๓๐ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ ๓๐ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบายเพื่อการฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

อดีตก็มาอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องพากันรู้พากันเข้าใจในเรื่องเหตุในเรื่องปัจจัย

 

เราต้องมารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์  การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องประพฤติต้องปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน

 

เรารู้เราเข้าใจ จะได้ประพฤติปฏิบัติให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ความรู้ความเข้าใจปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน ถ้าเรามีความสุขเราก็จะมีความสงบ เพราะความสุขกับความสงบนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง เห็นภัยในความประมาท ไม่ปล่อยใจของเราไปตามสัญชาตญาณที่จะทำให้เกิดป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน เห็นภัยในเหตุในปัจจัย

 

เอาความรู้ความเข้าใจเป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา มาใช้ มาประพฤติปฏิบัติ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทนั้นมันคือความผิดพลาดมันคือความเสียหาย นั่นแหละมันจะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงารนตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ให้เอาศีลเอาสมาธิเอาปัญญามาใช้ประพฤติมาปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อให้ทุกอย่างนั้นมันจะจบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ สิ่งที่มันเป็นปัญหาจะได้เป็นปัญญา เอาปัญญามามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราตั้งใจตั้งเจตนาเหมือนดั่งภาชนะที่ตั้งไว้ ภาชนะที่จะใช้งานได้ต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้ ภาชนะที่คว่ำ ภาชนะที่ล้มคือภาชนะที่ใช้การใช้งานไม่ได้

 

การประพฤติการปฏิบัติ อาศัยความรู้เข้าใจ อาศัยพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ ทุกท่านทุกคนต้องพากันตั้งใจตั้งเจตนาเหมือนดั่งภาชนะที่ตั้งไว้

 

การประพฤติการปฏิบัติให้เราทุกคนมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ รู้เข้าใจ เพราะใจนั้นเป็นนามธรรม การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงต้องปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทรวมลงที่ความตั้งใจตั้งเจตนาเหมือนภาชนะที่ตั้งไว้

 

เราพากันนอนพากันพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นฆราวาสนอนพักผ่อน ๗,๘ ชั่วโมง เป็นนักบวชนอนพักผ่อนจำวัด ๕,๖ ชั่วโมง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ การนอนการพักผ่อนของเราต้องเพียงพอ

 

ความเคารพในหน้าที่ในการทำหน้าที่จะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ เรามีความเคารพในหน้าที่ว่าเราเป็นนักบวช เราจะพักผ่อนจำวัดวันละ ๕ ชั่วโมง ๖ ชั่วโมง ความเคารพของฆราวาสว่าเราจะนอนพักผ่อน ๗ ชั่วโมง ๘ ชั่วโมง ความเคารพคือการไม่มองข้ามปัจจุบัน เห็นความเคารพเป็นสิ่งที่สำคัญ เห็นปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

หลักของการประพฤติการปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจเพื่อจะได้มีสติเป็นพื้นฐาน มีปัญญาเป็นพื้นฐาน สติคือความสงบ สัมปชัญญะคือตัวปัญญาของเราทุกคนต้องเป็นพื้นเป็นฐาน

 

สติปัฏฐานทั้ง ๔ ต้องมีอยู่กับเราทุก ๆ คน ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่ปล่อยให้เราฟุ้งซ่าน ท่านให้เรามีสติมีสัมปชัญญะ เพื่ออบรมบ่มอินทรีย์ เพื่อเอาความดีและปัญญา เพื่อให้ปฏิปทานั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ให้เรารู้ให้เราเข้าใจ สติปัฏฐานทั้ง ๔ เราจะอยู่กับสิ่งใดก็ได้ เราจะอยู่กับกายกับเวทนากับจิตกับธรรมก็ได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เพราะว่าปัจจุบันนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว ตำแหน่งยืนเดินนั่งนอนการกระทำคำพูดการงานต่าง ๆ นั้นจะมีเพียงตำแหน่งเดียว

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราจะมีสติอยู่กับอะไรก็ได้เพื่อให้สติสัมปชัญญะของเรานั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เพื่อเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรมเพื่อเป็นธรรมนูญ

 

เราทุกคนต้องมีสติสัมปชัญญะเป็นเครื่องอยู่ อยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ กายกับใจหรือว่าวัตถุกับใจก็ต้องไปพร้อม ๆ กัน ความสงบกับความเคารพต้องไปพร้อม ๆ กัน ถ้าเรามีความเคารพก็ต้องมีความสงบ ถ้าเรามีความสงบก็ต้องมีความเคารพ เพราะ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน

 

การเจริญอานาปานสติได้แก่หายใจเข้าสบาย หายใจออกสบายอยู่ที่ปัจจุบัน เป็นวิธีการที่อบรมบ่มอินทรีย์อย่างนี้ดีมาก ดีจริง ๆ ดีเป็นอย่างยิ่ง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราประพฤติปฏิบัติเพื่อให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เพื่อจะได้อบรมบ่มอินทรีย์ เพื่อเราจะได้มีหลักการของการประพฤติของการปฏิบัติ เพื่อเราจะมีบ้านพักของใจ ได้แก่ หายใจเข้าให้สบาย หายใจออกให้สบาย

 

การประพฤติการปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ให้เรารู้เข้าใจ ว่าการประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นเพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เรารู้เข้าใจเราถึงต้องทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำความดีเพื่อความอยากความต้องการ ทำความดีเพื่อความอยากความต้องการนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

การเจริญสติปัฏฐานให้เรารู้เข้าใจ เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ การทำหน้าที่ภายนอกนั้นแหละคือทำหน้าที่ภายใน การทำหน้าที่ภายในนั้นแหละคือทำหน้าที่ภายนอก เพราะเราทำความดีเพื่อความดี การทำความดีเพื่อความดีนั้นจะไม่มีขั้วบวกขั้วลบ การทำความดีเพื่อความดีจะมีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขดับไป ความสุขใหม่เกิดขึ้นมา เพื่อจะให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านอยู่กับสติอยู่กับสัมปชัญญะ พระอรหันต์ทุกรูปอยู่กับสติอยู่กับสัมปชัญญะ อยู่กับความพอเพียงเพียงพอ อยู่กับความพอดี ไม่ได้เพิ่มไม่ได้ตัด ไม่มีขั้วบวกขั้วลบ

 

สติปัฏฐานถ้าประพฤติปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้แหละ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรับรองว่าได้ผลเห็นผล อย่างเร็ว ๗ วัน อย่างกลาง ๗ เดือน อย่างนาน ๗ ปี

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ให้มีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราเจริญสติสัมปชัญญะ แล้วให้เอาความสงบและปัญญาเพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

ด้วยเหตุผลนี้ เรามีความสงบนั้นยังไม่เพียงพอ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราตั้งอยู่ในความประมาท ให้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ การพิจารณาอะไรทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์นั้นไม่เสียเวลามากเพียงวินาทีเดียวก็เพียงพอ

 

ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ เราจะเอาแต่ความสงบ เอาตั้งแต่สมถะ ไม่ได้เจริญปัญญาควบคู่กันไป

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจนะ เราเสียเวลาเพียงวินาทีเดียวไม่เป็นไรหรอก เพราะเหตุผลว่า ความสงบและปัญญาต้องเดินควบคู่กันไป

 

การประพฤติการปฏิบัติสมถะกับวิปัสสนาจะได้ทำงานควบคู่กันไป การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ถึงจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นความยึดมั่นถือมั่นเป็นนิติบุคคลตัวตนได้

 

ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความเกียจคร้านถึงไม่ใช่มรรค ถึงไม่ใช่ทางแห่งพระนิพพาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราหยุดสัญชาตญาณอย่าไปขี้เกียจขี้คร้าน เสียเวลาเพียงวินาทีเดียวพิจารณาทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ มันไม่เสียเวลาไปเท่าไหร่หรอก มันไม่ตายนะ

 

การประพฤติการปฏิบัติถ้ามีการติดต่อต่อเนื่องก็จะมีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขดับไป ความสุขใหม่เกิดขึ้นมาเป็นปฏิปทา อย่างนี้ความเครียดจะไม่มี

 

เราไม่รู้ไม่เข้าใจ เราจะเอาตั้งแต่ความสงบนั้นไม่ได้ เพราะความสงบนั้นยังเป็นนิติบุคคลตัวตน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เอาวิปัสสนาควบคู่กันไป

 

ถ้าใครไม่ทำอย่างนี้ไม่ปฏิบัติอย่างนี้ การปฏิบัตินั้นย่อมไม่ถูกต้อง ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติผู้ที่บวชเป็นภิกษุ ผู้นั้นก็ต้องอาบัติทุกกฎ อย่างน้อยต้องอาบัติทุก ถ้าเป็นนิติบุคคลตัวตนยิ่ง ๆ ขึ้นไปก็ต้องอาบัติยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพราะไม่มีการภาวนาวิปัสสนา ปฏิปทาก็ย่อมไม่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เรามาบวช เรามาปฏิบัติอบรมบ่มอินทรีย์ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เรามาอยู่กับสติอยู่กับสัมปชัญญะ มาอยู่กับอานาปานสติ หายใจเข้าให้มีความสุข หายใจออกให้สบายอยู่ที่ปัจจุบัน ยกทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ ว่าหายใจเข้ามันก็ไม่แน่ไม่เที่ยง มันเข้าไปแล้วก็ออกมา หายใจเข้าหายใจออกก็เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน เป็นเพียงอาคันตุกะสัญจรไปมา

 

ถ้าเรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ใจของเราก็จะสงบ ใจของเราจะเย็น เพราะใจของเราได้ประพฤติได้ปฏิบัติที่ให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

กุลบุตรลูกหลาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เรามาบวชเป็นพระเป็นสมณะ เรามายกเลิกตัวตน มาปฏิบัติให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เรามาอยู่กับพระนิพพานคือความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติที่เป็นพระธรรมเป็นพระวินัย เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่อง เรานอนพักผ่อนจำวัด ๕,๖ ชั่วโมง มีความสุขในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ พระนิพพานนี้ไม่ได้อยู่ใกล้ไม่ได้อยู่ไกล แต่อยู่ที่กายวาจากิริยามารยาทอาชีพ อยู่ที่ใจของเราที่รู้เข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบันนี้เอง

 

เรามีความสุขในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ความสุขกับความสงบจะอบรมบ่มอินทรีย์ของเรา ตั้งอยู่ในความเคารพ ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท

 

ปัจจุบันเราต้องมีความสุขกับการทำหน้าที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เพราะว่าพระนิพพานนั้นอยู่ที่ปัจจุบัน พระนิพพานนั้นไม่ได้อยู่ที่อนาคต ไม่ได้อยู่ที่อดีต อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเรามีความสุขในการทำหน้าที่ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติพระนิพพานก็จะสัมผัสกับใจของผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติเอง

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องพากันมารู้พากันมาเข้าใจ ว่าพระนิพพานนั้นอยู่ที่เรารู้เข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน

 

พระนิพพานนั้นถึงเป็นอริยมรรคที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราถึงประมาทไม่ได้ เพราะความประมาทนั้นคือความเสียหายเป็นการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

พระนิพพานนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน เราพากันคิดดูดี ๆ นะ ถ้าเรารวยที่สุดของโลกถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ เอาความรวยนั้นเป็นนิติบุคคลตัวตน ตัวตนนั้นแหละมีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป ความทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมา

 

ถ้าเรามีอำนาจในข้าราชการนักการเมือง ในการปกครองต่าง ๆ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นก็จะเป็นนิติบุคคลตัวตน ความเป็นตัวเป็นตนนั้นจะมีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป ความทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมา

 

พระนิพพานนั้นถึงไม่เกี่ยวกับคนรวยคนจน ไม่เกี่ยวกับผู้มีอำนาจวาสนา พระนิพพานนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ พระนิพพานนั้นถึงไม่มีขั้วบวกไม่มีขั้วลบ

 

พระนิพพานนั้นถึงเป็นความสงบ เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นสติเป็นพื้นฐาน เป็นปัญญาเป็นพื้นฐาน เป็นความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการทำหน้าที่ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ผู้รู้เรื่องพระนิพพานคือผู้ที่รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่

 

มีคำถามว่า การประพฤติการปฏิบัตินั้นประพฤติปฏิบัติไปถึงไหนถึงจะได้หยุด

 

ท่านผู้ฟังทั้งหลาย ท่านผู้ปฏิบัติทั้งหลายต้องรู้ต้องเข้าใจ พระนิพพานนั้นไม่มีขั้วบวกขั้วลบ ไม่มีคำว่าหยุดไม่มีคำว่าไป พระนิพพานนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติกับการปฏิบัติการทำหน้าที่

 

พระนิพพานนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เป็นการทำงานเพื่องาน ทำความดีเพื่อความดี เป็นความสุขเป็นความไม่มีทุกข์ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เรามาคิดดูดี ๆ ด้วยปัญญานะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านอยู่กับพระนิพพาน อยู่กับความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านหยุดขั้วบวกขั้วลบ

 

วันหนึ่งคืนหนึ่ง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทำพุทธกิจตลอด ๒๔ ชั่วโมง ยกเลิกตัวยกเลิกตน พักผ่อนบรรทมเพื่อสุขภาพ ใช้เวลาอย่างมากไม่เกิน ๔ ชั่วโมง เสียสละให้หมู่มวลมนุษย์เทพเทวามารพรหมสัตว์ทั้งหลาย ๒๐ ชั่วโมง รวมกันเป็น ๒๔ ชั่วโมงนะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่

 

เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ เรามามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ถ้าเรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติใจของเราจะไม่มีขั้วบวกขั้วลบ ใจของเราจะไม่ได้ถามว่าเมื่อไหร่จะได้หยุด คำว่าหยุดและไปนี้มันยังเป็นขั้วบวกขั้วลบ มันยังเป็นความสงบมันยังเป็นสงคราม

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงไม่ให้ผู้ประพฤติปฏิบัติ ไม่ให้ตั้งอยู่ในความประมาท

 

ให้เอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ การปฏิบัติกายวาจากิริยามารยาทอาชีพนั่นแหละคือการปฏิบัติใจคือการฝึกใจ เพื่อให้ใจกับวัตถุได้เดินทางไปพร้อม ๆ กันด้วยความเสียสละ

 

อดีตเราก็เสียสละ อนาคตเราก็เสียสละ ปัจจุบันเราก็ว่างจากตัวจากตน เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ใจของเราว่างจากตัวจากตน เราทุกคนถึงจะมีความสุข การประพฤติการปฏิบัตินั้นเราต้องรู้เข้าใจว่าปฏิปทานั้นต้องติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เราคิดดูดี ๆ สิ ว่าทำไมการเรียนอนุบาลถึงติดต่อต่อเนื่อง การเรียนประถมถึงติดต่อต่อเนื่อง มัธยมถึงติดต่อต่อเนื่อง อุดมศึกษาถึงติดต่อต่อเนื่อง เพราะความรู้ความรู้เข้าใจการประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเราต้องรู้เข้าใจ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้จบลงที่ผัสสะ ด้วยศีลด้วยสมาธิด้วยปัญญา

 

เราจะได้เข้าใจเรื่องพระธรรมเรื่องพระวินัย เพราะว่าพระธรรมพระวินัยเป็นยานเพื่อหยุดสัญชาตญาณ ด้วยความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ ไม่ได้ประพฤติปฏิบัติติดต่อต่อเนื่อง เราก็ไม่สามารถที่จะหยุดสัญชาตญาณไม่สามารถที่จะหยุดวัฏฏสงสารของตัวเองได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิ อปัณณกปฏิปทาที่เราจะต้องปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องไม่ขาดสายดั่งสายน้ำที่เป็นทางสายกลาง

 

“อปัณณกปฏิปทา 3 ประการ ธรรมที่ทำให้เป็นอริยะ“

อปัณณกปฏิปทา แปลว่า การปฏิบัติที่ไม่ผิด

หมายถึง การปฏิบัติที่ไม่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความเป็นอริยะ เป็นหลักปฏิบัติที่จะนำผู้ปฏิบัติให้ถึงความเจริญงอกงามในธรรม

1. อินทรียสังวร

อินทรียสังวร คือ การสำรวมอินทรีย์ หมายถึง ความสำรวมระวัง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้เกิดความยินดียินร้ายในเวลาได้เห็นรูป ได้ยินเสียง ได้รับกลิ่น

ได้ลิ้มรส ถูกต้องสัมผัส และเกิดธรรมารมณ์ขึ้นทางใจ โดยให้พิจารณาให้เห็นความเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ไม่ให้ความพอใจหรือไม่พอใจเกิดขึ้น

 

2. โภชเน มัตตัญญุตา

โภชเน มัตตัญญุตา แปลว่า ความรู้จักประมาณในการบริโภค หมายถึง รู้จักประมาณในการรับประทานอาหาร รับประทานแต่พอดี ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป

บริโภคเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายให้ดำรงอยู่ได้ มีเรี่ยวแรงในการปฏิบัติหน้าที่และบำเพ็ญสมณธรรม มิใช่เพื่อความสนุกมัวเมา

 

3. ชาคริยานุโยค

ชาคริยานุโยค แปลว่า การหมั่นประกอบความเป็นผู้ตื่นอยู่เสมอ หมายถึง การหมั่นประกอบความเพียร ไม่เห็นแก่นอน พักผ่อนแต่พอดี ไม่นอนมากจนเกิน

ไป มีความพร้อมต่อการบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ตลอด ไม่เห็นแก่ความสุขสบาย

ท่านว่าให้แบ่งเวลากลางวันและกลางคืนออกเป็น ๖ ส่วน แล้วประกอบความเพียรในการบำเพ็ญสมณธรรมอย่างสม่ำเสมอในเวาลา ๕ ส่วน คือ กลางวัน ๓ ส่วน กลางคืน ๒ ส่วน เวลาที่เหลืออีก ๑ ส่วนเป็นเวลาพักผ่อน

 

ความรู้ความเข้าใจ มีการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องเพื่อให้ความดีและปัญญาได้เป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่อง

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ ๓๐ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 113,312