๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ ๑ เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ให้พระภิกษุ ภิกษุณี สามเณร สามเณรี อุบาสกอุบาสิกาพากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ เหมือนองค์พระพุทธปฏิมากรณ์เพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อจะได้รู้เพื่อจะได้เข้าใจ ความรู้ความเข้าใจเราจะได้เอาไปใช้เอาไปปฏิบัติ

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ถึงจะมีการปฏิบัติถูกต้อง

 

เราทุกคนทุกท่านต้องพากันเข้าใจ เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี

 

ทุกอย่างนั้นเราต้องรู้เข้าใจ ทุกอย่างนั้นคือกรรม แล้วจะเป็นกฎแห่งกรรม แล้วก็จะเป็นผลของกรรม

 

ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำคัญจริง ๆ พระศาสนานั้นคือความรู้ความเข้าใจ

 

ความรู้ความเข้าใจนั้นจะไม่ไปตามผัสสะ จะไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม ความรู้ความเข้าใจถึงเป็นคู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ

 

ความรู้กับการปฏิบัติต้องไปพร้อม ๆ กัน ถ้าความรู้ไม่มีการปฏิบัตินั้นไม่ใช่ปัญญา เป็นเพียงปรัชญา ความรู้ต้องคู่กับการปฏิบัติถึงเป็นปัญญา

 

ที่เราเรียนเราศึกษานี้เป็นเพียงนักปรัชญายังไม่ใช่ปัญญา ยังไม่ใช่ปัญญาชน ยังเป็นปัญญาที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน

 

มนุษย์เราเกิดมาต้องอาศัยกัลยาณมิตรที่ดีที่ประกอบด้วยปัญญา มงคล ๓๘ นั้น การเกี่ยวข้องกับบัณฑิต บัณฑิตนั้นเป็นผู้มีความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ ถ้ามีแต่ความรู้ ไม่มีการปฏิบัติ ผู้นั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่เรียกว่าบัณฑิต ผู้นั้นเป็นเพียงนักปรัชญา เป็นเพียงนักจิตวิทยา มีความรู้มีความเข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงเรียกท่านผู้นั้นว่าพระภิกษุใบลานเปล่า มีแต่ใบลานแต่ไม่มีธรรมะ

 

เด็ก ๗ ขวบ เปรียบเสมือนผ้าขาว ผ้าสีขาว ที่ยังไม่ได้ย้อมสี พ่อแม่ครูบาอาจารย์ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

ให้ท่านผู้ฟังทั้งหลายให้รู้ให้เข้าใจ การที่เราเอาธรรมนำชีวิต ยกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคตัวตน ที่สอนตัวเองปฏิบัติตัวเองนี้แหละคือการสอนคนอื่นปฏิบัติคนอื่น ได้ทั้งประโยชน์ตนได้ทั้งประโยชน์ของคนอื่น

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ให้มีปัญญาสัมามาทิฏฐิ การพัฒนาหมู่มววลมนุษย์ทั้งหลายเค้าถึงต้องพัฒนาวิทยาศาสตร์พัฒนาจิตใจไปพร้อม ๆ กัน ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน

 

เอาปัจจุบันนี้เป็นวาระสำคัญของการประพฤติการปฏิบัติ เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันถึงเป็นวาระสำคัญของการประพฤติการปฏิบัติ ตรงกับคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี ปัจจุบันถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญจริง ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง แล้วปฏิบัติให้ถูกต้อง มีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ

 

การปฏิบัติใจนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติกาย ปฏิบัติวาจากิริยามารยาทอาชีพ อาชีพที่จะต้องยกเลิกตัวตน เพราะเราต้องรู้เข้าใจ เพราะตัวตนนั้นมีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป ความทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมา นี้คือสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ การปฏิบัติใจนั้นเค้าต้องมาปฏิบัติที่กายที่วาจากิริยามารยาทอาชีพ เพราะใจของเรานั้นมันเป็นนามธรรม ใจต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิต้องรู้ต้องเข้าใจ ใจของเราต้องตั้งใจตั้งเจตนาเหมือนดั่งภาชนะที่ตั้งไว้ ภาชนะใดที่ล้มภาชนะที่คว่ำเป็นภาชนะที่ใช้ไม่ได้ ความตั้งใจถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญอย่างยิ่ง สำคัญจริง ๆ

 

ด้วยเหตุผลนี้ ที่ท่านหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาดท่านตรัสว่าความตั้งใจตั้งเจตนานี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญอย่างยิ่ง สำคัญจริง ๆ เปรียบเสมือนติดกระดุมเสื้อกระดุมกางเกง ถ้าติดกระดุมเม็ดแรกผิด เม็ดต่อไปก็ต้องผิด ความตั้งใจตั้งเจตนาถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ความตั้งใจของเรานั้นสำคัญมาก ๆ เราต้องรู้เข้าใจ เราต้องตั้งใจตั้งเจตนา เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องเหมือนสายน้ำ เพราะเรามีกายวาจากิริยามารยาท อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ ถ้าเราไม่ตั้งใจตั้งเจตนาเราก็จะไปตามผัสสะไปตามสิ่งแวดล้อม ความไม่รู้ไม่เข้าใจนี้ก็จะเกิดการเสียหายเกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ตึกไหน ๆ เค้าไม่พัง พังตึกเดียวเฉพาะตึก สตง.

 

ความไม่รู้ไม่เข้าใจทำให้เกิดความเสียหาย ความตั้งใจตั้งเจตนาที่เอาปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง

 

พระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ไม่ใช่เอาไปไว้เป็นเพียงปรัชญา ถ้าเป็นปรัชญานั้นมันแก้ปัญหาไม่ได้ มันดับทุกข์ไม่ได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เราจะเดินทางไกลทางมันไกลถ้าเราเดินไปมันก็ช้าก็ต้องอาศัยรถอย่างดีในการเดินทาง เราจะข้ามทะเลข้ามหาสมุทรก็ต้องอาศัยเรือขนาดใหญ่อย่างดี เพราะมหาสมุทรมันกว้างใหญ่ไพศาลเพราะโลกนี้มีน้ำสามส่วนมีดินหนึ่งส่วนเราต้องอาศัยเรือขนาดใหญ่อย่างดีในการเดินทางถึงจะเดินทางด้วยความสวัสดิภาพ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เป็นยานสำหรับการเดินทาง กายวาจากิริยามารยาทอาชีพนี้เป็นอุปกรณ์ เป็นความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ

 

ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เธอทั้งหลายจงพากันประพฤติพรหมจรรย์เถิด พรหมจรรย์นั้นหมายถึงธรรมนูญ หมายถึงรัฐธรรมนูญ พรหมจรรย์นั้นมีความหมายเพื่อให้ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน คือธรรมนูญ คือรัฐธรรมนูญ

 

ธรรมนูญคือหลักการที่เราเอามายกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนจะเอาความรู้สึกของเราไม่ได้ จะเอาความรู้สึกของคนอื่นไม่ได้ ต้องเอาธรรมนูญ ให้ถือมติว่า ความถูกต้องคือความถูกต้อง ความถูกต้องจะไม่เป็นพี่เป็นน้องเป็นญาติเป็นตระกูลกับใคร

 

ความถูกต้องนั้นคือกฎของธรรมชาติ ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากเป็นกฎของธรรมชาติ เป็นเหตุเป็นปัจจัย เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เข้าใจ เพื่อจะไม่ได้ไปลิดรอนสิทธิของธรรมชาติ การลิดรอนสิทธิก็คือเข้าไปปรุงแต่ง ความปรุงแต่งนี้คือการลิดรอนสิทธิของธรรมชาติของเสรีภาพ

 

เราไม่อยากให้แก่ไม่อยากให้เจ็บไม่อยากให้ตายไม่อยากให้พลัดพราก เราอยากจะมีแต่ความสุข นี้คือการลิดรอนสิทธิของธรรมชาติ

 

พระอรหันต์ขีณาสพทุกท่านถึงต้องรู้อริยสัจสี่ ยกเลิกการไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ถึงมายกเลิกชาติชั้นวรรณะยกเลิกตระกูล ยกเลิกความสำคัญมั่นหมายว่าเราเป็นผู้หญิงผู้ชายเป็นคนแก่คนเฒ่าคนชรา ยกเลิกความสำคัญมั่นหมายว่าเราดีกว่าเค้าเก่งกว่าเค้าเสมอเค้าหรือเราสู้เขาไม่ได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านประกาศพระศาสนา ให้หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายรู้เข้าใจ เพื่อหมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายได้เอาธรรมนูญนำชีวิต ยกเลิกตัวตน เพราะตัวตนนั้นถึงจะรวยระดับโลกถ้ามีตัวมีตนนั้นก็มีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป ทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมา ถึงจะมีอำนาจทางข้าราชนักการเมืองทางศาสนาก็แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะยังเป็นการทำความดีที่มีขั้วบวกขั้วลบ ยังเป็นความปรุงแต่ง ความปรุงแต่งเป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านส่งพระอรหันต์ขีณาสพออกไปเผยแผ่ไปบอกอริยสัจสี่ให้ประชาชนมหาชนได้รู้เข้าใจ ว่าประชาชนมหาชนต้องรู้เข้าใจ พร้อมทั้งมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อให้สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจบลงที่ปัจจุบันจบลงที่ผัสสะ เพราะเหตุผลว่า พระนิพพานคือความไม่มีทุกข์ มีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขดับไป ความสุขใหม่เกิดขึ้นมา เพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านส่งพระอรหันต์ขีณาสพให้ไปทางละรูป เพราะทรัพยากรเมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ ๆ ทรัพยากรยังมีน้อย ส่วนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เสด็จไปยังตำบลอุรุเวลาเพื่อโปรดชฎิล ๓ พี่น้อง

 

ความรู้นี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ มนุษย์เราอยู่ในโลกนี้แปดพันกว่าล้านคนของมนุษย์ มี ๑๙๕ ประเทศ โลกนี้หมุนรอบตัวเอง หมุนรอบดวงอาทิตย์ ใช้หลักการเดียวกันทั้งหมด คือหลักธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ

 

ถึงได้มีการเรียนการศึกษา มนุษย์เราสมัยโบราณมีการเรียนการศึกษาเบื้องต้น ๑๘ ศาสตร์ อย่างกลาง ๓๖ สูงสุด ๕๔ ๑๘ ศาสตร์มีอะไรบ้าง

  1. ยุทธศาสตร์ วิชานักรบ
  2. รัฐศาสตร์ วิชาการปกครอง
  3. นิติศาสตร์ วิชากฎหมายและจารีตประเพณีต่างๆ
  4. วาณิชยศาสตร์ วิชาการค้า
  5. อักษรศาสตร์ วิชาหนังสือ
  6. นิรุกติศาสตร์ วิชารู้ภาษาของตนแตกฉานดี และรู้ภาษาของชนชาติที่ติดต่อกัน
  7. คณิตศาสตร์ วิชาคำนวณ
  8. โชติยศาสตร์ วิชาดูดวงดาวต่างๆ คือรู้จักว่าดวงดาวนั้นๆ ตั้งอยู่ทางทิศนั้นๆ และประจำเมืองนั้นๆ และรู้จักสีแสงของดวงดาวต่างๆ อันบอกลางดีและลางร้ายในกาลบางครั้ง
  9. ภูมิศาสตร์ วิชารู้พื้นที่ต่างๆ หรือรู้จักแผนที่ของประเทศต่างๆ
  10. โหราศาสตร์ วิชาโหร คือรู้พยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ ได้ และรู้ทายดวงชะตาราศีของคนได้ด้วย
  11. เวชศาสตร์ วิชาหมอยา
  12. สัตวศาสตร์ วิชารู้ลักษณะของสัตว์และเสียงสัตว์ว่าร้ายหรือดี
  13. เหตุศาสตร์ วิชารู้เหตุเป็นแดนเกิดแห่งผลว่าร้ายหรือดี
  14. โยคศาสตร์ ยันตรศึกษา คือรู้จักความเป็นช่างกล
  15. ศาสนศาสตร์ วิชารู้เรื่องศาสนา คือรู้จักประวัติความเป็นมาแห่งศาสนาทุกๆ ศาสนาที่มหาชนนิยม เพื่อปฏิบัติไม่ขัดแก่สังคมใดๆ และรู้คำสอนในศาสนานั้นๆ ด้วย
  16. มายาศาสตร์ วิชารู้กลอุบาย หรือรู้ตำรับพิชัยสงคราม
  17. คันธรรพศาสตร์ วิชาคนธรรพ์คือวิชาร้องรำ(ละคอน) ที่เรียกชื่อว่า"นาฏยศาสตร์" และวิชาดนตรีปี่พาทย์ ที่เรียกชื่อว่า "ดุริยางคศาสตร์"
  18. ฉันทศาสตร์ วิชาประพันธ์ คือแต่งหนังสือได้ ทั้งที่เป็นร้อยกรอง(บทกลอน) และร้อยแก้ว(ความเรียง)

 

ความรู้ความเข้าใจถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ความรู้ความเข้าใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐินี้ไม่ใช่ความจำนะ ความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนั้นจะไม่หลงไม่ลืม ถ้าความจำนั้นไม่กี่วันกี่เดือนกี่ปีความจำนั้นก็จะหลงลืมเพราะความจำนั้นมันเป็นเพียงสัญญาขันธ์

 

การที่เราไปเรียนไปศึกษา จุดมุ่งหมายคือความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนั้นถึงจะเรียกตัวเองว่าปัญญาชนได้ ความรู้ความเข้าใจในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เป็นความรู้ที่ก้าวไปข้างหน้าไม่ถอยกลับมาที่เดิม ไม่มาย่ำต๊อกอยู่ที่เก่าที่เดิม

 

คำว่าสงกรานต์มีความหมายที่เป็นความรู้ความเข้าใจในสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวง คำว่าสงกรานต์ถึงหมายถึงหยุดกาลหยุดเวลา หยุดกรรมหยุดกฎแห่งกรรมหยุดผลของกรรม

 

ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นเวลาจะกลืนกินผู้ที่ไม่รู้ไม่เข้าใจ ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนั้นจะกลืนกินเรา ความไม่รู้ไม่เข้าใจจะเป็นสาเหตุเป็นปัจจัยให้เราเอาความหลงนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิต

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายพากันรู้พากันเข้าใจในเรื่องเหตุในเรื่องของปัจจัย

 

การเรียนการศึกษาของหมู่มวลมนุษย์นี้ถึงมีการเรียนการศึกษาตั้งแต่อนุบาล จนถึงอุดมศึกษา

 

ความรู้ต้องคู่กับการปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ อนุบาลก็ต้องติดต่อต่อเนื่อง ประถมก็ต้องติดต่อต่อเนื่อง มัธยมก็ต้องติดต่อต่อเนื่อง อุดมศึกษาก็ต้องติดต่อต่อเนื่อง ความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ การทำอะไรต้องให้ติดต่อต่อเนื่องอย่างน้อยก็ ๓ อาทิตย์ ๒๑ ทั้งฝ่ายวัตถุทั้งฝ่ายนามธรรมถึงจะได้ผลเห็นผล

 

การมาบวชคือมายกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นตัวเป็นตน ต้องมีการประพฤติการปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การบวชถึงเป็นการมายกเลิกตัวยกเลิกตน ด้วยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องรู้เข้าใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้ถือนิสัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ติดต่อต่อเนื่องเป็นเวลา ๕ ปี ๕ พรรษา เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ผู้ที่มาบวชทั้งหลายต้องรู้จักองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือพระธรรมคือพระวินัยแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ พระพุทธเจ้าคือพระธรรมคือพระวินัยแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ พระพุทธเจ้าไม่ใช่นิติบุคคลไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน

 

ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินพพานท่านได้ตรัสไว้ให้รู้ให้เข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;

มีธรรมเป็นประทีป มีธรรม เป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่น เป็นสรณะ เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล.

 

พุทธบริษัทต้องรู้เข้าใจ พระธรรมพระวินัยนั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความเคารพนี้เป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ

 

ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องรู้เข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยนั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความเคารพเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ถ้าเราไม่มีความเคารพนั้นความสงบก็เกิดขึ้นไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงตรัสว่า ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน คนดีกับคนมีปัญญาต้องเป็นคนเดียวกัน ความเคารพนั้นถึงจะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ

 

ความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาปนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะใจของเรานั้นเป็นนามธรรม ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นว่าเราตรึกนึกคิดอะไร คนอื่นไม่รู้ไม่เข้าใจก็จริง แต่ตัวเรารู้เข้าใจ เราปกปิดคนอื่นได้ แต่เราปกปิดตัวของเราเองไม่ได้

 

ความเคารพในพระวินัยนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

ผู้มีประพฤติปฏิบัติ ผู้ที่ทำความดีก็เพื่อความดี ไม่ใช่ทำความดีเพื่อความอยากความต้องการ เราทำความดีเพื่อความอยากความต้องการมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

ให้ผู้ประพฤติปฏิบัติเข้าใจ ตำแหน่งนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียวนะ ตำแหน่งยืนก็มีตำแหน่งเดียว ตำแหน่งนอนก็มีตำแหน่งเดียว ตำแหน่งเดินก็มีตำแหน่งเดียว ตำแหน่งนั่งก็มีตำแหน่งเดียว

 

คำว่าปัจจุบันนั้นไม่ใช่อดีตไม่ใช่อนาคต ปัจจุบันก็ว่างจากตัวจากตน ปัจจุบันคือความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ความดีเพื่อเป็นขั้วบวกขั้วลบ ความเป็นหนึ่งคือปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นการทำความดีเพื่อความดี

 

พระนิพพานนั้นถึงอยู่ที่รู้เข้าใจ อยู่ที่มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่การทำหน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้พระนิพพานถึงอยู่ที่ปัจจุบัน พระนิพพานไม่ใช่อยู่ที่อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ อนาคตจะดับทุกข์ได้อย่างไร จะดับทุกข์ได้ก็ต้องอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ความดีและปัญญาถึงเป็นปฏิปทาอยู่ที่ปัจจุบันติดต่อต่อเนื่อง ด้วยเหตุผลนี้เราถึงต้องเคารพในพระธรรมในพระวินัย เพราะความเคารพนั้นจะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ความสุขกับความสงบนั้นคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าเรามีความสงบมันก็มีความสุข ถ้าเรามีความเคารพมันก็สงบ มันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน

 

พระนิพพานถึงอยู่ที่หน้าที่ที่เราทำธุรกิจหน้าที่การงาน ระบบข้าราชการนักการเมืองนักบวชเป็นระบบของธรรมนูญรัฐธรรมนูญ เป็นระบบที่ทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำความดีเพื่อหวังผลประโยชน์ตอบแทน

 

ความเป็นพระนั้นอยู่ที่รู้เข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ความเป็นพระนั้นถึงไม่มีใครแต่งตั้งให้กันได้ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ถึงไม่มีใครแต่งตั้งให้กันได้

 

เป็นความรู้ความเข้าใจ แล้วมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ ศาสนาทุกศาสนาเป็นพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ได้ทั้งหมด เพราะพระศาสนาเป็นชื่อเฉย ๆ เป็นชื่อสมมติที่จะใช้การใช้งานให้สะดวกสบายเท่านั้นเอง

 

ความเป็นพระนั้นทุก ๆ ศาสนาต้องรู้เข้าใจ อยู่ที่เรารู้เข้าใจ เอาธรรมนูญนำชีวิต เอาประชาธิปไตยก็ยังไม่ได้ เพราะประชาธิปไตยก็ยังถือพรรคถือพวก เอาสังคมนิยมที่เป็นอัตตาตัวตนนี้ก็ไม่ได้

 

ธรรมนูญเท่านั้นถึงจะยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนได้ ธรรมนูญนั้นเป็นการทำงานเพื่องาน ไม่ได้ทำงานเพื่อตัวเพื่อตน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ ในความเป็นพระในความเป็นพระศาสนา เราต้องรู้ต้องเข้าใจในพระศาสนา ถ้าไม่เข้าใจพระศาสนาก็จะเป็นเหมือนดั่งสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในศาสนาพุทธที่ทะเลาะกันเรื่องพระวินัย

 

พระวินัยเป็นหลักการที่เป็นกฎของกรรม เพราะเหตุผลว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี

 

พระวินัยนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเคารพ เพราะความเคารพนั้นมันคือความสงบ เพราะความเคารพนั้นเป็นการไม่มองข้ามปัจจุบัน การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่มองข้ามปัจจุบัน การประพฤติการปฏิบัติจะไปเอามติว่าทุกอย่างมันอยู่ที่ใจ คิดอย่างนั้นมันก็ไม่มีพื้นมีฐานของการประพฤติการปฏิบัติ

 

ถ้าเราคิดดูดี ๆ นะ ว่าอะไรทุกอย่างนั้นอยู่ที่ใจ ทำไมถึงทานอาหารฉันอาหาร ทำไมเราไม่พูดว่า ไม่ต้องทานอาหารหรอก ไม่ต้องฉันภัตตาหารหรอก เพราะทุกอย่างมันอยู่ที่ใจ

 

การปฏิบัติใจนั้นเค้าต้องปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทที่อาชีพ ต้องให้เกิดกายวิเวกเสียก่อน วาจาวิเวกก่อน กิริยามารยาทวิเวกก่อน จิตใจของเรามันถึงจะวิเวก ใจของเราถึงจะอุปธิวิเวก

 

ด้วยเหตุผลนี้ การดำเนินชีวิตของเรา เราถึงต้องเอาธรรมนูญนำชีวิต เราจะไปตรึกในกามไม่ได้ จะไปตรึกในพยาบาทไม่ได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เรารู้เข้าใจ เราถึงจะได้หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนด้วยความรู้ความเข้าใจ เราต้องมีความเคารพ ถึงจะเกิดความสงบได้ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องเหมือนสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านย้อนหลังอดีตที่ผ่านมาหาที่สุดหาประมาณมิได้ ท่านมองอนาคตที่จะก้าวไปข้างหน้าหาที่สุดหาประมาณมิได้ ท่านรู้ท่านเข้าใจในเรื่องปัจจุบัน ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทมันคือความผิดพลาดมันคือการเสียหายมันเป็นการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ การดำเนินชีวิตของเรานี้คือกรรม คือกฎแห่งกรรม คือผลของกรรม มันคือรายรับรายจ่ายนี้มันคือธนาคารแห่งชีวิตนะ ความไม่ประมาทนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ความเคารพนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

ความรู้ความเข้าใจ สัมมาสมาธิความตั้งใจมั่นต้องติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ต้องปฏิบัติในปัจจุบันนี้ด้วยความรู้ความเข้าใจ จะได้เป็นพระธรรมเป็นพระวินัย จะได้หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

เรามีหลักการ มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพื่อไม่ให้ใจอ่อนไปตามสิ่งแวดล้อม เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราพึ่งพ่อพึ่งแม่พึ่งครูบาอาจารย์ส่วนหนึ่ง ที่พึ่งสำคัญคือความรู้ความเข้าใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความตั้งมั่นเพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่อง เพราะหนทางที่เราจะไป ด่านที่เราจะผ่านเราต้องรู้เข้าใจธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ ที่เราจะผ่าน เราต้องรู้เข้าใจ ปัญหานี้เราต้องเอามาใช้ให้เป็นปัญญา ปัญญาเราต้องมามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เพื่อความดีและปัญญา เพื่อจะเป็นปฏิปทาที่เราจะต้องผ่านไป

 

ความไม่ประมาทเป็นผู้ละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาปติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เป็นอุปกรณ์สำคัญ เป็นเบรกเป็นเซฟตี้ ปัญญากับการประพฤติการปฏิบัติต้องตั้งอยู่ในความไม่ประมาท

 

ให้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติเข้าใจ ว่าในโลกนี้ผู้ที่เอาความผิดนำชีวิต เอาความไม่ถูกต้องนำชีวิตมีทั้งหมด ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจ เราต้องพึ่งความรู้ความเข้าใจ เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัติของเราได้ติดต่อต่อเนื่อง

 

ไม่มีใครช่วยเหลือเราได้ พระพุทธเจ้าท่านก็ช่วยเหลือท่านด้วยความรู้ความเข้าใจ ท่านก็หยุดสัญชาตญาณวัฏฏสงสารของท่าน

 

พระอรหันต์ขีณาสพเมื่อก่อนไม่รู้ไม่เข้าใจ ท่านได้ฟังพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านก็ประพฤติท่านก็ปฏิบัติ ท่านก็พึ่งความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติของท่าน

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินี้จะเป็นที่พึ่งของเรา เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติเราก็จะได้รับออกซิเจน เราจะได้ถ่ายเทของเสียของปฏิกูลออกไป ถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป

 

ความสุขความดับทุกข์ที่จะเป็นพระนิพพานก็จะมีอยู่กับเราที่ปัจจุบันนี้ ไม่ต้องรอชาติหน้า

 

ที่พระต่างประเทศมาฟังพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าเข้าใจ ผมจะกลับไปต่างประเทศเพื่อเผยแผ่นั้นได้มั๊ย

 

การเผยแผ่นั้นคือการประพฤติการปฏิบัติตัวเอง คือการยกเลิกตัวตน เพื่อประโยชน์และประโยชน์ของผู้อื่นถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท เราจะได้พัฒนาทั้งใจทั้งวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กัน เราจะได้เป็นคนทันโลกทันสมัยเค้าเรียกว่าเป็นคนสมัยใหม่เป็นปัญญาชนเป็นปัญญาบริสุทธิคุณยกเลิกตัวตน

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพื่อจะไม่ได้เอาความหลงนำชีวิต จะไม่ได้เอาความผิดนำชีวิต เราทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำความดีเพื่อความอยากความต้องการ เราประพฤติปฏิบัติให้ปฏิปทาติดต่อต่อเนื่อง เมื่อตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายสัมผัส ใจรู้สึกนึกคิด เราต้องรู้เข้าใจ เราเสียเวลา ๑ วินาทีไม่เป็นไรหรอก เราพิจารณาผัสสะสิ่งที่เกี่ยวข้องเข้าสู่พระไตรลักษณ์เพื่อเป็นความสงบและปัญญาเป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เราทำความดีเพื่อความดีมันจะออกซิจน อย่างเราพากันเจริญสติสัมปชัญญะ เรามีความสุขในการเจริญสติสัมปชัญญะ มันก็จะเป็นออกซิเจน เป็นการถ่ายเทของเสียของเสียของปฏิกูลออกไป อย่างเราหายใจเข้าสบายออกสบายอย่างนี้ก็จะได้ออกซิเจน ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ เราหายใจเข้าก็อยากให้มันสงบ หายใจออกก็อยากให้มันสงบ เราประพฤติปฏิบัติเพื่อจะเอามรรคผลพระนิพพานความคิดอย่างนี้มันเป็นขั้วบวกขั้วลบ มันไม่ใช่ทำความดีเพื่อความดี

 

การปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องนี้สำคัญมากนะ จะไม่ให้เราไปตามผัสสะไปตามสิ่งแวดล้อม ความสงบและปัญญาหรือว่าสมถะและวิปัสสนาจะได้ทำงานไปพร้อม ๆ กัน

 

สิ่งแวดล้อมนี้สำคัญมากนะ สิ่งแวดล้อมนี้มีทั้งคุณมีทั้งโทษนะ ให้เข้าใจปัญหา ปัญหานั้นคือปัญญา

 

เราจะได้พากันรู้เข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ เราก็ต้องการความว่างจากสิ่งที่ไม่มีอยู่ เราไม่อยากให้เห็นรูป ไม่อยากฟังเสียง ไม่อยากแก่เจ็บตายพลัดพราก อยากมีแต่ความสุข

 

ด้วยเหตุนี้เราต้องรู้เข้าใจ เราจะได้เอาพระธรรมพระวินัยเอาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตรเพื่อสิ่งแวดล้อมเหล่านั้นที่มันเป็นปัญหาจะได้เป็นปัญญา เราจะได้เอาวิกฤตเป็นโอกาส สัมมาทิฏฐิกับสัมมาสมาธิ ปัจจุบันถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เราถึงจะผ่านเหตุการณ์นั้น ๆ ได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อเอาปัญหามาเป็นปัญญา

 

เมื่อก่อนน่ะเราไม่รู้ไม่เข้าใจ ไม่เป็นไร แต่ก่อนเราจะเอาความถูกใจเหนือความถูกต้อง ความถูกใจนั้นมันคือขั้วบวกขั้วลบ ความไม่ถูกใจมันคือขั้วบวกขั้วลบ

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ทุกคนนั้นทำได้ปฏิบัติได้ ผู้ที่ทำไม่ได้ปฏิบัติไม่ได้ก็คือคนที่ตายแล้ว คนที่เป็นบ้าคนที่สมองเสียปฏิบัติไม่ได้ ผู้ที่เอาตัวเอาตนนำชีวิต ผู้ที่ไม่เอาธรรมวินัยนำชีวิตผู้นั้นก็ปฏิบัติไม่ได้

 

เราอย่าไปคิดว่า เรายังเป็นเด็กเป็นเล็กอยู่ เราอย่าไปคิดว่าสิ่งภายนอก สถานที่เหตุการณ์ไม่เอื้ออำนวยกับการประพฤติการปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เรามีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ต้องเอาวิกฤตนั้นให้เป็นโอกาส ให้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เพื่อให้ปฏิปทาของเราก้าวไปได้ติดต่อต่อเนื่อง

 

เด็กน้อย ๆ รู้เข้าใจ สมัยพุทธกาลอายุ ๗ ขวบที่เป็นพระอรหันต์ขีณาสพนั่งเป็นแถวเดินเป็นแถว เพราะความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ทุกคนรู้จักการประพฤติรู้จักการปฏิบัติ ยกเลิกกาลยกเลิกเวลา ไม่มีกาลไม่มีเวลา เมื่อปฏิปทาของเราติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ปฏิปทาของเรานั้นก็จะหยุดกาลหยุดเวลาเหมือนน้ำไหล น้ำไหลที่ติดต่อต่อเนื่อง น้ำหยดคือหยดทีละหยดๆไม่ติดต่อต่อเนื่องนะ

 

เราจะไปอยู่แห่งหนตำบลใดไม่เป็นไร เอาความรู้ความเข้าใจเป็นหลักของการประพฤติการปฏิบัติ ตนแลเป็นที่พึ่งของตน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจอย่างนี้ ด้วยความรู้ความเข้าใจ อาศัยความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า พระธรรมพระวินัยคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า พระธรรมพระวินัย ต้องเป็นความดับทุกข์ของประชาชนของมหาชน อยู่ที่ความรู้ความเข้าใจ ไม่ตั้งอยู่ในตำแหน่งของความประมาท มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เอาปัญหามาเป็นปัญญา มีความสงบ อย่าลืมภาวนาวิปัสสนาเพียงวินาทีเดียว เพื่อให้สมถะกับวิปัสสนาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันศุกร์ที่ ๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 112,369