๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ ๔ เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานของข้าราชการนักการเมืองพ่อค้าประชาชนของนักบวช
การปฏิบัติธรรมกับการทำงาน ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน เพื่อเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ
วันเสาร์อาทิตย์เป็นวันหยุดการทำงานของข้าราชการ เกษตรกร พ่อค้า ประชาชนเพื่อจะได้พัฒนาใจ
ครั้งโบราณกาลได้เอาวันได้เอาวัน ๗ ค่ำ ๘ ค่ำ และวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำเป็นวันหยุดไปทำบุญตักบาตร ถือศีลอุโบสถ เจริญเมตตาภาวนา
ปัจจุบันนี้ได้เอาวันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุด เดือนหนึ่งก็มีวันหยุด ๘ วัน เช่นเดียวกันกับสมัยโบราณกาลก็ยังใช้หลักการเดียวกันอยู่
มนุษย์เราคือผู้รู้ผู้เข้าใจ ผู้ที่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ผู้ที่เอาธรรมนำชีวิต เอาธรรมนูญนำชีวิต พัฒนาใจกับพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กันให้เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ยกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน
มนุษย์เราถึงได้มีหลักการ วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันพัฒนาวัตถุกับพัฒนาจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้เกิดประโยชน์ตนและประโยชน์ของผู้อื่นถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท
วันเสาร์วันอาทิตย์ถึงเป็นวันหยุดทำธุรกิจหน้าที่การงานทางวัตถุ ให้มุ่งเป้าไปที่การประพฤติการปฏิบัติพัฒนาทางจิตใจ
ธรรมนูญ เราทุกคนต้องรู้จักธรรมนูญ ธรรมนูญนั้นเป็นนิพพานเป็นพระนิพพาน ธรรมนูญนั้นจะหยุดสัญชาตญาณที่มีความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นเราว่าเราเป็นผู้อื่น ว่าตัวเองดีกว่าเค้า เก่งกว่าเค้า เรารวยกว่าเค้า หรือว่าเสมอเค้า หรือว่าด้อยกว่าเค้า
ธรรมนูญนี้เป็นพระนิพพาน ระบบการปกครองของหมู่มวลมนุษย์ถึงเอาธรรมนูญนำชีวิต เอารัฐธรรมนูญนำชีวิต เพราะว่าธรรมนูญไม่ใช่ขั้วบวก ไม่ใช่ขั้วลบ เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ทำความดีเพื่อมีความอยากมีความต้องการ เป็นการทำความดีเพื่อความดี
ธรรมนูญจึงไม่ใช่ขั้วบวกขั้วลบ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ ใจของผู้นั้นก็จะเข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเทศนา ท่านแสดงเรื่องธรรมนูญให้เราทุกคนรู้ ให้เราทุกคนเข้าใจ ธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เรายกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่ให้เกิดภพเกิดชาติ เกิดตัวเกิดตน
พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เธอทั้งหลายจงพากันประพฤติพรหมจรรย์เถิด พรหมจรรย์นี้หมายถึงธรรมนูญรัฐธรรมนูญ
ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การประพฤติการปฏิบัติทางใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ การปฏิบัติทางใจนั้นให้เราตั้งใจตั้งเจตนาเหมือนดั่งภาชนะที่ตั้งไว้ ภาชนะที่ล้มภาชนะที่คว่ำนั้นคือภาชนะที่ใช้งานไม่ได้ ภาชนะที่ใช้งานได้ก็คือภาชนะที่ตั้งไว้ ความตั้งใจตั้งเจตนานี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ
หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราต้องตั้งใจตั้งเจตนา เราต้องมีจุดยืน มีหลักการมีธงปักไว้ในใจว่าเราต้องเอาธรรมนูญนำชีวิต เอารัฐธรรมนูญนำชีวิต เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้จบลงในปัจุบัน จบลงที่ผัสสะ
พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ หมู่มวลมนุษย์ต้องรู้ต้องเข้าใจ พระธรรมพระวินัยนั้นเราต้องเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติพรหมจรรย์
ความเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ต้องเคารพในพระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่มองข้ามปัจจุบัน เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมกันที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องรู้เข้าใจ ปัจจุบันเราต้องเอาธรรมนูญมาใช้ เอาธรรมนูญมาปฏิบัติมาทำหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจว่าพระพุทธเจ้านั้นคือธรรมะ คือพระวินัย คือธรรมนูญคือรัฐธรรมนูญ เราต้องรู้เราต้องเข้าใจว่าธรรมนูญนั่นแหละคือพระนิพพาน เป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นถึงจะเกิดประโยชน์ตนและประโยชน์ของผู้อื่นด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ
เราทุกคนมีตัวมีตน มันติดในตัวในตนถึงต้องอาศัยพระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เป็นการฝึกเป็นการปฏิบัติ พระธรรมพระวินัยนี้ถึงเป็นยานเพื่อจะหยุดสัญชาตญาณที่เราทุกคนพากันติดในตัวในตน
ให้เราพากันรู้พากันเข้าใจ ปัจจุบันนี้มีเพียงหนึ่งเดียว ตำแหน่งยืนเดินนั่งนอนกิริยามารยาทอาชีพมีเพียงตำแหน่งเดียว
ปัจจุบันถ้าเรารู้เข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นก็จะก้าวไปด้วยความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นก็จะเกิดติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ความรู้ความเข้าใจกับการปฏิบัตินี้จะหยุดสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคลตัวตน การทำอะไรที่ติดต่อต่อเนื่องท่านผู้ฟังทั้งหลายต้องเข้าใจ ระบบความคิดคำพูดการกระทำกิริยามารยาทอาชีพที่ติดต่อต่อเนื่องนั้นถึงจะเปลี่ยนแปลงสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตนได้
พระธรรมพระวินัยถึงเป็นยานในการเดินทาง เราจะเดินทางไกลเพราะหนทางมันไกลเราก็ต้องอาศัยยานในการเดินทาง ทางบกเราก็ต้องอาศัยรถยนต์อย่างดี ทางอากาศเราก็ต้องอาศัยเครื่องบินอย่างดี ทางทะเลมหาสมุทร ทะเลมหาสุทรมันกว้างใหญ่ไพศาล เพราะโลกนี้มีน้ำอยู่ ๓ ส่วนมีดิน ๑ ส่วนต้องอาศัยเรือยนต์ขนาดใหญ่อย่างดีถึงจะเดินทางไปได้โดยสวัสดิภาพ
พระธรรมพระวินัยเราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ พระธรรมพระวินัยนี้เป็นยานเพื่อหยุดสัญชาตญาณ เราต้องรู้เข้าใจเพราะปัจจุบันนี้มีเพียงตำแหน่งเดียว
ตัวตนนี้เราต้องรู้เข้าใจ ตัวตนนี้มันเป็นสิ่งเสพติด สิ่งเสพติดนี้เรียกว่ากาม กามนี้เป็นนิติบุคคลตัวตน
ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องรู้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนี้จะมาหยุดกามหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เพราะตัวตนนั้นมันเป็นสิ่งเสพติด มนุษย์เราถึงต้องรู้อริยสัจสี่ รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์
ความเคารพในพระธรรมพระวินัยจะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ถ้าเราไม่มีความเคารพความสงบก็ไม่มี ถ้าเรามองข้ามว่าไม่เป็นไร หยวน ๆ ไปก่อน อันนี้คือความไม่เคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ถ้าเราคิดว่าไม่เป็นไร สิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ใช่ต้นพรหมจรรย์นี้คือไม่เคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
การประพฤติการปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เน้นความตั้งใจตั้งเจตนา ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม ต้องอาศัยการปฏิบัติทางกายทางวาจาทางกิริยามารยาทางอาชีพ ใจของเรานั้นต้องตั้งใจตั้งเจตนา ให้เอากายเอาวาจาเอากิริยาเอามารยาทเอาอาชีพมาประพฤติมาปฏิบัติ
ความไม่รู้ไม่เข้าใจตั้งอยู่ในความประมาทแล้วพากันไปคิดว่าไม่เป็นไร เพราะทุกอย่างอยู่ที่ใจ เราพากันมาคิดดูดี ๆ นะ ทำไมว่าอยู่ที่ใจ เวลาทานอาหารถึงไม่พูดกับตัวเองว่าไม่ต้องทานอาหารเพราะทุกอย่างมันอยู่ที่ใจ ทำไมไม่พูดว่าไม่ต้องฉันภัตตาหารเพื่อทุกอย่างมันอยู่ที่ใจ
การปฏิบัติใจองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทที่อาชีพ เพื่อให้กายมันยกเลิกก่อน ให้วาจามันยกเลิกก่อน ให้กิริยามารยาทมันยกเลิกก่อน ให้อาชีพที่มันเป็นสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนมันยกเลิกก่อน ถึงจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เข้าสู่จิตวิเวก อุปธิวิเวก ถึงจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนได้
การประพฤติการปฏิบัติองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เราเข้าใจอย่างนี้ ที่ท่านตรัสว่า เธอทั้งหลายจงประพฤติพรหมจรรย์เถิด
ธรรมนูญนั่นแหละถึงเป็นอริยมรรคทั้งทางกายวาจากิริยามารยาททั้งอาชีพ เป็นวิถีชีวิตในชีวิตประจำวัน พระนิพพานนั้นถึงเป็นธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญอยู่ในวิถีชีวิตในชีวิตประจำวันของหมู่มวลมนุษย์
พระนิพพานนั้นถึงมีได้กับทุกชาติทุกศาสนา พระนิพพานให้เราทั้งหลายรู้เข้าใจ พระนิพพานนั้นเป็นสากล ความไม่มีทุกข์มันเป็นสากล ความทุกข์ก็เป็นสากล เช่น ความแก่เจ็บตายพลัดพรากเป็นสากล พระนิพพานนั้นก็เป็นสากล เพราะเหตุผลว่า พระนิพพานนั่นแหละคือธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ การปกครองตนปกครองคนอื่นต้องเอาธรรมนูญเอารัฐธรรมนูญ
ทุก ๆ คน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจอย่างนี้ เพราะตัวตนนั้นมันคือสิ่งเสพติด เราจะหยุดสิ่งเสพติดได้ก็ต้องอาศัยพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยนั้นถึงเป็นยานที่หยุดสัญชาตญาณ พระธรรมพระวินัยนั้นถึงเป็นสิ่งที่มีคุณเป็นสิ่งอุปการคุณแก่เราทุกคน
สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน ถ้าเราตั้งอยู่ในความประมาท เราทุกคนนั้นจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนไม่ได้
ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องเข้าใจว่าปัจจุบันนี้มันคือการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน ระหว่างนิพพานกับวัฏฏสงสาร ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำคัญจริง ๆ
ด้วยเหตุผลนี้เราถึงมีหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ
เราจะไปประมาทไม่ได้ เราจะไปใจอ่อนไม่ได้ ถ้าเราประมาทเราจะหยุดสัญชาตญาณของตัวเองไม่ได้ ด้วยเหตุผลนี้ทุกคนต้องตั้งใจตั้งเจตนา เพราะปัจจุบันเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าทุกคนต้องทำได้ปฏิบัติได้ ถ้าทุกคนเอาพระธรรมเอาพระวินัยเป็นธรรมนูญของการประพฤติของการปฏิบัติ ทุกคนย่อมประพฤติย่อมปฏิบัติได้
ผู้ประพฤติปฏิบัติไม่ได้ก็ได้แก่ผู้ที่ตายไปแล้ว ผู้ที่ตายไปแล้วนั้นปฏิบัติไม่ได้เพราะได้ตายไปเสียแล้ว ผู้ที่เป็นบ้าเอาตัวตนเป็นที่ตั้งมาก ๆ จนเป็นคนบ้าจนสมองเสียหมด ผู้นั้นก็จะประพฤติปฏิบัติไม่ได้ ผู้ที่เอาตัวเอาตนเป็นที่ตั้ง ผู้ที่เอากามเอาพยาบาทเป็นที่ตั้ง บุคคลนั้นก็ประพฤติก็ปฏิบัติไม่ได้ เพราะตัวตนมันคือความเสียหายมันคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
การประพฤติการปฏิบัติองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ เราต้องเคารพในพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ อย่าไปเป็นมิจฉาทิฏฐิตั้งอยู่ในความประมาท คิดว่าทุกอย่างนั้นอยู่ที่ใจ คิดอย่างนั้นทำไมถึงทานอาหารถึงฉันอาหารอยู่ เวลาจะทานอาหารฉันอาหารทำไมไม่ว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจ ไม่ต้องทานอาหารไม่ต้องฉันอาหาร เพราะความคิดอย่างนั้นคือความประมาทตั้งอยู่ในความประมาท
ด้วยเหตุผลนี้สัมมาสมาธิความตั้งใจมั่นชอบเพื่อให้สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ เพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
มีคำถามว่าปฏิบัติอย่างนี้จะไม่มีความทุกข์เหรอจะไม่มีความเครียดเหรอ ขนาดปล่อยไปตามใจสบาย ๆ ก็ยังมีความทุกข์ก็ยังมีความเครียด
การประพฤติการปฏิบัติที่เอาพระธรรมเอาพระวินัย มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัตินั้นความเครียดจะไม่มี จะมีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขดับไป ความสุขใหม่เกิดขึ้นมา จะเป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นมันไม่มีขั้วบวกขั้วลบ มันไม่ได้เดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม มันเป็นการก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ ก้าวไปด้วยธรรมนูญรัฐธรรมนูญมันเป็นพระนิพพาน มันเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม มันจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน
การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ความทุกข์จะไม่มี ความเครียดจะไม่มี ความรู้ความเข้าใจและปฏิบัติอย่างนี้มันจะหยุดภพหยุดชาติหยุดกาลหยุดเวลานั้นเป็นอริยมรรคทั้งกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจ ใจที่รู้เข้าใจ ใจที่มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ใจจะเข้าถึงพระนิพพานไปในปัจจุบัน เรียกว่าพระนิพพานชั่วขณะ ๆ จนกว่าพระนิพพานนั้นจะสมบูรณ์
เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติมันจะเป็นออกซิเจน มันจะเป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูลคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป อย่างเราทำงานทำหน้าที่ให้มีความสุขมันก็จะเป็นออกซิเจน เป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูลออกไปอยู่ที่ปัจจุบัน
เพราะเหตุผลว่าอันนี้มันเป็นพระนิพพานเป็นธรรมนูญ พระนิพพานนั้นไม่มีขั้วบวกขั้วลบ เราต้องพากันรู้เข้าใจ ความสุขกับความสงบนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าเรามีความสุขแล้วมันก็มีความสงบ ถ้าเรามีความเคารพมันก็มีความสงบ
ผู้ที่ทำความดีเพื่อความดีนั้นถึงเป็นพระนิพพาน ถ้าทำความดีเพื่อความอยากความต้องการ การทำความดีนั้นก็จะเป็นนรกทันที โบราณถึงกล่าวไว้ว่าสวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ที่ใจ ไม่ใกล้ไม่ไกลอยู่ที่ใจของเรานี้เอง
เรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ
วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เรามีความสุขกับการทำงานกับการพัฒนาใจ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน
วันเสาร์วันอาทิตย์หยุดทำงานภายนอก ไปมุ่งเป้าพัฒนาเรื่องจิตเรื่องใจ เพราะชีวิตของเรานั้นมันเป็นของชั่วคราว ส่วนใหญ่ก็ไม่เกินร้อยกว่าปี ชีวิตนี้ก็จากไป
มีผู้ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วก็แล้วไปไม่ได้เกิด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเรื่องตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วไม่ได้เกิดนี้มันขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัยนะ ถ้าเรารู้เข้าใจ เราเอาพระธรรมพระวินัยเอาธรรมนูญนำชีวิตมันก็ยกเลิกตัวยกเลิกตนอยู่ที่ปัจจุบัน ถ้าเราเอาความหลงนำชีวิตเอาความผิดนำชีวิตก็จะเป็นพลังงานแห่งการเวียนว่ายตายเกิด
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอาปัจจุบัน เพราะอดีตก็มารวมกันที่ปัจจุบันแล้ว อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันเรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เราจะได้ประโยชน์ทั้งปัจจุบันและอนาคต เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี
ด้วยเหตุผลนี้ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่มีความปรุงแต่ง ไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น การที่มีข้อแม้ใด ๆ คือการลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติ เป็นการตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทนั้นคือความผิดพลาดคือความเสียหายคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เป็นทั้งคนดีคนมีปัญญา เราต้องเอาความดีและปัญญามาใช้ให้เป็นปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ น้ำไหลติดต่อต่อเนื่องเรียกว่าสายน้ำ น้ำหยด หยดลงทีละหยด ๆ นั้นคือน้ำหยด ไม่ใช่สายน้ำ การประพฤติการปฏิบัติองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
พระโสดาบันเป็นผู้รู้เป็นผู้เข้าใจในเรื่องอริยสัจ ๔ เรื่องทุกข์ เหตุเกิดขึ้น ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
รู้ว่าการประพฤติการปฏิบัติมีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขดับไป ความสุขใหม่เกิดขึ้นมา จะไม่มีคำถามว่าตายแล้วได้ไปเกิดอีก หรือว่าตายไปแล้วก็แล้วไป ไม่ได้เกิด เพราะความสุขมันอยู่ที่หน้าที่อยู่กับการทำหน้าที่อยู่ที่การประพฤติการปฏิบัติ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่าธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความกำหนัดยินดี เป็นไปเพื่อความอยากใหญ่ เป็นไปเพื่อความขี้เกียจขี้คร้านมันเป็นสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน ไม่ใช่พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ท่านเคารพในสัจธรรม ท่านเคารพในความเป็นจริง ความเคารพถึงเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ
ที่พระอานนท์ทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคารพอะไร อย่างพระอานนท์เคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับท่านพระอานนท์ว่า อานนท์เอย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคารพในพระธรรมในพระวินัย เพราะว่าพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานได้ตรัสให้กับสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า
เมื่อตถาคตเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน
อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.
อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.
อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา
อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;
มีธรรมเป็นประทีป มีธรรม เป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ เป็นอยู่
อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล.
เหตุปัจจัยที่ให้เราทุกคนได้เจริญก้าวหน้าเพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่อง ที่ให้เราตั้งอยู่ในความไม่ประมาท
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงพูดหลักการเรื่องคารวธรรม
คารวะ หรือ คารวตา ๖ ความเคารพ การถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะพึงใส่ใจและปฏิบัติด้วยความเอื้อเฟื้อด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา หรือโดยความตั้งมั่นหนักแน่นเอาจจริง ๆ จัง ๆ การมองเห็นด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ เห็นคุณค่า เห็นความสำคัญแล้วปฏิบัติต่อบุคคลอื่นหรือต่อวัตถุนั้น ๆ โดยถูกต้อง ด้วยความจริงใจ เป็นเหตุให้เกิดสติเกิดปัญญา เป็นโอกาสเป็นเวลาที่เราจะได้ละอัตตาตัวตน เราทั้งหลายจะได้มีความสงบมีปัญญา
หนึ่ง สัตถุคารวตา ความเคารพในพระรัตนตรัย ในพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ เพื่อยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ถ้ามีตัวตนมีตนแล้วมันก็ตกอยู่ในสัญชาตญาณมันเป็นการเอาตัวตนครองธาตุครองขันธ์ครองอายตนะ เป็นการที่เราไม่ได้เอาความถูกต้อง ไม่ได้เอาพระรัตนตรัยนำชีวิต ด้วยการเอาตัวเอาตนนำชีวิต เอาอีโก้นำชีวิต ข้อนี้บางแห่งเขียนไว้ในหนังสือ ว่าเราทุกคนต้องเคารพคารวะต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย ข้อวัตรกิจวัตร ในการดำเนินชีวิต เราทั้งหลายต้องเคารพในพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ เพราะพระธรรมพระวินัยเป็นพระรัตนตรัยเป็นพระพุทธพระธรรมพระอริยสงฆ์ พระอานนท์ได้ตรัสทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้วจะให้ตั้งใครแทนองค์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่นตรัสว่า อานนท์เอย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เอาพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ ให้เราพากันจับหลักจับประเด็นให้ได้ พระธรรมพระวินัยแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ที่อยู่ในพระไตรปิฎก แบ่งเป็น พระวินัยปิฎก ๒๑,๐๐๐ พระสูตร ๒๑,๐๐๐ พระอภิธรรม ๔๒,๐๐๐ รวมกันเป็น ๘๔,๐๐๐ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่าให้เอาพระธรรมเอาพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ แทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราทั้งหลายต้องมาเคารพคารวะในพระรัตนตรัยคือพระธรรมพระวินัยคือข้อวัตรข้อปฏิบัติเป็นธรรมที่จะทำให้เราเจริญไม่มีความเสื่อม
สอง ธัมมคารวตา เคารพในพระธรรม ตั้งอยู่ในความไม่เพลิดเพลิน ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพราะการประพฤติการปฏิบัติเน้นที่ปัจจุบัน กงเกวียนกงกรรม ปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันเป็นวาระแห่งชาติ เราอย่าได้ไปประมาท ประมาทเล็กน้อยก็ผิดพลาดเล็กน้อย ประมาทปานกลางก็ผิดพลาดปานกลาง ประมาทอย่างใหญ่ก็ผิดพลาดอย่างใหญ่ ให้รู้เข้าใจเรื่องความประมาท องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสแก่พระภิกษุทั้งหลายว่า การประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ เป็นวาระแห่งชาติในการประพฤติการปฏิบัติเธอทั้งหลายจงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด อย่าคิด่าเรามีปัญญา เราจะแก้ปัญหาได้ เมื่อเรามีปัญญาเราก็ต้องมีพระธรรมพระวินัย เพราะพระธรรมพระวินัยเป็นสิ่งที่มีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ เมื่อเรามีปัญญาเราก็ต้องมีความสงบ เมื่อเรามีความสงบเราก็ต้องมีปัญญา เราทั้งหลายต้องพากันรู้เข้าใจ เราต้องเคารพคารวะในธรรมในสภาวธรรม เพราะทุกอย่างคือกรรมคือกฎแห่งกรรมคือผลของกรรม ที่เรามีธาตุทั้งสี่ขันธ์ทั้งห้าอายตนะหกมันเป็นผลของกรรมในการเวียนว่ายตายเกิดที่เราทุกคนไม่รู้ไม่เข้าใจ
สาม สังฆคารวตา ความเคารพในสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้แก่ ผู้ที่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิมีความเห็นถูกต้องเข้าใจถูกต้องเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรงปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์เป็นผู้ปฏิบัติสมควรปฏิบัติเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ไม่ตึงเกินไปไม่หย่อนเกินไป มีความสงบมีปัญญาไปพร้อม ๆ กันมีศีลมีสมาธิมีปัญญาไปพร้อม ๆ กันเป้นผู้ที่สมควรแก่พวกเราทั้งหลายต้องเคารพกราบไหว้บำรุงกับท่านผู้นั้น เพราะท่านผู้นั้นก็ได้แก่ความสงบและปัญญา ยกเลิกอัตตายกเลิกตัวตนไม่มีอีโก้อะไร มีแต่ความสงบมีแต่ปัญญา
สี่ สิกขาคารวตา หมายถึงเคารพในการเรียนการศึกษา มนุษย์เราต้องมีการเรียนการศึกษา การเรียนการศึกษาของมนุษย์มีอยู่ทั้งหมด ๑๘ อย่าง ๑๘ อย่างมีอะไรบ้าง ๑๘ อย่างก็ได้แก่
- ยุทธศาสตร์ วิชานักรบ
- รัฐศาสตร์ วิชาการปกครอง
- นิติศาสตร์ วิชากฎหมายและจารีตประเพณีต่างๆ
- วาณิชยศาสตร์ วิชาการค้า
- อักษรศาสตร์ วิชาหนังสือ
- นิรุกติศาสตร์ วิชารู้ภาษาของตนแตกฉานดี และรู้ภาษาของชนชาติที่ติดต่อกัน
- คณิตศาสตร์ วิชาคำนวณ
- โชติยศาสตร์ วิชาดูดวงดาวต่างๆ คือรู้จักว่าดวงดาวนั้นๆ ตั้งอยู่ทางทิศนั้นๆ และประจำเมืองนั้นๆ และรู้จักสีแสงของดวงดาวต่างๆ อันบอกลางดีและลางร้ายในกาลบางครั้ง
- ภูมิศาสตร์ วิชารู้พื้นที่ต่างๆ หรือรู้จักแผนที่ของประเทศต่างๆ
- โหราศาสตร์ วิชาโหร คือรู้พยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ ได้ และรู้ทายดวงชะตาราศีของคนได้ด้วย
- เวชศาสตร์ วิชาหมอยา
- สัตวศาสตร์ วิชารู้ลักษณะของสัตว์และเสียงสัตว์ว่าร้ายหรือดี
- เหตุศาสตร์ วิชารู้เหตุเป็นแดนเกิดแห่งผลว่าร้ายหรือดี
- โยคศาสตร์ ยันตรศึกษา คือรู้จักความเป็นช่างกล
- ศาสนศาสตร์ วิชารู้เรื่องศาสนา คือรู้จักประวัติความเป็นมาแห่งศาสนาทุกๆ ศาสนาที่มหาชนนิยม เพื่อปฏิบัติไม่ขัดแก่สังคมใดๆ และรู้คำสอนในศาสนานั้นๆ ด้วย
- มายาศาสตร์ วิชารู้กลอุบาย หรือรู้ตำรับพิชัยสงคราม
- คันธรรพศาสตร์ วิชาคนธรรพ์คือวิชาร้องรำ(ละคอน) ที่เรียกชื่อว่า "นาฏยศาสตร์" และวิชาดนตรีปี่พาทย์ ที่เรียกชื่อว่า "ดุริยางคศาสตร์"
- ฉันทศาสตร์ วิชาประพันธ์ คือแต่งหนังสือได้ ทั้งที่เป็นร้อยกรอง(บทกลอน) และร้อยแก้ว(ความเรียง)
เราทุกคนเกิดมา ต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องมีทั้งตาเนื้อตาหนังตาปัญญาเพื่อความรู้ความเข้าใจ มนุษย์เราต่างจากสรรพสัตว์ทั้งหลายก็เพราะมาจากการเรียนการศึกษา การเรียนการศึกษานี้เป็นความรู้ความเข้าใจมันไม่ใช่ความจำ การที่เราไม่รู้ไม่เข้าใจความหมาย เราไปเรียนหนังสือ ไปศึกษาค้นคว้า ไปฟังการบรรยายความหมายเพื่อความรู้ความเข้าใจ เพื่อจะเอาความรู้ความเข้าใจไปประพฤติปฏิบัติให้เกิดความสงบเกิดปัญญา ให้เกิดปัญญาเกิดความสงบ ไม่ใช่ไปเรียนไปศึกษาเพื่ออัตตาตัวตนให้รู้เข้าใจ เราทั้งหลายอย่าไปคิดว่าการเรียนการศึกษานั้นเพื่อตัวเพื่อตน ไม่ใช่นะ การเรียนการศึกษาเพื่อเสียสละเพื่อละตัวละตน พระนักปฏิบัติทั้งหลายอยู่ป่าอยู่เขา ที่มุ่งมรรคผลพระนิพพานอย่าไปว่าให้ในบ้านในเมืองในกรุง เค้าเรียนเค้าศึกษา ไปว่าให้เค้าเรียนศึกษาเพื่อตัวเพื่อตนเพื่อยศเพื่อตำแหน่ง การเรียนการศึกษาความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติให้เข้าใจอย่างนี้ เรามีความคิดเห็นผิดเข้าใจผิด เราไม่เรียนไม่ศึกษาเรายังไปว่าให้เค้าอีกเรายังไปตำหนิเค้าอีกนั้นไม่ได้ ผู้ที่เป็นพระธรรมกถึกก็ต้องรู้เข้าใจ ผู้ที่เป็นวินัยธรก็ต้องรู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะไม่ได้ทะเลาะกัน จะได้ไม่ยกหูชูงวงในการประพฤติการปฏิบัติ เราทั้งหลายจะรู้การประพฤติการปฏิบัติ เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นรู้เข้าใจอยู่ที่ไหนก็พากันปฏิบัติที่นั่นอยู่ที่ไหนเรามีธาตุทั้งสี่ขันธ์ทั้งห้าอายตนะทั้งหกเราก็ปฏิบัติที่นั่น ธรรมะคือความสงบคือปัญญา ธรรมะนั้นลดทิฏฐิมานะอัตตาตัวตนธรรมะจะมีแต่ความสงบมีแต่ปัญญา เราเป็นนักปฏิบัติอยู่ในป่าในเขา เป็นผู้เรียนผู้ศึกษาอยู่ในเมืองกรุงทั้งหลายอย่าไปทะเลาะกัน เราทั้งหลายต้องมีความสงบมีความเคารพ เพราะตัวตนมันปรุงมันแต่งมันไม่สงบไม่เคารพมีแต่อัตตาตัวตน ผู้ที่อยู่ในเมืองกรุง อยู่ชนบทอยู่ป่าอยู่เขา เราทั้งหลายก็ต้องมีความสงบมีปัญญามีพระธรรมพระวินัยเป็นเครื่องอยู่ก้าวไปด้วยความสงบด้วยปัญญา ไม่ใช่ก้าวไปด้วยอัตตาตัวตนไม่ใช่ก้าวไปด้วยอีโก้ยกหูชูงวงให้รู้เข้าใจ
ห้า อัปปมาทคารวตา ความเคารพในความไม่ประมาท ความประมาทคือความผิดพลาดแน่นอนนอนแน่ ให้เราเข้าใจ ถ้าใครมีความประมาทคนนั้นย่อมผิดพลาดแน่นอน พากันไปเผยแผ่ถ้าไปประมาทก็ต้องนอนแผ่ด้วยความประมาทผิดพลาดนะ ให้เข้าใจอย่างนี้ ให้เราละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป หวาดสะดุ้งเกรงกลัวต่อบาปอย่าไปคิดว่าตัวเองมีปัญญามากจะเอาตัวรอด เดี๋ยวจะเป็นการเก็บเล็กผสมน้อยของความประมาทจะเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตมันจะพังทลายเหมือนตึก สตง.ของเมืองไทย สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ก็เพราะเอาความประมาทนำชีวิต เอาตัวตนนำชีวิต เอาอีโก้นำชีวิต เราต้องเข้าใจในเรื่องของความประมาทนะ เข้าใจในเรื่องความไม่ประมาทนะ ความไม่ประมาทมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้มีเมตตาบอกมหาชนทั้งหลาย ในกาลเวลาที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานว่า ความประมาทนี้เป็นอันตรายที่ยิ่งใหญ่ใหญ่ยิ่ง
ข้อที่ ๖ ข้อสุดท้ายของคารวธรรม คือเคารพในพระธรรม เคารพในการต้อนรับปฏิสันถาร ไม่แบ่งชั้นวรรณะ เป็นผู้ให้เป็นผู้เสียสละ ไม่หวังอะไรตอบแทน เทคแคร์ทุก ๆ คนเหมือนกัน มนุษย์เราคือผู้ที่รู้เข้าใจว่ามนุษย์เราต้องเอาธรรมนำชีวิต เอาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เป็นผู้ที่ไม่ไปตามผัสสะ ไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม รู้เข้าใจแล้วให้ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นดับลงเพียงผัสสะ ไม่เอาความชอบความชัง ไม่เอาความดีใจเสียใจ เอาความสงบและปัญญา เอาศีลเอาสมาธิเอาปัญญาเป็นการดำเนินชีวิต เน้นที่ปัจจุบันด้วยความรู้ความเข้าใจ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ละอดีตที่ผ่านไปแล้ว ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ ได้ทั้งประโยชน์ชาตินี้ ได้ทั้งประโยชน์ชาติหน้า เน้นที่ปัจจุบัน เป็นผู้ที่รู้จักอริยสัจสี่ รู้จักทุกข์ รู้จักเหตุเกิดทุกข์ รู้จักข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เป็นผู้มีศีลเป็นผู้ที่มีสมาธิ เป็นผู้ที่มีปัญญา มีสติมีปัญญา เป็นความรู้ความเข้าใจเป็นประภัสสร รู้สิ่งที่สัญจรไปมาในเรื่องอาคันตุกะ ชั่วครู่ชั่วยาม การต้อนรับปฏิสันถารในแขกที่มาเยี่ยมเยือน เราต้องทำหน้าที่ของเราให้ถูกต้อง มาทางตาก็ให้จบเพียงตา มาทางหูก็ให้จบเพียงหู มาทางจมูกก็ให้จบเพียงจมูก มาทางลิ้นก็ให้จบเพียงลิ้น มาทางกายก็ให้จบเพียงกาย สิ่งทั้งหลายนั้นต้องให้จบลงเพียงผัสสะ
เราทั้งหลายต้องรู้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ จะได้ไม่เอาความหลงนำชีวิต ไม่เอาความผิดนำชีวิต เราต้องรู้จักสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริงว่าธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เป็นสิ่งที่สัญจรไปมาชั่วครู่ชั่วยามเราต้องต้อนรับด้วยความถูกต้องด้วยความรู้ความเข้าใจเพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นประภัสสร เราทั้งหลายจะได้รู้ทางสายกลาง อดีตก็ให้จบไป อนาคตก็ให้เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เราจได้มีปฏิปทาเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรง เราจะได้ต้อนรับอาคันตุกะที่สัญจรไปมาด้วยคารวธรรม
ผู้ที่เป็นฆราวาสก็ต้องเข้าใจ นักบวชก็ต้องเข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราตั้งอยู่ในความไม่ประมาท สัมมาสมาธิความตั้งใจมั่นชอบเพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราเอาความหลงนำชีวิต ไม่ให้พากันตรึกในกามตรึกในพยาบาท เพื่อหยุดสัญชาตญาณของตัวเราเอง เราจะใจอ่อน ความเคารพในพระพุทธเจ้า ในพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ
เราต้องรู้เข้าใจว่าตัวตนนั้นมันคือสิ่งเสพติด ธรรมวินัยเป็นเป็นสาเหตุให้หยุดเหตุหยุดปัจจัย
เราเกิดมาอายุ ๗ ขวบแล้วถือว่าเข้าสู่ภาคประพฤติภาคปฏิบัติ
เรามาคิดดูดี ๆ ผู้ที่มีอายุ ๗ ขวบ ได้ฟังพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ขีณาสพยืนเดินนั่งนอนกันเป็นแถวเลย เราอย่าไปคิดว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจ อย่าเอาความหลงนำชีวิต อย่าเอาความผิดนำชีวิต ความประมาทคือความผิดพลาดคือความเสียหาย มันเป็นการพังทลาย
เด็ก ๗ ขวบถึง ๑๕ ปี หัวกำลังดี สมองกำลังดี เราปล่อยเด็กพวกนี้ไปตามใจตามอัธยาศัยนั่นแหละคือพ่อแม่ปู่ย่าตายายทำลายลูกทำลายหลานนะ
วัดนี้หมายถึงข้อวัตรข้อปฏิบัตินะ เค้าจะสร้างบ้านสร้างเรือนสร้างประเทศเค้าถึงมีเครื่องวัด เครื่องวัดระยะสั้นระยะยาวระยะไกลวัดน้ำหนักวัดความหนักความเบานะ
ปัจจุบันนี้เราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เราไปทำลายลูกทำลายหลานด้วยความไม่รู้ไม่เข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ยังเคารพยกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวในตน
เราต้องรู้เข้าใจเพื่อจะให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ธรรมะนั้นเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ความถูกต้องนั้นไม่เป็นพี่เป็นน้อง ไม่เป็นสายโลหิตนะ ความถูกต้องนั้นคือธรรมนูญคือรัฐธรรมนูญ ความถูกต้องนั้นคือพระนิพพานนะ พระนิพพานนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นพระธรรมเป็นพระวินัยที่มีความสุขกับการทำหน้าที่ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นความตั้งมั่นในปัจจุบัน เป็นสัมมาสมาธินะ ปัจจุบันปัญญากับสมาธิต้องไปพร้อม ๆ กัน ผู้มีปัญญาก็ต้องมีความสงบอย่างนี้ ผู้มีความสงบก็ต้องเสียสละอย่างนี้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ความสงบจะเกิดได้ก็เพราะความเคารพ เพราะความไม่ประมาท
สมถะกับวิปัสสนาต้องไปพร้อม ๆ กัน สัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นเค้าจะไม่อยากพิจารณาทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ ถ้าเราไม่พิจารณาทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เราก็จะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนไม่ได้
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เอาสมถะกับวิปัสสนาไปพร้อม ๆ กัน ไม่เป็นไรเสียเวลาเพียงวินาทีเดียวยกทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ นั่นแหละมันจะหยุดกาลหยุดเวลา เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่อง ปฏิปทาของเราต้องิตดต่อต่อเนื่อง
ที่มีคำถามว่า การประพฤติการปฏิบัติน่ะ ปฏิบัตไปถึงไหนถึงจะได้หยุด
การประพฤติการปฏิบัตินั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ การประพฤติการปฏิบัติไม่ใช่อยู่ไม่ใช่ไป เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่มีขั้วบวกขั้วลบ การประพฤติการปฏิบัติให้เรามีความสุขในการทำหน้าที่ ที่เป็นความดีและปัญญา เพื่อเป็นประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
เมื่อใจของเราได้สัมผัสกับพระนิพพานเราจะไม่มีคำถามอีกว่า การประพฤติการปฏิบัตินั้นเมื่อไหร่จะได้หยุด เพราะความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติจะเป็นคำตอบปัญหาของท่านผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติเอง
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันจันทร์ที่ ๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา