๒๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันอังคารที่ ๒๘ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ เป็นวันทำงานกับวันปฏิบัติธรรมไปพร้อม ๆ กัน

 

ณ โอกาสต่อไปจะได้บรรยายพระธรรมเทศนาของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งฟังให้สบาย เพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ธรรมะคือธรรมชาติ ธรรมชาติที่เวียนว่ายตายเกิด และธรรมชาติที่หยุดเวียนว่ายตายเกิด

 

ธรรมชาติที่เวียนว่ายตายเกิดก็เกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย ธรรมชาติที่หยุดเวียนว่ายตายเกิดก็ย่อมเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย

 

ปัจจุบันเป็นการประพฤติเป็นการปฏิบัติ ความรู้ต้องคู่กับการประพฤติต้องคู่กับการปฏิบัติ วันหนึ่งคืนหนึ่งมี ๒๔ ชั่วโมง เวลานอนของฆราวาสผู้ครองเรือน นอน ๗,๘ ชั่วโมง นักบวชนอนพักผ่อนจำวัด ๕,๖ ชั่วโมง

 

หลวงปู่ชา สุภัทโทแห่งวัดหนองป่าพง ท่านพาพระนอนพักผ่อนจำวัดวันละ ๖ ชั่วโมง เข้านอนพักผ่อนจำวัดเวลา ๓ ทุ่มตื่นตี ๓ เก็บที่นอนเก็บบริขาร ไปสุขา เข้าห้องน้ำ แปรงฟัน ใช้เวลาไป ๑๕ นาที เดินทางไปศาลาเพื่อนั่งสมาธิไหว้พระสวดมนต์ ใช้เวลา ๑๕ นาที ถึงศาลา ปูอาสนะ กราบพระไหว้พระ ทำวัตรพร้อมเพรียงกันเวลา ตี ๓ ครึ่ง

 

ปฏิปทาอย่างนี้ต้องให้ปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องทุก ๆ วัน ไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น นอกจากป่วยจริงนอกจาอาพาธ

 

วัดเราเอาตัวอย่างแบบอย่าง เอาปฏิปทาของหลวงปู่ชา สุภัทโทเป็นหลัก หลวงปู่ชา ท่านไม่ให้พระรับเงินรับปัจจัยเป็นของส่วนตัว เมื่อมีศรัทธามาถวายก็ให้ถวายเป็นของสงฆ์ เป็นของส่วนรวม ไม่ให้ประชาชนเขียนใบปวารณาเป็นลายลักษณ์อักษรว่าถวายพระภิกษุนี้จำนวนเท่านั้นเท่านี้

 

ถ้าเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรให้ว่าเขียนถวายสงฆ์เป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้ ไม่ให้เขียนว่าถวาย พระ ก. พระ ข. จำนวนเท่านั้นเท่านี้

 

ท่านหลวงปู่ชา ท่านให้เหตุผลว่า เมื่อผู้มาบรรพชาอุปสมบทมีเงินมีปัจจัยเป็นของส่วนตัว ผู้มาบรรพชาอุปสมบทนั้นก็จะเกิดทิฏฐิ เกิดมานะ เกิดอัตตา เกิดตัวเกิดตน

 

การที่เรามาบรรพชาอุปสมบทก็เพื่อมายกเลิกตัวยกเลิกตน เพราะตัวตนนั้นคือวัฏฏสงสาร ตัวตนนั้นคือความเกิดขึ้น ความตั้งอยู่ ความดับไป

 

พระธรรมพระวินัยเป็นอุปกรณ์เพื่อให้ผู้มาบรรพชาอุปสมบทยกเลิกตัวยกเลิกตน ด้วยเหตุผลนี้ หลวงปู่ชา สุภัทโท ท่านถึงได้เอามติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นไม่รับเงินไม่รับปัจจัย ท่านไม่สะสมอะไร วันหนึ่งคืนหนึ่งท่านฉันอาหารวันหนึ่งเพียงหนเดียว ของทุกอย่างนั้นใส่ลงในบาตร ไม่ฉันในภาชนะอื่น อาหารทุกอย่างเอารวมกันลงในบาตร ยกเว้นน้ำ อาหารทุกอย่างเอาลงในบาตรหมด

 

ฉันวันหนึ่งเพียงหนเดียว เอาเวลาตั้งแต่อาทิตย์รุ่งอรุณไปจนถึงเที่ยงวัน ภายในรุ่งอรุณถึงเที่ยงวันฉันอาหารวันหนึ่งเพียงหนเดียว ฉันในบาตร

 

ที่กุฏิที่พักท่านหลวงปู่ชาท่านไม่เก็บอะไรไว้นอกจากบาตรกับจีวร ไม่เก็บสังฆทาน ไม่ให้เก็บอาหารไว้ที่กุฏิ กุฏินั้นมีเพียงผ้าจีวรและบาตร นอกจากนั้นไม่ให้มีอะไร กุฏิต้องสะอาดทุก ๆ วัน ปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาดทุก ๆ วัน ไม่ให้มีฝุ่น ไม่ให้มีกลิ่นอับ เอาจีวรสังฆาฏิไว้ที่ราวเก็บผ้า ภายในกุฏิมีราวเก็บผ้า เวลาเก็บผ้านั้นต้องระมัดระวังไม่ให้ผ้ากระทบกับฝาผนังของกุฏิ  เอาบาตรวางไว้ข้าง ๆ ที่นอน ไม่ให้วางปลายเท้า

 

ผ้าจีวรสังฆาฏิ บาตรนี้เป็นบริขารขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทาน เป็นธงชัยของพระอรหันต์ ผู้ปฏิบัติเกี่ยวข้องกับบาตร พระไตรจีวรต้องเคารพบาตร เคารพไตรจีวร เหมือนกับเคารพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะความเคารพนี้ป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ถ้าเราไม่มีความเคารพแล้วความสงบจะเกิดขึ้นไม่ได้

 

การปฏิบัติต่อบาตรต่อผ้าไตรจีวร ต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ ต้องมีความเคารพ วางบาตรวางผ้าไตรจีวรไว้ในที่ที่สมควร เพราะความเคารพนั้นจะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ถ้าเราไม่มีความเคารพแล้วความสงบย่อมไม่มี

 

เวลาล้างบาตรก็ต้องล้างบาตรด้วยความเคารพ ไม่ให้คุยกัน ต้องล้างบาตรด้วยความเคารพ เพื่อให้บาตรนั้นสะอาด เวลาไปเช็ดบาตรก็ต้องเช็ดบาตรด้วยความเคารพ เช็ดบาตรเสร็จก็ต้องพึ่งบาตรไว้สักครู่หนึ่ง สัก ๕ นาที ๑๐ นาทีถึงค่อยใส่ถลกบาตร

 

พระลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่นได้ถือคติเอาความเคารพนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะความเคารพนั้นเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ เพราะความเคารพนั้นจะทำให้ใจของเราอยู่กับความสงบ อยู่กับเนื้ออยู่กับตัว จะเป็นเหตุให้เกิดความไม่ฟุ้งซ่าน จะเป็นสาเหตุให้เราเจริญสติปัฏฐานได้ดี

 

การวางบาตรไว้ในที่ที่สมควร เวลาเอาบาตรกลับที่พักกลับกุฏิถึงเอาบาตรมาคล้องคอ เอาบาตรมาไว้ข้างหน้าเพื่อจะได้เอามือนั้นจับฝาบาตรเพื่อไม่ให้ฝาบาตรนั้นร่วง

 

ผ้าจีวรสังฆาฏิ เวลาบิณฑบาตต้องครองผ้าจีวรซ้อนสังฆาฏิ ถ้าฝนไม่ตกต้องห่มจีวรซ้อนสังฆาฏิ

 

พระรุ่นใหม่พากันเข้าใจนะ การออกบิณฑบาตต้องครองจีวรซ้อนสังฆาฏิเวลาออกบิณฑบาต ถ้าฝนไม่ตกต้องครองจีวรซ้อนสังฆาฏิ ถ้าไม่ทำไม่ประพฤติปฏิบัติอย่างนี้ก็ย่อมต้องอาบัติทุกกฎนะ ทุกกฎแปลว่าตั้งอยู่ในความประมาท ไม่ดี เป็นความไม่เคารพ

 

พระใหม่ให้พากันเข้าใจนะ อย่าเอาพระที่บวชมาก่อนนั้นเป็นหลัก ต้องเอาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นหลัก ต้องเข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านออกบิณฑบาตท่านห่มจีวรซ้อนด้วยสังฆาฏิ

 

ผ้าจีวรสังฆาฏิจึงมีรังดุมอยู่ที่ปลายจีวร และมีรังดุมอยู่ที่คอ เพื่อให้จีวรสังฆาฏิเวลาห่ม เวลาเวิกผ้าแหวกผ้านั้นจะได้เกิดความเรียบร้อย

 

ผ้าจีวรสังฆาฏิ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เอาสีแก่นขนุนเป็นหลัก ลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่นจะตัดเย็บย้อมจีวรเป็น ถ้าบวช ๕ พรรษาขึ้นไปแล้วทุกรูปจะตัดเย็บย้อมจีวรเป็นทุก ๆ รูป ไม่มีรูปไหนที่ตัดเย็บย้อมจีวรไม่เป็น

 

นอกจากพระนวกะ เพราะพระนวกะนั้นคือพระที่บวชในพรรษา พระบวชในพรรษาลาบวชได้ ๑๒๐ วันของการลาบวช พระนวกะส่วนใหญ่ตัดเย็บสบงจีวรสังฆาฏิไม่เป็น การซักย้อมจีวร ซักย้อมด้วยการต้มแก่นขนุน แก่นขนุนสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ ต้มที่โรงซักผ้าโรงย้อมผ้า เดือนหนึ่งจะมีการซักผ้าย้อมผ้า ๒ ครั้ง

 

การรักษาบริขารตามพระธรรมตามพระวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สบงจีวรสังฆาฏินั้นจะไม่มีกลิ่น เพราะดูแลบริขารดี รับผิดชอบบริขารดี สบงจีวรสังฆาฏิจะไม่มีกลิ่น

 

การซักผ้าย้อมผ้าเวลา ๑๕ วัน ซักย้อมครั้งหนึ่ง

 

เวลาไปบิณฑบาตกลับมาก็ต้องตากจีวรผึ่งจีวรไว้ที่ราวตากผ้า ผึ่งแดดทุกครั้งนอกจากวันไหนฝนตก เจ้าของผ้าต้องเอาใจใส่เพื่อดูแลผ้ารักษาผ้าถนอมผ้า ไม่ให้ตากแดดตากลมมากเกินไป

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้ผู้ที่มาบวชรักษาผ้าไว้อย่างดี ผู้ใดไม่รักษาผ้าอย่างดีผู้นั้นก็ย่อมต้องอาบัติ เพราะจิตใจไม่เอาใจใส่ในผ้า ตอนเช้าก่อนรุ่งอรุณเราถึงมองเห็นพระถือผ้าพะรุงพะรัง เวลาทำกิจวัตรเวลาตีห้าที่จะถึงรุ่งอรุณเราถึงมองเห็นพระพาดผ้าพะรุงพะรัง

 

เพราะเหตุผลว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้ผู้ที่มาบรรพชาอุปสมบทรับผิดชอบเรื่องผ้าสบงจีวรสังฆาฏิ ผู้ที่มาบวชต้องจำผ้าของตัวเองไว้ให้ได้ดี ๆ เพื่อจะไม่หลงกับผ้าของคนอื่น ท่านถึงให้ทำตำหนิไว้ ท่านให้พินทุผ้านั้นไว้ในที่ใดที่หนึ่งเพื่อจำผ้าของตัวเอง เพื่อกันความหลงลืม ถ้าใครไม่ทำตำหนิไว้ใครไม่พินทุพระรูปนั้นก็ย่อมต้องอาบัติ

 

พระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่นี้ผู้ที่มาบรรพชาอุปสมบททั้งหลายต้องพากันรู้พากันเข้าใจ พระธรรมพระวินัยที่จะให้เราบรรลุถึงมรรคผลพระนิพพานนั้นอยู่นอกเหตุเหนือผลของเราทุก ๆ คน

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นอยู่นอกเหตุเหนือผล เพราะพระธรรมพระวินัยเป็นความพอเพียงเพียงพอ เป็นความพอดี ไม่มากไม่น้อย เป็นพรหมจรรย์เป็นบริสุทธิคุณ เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยเป็นสิ่งที่นอกเหตุเหนือผล นอกเหนือความปรุงแต่ง

 

ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม ต้องอาศัยพระธรรมพระวินัยเพื่อเป็นหลักการของการประพฤติของการปฏิบัติ เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัตินั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราถึงต้องเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย พระธรรมพระวินัยนั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าเราไม่เคารพในพระธรรมพระวินัยคือเราไม่เคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

หลักการของการประพฤติการปฏิบัติ เราถึงต้องเคารพในพระธรรมพระวินัย เพราะความเคารพนั้นเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ

 

ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม ถ้าเราไม่มีความเคารพย่อมไม่มีการประพฤติย่อมไม่มีการปฏิบัติ

 

ด้วยเหตุผลนี้มรรคผลพระนิพพานจะเกิดได้ก็ต้องมาจากเหตุจากปัจจัย มาจากความเคารพ ความเคารพนั้นถึงจะเหตุให้เกิดความสงบ ธรรมวินัยนั้นถึงอยู่นอกเหตุเหนือผล อยู่นอกเหนือความปรุงแต่งของเรา

 

ด้วยเหตุผลนี้ ผู้มาบรรพชาอุปสมบทถึงไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ถ้ามีข้อแม้ใด ๆ นั้นจะเป็นการลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติ

 

ธรรมวินัยนั้นเป็นสิ่งที่สูงสุดของเราทุกคน เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ การฝึกใจปฏิบัติใจต้องอาศัยความเคารพ อาศัยพระธรรมพระวินัยประพฤติปฏิบัติ เพื่อให้การปฏิบัตินั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เราอย่าไปคิดว่าใจของเรา เราตรึกนึกคิดอะไรไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจว่าเราตรึกนึกคิดอะไร คนอื่นไม่รู้ไม่เห็นก็จริงอยู่ แต่เราเองนี้ก็ย่อมเป็นผู้รู้เป็นผู้เข้าใจ เราปกปิดคนอื่นได้แต่ไม่สามารถที่จะปกปิดตัวเองได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป ความเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง ความเคารพนี้จะทำให้เราทุกคนเกิดความสงบ จะทำให้เราไม่เป็นผู้ตรึกในกามตรึกในพยาบาท จะได้หยุดเรื่องกามเรื่องพยาบาท เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงไม่ให้ผู้ที่มาบวชรับเงินรับปัจจัย เก็บสิ่งของต่าง ๆ ไว้นอกจากบาตรกับผ้าไตรจีวร

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราห่วงเรื่องฉันเรื่องที่อยู่ที่พัก ให้เราตัดปริโพธิกังวล เพื่อจะหยุดสัญชาตญาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนของเรา

 

เราทำความดีเพื่อความดี เพราะเหตุผลว่า พระนิพพานนี้อยู่ที่ปัจจุบัน พระนิพพานนี้ไม่ใช่อยู่ที่อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ความรู้ความเข้าใจในพระธรรมในพระวินัย มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะพระนิพพานนั้นไม่มีขั้วบวกขั้วลบ เพราะพระนิพพานอยู่นอกเหตุความปรุงแต่ง

 

เราไม่รับเงินไม่รับปัจจัยเป็นของส่วนตัวผู้นั้นถึงจะเป็นพระ ถ้ารับเงินรับปัจจัยเป็นของส่วนตัวผู้นั้นจะเป็นพระได้แต่เพียงกาย แต่หัวใจนั้นไม่ได้เป็นพระธรรมไม่ได้เป็นพระวินัย หัวใจยังเป็นฆราวาส เป็นผู้เอาความหลงนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิต ชีวิตนี้ก็ย่อมเกิดความเสียหาย เกิดจากพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

เรามาบวชมาปฏิบัติ เรามาตั้งใจตั้งเจตนาเหมือนดั่งภาชนะที่ตั้งไว้ ภาชนะที่ตั้งไว้ถึงจะเป็นภาชนะที่ใช้ได้ ภาชนะที่ล้ม ภาชนะที่คว่ำเป็นภาชนะที่ใช้งานไม่ได้ ความตั้งใจตั้งเจตนาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่งสำคัญจริง ๆ

 

ธรรมวินัยเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผลของเรา ด้วยเหตุผลนี้เราถึงไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น

 

ความเคารพในพระธรรมในพระวินัยจะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ เรามาอยู่ร่วมรวมกันมีจุดมุ่งหมายไปทางเดียวกัน มาเอาพระธรรมพระวินัย มาเคารพในพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตร เพราะความเคารพนี้เป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ

 

ถ้าเราไม่มีความเคารพแล้ว ความสงบนั้นจะมีไม่ได้ ปัจจุบันจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เราต้องปฏิบัติต่อพระธรรมพระวินัยด้วยความเคารพ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ไม่มีใครอยู่เหนือเหตุอยู่เหนือปัจจัย ความปรุงแต่งนั้นถึงเอามาใช้กับเราไม่ได้ พระธรรมพระวินัยเท่านั้นถึงจะเอามาใช้กับเราได้

 

วันหนึ่งคืนหนึ่ง ๒๔ ชั่วโมง เรานอนเราพักผ่อนจำวัดเวลา ๖ ชั่วโมงก็เพียงพอ เรานอนจำวัดเวลา ๓ ทุ่มตื่นตี ๓ ทำภาระกิจส่วนตัวพร้อมทั้งเดินมารวมกันที่ศาลา ใช้เวลาครึ่งชั่วโมง ทำวัตรเช้าเวลาตี ๓ ครึ่ง เราทำอย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้เพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่อง ใจของเรามีความเคารพในพระธรรมในพระวินัย เราทุกคนนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราตรึกในกามไม่ให้เราตรึกในพยาบาท เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เวลากลางวันที่ตื่นอยู่นี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ให้เราตรึกในกาม ไม่ให้เราตรึกในพยาบาท เอาอริยมรรคทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจที่ตั้งใจตั้งเจตนาเหมือนดั่งภาชนะที่ตั้งไว้

 

อริยมรรคต้องเน้นที่ปัจจุบัน ทำหน้าที่ของเราที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันนั้นเป็นวาระของการประพฤติการปฏิบัติ เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันนี้เราต้องทำหน้าที่ของเราให้สมบูรณ์ ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ไม่ให้ด่างไม่ให้พร้อยไม่ให้เศร้าหมอง เพื่อให้ความดีและปัญญาได้เป็นปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ความสุขความไม่มีทุกข์ มีความสุขในการทำหน้าที่ถึงอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันต้องไม่มีขั้วบวกไม่มีขั้วลบ ปัจจุบันต้องอยู่นอกเหตุเหนือผล อยู่เหนือความปรุงแต่งของเรา

 

ถ้าเรารู้เราเข้าใจในอริยสัจ ๔ เข้าใจในทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ใจของเรารู้จักเข้าใจ ใจของเราก็จะรู้ว่าพระนิพพานนั้นอยู่ที่ปัจจุบันนี้เอง อยู่ที่ความรู้ความเข้าใจที่มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่นี้เอง

 

ถ้าเรามีหน้าที่ทำอะไรเราก็ทำหน้านั้น ๆ อย่างมีความสุข ถ้าเราไม่มีหน้าที่อย่างอื่น เราก็เจริญสติสัมปชัญญะ เดินจงกรมนั่งสมาธิ เพื่อเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ เพื่อจะได้เอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย เพื่อจะได้ถ่ายเทของเสียของปฏิกูลถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป

 

ผู้ที่มาบวชองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้รู้เข้าใจ ถ้าเราไม่ได้ทำงานสงฆ์กิจสงฆ์เราต้องเดินจงกรมนั่งสมาธิ ทำความเพียรให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เราจะปล่อยให้ตัวเองว่าง ๆ ไม่ได้ เราต้องเจริญสติสัมปชัญญะ เพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

การเดินนี้นะ เดินปกติธรรมดา ๑๕ นาทีจะได้ระยะทาง ๑ กิโลเมตร การเดินจงกรม ๑ ชั่วโมงจะได้เทียบเท่ากับการเดินทาง ๔ กิโลเมตร การเดินจงกรมนี้คือการออกกำลังกายกับการเจริญสติสัมปชัญญะ ได้ออกกำลังกาย ได้ทำโยคะ ได้เจริญสติเจริญสัมปชัญญะ

 

ท่านหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ท่านเดินจงกรมวันละ ๓ ครั้ง ครั้งละ ๑ ชั่วโมง เช้า กลางวัน เย็น เพื่อเจริญสติสัมปชัญญะ เพื่อออกกำลังกาย เพื่อสติสัมปชัญญะจะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

การเดินจงกรมไม่ใช่จะเอามรรคผลนิพพานอะไรนะ การเดินจงกรมเพื่อจะได้ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพร่างกายจะได้แข็งแรง เพื่อเจริญสติสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นจะหยุดความปรุงแต่ง จะหยุดเรื่องอดีตอนาคต ปัจจุบันก็ว่างจากตัวจากตน

 

อย่างเรานั่งสมาธิก็เช่นเดียวกัน การนั่งสมาธินี้ไม่ใช่เราจะเอาความสงบนะ ไม่ใช่เราจะเอามรรคผลนิพพานนะ ไม่ใช่เราจะทำเพื่อบรรลุธรรมนะ เราประพฤติปฏิบัติเพื่อทำหน้าที่ เพราะธรรมะคือหน้าที่ เราหายใจเข้าเพื่อให้ออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย หายใจออกให้สบายเพื่อถ่ายเทของเสียของปฏิกูลออกไป เพื่อมีความสุขในการทำหน้าที่ เรามีความสุขในการทำหน้าที่ความสงบนั้นก็ย่อมมีเอง เพราะความสุขกับความสงบมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ถ้าเราไม่เข้าใจเรานั่งสมาธิเพื่อให้เกิดความสงบเพื่อให้บรรลุธรรม มันเป็นขั้วบวกขั้วลบ มันเป็นความปรุงแต่ง มันเป็นความได้ความดีความเป็นความเสีย ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องรู้เข้าใจ

 

ถ้าเรารู้ถ้าเราเข้าใจ เราทำสมาธิทุกครั้งก็จะเป็นสมาธิทุกครั้ง เพราะธรรมะนั้นคือหน้าที่ ความดีนั้นคือหน้าที่ เป็นความดีที่ไม่มีขั้วบวกขั้วลบ เป็นหน้าที่

 

การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้แหละ เราถึงจะเป็นสมาธิทุกครั้ง เพราะสมาธินั้นอยู่นอกเหตุเหนือผล อยู่นอกเหนือความอยากความต้องการ อยู่นอกเหนือความปรุงแต่ง

 

เรามาบวชมาปฏิบัติมายกเลิกความปรุงแต่ง มายกเลิกความอยากความต้องการ เอาพระธรรมพระวินัย เพราะพระธรรมพระวินัยนั้นอยู่นอกเหตุเหนือผล อยู่นอกเหนือความปรุงแต่งของเรา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ ให้มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เรารู้เราเข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เข้าสู่ความว่างจากการมีตัวมีตน ด้วยอาศัยพระธรรมพระวินัย เพราะพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเข้าใจอย่างนี้ พระอรหันต์ขีณาสพผู้ฟังพระธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเข้าใจอย่างนี้

 

เราต้องพากันรู้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 

 

ความรู้ถึงเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ความรู้กับการประพฤติการปฏิบัตินั้นจะหยุดสัญชาตญาณ จะอยู่นอกเหตุเหนือผล อยู่นอกเหนือความปรุงแต่งของเรา

 

เราจะทำอะไรถึงต้องมีสติสัมปชัญญะทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่อง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ความไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องของเหตุของปัจจัย ไม่รู้จักการประพฤติการปฏิบัติ เราพากันไปคิดว่าทุกอย่างนั้นอยู่ที่ใจ ต้องรู้เข้าใจว่า ใจของเรามันเป็นนามธรรม การปฏิบัติใจนั้นเค้าต้องปฏิบัติที่กาย ต้องทำหน้าที่ที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาททำหน้าที่ที่อาชีพ ต้องมีความสุขกับการทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันคิดดูดี ๆ นะ การปฏิบัติใจนั้นเค้าต้องปฏิบัติที่กาย ถ้าเราคิดว่าอะไร ๆ ก็อยู่ที่ใจ ๆ ทำไมเราถึงฉันอาหาร ทำไมเราไม่ว่าอยู่ที่ใจ

 

พระวินัยเราต้องไม่บกพร่อง พระวินัยเราต้องบริสุทธิคุณ ข้อวัตรข้อปฏิบัติของเราต้องบริสุทธิคุณ

 

วันหนึ่งคืนหนึ่ง ๒๔ ชั่วโมง เราจำวัดวันละ ๖ ชั่วโมง เวลาเราตื่นอยู่นี้เป็นเวลาที่ทำความเพียรทั้งหมด เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่อง

 

ถามว่า การกระทำอย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้มันจะไม่เกิดความเครียดเหรอ..?

 

การกระทำอย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้จะไม่มีความเครียด เพราะเป็นความรู้ความเข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่มีความเครียด การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้แหละมีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขดับไป ความสุขใหม่เกิดขึ้นมา ความเครียดนั้นจะไม่มีเลย เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่มีข้อแม้ มีความเคารพมีความสงบเป็นการเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงความพอดี

 

ปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำคัญอย่างยิ่งเพื่อปฏิปทาของเราจะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติความเครียดนั้นจะไม่มี เพราะการประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นไม่มีข้อแม้ไม่มีขั้วบวกขั้วลบ

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องตั้งใจ เพื่อให้ปฏิปทาติดต่อต่อเนื่อง อย่าพากันนอน ๔ ทุ่ม ๕ ทุ่ม... นอน ๔ ทุ่ม ๕ ทุ่มตื่นตี ๓ มันคงได้ไม่กี่วันหรอก ต้องปรับปรุงปฏิปทาใหม่ ต้องไม่ตามใจตัวเอง ไม่ตามสัญชาตญาณที่มันเป็นนิติบุคคลตัวตนของตัวเอง เพราะปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก

 

เราเลิกทำกิจส่วนรวมทำวัตรสวดมนต์ เลิก ๒ ทุ่ม กลับไปกุฏิไปนั่งสมาธิเพื่อเอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย เอาคาร์บอนไดออกไซด์เอาของเสียของปฏิกูลออกไป พักผ่อนเวลา ๓ ทุ่มตื่นตี ๓

 

เวลากลางวันก็ทำความเพียร เดินจงกรมนั่งสมาธิทำกิจสงฆ์ เพื่อให้มีความสุขกับการทำหน้าที่ เพื่อให้ความดีและปัญญาได้เป็นปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

การประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ของเราในปัจจุบันต้องมีความสุข ถ้าเราไม่มีความสุขในการทำหน้าที่ความเครียดก็ย่อมมี เพราะเราไม่มีความสุข เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้

 

การประพฤติการปฏิบัติธรรมถ้าเรารู้เข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่ความเครียดของเราจะไม่มี ปัญญากับสมาธิต้องไปพร้อม ๆ กัน เพื่อสมถะกับวิปัสนาจะได้ไปพร้อม ๆ กัน

 

เราใช้ปัญญาแค่วินาทีเดียวมันไม่ตายหรอก เราจะเอาแต่ตัวแต่ตนแต่สมาบัติ เราไม่ได้เจริญปัญญากับสมถะไปพร้อมกันนั้นเราต้องรู้เข้าใจว่า เรากำลังเป็นคนเห็นแก่ตัวนะ เพราะเอาตั้งแต่สมถะไม่เอาวิปัสสนา นั่นแหละคือความเห็นแก่ตัว

 

เรามีความสุขเราก็ต้องเสียสละ เรามีปัญญาเราก็ต้องสงบ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ เพื่อจะได้เอาสมถะกับวิปัสสนาได้ทำงานไปพร้อม ๆ กัน

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอังคารที่ ๒๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 113,311