๒๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ ๒๖ ของเดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
วันอาทิตย์เป็นวันหยุดให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย เพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นหลักการในการดำเนินชีวิต เพื่อเป็นหลักการในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย
การประพฤติการปฏิบัตินั้นอยู่ที่ปัจจุบัน อดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจในเรื่องของเหตุในเรื่องของปัจจัย
พระอรหันต์ขีณาสพทุกรูปต้องรู้เรื่องเหตุเรื่องปัจจัย คือรู้เรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้บอกหลักการเพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นขบวนการแห่งการเวียนว่ายตายเกิด
พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เป็นขบวนการเพื่อหยุดการเวียนว่ายตายเกิด ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเธอทั้งหลายจงประพฤติพรหมจรรย์เถิด พรหมจรรย์นั้นหมายถึงพระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่นั้นเป็นการหยุดขบวนการของการเวียนว่ายตายเกิด
เพราะเหตุผลว่า เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ก็ต้องอาศัยพระธรรม อาศัยพระวินัยที่เป็นยานในการเดินทาง ที่ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ที่โกณฑัญญะได้เปล่งอุทานออกมาว่า จักขุเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ยานเกิดขึ้นแล้วแก่เรา แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ธรรมวินัยเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราก้าวไป คำว่าก้าวไปนี้คือเป็นการหยุดกาลหยุดเวลา หยุดวัฏฏสงสารด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย
พระธรรมพระวินัยถึงเป็นธรรมะที่ยกเลิกกาลยกเลิกเวลา เป็นธรรมะที่หยุดกาลหยุดเวลา
วัฏฏสงสารนั้นคือกาลคือเวลา วัฏฏสงสารนั้นเป็นขั้วบวกขั้วลบนั้นคือกาลคือเวลา
พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นอุปกรณ์ที่เราจะเอามาใช้หยุดกาลหยุดเวลา
ญาติทางสายโลหิตนั้นเป็นพันธุกรรมที่ติดต่อต่อเนื่อง ญาติธรรมนั้นเป็นการมาตัดพันธุกรรม หรือว่ามาตัดกรรม พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นธรรมะที่มาตัดเรื่องอดีต เป็นสิ่งที่มายกเลิกอนาคต ปัจจุบันเราก็ว่างจากตัวจากตน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจในเรื่องของความทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้จบลงที่ปัจจุบัน เราจะได้ตัดพันธุกรรมแห่งการเวียนว่ายตายเกิด
เราต้องพากันรู้เข้าใจ วัฏฏสงสารที่เป็นวงกลมเป็น cycle of life เป็นสิ่งที่ไม่จบ มันหมุนรอบตัวของมันเอง หมุนรอบดวงอาทิตย์ เป็นสิ่งที่ไม่จบ
พระอรหันต์ขีณาสพท่านตรัสเรื่องอดีต ท่านยกเลิกอนาคต ปัจจุบันท่านก็ว่างจากตัวจากตน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระเจ้าสุทโธทนะส่งฑูตเพื่อไปอาราธนาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อเสด็จมายังกรุงกบิลพัสดุ์
ในระยะเริ่มประกาศพระศาสนานั้น ส่วนใหญ่พระบรมศาสดา ประทับประจำอยู่ในแคว้นมคธ เนื่องจากมีเวฬุวันเป็นที่ประทับ จะเสด็จไปยังแคว้นใดก็ตาม เมื่อเสร็จพุทธกิจโปรดเวไนยสัตว์แล้ว จะเสด็จกลับแคว้นมคธ เสมอ แม้แต่เหล่าสาวกที่ออกไปประกาศพระศาสนา เสร็จแล้วก็จะพากันกลับมา กรุงราชคฤห์ของแคว้นมคธ นี้ทำนองเดียวกัน
.....เมื่อมีการประกาศพระศาสนาไปแพร่หลาย ข่าวคราวกระจายไปถึงนครกบิลพัสดุ์ พระเจ้าสุทโธทนะทรงรอคอยพระราชโอรสมาถึง ๖ ปี ทรงทราบว่าตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ก็ทรงดีพระทัย รีบส่งคณะอำมาตย์ไปทูลเชิญเสด็จกลับมาเยี่ยมพระนคร
.....ปรากฏว่าส่งไปคณะใด อำมาตย์เหล่านั้นได้ฟังพระธรรมเทศนา ปฏิบัติตามคำสอนพากันบรรลุเป็นพระอรหันต์หมด เมื่อเป็นพระอรหันต์แล้ว ภิกษุเหล่านั้นย่อมหมดความยินดี ยินร้ายในอารมณ์ทางโลกทั้งปวง ไม่มีความกังวลด้วยภาระอันใดของชาวโลก จึงไม่มีใครสนใจทูลให้ พระบรมศาสดาทรงทราบเรื่อง ที่พระบิดาทูลเชิญ หรือมิฉะนั้นก็เห็นว่าเป็นเรื่อง ที่พระบรมศาสดาทรงพิจารณา เองว่าเวลาใดสมควรเสด็จ ไม่ควรรบกวนพระทัย
.....จนถึงทูตคณะที่ ๑๐ มีอำมาตย์ชื่อกาฬุทายี อันเป็นสหชาติกับพระบรมศาสดาเป็นหัวหน้าคณะ อำมาตย์ผู้นี้ทราบล่วงหน้าจึงทูลลาบวชต่อพระเจ้าสุทโธทนะก่อนออกเดินทาง เมื่อเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและได้ฟังธรรมแล้ว ก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ทั้งคณะทำนองเดียวกัน
.....แต่ภิกษุกาฬุทายีไม่ลืม เรื่องพระราชาสุทโธทนะรับสั่งไว้ จึงทูลอาราธนาพระบรมศาสดา พระองค์ทรงรับนิมนต์ และเสด็จด้วยพระบาทพร้อมเหล่าภิกษุ สิ้นเวลาเดินทางสองเดือน จึงถึงพระนครกบิลพัสดุ์ ประทับในอุทยานของพระญาติผู้หนึ่งพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ๒ หมื่นรูป เรียกที่นั้นว่า นิโครธาราม
มีคำถามว่าเพราะเหตุใดฑูตทั้งหมด ๙ ชุด จนถึงสุดท้ายชุดที่ ๑๐ ถึงได้อาราธนาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากลับพระนครกรุงกบิลพัสดุ์
คำตอบ เพราะว่าพระธรรมพระวินัยนั้นได้หยุดกาลหยุดเวลา ได้หยุดเรื่องอดีตได้ยกเลิกอนาคตปัจจุบันก็ว่างจากความเป็นนิติบุคคลตัวตน ความรู้สึกนึกคิดอย่างนี้จะหยุดกาลหยุดเวลา
พระธรรมพระวินัยถึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้หยุดกาลหยุดเวลา ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เธอทั้งหลายจงพากันประพฤติพรหมจรรย์เถิด ผู้ที่ยกเลิกเรื่องอดีต ยกเลิกเรื่องอนาคต ปัจจุบันว่างจากตัวจากตน ผู้นั้นจะหยุดขั้วบวกขั้วลบ
ความรู้ความเข้าใจพร้อมการประพฤติการปฏิบัตินี้มันจะหยุดพันธุกรรม หยุดกรรม หยุดวงล้อแห่งกรรม มาเอาพระธรรมพระวินัยเป็นธรรมจักร โกณฑัญญะถึงได้อุทานว่าจักขุเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ยานเกิดขึ้นแล้วแก่เรา แสงสว่างเกิดขึ้นแก่เรา ที่เรายังไม่รู้เข้าใจ บัดนี้เราได้รู้เราได้เข้าใจแล้ว
ปัญญาสัมมาทิฏฐิเป็นการพัฒนาจากสมาธิจากสมาบัติ เพราะเหตุผลว่า สมาธิสมาบัตินั้นยังเป็นนิติบุคคลยังเป็นตัวเป็นตน
สัมมาทิฏฐิที่มีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง เป็นการพัฒนาจากสมาธิจากสมาบัติ เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เอาปัญญากับสมาบัติมาใช้ควบคู่กันไป ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติจึงต้องเอาสมาธิกับปัญญาไปพร้อม ๆ กัน อันหนึ่งเป็นขณิกสมาธิ อันหนึ่งเป็นอุปจารสมาธิ เป็นความสงบและปัญญา เพื่ออบรมบ่มอินทรีย์ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ สายน้ำนั้นคือน้ำมันไหลเป็นสาย ไม่ขาดขั้นไม่ขาดตอนไหลสู่ลำห้วยสู่ทะเลสู่มหาสมุทร ถ้าน้ำหยดนั้นมันหยดทีละหยด ๆ มันขาดขั้นขาดตอน ถ้าเป็นสายน้ำแล้วมันจะไม่ขาดขั้นขาดตอนเพราะมันเป็นสายน้ำ
ขณิกสมาธิกับอุปจารสมาธิถึงเอามาใช้ในขบวนการเดียวกัน เพื่อจะให้ความสงบและปัญญาได้เกิดต่อต่อเนื่องไปพร้อม ๆ กัน
ถ้าเราก้าวไปสู่อัปปณาเลยมันเป็นสมาธิเป็นสมาบัติ หลักการใช้งานที่เจริญสมถะวิปัสสนาถึงต้องใช้ขณิกสมาธิกับอุปจารสมาธิ ถึงแม้เราจะเข้าฌานสมาบัติถึงอัปปณาสมาธิ เราก็ต้องย้อนกลับมายังขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ เพื่อจะเอาขณิกสมาธิอุปจารสมาธิมาใช้งาน
ธรรมะที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสให้เรารู้ให้เข้าใจถึงเป็นอริยมรรคมีองค์แปด อริยมรรคมีองค์แปดเป็นเรื่องของปัจจุบัน ปัจจุบันนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องเอาความรู้ความเข้าใจมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เน้นการประพฤติการปฏิบัติพรหมจรรย์อยู่ที่ปัจจุบัน ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเธอทั้งหลายจงพากันประพฤติพรหมจรรย์เถิด
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องตั้งใจตั้งเจตนา ความตั้งใจตั้งเจตนานี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ถ้าเราไม่ตั้งใจตั้งเจตนาเราก็ย่อมไปตามผัสสะไปตามสิ่งแวดล้อม เราต้องตั้งใจตั้งเจตนา ภาชนะที่จะใช้การใช้งานได้ต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้ถึงจะใช้งานได้ ภาชนะที่ล้ม ภาชนะที่คว่ำภาชนะนั้นย่อมใช้งานไม่ได้
การประพฤติการปฏิบัติถึงต้องตั้งใจตั้งเจตนา เพื่อให้ปฏิปทานั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เราต้องทำให้ติดต่อต่อเนื่องอย่างน้อย ๓ อาทิตย์ขึ้นไป การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นถึงจะได้ผลเห็นผล เพื่อจะไม่ได้เดินไปข้างหน้าถอยกลับมาย่ำต๊อกอยู่ที่เก่าที่เดิม
การประพฤติการปฏิบัติพรหมจรรย์นั้นฆราวาสและนักบวชก็ใช้การประพฤติการปฏิบัติพรหมจรรย์เช่นเดียวกัน พรหมจรรย์นั้นมีอยู่หลายระดับ ระดับฆราวาส ระดับนักบวช เพราะเหตุผลว่านักบวชก็มีความทุกข์เช่นเดียวกัน ฆราวาสก็มีทุกข์เช่นเดียวกัน ถ้าใครมีตัวมีตนคนนั้นย่อมมีความทุกข์
การประพฤติการปฏิบัติพรหมจรรย์ได้แก่การมายกเลิกความทุกข์ คือรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ไม่ไปตามผัสสะ ไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม รู้จักปัญหา ยกเลิกความทุกข์
ฆราวาสผู้ครองเรือนก็ต้องประพฤติต้องปฏิบัติพรหมจรรย์เช่นเดียวกัน ผู้ที่มาบวชก็ประพฤติพรหมจรรย์เช่นเดียวกัน
ฆราวาสผู้ครองเรือนก็รู้จักทุกข์ รู้จักเหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ผู้ที่มาบวชก็มารู้จักทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นการพัฒนาวัตถุกับการพัฒนาจิตใจไปพร้อม ๆ กัน ทางวัตถุกับทางจิตใจนั้นถึงแยกกันไม่ได้
ถ้าเราจะเอาตั้งแต่ทางวิทยาศาสตร์ เอาแต่ทางวัตถุผู้ที่ร่ำรวยก็ย่อมแก้ปัญหาไม่ได้ ผู้ที่มีอำนาจทางข้าราชการนักการเมืองก็แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นมันยังสุดโต่งอยู่ มันยังเป็นขั้วบวกขั้วลบอยู่ ขั้วบวกขั้วลบนั้นมันคือความไม่สงบ มันเป็นสงคราม
ผู้ที่มาบวชจะเอาแต่เรื่องจิตเรื่องใจไม่เอาทางวัตถุนั้นก็ไม่ได้ ถ้าจะไปคิดว่าทุกอย่างนั้นมันอยู่ที่ใจอย่างนี้ไม่ได้ อย่างนี้ไม่ถูกต้อง
ถ้าเราคิดว่าทุกอย่างนั้นอยู่ที่ใจทำไมเราถึงฉันอาหาร ทำไมเราถึงไม่ว่าทุกอย่างมันอยู่ที่ใจ การพัฒนาใจก็ต้องพัฒนาทั้งวัตถุไปพร้อม ๆ กัน
การพัฒนาใจนั้นถึงเป็นการปฏิบัติทางกายทางวาจาทางกิริยามารยาทางอาชีพ เพราะเหตุผลว่า กายนั้นเป็นนามธรรม เราจะไปว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจ เราไปว่าอย่างนั้นไม่ได้ การพัฒนาใจก็ต้องพัฒนาที่กาย ต้องเข้าสู่กายวิเวก ความวิเวกที่จะเกิดได้ก็ต้องอาศัยรักษาพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราประพฤติปฏิบัติพระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา ต้องเน้นลงที่ใจที่เจตนา ใจของเราทุกคนไม่มีใครรู้ไม่มีใครเข้าใจว่าเราตรึกนึกคิดอะไร แต่เราทุกคนรู้ว่าเราตรึกนึกคิดอะไร ทุกคนต้องตั้งใจตั้งเจตนา
เพราะธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่นั่นแหละจะหยุดสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนั้นจะหยุดลงที่ปัจจุบัน
ทั้งฆราวาสผู้ครองเรือนต้องเข้าใจ ผู้ที่มาบวชก็ต้องรู้เข้าใจ ทั้งฆราวาสกับนักบวชก็ต้องประพฤติพรหมจรรย์เช่นเดียวกัน
เพราะเหตุผลว่าพรหมจรรย์นั้นหมายถึงรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์แล้วมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เพราะความสุขที่เกิดจากปัญญาสัมมาทิฏฐิมันเป็นความสุขที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจ ความสุขกับความสงบนั้นจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ท่านผู้ฟังทั้งหลายต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าการประพฤติการปฏิบัติถ้าเรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ความทุกข์นั้นจะไม่มี มันจะเป็นความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขดับไป ความสุขใหม่เกิดขึ้นมา เป็นขบวนการดั่งสายน้ำ มันจะเป็นความดีและปัญญาที่เป็นปฏิปทาติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
เราเป็นคนรุ่นใหม่คนสมัยใหม่ เราต้องรู้เข้าใจ จะได้ทันเรื่องทางวัตถุ จะได้ทันเรื่องทางจิตใจ ๒ อย่างนี้เราต้องเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน เราถึงจะได้เป็นคนทันโลกทันสมัย
ความเป็นพระถึงจะเกิดกับคนรุ่นใหม่ผู้ที่ทันโลกทันสมัย ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นหลักการของธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ
ธรรมนูญนั้นเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นการประพฤติการปฏิบัติเป็นบุคคลที่ทันโลกทันสมัย
ปัจจุบันนี้ประชากรของโลกมีอยู่แปดพันกว่าล้านคน ส่วนใหญ่ยังไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ได้เดินทางสุดโต่งได้แก่เรื่องทางวัตถุทางวิทยาศาสตร์ อีกอย่างหนึ่งก็เอาแต่เรื่องจิตเรื่องใจ ไม่ได้เป็นทางสายกลาง ทางกลางนั้นต้องเอาทั้งทางวัตถุกับทางจิตใจเดินทางไปพร้อม ๆ กัน
หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลาย ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้เอาทางสายกลาง การเรียนการศึกษาก็เพื่อตัวเพื่อตน ทำงานก็เพื่อตัวเพื่อตน รับราชการนักการเมืองก็เพื่อตัวเพื่อตน เป็นนักบวชก็เพื่อตัวเพื่อตน
คนรุ่นใหม่สมัยใหม่ทั้งหลายต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพื่อเราจะเอาธรรมนูญมาใช้ เอารัฐธรรมนูญมาใช้ เพราะธรรมนูญรัฐธรรมนูญนั่นแหละคือความดับทุกข์ นั่นแหละคือพระนิพพาน พระนิพพานนั้นเป็นการหยุดสัญชาตญาณหยุดกาลหยุดเวลา มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นก็จะเป็นพรหมจรรย์ เป็นบริสุทธิคุณที่เรียกว่าปัญญาชน การเรียนการศึกษาก็เพื่อจะเป็นปัญญาชน การทำงานก็เพื่อจะเป็นปัญญาชน
ถึงจะมีประชากรของโลก ๙๙ เปอร์เซ็นต์ได้เอาความหลงนำชีวิตเอาความผิดนำชีวิต คนรุ่นใหม่สมัยใหม่ต้องพากันรู้เข้าใจ ทำอย่างนั้นมันแก้ปัญหาไม่ได้ มีแต่สร้างปัญหา หาเรื่องหาราวให้กับตนเอง หาเรื่องหาราวให้คนอื่น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ทุกคนต้องมาเน้นที่ตัวเอง อย่างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็เน้นที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างพระอหหันต์ขีณาสพแต่ก่อนทานก็เป็นสามัญชน ท่านก็มาเน้นที่ท่านท่านก็เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าเธอทั้งหลายจงพากันประพฤติพรหมจรรย์เถิด
ความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์ของพระพุทธเจ้านั้นก็เป็นขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความดับทุกข์ของพระอรหันต์ขีณาสพนั้นก็เป็นเรื่องของพระอรหันต์ขีณาสพ ความรู้ความเข้าใจมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ รู้เข้าใจแล้วก็มีความสุขในการทำหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราทุกคนมาเน้นที่ตัวเรา ทุกคนต้องมาเน้นที่ตัวเอง มีความสุขกับการทำหน้าที่ ตำแหน่งทุกอย่างให้เราเข้าใจ มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เราต้องเอาตำแหน่งนั้นมาใช้มาปฏิบัติให้มีความสุขให้เกิดความสุข
เพราะความดับทุกข์นั้นอยู่ที่ในหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เราทุกคนนั้นจะไปมองข้ามปัจจุบันไม่ได้ เราจะไปทิ้งหน้าที่ในปัจจุบันนั้นไม่ได้ ถ้าเราทิ้งปัจจุบัน การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นย่อมไม่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
เราทุกคนต้องไม่พากันคิดว่าพรุ่งนี้จะดีกว่าปัจจุบันนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอาปัจจุบันนี้ ถ้าเราคิดว่าพรุ่งนี้จะดีกว่านั้นเป็นความปรุงแต่งนะ นั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบนะ
การงานในปัจจุบันถึงเป็นอริยมรรคมีองค์แปด มีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขกับปัจจุบัน
พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ให้ท่านผู้ฟังทั้งหลายรู้ว่า ปัจจุบันนี้มีเพียงตำแหน่งเดียวนะ การยืนก็ตำแหน่งเดียว ตำแหน่งนั่งก็ตำแหน่งเดียว ตำแหน่งนอนก็ตำแหน่งเดียว ตำแหน่งกิริยามารยาทอาชีพก็มีตำแหน่งเดียว คำว่าตำแหน่งนั้นเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ มีความสุขกับการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน
ปัจจุบันนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ปัจจุบันนี้เป็นการชิงแชมป์ระหว่างพระนิพพานกับวัฏฏสงสาร ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพานนะ
ที่พูดย้อนไปย้อนมาก็เพื่อให้เข้าใจ เพื่อให้เกิดปัญญา เพื่อให้รู้หลักการของการประพฤติการปฏิบัติ
ฑูตที่พระเจ้าสุทโธทนะส่งไปอาราธนาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จกรุงกบิลพัสดุ์นั้น พากันรู้เข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติกับการปฏิบัติกับการทำหน้าที่ เพราะความสุขความดับทุกข์ที่เป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน ท่านผู้ฟังทั้งหลายต้องพากันเข้าใจนะ
ความดับทุกข์ของเราต้องอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันให้เข้าใจว่าปัจจุบันมีเพียงตำแหน่งเดียว การประพฤติการปฏิบัติองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจอย่างนี้ เพื่อเราจะได้รู้เข้าใจ เพื่อปฏิปทาจะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ที่พึ่งนอกจากความรู้ความเข้าใจและมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบันที่เข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบันนั้นไม่ยิ่งไปกว่าพระธรรมพระวินัยที่เราเข้าใจแล้วมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอาทิตย์ที่ ๒๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา