพราะความรู้ความเข้าใจนั้นเป็นความรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ความรู้ความเข้าใจอย่างนี้จะไม่มีวันหลงลืม ความรู้ความเข้าใจอย่างนี้เปรียบเสมือนกระแสน้ำที่น้ำมันไหล น้ำไหลที่ลำห้วยสู่แม่น้ำสู่ทะเลสู่มหาสมุทร อย่างนี้เรียกว่าสายน้ำ นี้เป็นความรู้เป็นความเข้าใจ ถ้าเป็นน้ำหยด หยดทีละหยด ๆ ขาดขั้นขาดตอนนี้เป็นความจำ ไม่ใช่ความรู้ความเข้าใจ
การเรียนการศึกษานี้สำคัญอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจ เพราะความจำนั้นไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปีความจำนั้นก็จะหลงลืม
ด้วยเหตุผลนี้การฟังการบรรยายเราทุกคนต้องตั้งใจฟังเพื่อให้เรารู้เราเข้าใจ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้ผู้บรรยายธรรมแสดงธรรมให้เฉพาะผู้ที่ตั้งใจฟัง ไม่ให้แสดงธรรมกับผู้ที่ไม่ตั้งใจฟัง ถ้าแสดงธรรมให้ผู้ที่ไม่ตั้งใจฟัง ผู้ที่เค้าไม่มีความเคารพ ผู้ที่แสดงธรรมนั้นก็ต้องอาบัติ
ผู้ที่มีความเคารพถึงจะสามารถรับเอาความรู้จากการบรรยาย ถ้าเราไม่มีความเคารพ ปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความรู้ความเข้าใจนั้นก็เกิดขึ้นไม่ได้
ผู้ฟังธรรมทุกคนต้องให้ความเคารพ เพราะความเคารพเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ เวลาฟังธรรมทุกคนถึงต้องให้ความเคารพ เวลาฟังธรรมไม่ให้ทำกิจการอย่างอื่น ไม่ให้คุยกัน คนรุ่นใหม่สมัยใหม่มีโทรศัพท์มือถือก็ต้องปิดโทรศัพท์มือถือ ใครเอาเด็กเล็กมาก็ต้องรู้ต้องเข้าใจ เพื่อไม่ให้รบกวนผู้ใหญ่ในการฟังธรรม ให้เอาเด็กออกไปอยู่ข้างนอก สมัยปัจจุบันนี้เค้ามีเทคโนโลยีมีลำโพงเสียงดังไกล พาเด็กไปอยู่ไกล ๆ ไปเล่นไกล ๆ
ผู้ที่เอาแต่ตัวเอาแต่ตนต้องให้ความเคารพ นั่งให้ตัวตรง อย่าไปตรงตัวหดตัวงอ
ใจของเรามันเป็นนามธรรม การปฏิบัติใจนั้นปฏิบัติไม่ได้ ให้เรารู้เข้าใจ การปฏิบัติใจก็ต้องเป็นที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาท เพราะใจนั้นมันเป็นนามธรรม
การฟังธรรมนี้ถึงต้องตั้งใจฟัง มีโทรศัพท์มือถือก็ปิดไว้ก่อน มีธุระอะไรก็พักไว้ก่อน เสริฟน้ำเสริฟอาหารปฏิสัณฐานก็ให้หยุดไว้ก่อน ต้องให้ความเคารพในการบรรยายธรรมะ
มนุษย์เราอายุได้ ๗ ขวบแล้วถือว่ามีปัญญาพร้อมที่จะรับเอาความรู้พร้อมกับการประพฤติการปฏิบัติ ครั้งพุทธกาลเด็ก ๗ ขวบหญิงชายรู้เข้าใจ ฟังธรรมรู้ฟังธรรมเข้าใจ ประพฤติปฏิบัติได้เป็นพระอริยเจ้า ได้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพกันเป็นแถว
ยิ่งเด็ก ๆ อายุ ๗ ขวบ ๑๕ ขวบอย่างนี้ความจำดีได้มากกว่าผู้ใหญ่ เพราะจิตใจยังบริสุทธิ์ เพราะจิตใจยังเป็นพรหมจรรย์อยู่ เด็ก ๗ ขวบถึง ๑๕ ขวบเปรียบเสมือนผ้าขาวพร้อมจะรับน้ำย้อมสีต่าง ๆ ได้
ทั้งผู้ใหญ่ทั้งเด็กต้องรู้ต้องเข้าใจ เด็ก ๗ ขวบขึ้นไป หนุ่มสาวผู้ใหญ่แก่เฒ่าชราปฏิบัติได้พอ ๆ กัน ที่ปฏิบัติไม่ได้ทำไม่ได้ก็เพราะยังไม่รู้ไม่เข้าใจเท่านั้นเอง
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราทุกคนตั้งใจฟัง เพราะความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพื่อจะเป็นปัญญาพร้อมทั้งการประพฤติการปฏิบัติไปพร้อม ๆ กัน
วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดธุรกิจภายนอก มาเน้นเรื่องจิตเรื่องใจ ขณะนี้เวลานี้เรากำลังฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย คำว่าสบายนี้เป็นชื่อของไม่มีความทุกข์ ตำแหน่งสบายนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว ถ้าเราใจสบายความทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มี
เราสบายเราก็จะมีออกซิเจน เราสบายเราก็จะได้ถ่ายเทของเสียของปฏิกูล ถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป ความสบายนั้นอยู่ที่เรารู้เข้าใจ เข้าใจเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์
รู้เข้าใจปัญหา รู้อริยสัจสี่ คือรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ว่าความทุกข์ของมนุษย์นี้อยู่ที่ไม่รู้ไม่เข้าใจ เมื่อไม่รู้ไม่เข้าใจก็ย่อมเกิดปัญหา เมื่อรู้เข้าใจก็ย่อมยกเลิกปัญหา เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญามามีความสุขกับการประพฤติกับการปฏิบัติ เพราะความสุขนั้นอยู่ที่ปัจจุบัน ความสุขกับความสบายนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ความสุขกับความสงบมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน
เรารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ เพราะความทุกข์ของเราเกิดจากที่เราไม่รู้ไม่เข้าใจเอง เราไม่รู้ไม่เข้าใจ เราก็จะให้มันเป็นไปได้ในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
สิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้มันคืออะไร เราไม่อยากให้มีความทุกข์ทางกายนี้มันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
ความคิดความเห็นอย่างนี้มันเป็นความคิดความเห็นความเข้าใจในการแสวงหาในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เป็นการแสวงหาในสิ่งที่ไม่มี ความคิดอย่างนี้ก็ย่อมมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป ความทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมา
ความคิดอย่างนี้ความตรึกอย่างนี้ไม่ใช่ปัญญาสัมมาทิฏฐิ ไม่ใช่ปัญญาชน นี้มันเป็นปัญญานิติบุคคลตัวตน มันไม่ใช่ปัญญาชนนะ ปัญญาชนนี้หมายถึงปัญญาบริสุทธิคุณ รู้เข้าใจว่าเราไม่อยากให้แก่ให้เจ็บให้ตายไม่อยากให้พลัดพราก ความคิดอย่างนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าความคิดอย่างนี้ไม่ใช่ปัญญาชนไม่ใช่ปัญญาบริสุทธิคุณ นี้คือความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป ความทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมา นี้เป็นการแสวงหาในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเรียกว่าปัญหา ปัญหากับตัณหานี้คือหาเรื่องหาราวให้กับตัวเอง หาเรื่องหาราวให้กับคนอื่นไม่มีเรื่องก็ไปสร้างเรื่อง ไม่มีปัญหาก็ไปสร้างปัญหา มันเป็นการแสวงหาสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
พระอรหันต์ทั้งหลายทุกๆ พระอรหันต์ในโลกนี้ถึงต้องรู้อริยสัจสี่ รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ รู้เข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนั้นถึงไม่ใช่ความจำ มันเป็นความรู้ความเข้าใจ มันเป็นดั่งสายน้ำที่ไหลติดต่อต่อเนื่องอย่างไม่ขาดสาย
มนุษย์เราทุกคนต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ รู้อริยสัจสี่ รู้ทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เอาธรรมนูญนำชีวิต ไม่เอาสัญชาตญาณที่เป็นอวิชชาความหลงนำชีวิต ปัญญาความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก
การฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าจากพระอรหันต์ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าทุกสิ่งทุกอย่าง เราทุกคนต้องเอาธรรมนำชีวิตเอาธรรมนูญนำชีวิต เราทุกคนต้องเอาพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร เอาพระอรหันต์เป็นกัลยาณมิตร ญาติทางสายเลือดยังไม่สำคัญเท่ากับญาติทางธรรม
ญาติทางธรรมก็ได้แก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้แก่พระอรหันต์ขีณาสพ นี้คือญาติทางธรรม นี้คือญาติธรรม
ถ้าเรารู้เข้าใจตระกูลต่าง ๆ ก็จะอยู่ได้หลายชั่วโคตร ถ้าเราเอาธรรมนำชีวิต ยกเลิกตัวตน ญาติทางสายโลหิตนั้นย่อมอยู่ได้หลายชั่วโคตร เพราะเราเอาธรรมนำชีวิตเอาธรรมนูญนำชีวิต การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นจะเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ การประพฤติการปฏิบัติของเราที่เกิดจากปัญญาสัมมาทิฏฐินั้นจะไม่มีขั้วบวกขั้วลบ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจะเป็นความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ความดีเพื่อความอยากความต้องการ
ญาติทางธรรมกับญาติทางสายโลหิตก็จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่เกิดความแตกแยก ไม่เป็นสงคราม ไม่เป็นสังฆเภท
ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ ใจของเราไม่สงบ ใจไม่สงบนั่นแหละคือสังฆเภท ให้รู้เข้าใจ ใจของเราเอาความหลงนำชีวิตเอาความผิดนำชีวิตนั่นแหละคือสงคราม สงครามในตัวของสงครามเอง สงครามภายนอกภายใน สงครามในครอบครัว ขยายความกว้างออกไปสู่หมู่บ้านตำบลอำเภอจังหวัดส่วนกลางเมืองหลวง สงครามระหว่างประเทศสงครามโลก ตัวตนนั้นคือความไม่สงบ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เราทุกคนต้องเน้นมาที่ตัวของเราเอง การบริหารผู้อื่นจะบริหารได้ก็ต้องบริหารตัวเอง การบริหารตัวเองที่เอาธรรมนูนำชีวิต ยกเลิกตัวตน นั่นแหละคือการบริหารตัวเอง บริหารทั้งผู้อื่น เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปมันถึงมี
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเป็นผู้บริหารตัวเอง พระอรหันต์ขีณาสพผู้ฟังธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านบริหารตัวเอง มีความสุขในการทำหน้าที่
การแก้ปัญหา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนแก้ปัญหาอย่างนี้ ระบบธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเน้นมาที่ตัวเราทุกคน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราตั้งใจตั้งเจตนา ภาชนะที่จะใช้งานได้นั้นต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้ ภาชนะที่ล้มลงภาชนะที่คว่ำเป็นภาชนะที่ใช้ไม่ได้ ความตั้งใจตั้งเจตนาเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญจริงๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่าความตั้งใจตั้งเจตนา เพื่อจะให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ใจของเรานั้นมันเป็นนามธรรม การฝึกใจต้องมาฝึกที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทที่อาชีพเพื่อให้เข้าสู่กายวิเวก กายวิเวกก็หมายถึงกายไม่ทำผิด ให้วาจาวิเวก วาจาไม่ทำผิด กิริยามารยาทวิเวกคือให้กิริยามารยาทไม่ผิดที่เป็นความดีเป็นคุณสมบัติของผู้ดี ให้การงานวิเวก วิเวกจากการไม่เบียดเบียนบุคคลอื่น ไม่โกงกินคอร์รัปชั่น การปฏิบัติใจเค้าถึงต้องปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาท ใจนั้นเพียงแต่ตั้งใจตั้งเจตนา เอาปัจจุบันเป็นการประพฤติการปฏิบัติ
เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมกันอยุ่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันนี้เราก็เลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่ เพราะความสุขนั้นจะไม่มีความทุกข์ ความสุขนั้นจะไม่มีความเครียด ความเครียดที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ จะเป็นความสุขระดับมนุษย์เทวดาพรหมพระอริยเจ้า ความสุขนั้นจะไม่มีความเครียด ความสุขนั้นจะเป็นออกซิเจนเป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูลถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป
วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันที่เรามีความสุขที่สุดในโลกในการพัฒนาวัตถุพับกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน หมู่มวลมนุษย์ต้องก้าวไปด้วยศีลสมาธิปัญญาที่เรียกว่าธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ
สงกรานต์มีความหมายว่าก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ ก้าวไปด้วยธรรมนูญ เป็นการยกเลิกสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ทำในสิ่งที่ถูกต้อง เดินไปข้างหน้าไม่ต้องถอยกลับมาย่ำต๊อกอยู่ที่เก่าที่เดิม ความหมายของสงกรานต์มีความหมายอย่างนี้
ความรู้ความเข้าใจ ยกเลิกตัวยกเลิกตน เรียกว่ายกเลิกกาลยกเลิกเวลา ความปรุงแต่งนั้นคือเวลา ความปรุงแต่งเป็นขั้วบวกขั้วลบ มันคือความไม่จบ มันคือสงคราม
สงกรานต์ถึงเป็นการยกเลิกกาลยกเลิกเวลา เราไม่รู้ไม่เข้าใจเราก็เอาความปรุงแต่งนำชีวิต เวลานั้นก็ย่อมกินเราไป ความแก่ความเจ็บความตายนั้นก็ย่อมกลืนกินเรา เพราะความปรุงแต่งนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบมันกลืนกินเรา
พระพุทธเจ้าคือผู้ที่หยุดกาลหยุดเวลา พระอรหันต์คือผู้หยุดกาลหยุดเวลา พระพุทธเจ้าคือธรรมนูญคือรัฐธรรมนูญให้เรารู้ให้เข้าใจ
ท่านผู้ฟังทั้งหลาย ธรรมนูญนั่นแหละคือพระนิพพาน พระนิพพานคือธรรมนูญ พระนิพพานถึงเป็นรัฐธรรมนูญเป็นธรรมนูญ
ความไม่เคารพนั้นคือผู้ที่ไม่รู้จักธรรมนูญไม่รู้จักรัฐธรรมนูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเคารพในธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ ท่านไม่ได้อยู่เหนือธรรมนูญรัฐธรรมนูญ ท่านเคารพในธรรมนูญรัฐธรรมนูญ ความเคารพนั้นถึงให้เกิดความสงบ ความสงบนั้นถึงให้หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน
การประพฤติการปฏิบัติเพื่อก้าวไปทั้งวัตถุก้าวไปทั้งจิตใจไปพร้อม ๆกันเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ คนรุ่นใหม่สมัยใหม่ต้องพากันรู้เข้าใจจะได้เป็นคนทันโลกทันสมัยเสียบ้าง
ปัญญาสัมมาทิฏฐิที่ได้แก่ปัญญาชน ปัญญาบริสุทธิคุณ ต้องพากันมารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นปัญญาชน ยกเลิกอวิชชา ยกเลิกความหลง เอาปัญญานี้แหละมายกเลิกตัวยกเลิกตนมีความสุขในการทำหน้าที่ เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นปัญญาชน เป็นบัณฑิต เป็นนักปราชญ์ เป็นทั้งคนดีคนมีปัญญา
การประพฤติการปฏิบัติของหมู่มวลมนุษย์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เอาปัญญาที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณนำชีวิต
ต้องเอาปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพราะเหตุผลว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็ย่อมเป็นเช่นนั้นไม่เป็นอย่างอื่น เพราะทุกอย่างคือกรรม คือกฎแห่งกรรม และผลของกรรม ทุกอย่างนั้นมันคือกรรมลิขิต ลิขิตด้วยความรู้ความเข้าใจ ลิขิตด้วยภาคประพฤติภาคปฏิบัติเป็นกรรมลิขิต
การพัฒนาวัตถุกับการพัฒนาใจจึงต้องไปพร้อม ๆ กัน ปัญญากับการปฏิบัติต้องไปพร้อม ๆ กัน สมาธิกับปัญญาต้องไปพร้อม ๆ กัน
การประพฤติการปฏิบัตินั้นมันเป็นของง่ายอยู่แล้ว เราจะให้สิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้ให้มันเป็นไปได้นั้นมันถึงเป็นของยาก
เรารู้เข้าใจมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ไม่ต้องพากันแสวงหาสิ่งที่มันจะเป็นไปไม่ได้ ธรรมะนั้นคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ เรามีความสุขการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นก็จะเป็นของง่าย เพราะเราทำหน้าที่ในสิ่งที่จะเป็นไปได้
ท่านผู้ฟังทั้งหลาย พระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบันนี้นะ พระนิพพานไม่ได้อยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ให้รู้เข้าใจในเรื่องขั้วบวกขั้วลบ ที่ว่าอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญมันเป็นความไม่เข้าใจเป็นความปรุงแต่งของเราเอง ต้องรู้จักอริยสัจสี่ เพราะพระนิพพานคือความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการทำหน้าที่ เพราะพระนิพพานนี้อยู่ที่ปัจจุบัน
เราทุกคนเพียงแต่ทำหน้าที่ให้มีความสุขพระนิพพานก็มีอยู่กับเราแล้วที่ปัจจุบัน
เราคิดดูดี ๆ นะ ถ้าพระพุทธเจ้ายังมีตัวมีตนอยู่ก็ย่อมดับทุกข์ไม่ได้ ถ้าพระอรหันต์มีตัวมีตนอยู่พระอรหันต์ก็ดับทุกข์ไม่ได้
เราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ผู้ที่รวยที่สุดมีตัวมีตนมันดับทุกข์ได้ไหม ดับทุกข์ไม่ได้ ผู้ที่มีอำนาจทางข้าราชการนักการเมือง ถ้ามีตัวมีตนมันดับทุกข์ได้ไหม มันดับทุกข์ไม่ได้
เราต้องพิจารณาด้วยปัญญาให้ดี เราเห็นเค้ารวยในใจของเราก็ร้องโอย ๆ ๆ เราเห็นเค้ามีอำนาจทางข้าราชการนักการเมืองก็ร้องโอย ๆ ๆ เราเห็นเค้าสวยหัวใจของเราก็ร้องโอย ๆ เห็นเค้าหล่อก็ร้องโอย ๆ
เราคิดดูดี ๆ ถ้าท่านผู้นั้นมีตัวมีตน ท่านผู้นั้นก็มีทุกข์ มีทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์ไม่มีเลย
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้ทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ยกเลิกอดีตยกเลิกอนาคต ปัจจุบันเราก็ว่างจากตัวของเราเอง เอาความดีและปัญญาให้ปฏิปทาติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราพากันทำหน้าที่ของเราให้มีความสุข เพราะความสุขที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจอย่างนี้จะเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน เป็นพระนิพพานไปเป็นชั่วขณะ ๆ จนกว่าจะเป็นพระนิพพานที่สมบูรณ์ เราจะได้ทั้งทางวัตถุกับทางจิตใจไปพร้อม ๆ กัน
เราปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำสุขภาพเราก็แข็งแรงเพราะเรามีความสุข สุขภาพใจของเราก็แข็งแรง เพราะเรายกเลิกตัวตนมันมีความสุข
ความสุขนี้ถึงอยู่ที่ปัจจุบันไม่ใช่อยู่ที่อนาคต ความสุขนี้จะเป็นสงกรานต์ที่ก้าวไปที่เรายกเลิกกาลยกเลิกเวลายกเลิกอัตตาตัวตน
อาศัยความรู้ความเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนี้เป็นยานสำหรับเราเดินทาง เราจะเดินทางไกลเราก็ต้องอาศัยยาน ทางบกก็ต้องอาศัยรถยนต์อย่างดี ทางอากาศก็อาศัยเครื่องบินอย่างดี ทางทะเลทางมหาสมุทรเพราะมหาสมุทรกว้างใหญ่ไพศาลก็ต้องมีเรือใหญ่อย่างดีถึงจะเดินทางสวัสดิภาพเดินทางปลอดภัย
พระธรรมพระวินัยเป็นความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจเราต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่ให้เราต้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทคือความเสียหายคือการพังทลายอย่างเดียวกับตึกสตง.สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทยมันเสียหายอย่างนั้น
กุลบุตรลูกหลานเป็นคนรุ่นใหม่สมัยใหม่ต้องพัฒนาทั้งใจทั้งวิทยาศาสตร์ไปพร้อมๆ กันเพื่อเป็นทางสายกลางเป็นพระนิพพานอยู่ในปัจจุบัน เพราะความเป็นพระนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเป็นพระได้ทุกชาติทุกศาสนาทั้งคนหนุ่มคนสาวแก่คนเฒ่าคนชรา เพราะพระนั้นคือผู้ที่รู้เข้าใจมีความสุขในการทำหน้าที่ด้วยความดีและปัญญาเป็นปฏิปทาติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การทำอะไรต้องทำติดต่อต่อเนื่องกัน ๓ อาทิตย์ขึ้นไป การกระทำนั้นถึงจะได้ผลเห็นผล
การประพฤติการปฏิบัติที่มีความสุขอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนั้นถึงเป็นอริยมรรค อริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจที่ตั้งใจตั้งเจตนา เพราะใจนี้สำคัญมาก
สัมมาทิฏฐิมีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้อง มีความตั้งใจตั้งเจตนาเหมือนภาชนะที่ตั้งไว้ ผู้ประพฤติปฏิบัติต้องรู้อริยสัจสี่ ผู้ปฏิบัติถึงต้องไม่มีการตรึกในเรื่องของกามเรื่องของพยาบาท เพราะกามพยาบาทนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ
พระนิพพานต้องอยู่กับเราทุก ๆ คน พระนิพพานกับพระพุทธเจ้านั้นดับทุกข์ให้เราไม่ได้ พระนิพพานอยู่กับพระอรหันต์ดับทุกข์ให้เราไม่ได้ พระนิพพานนั้นต้องอยู่ที่เราขณะนี้เดี๋ยวนี้
ความเป็นพระนั้นถึงมีอยู่กับเราทุกหนทุกแห่งที่เรารู้เข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ความเป็นพระนั้นถึงเป็นได้อย่างนี้ถึงจะเป็นประโยชน์ของเราและผู้อื่น
เรามีความสุขในการทำหน้าที่นั่นแหละจะเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน
อย่างเราหายใจเข้ามีความสุข เราทำหน้าที่อย่างนี้ให้มีความสุขก็เป็นพระนิพพานอยู่แล้ว แต่ถ้าเราอยากต้องการให้มันสงบอยากให้บรรลุมรรคผลพระนิพพาน ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นจะทำให้ใจของเราเป็นขั้วบวกขั้วลบ จะทำให้ใจของเราไม่สงบ
เราพากันนอนพักผ่อนจำวัดวันละ ๕ ชั่วโมง ๖ ชั่วโมงสำหรับนักบวช สุขภาพกายก็จะแข็งแรง สุขภาพใจก็จะแข็งแรง การนอนการจำวัดและการทำงานนั้นแหละคือการปฏิบัติธรรมนี้เป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน
การนอนการพักผ่อนของประชาชนทุกคนที่ไม่ได้บวช นอนพักผ่อนวันละ ๖-๘ ชั่วโมง เวลาตื่นอยู่ก็มีความสุขกับการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพราะธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นก็จะเป็นพระนิพพานอยู่ในปัจจุบัน เพราะปัจจุบันเรายกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน เรามีความสุขในการทำหน้าที่
วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำการงานเพื่อไปฟังพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไปถือศีลอุโบสถ เพื่อพัฒนาใจของเราให้ยกเลิกตัวตนยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพื่อใจของเราจะได้พัฒนา ทุกวันนี้ยิ่งโลกพัฒนามาก ๆ ก็ต้องพัฒนาจิตใจให้มาก ๆ เพื่อให้วัตถุกับจิตใจจะได้ไปพร้อม ๆ กัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเน้นที่ตัวของเราเอง ในโลกนี้ประชากรของโลกมีแปดพันกว่าล้านคน ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ที่เอาความหลงนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิตไม่ต่ำกว่า ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพราะไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติให้เราได้ เพราะการประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นต้องติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
โลกนี้มันน่าหลงน่าเพลิดเพลิน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราพากันนั่งสมาธิเพื่อใจของเราจะได้เข้าสู่ความวิเวก นั่งสมาธิหายใจเข้าให้สบาย หายใจออกให้สบาย เพื่อให้ปฏิปทามันติดต่อต่อเนื่อง ๑๕ นาที ๓๐ นาที ใจของเราจะได้สงบลง เพราะโลกนี้พัฒนาทุกอย่างก็มีแต่สิ่งยั่วยวนเพลิดเพลิน
ผู้ที่มาบวช หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต อาจารย์ใหญ่ฝ่ายกรรมฐาน พาประพฤติพาปฏิบัติ พานอนพาจำวัด ๔ ทุ่มตื่นตี ๒ เพื่อทำความเพียร หลวงปู่ชา สุภัทโท ลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น ท่านให้พระพากันนอนพักผ่อนจำวัดเวลา ๓ ทุ่มตื่นตี ๓ เวลาตื่นขึ้นก็ทำข้อวัตรข้อปฏิบัติทำความเพียรเพื่อให้ความดีและปัญญาติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ผู้มาบวชมาปฏิบัติต้องรู้เข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจหลักของการประพฤติการปฏิบัติ จะเป็นนอน ๕ ทุ่ม ไปตื่นตี ๒ ตี ๓ นั้นมันคงได้ไม่กี่วัน สุขภาพก็ย่อมเป็นไปไม่ได้
ผู้ปฏิบัติจะไปตามความรู้สึกตามสัญชาตญาณก็จะไม่มีการฝึกการประพฤติการปฏิบัติ
ที่ผ่านมาแล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่ามันแล้วก็แล้วไป ให้เอาปัจจุบันเป็นการประพฤติการปฏิบัติ ให้ปฏิปทามันได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
เรายังไม่อยากนอนไม่อยากพักผ่อนเราก็พากันเข้าสมาธิ หายใจเข้าเอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย หายใจออกเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป ๑๕ นาทีใจก็เริ่มสงบ ๓๐ นาที ใจของเราก็สงบแล้ว
เมื่อเราทำอย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้ ใจของเราก็เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม ใจของเราก็ยกเลิกตัวยกเลิกตนยกเลิกกาลเวลา การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ก็ทำให้เรายกเลิกอัตตาตัวตนยกเลิกเรื่องอดีตอนาคต
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันเสาร์ที่ ๒๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา