๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันอังคารที่ ๕ เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเคารพในสัจธรรม เคารพในความเป็นจริง ไม่เข้าไปปรุงแต่ง ท่านมีความเคารพท่านถึงมีความสงบ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพราะความเคารพเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ เราจะได้เอาปัญญานำชีวิต ไม่เอาความหลงนำชีวิต เอาความหลงเอาความปรุงแต่งนำชีวิตมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

เราต้องรู้อริยสัจ ๔ เราเอาตัวอย่างแบบอย่างเหมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราต้องรู้ต้องเข้าใจในเรื่องของเหตุของปัจจัย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านหยุดเหตุหยุดปัจจัย พระอรหันต์ขีณาสพท่านหยุดเหตุหยุดปัจจัย

 

ท่านหยุดสัญชาตญาณ ที่เป็นอวิชชาเป็นความหลง ท่านมีความเคารพในสัจธรรมตามความเป็นจริง ไม่เป็นลิดรอนสิทธิเสรีภาพของความเป็นจริง

 

ท่านยกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่น ที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน ความเคารพเช่นนี้ถึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดความสงบ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เพราะเหตุผลว่าไม่มีใครอยู่เหนือกรรม เหนือกฎแห่งกรรม เหนือผลของกรรม ใครประพฤติปฏิบัติเช่นไรผลก็ย่อมออกมาเช่นนั้น

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจในเรื่องกรรม กฎแห่งกรรม ผลของกรรมปัจจุบันต้องเอาความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ เพื่อหยุดกฎแห่งกรรม หยุดผลของกรรม

 

เราต้องหยุดสัญชาตญาณด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยเอาพระธรรมพระวินัยที่จะมาหยุดกรรม หยุดกฎแห่งกรรม หยุดผลของกรรม

 

เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ การประพฤติการปฏิบัติของเราอยู่ที่ปัจจุบันนี้มันคือกรรม คือกฎแห่งกรรม คือผลของกรรม

 

ที่เราประพฤติปฏิบัติเพื่อเอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติก็เพื่อจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นกรรม เป็นกฎแห่งกรรม เป็นผลของกรรม

 

 เราทุกคนต้องมีเมตตาตนเองด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยเอาพระธรรมเอาพระวินัยเอาข้อวัตรกิจวัตรมาใช้เอามาประพฤติเอามาปฏิบัติ

 

เราเอาความหลงนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิตก็ย่อมเกิดความเสียหายพังทลายเหมือนดั่งตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย มันพังทลายเสียหาย

 

เรารักตน มีเมตตาตน เราต้องรู้เข้าใจ เรารักตนต้องเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ เพราะเหตุผลว่าพระธรรมพระวินัยเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ให้เราทุกคนยกเลิกตัวยกเลิกตน ที่เรามีความทุกข์เกิดขึ้น มีความทุกข์ตั้งอยู่ มีความทุกข์ดับไป มีความทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมา

 

เราไปเอาอวิชชาเอาความหลงนำชีวิต ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเอาปัญญานำชีวิต

 

ผู้ที่รักตนต้องเอาปัญญานำชีวิต ผู้ที่รักตนต้องเอาพระธรรมพระวินัยนำชีวิต ผู้ที่รักพี่รักน้องรักญาติวงศ์ตระกูล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอาพระธรรมเอาพระวินัยนำชีวิต

 

ผู้ที่เอาอวิชชาเอาความหลงถึงไม่ใช่ผู้รักตน รักญาติ รักวงศ์ตระกูล นี้ไม่ใช่คนมีปัญญา ไม่ใช่คนมีเมตตาต่อตนเอง ไม่มีเมตตาต่อญาติพี่น้องวงศ์ตระกูล

 

เรามีเมตตาตนเอง เมตตาญาติวงศ์ตระกูลเราต้องรู้เข้าใจ เรามาเอาพระธรรมพระวินัย มาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ สัมมาทิฏฐิ ความเห็นที่ถูกต้อง ความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ว่าตัวตนนั้นคือความทุกข์ที่เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป ความทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมา ตัวตนนั้นเป็นสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

ด้วยเหตุผลนี้ ถ้าเราไม่ตั้งใจตั้งเจตนาเหมือนดั่งภาชนะที่ตั้งไว้ สัมมาทิฏฐิกับการประพฤติการปฏิบัติเราต้องเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติเพื่อทำหน้าที่ของกรรม เพื่อเอาความรู้คู่กับการประพฤติกับการปฏิบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เรามีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น

 

ปัจจุบันเราเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ สัมมาสมาธิความตั้งใจมั่นชอบ ต้องทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เราจะไปใจอ่อนไม่ได้ ต้องเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติที่ปัจจุบันอยู่ใจปัจจุบัน

 

 องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรายกทุกอย่างที่เป็นเรื่องปัจจุบัน หรือว่าเรื่องผัสสสะ ยกเข้าสู่พระไตรลักษณ์ เราเสียเวลาเพียงวินาทีเดียวไม่เป็นไรนะ เสียเวลาเพียงวินาทีเดียวมันไม่ตายนะ เสียเวลายกทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์

 

 เราต้องรู้เข้าใจเพื่อเอาความสงบและปัญญาทำงานไปพร้อม ๆ กัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรายกทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ เพื่อให้สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ ให้การปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เราทุกคนต้องเข้าใจในการประพฤติในการปฏิบัติ เราจะไม่ได้เสียเวลา ไม่ได้เสียโอกาสเพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ความรู้ความเข้าใจเราเอาปัญญามาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ มายกทุกสิ่งทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ การภาวนาที่เอามาใช้นั้นเพียงวินาทีเดียวเท่านั้นเอง เราฝึกบ่อย ๆ ปฏิบัติบ่อย ๆ การประพฤติการปฏิบัตินั้นก็จะชำนิชำนาญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เข้าใจอย่างนี้

 

เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจเราไม่มองเห็นความสำคัญในการประพฤติการปฏิบัติ เราเลยปล่อยให้ผ่านไปด้วยการไม่ได้พิจารณาสิ่งที่ผัสสะนั้นเข้าสู่พระไตรลักษณ์

 

เมื่อตาเราเห็นรูปองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพิจารณาให้เกิดปัญญาเพื่อจะให้ปัญญาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ว่ารูปนี้ได้เกิดขึ้น รูปนี้ได้ตั้งอยู่ รูปนี้ได้ดับไป ไม่มีอะไรมากกว่าเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วดับไป อายตนะอย่างอื่นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ให้เราประพฤติให้เราปฏิบัติเช่นเดียวกัน เพื่อเราจะได้เดินไปข้างหน้าไม่ถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม ผัสสะทุกทีก็มีสติมีปัญญาทุกทีเหมือนดั่งสายน้ำ

 

การประพฤติการปฏิบัติองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราประพฤติปฏิบัติอย่างนี้

 

ท่านให้เรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิ รู้เข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นอุปกรณ์ให้เราปฏิบัติจิตใจให้ใจมีปัญญา

 

เราต้องรู้เข้าใจ ความรู้ความเข้าใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ จากปัญหาจะได้เกิดเป็นปัญญา เพื่อปฏิปทาจะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติมาทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

เราต้องมีความสุขใจการทำหน้าที่ เราต้องมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนี้คือตัวอันตราย นี้คือเจ้าเสือร้าย มิจฉาทิฏฐิความรู้ไม่เข้าใจคือเจ้าเสือร้าย ความไม่รู้ไม่เข้าใจจะทำลายตัวเองด้วยความไม่รู้ไม่เข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจเรียกว่า เป็นโรคภูมิแพ้ แพ้ภูมิของตัวเอง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราอย่าไปว่าเราไม่ได้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเราปฏิบัติไม่ได้ เราอย่าไปเข้าใจว่าเราไม่ได้เป็นพระอรหันต์เราทำไม่ได้ปฏิบัติไม่ได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าทุกคนนั้นปฏิบัติได้เหมือน ๆ กันหมดทุก ๆ คน ไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติไม่ได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าในเรื่องขั้วบวกขั้วลบ ความปรุงแต่งนั้นคือขั้วบวกขั้วลบ ความปรุงแต่งนั้นคือภูมิแพ้แพ้ภูมิของตัวเอง เลยมีความเข้าใจว่าเราทำไม่ได้ปฏิบัติไม่ได้

 

เราต้องรู้เราต้องเข้าใจมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพื่อเราจะได้หยุดขั้วบวกขั้วลบ หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เพราะความปรุงแต่งนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

สติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม มีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม สติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมนั้นจะเกิดความสงบ สติสัมปชัญญะนั้นถึงมีคุณมีประโยชน์ต่อเราทุก ๆ คน เราทุกคนถึงต้องมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม

 

เมื่อเรามีสติมีสัมปชัญญะมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม เราทุกคนก็ย่อมหยุดความคิดความปรุงแต่งของตัวเองได้ ความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน สติสัมปชัญญะก็จะติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เราเข้าใจอย่างนี้ ทุกคนก็จะทำได้ ทุกคนก็จะปฏิบัติได้ ความปรุงแต่งนั้นจะจบลงได้อยู่ที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ เรามีสติมีสัมปชัญญะเมื่อไหร่ทุกคนก็ทำได้ปฏิบัติได้

 

สติสัมปชัญญะนั้นจะเป็นความสงบ ความสงบกับความสุขมันคืออันเดียวอันดียวกัน เรามีความสุขในการเจริญสติสัมปชัญญะมันก็เป็นความสงบ เรามีความสงบมันก็เป็นความสุข ถ้าปฏิปทาของเราติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิกับสัมมาสมาธิมันจะติดต่อต่อเนื่องกัน ทานก็จะมีพลัง ศีลก็จะมีพลัง สมาธิก็จะมีพลัง ปัญญาก็จะมีพลัง เพราะเรารู้เข้าใจ ว่าสติสัมปชัญญะนี้ที่มีคุณมีประโยชน์มีอุปการะมาก

 

เรามีความสุขกับการทำหน้าที่กับการเจริญสติสัมปชัญญะเราทุกคนก็มีความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขดับไป ความสุขใหม่เกิดขึ้นมา ปฏิปทาของเราจะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นจะเป็นออกซิเจน เป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูลถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป ทุก ๆ คนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจอย่างนี้

 

ที่ผ่านมาเราไม่รู้ไม่เข้าใจทำให้ตัวเองเสียหาย ทำให้บุคคลอื่นเสียหาย

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องไม่ให้เกิดความเสียหาย การเจริญสติสัมปชัญญะเพื่อให้ปฏิปทาในการประพฤติการปฏิบัติได้ติดต่อต่อเนื่อง

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ อริยมรรคเรื่องของกาย อริยมรรคเรื่องของใจ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน การประพฤติการปฏิบัติต้องประพฤติต้องปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบันให้ ๒ อย่างนี้ต้องทำงานร่วมกัน เป็นการเดินทางไปพร้อม ๆ กันด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา

 

ประพฤติปฏิบัติทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา มีความสุขในปฏิปทาในการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

การฝึกใจนั้นให้ทุกท่านทุกคนเข้าใจ การฝึกใจการปฏิบัติให้ทุกคนรู้เข้าใจ ใจนั้นมันเป็นนามธรรมต้องไปฝึกที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทไปปฏิบัติที่อาชีพ ถึงจะเข้าสู่จิตวิเวก เข้าสู่อุปธิวิเวก อาศัยกายวาจากิริยามารยาทอาชีพเพื่อฝึกใจเพื่อปฏิบัติใจ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ ให้มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เราทุกคนจะได้รู้เรื่องของการประพฤติรู้เรื่องของการปฏิบัติ เราจะไม่ได้คิดว่าการประพฤติการปฏิบัติทุกอย่างมันอยู่ที่ใจ ใจนั้นมันเป็นนามธรรม การฝึกการปฏิบัตินั้นต้องปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทที่อาชีพ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนเข้าใจอย่างนี้ ถ้าเราคิดว่าอะไร ๆ ก็อยู่ที่ใจ ถ้าเราคิดอย่างนั้นมันจะไม่มีการประพฤติไม่มีการปฏิบัติ เพราะอะไรก็อยู่ที่ใจ เพราะใจมันเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติที่กายวาจากิริยามารยาทอยู่ที่อาชีพ

 

การประพฤติการปฏิบัติถึงต้องเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ มีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ถึงจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนได้

 

เรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบันไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ต้องทำหน้าที่ของเราอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันต้องเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันนี้เป็นกรรม ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม รู้ทุกอย่างตามความเป็นจริง เอาปัญญาวิปัสสนามาใช้มาปฏิบัติเพียง ๑ วินาที เราก็จะหยุดเรื่องอดีตอนาคต ปัจจุบันเราก็ว่างจากตัวจากตน

 

ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ปัจจุบันเราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่นั้นคือธรรมะ ถ้าเรารู้เราเข้าใจเพียงแต่เราภาวนาวิปัสสนาเพียงวินาทีเดียวเพื่อเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ให้เรารู้เข้าใจ วินาทีเดียวนั้นคือสติคือสัมปชัญญะ วินาทีเดียวนั้นคือสติคือปัญญา ให้ปฏิปทาของเราติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ความเคารพเพียงวินาทีเดียวถ้าปฏิปทาของเราติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าพระนิพพานอยู่ในขณะที่เป็นปัจจุบัน อยู่ที่วินาทีเดียวนี้ เรารู้เข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ด้วยเหตุผลนี้ ความรู้ถึงคู่กับการประพฤติกับการปฏิบัติ ปริยัติกับการปฏิบัตินั้นถึงแยกกันไม่ได้ เพราะปริยัติกับปฏิบัติต้องเป็นขณะเดียวอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันถึงเป็นเพียงวินาทีเดียว ปัจจุบันถึงเป็นความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ ปริยัตินั้นดับทุกข์ไม่ได้ถ้าไม่มีการประพฤติการปฏิบัติ 

 

ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บำเพ็ญพุทธบารมีมารวมลงที่ความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน ความเข้าใจกับการปฏิบัติต้องใช้งานพร้อม ๆ กันอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้เข้าถึงความเต็ม ๆ ๆ ๆ ได้ส่งพระอรหันต์ขีณาสพออกไปเผยแผ่ ๖๐ รูป ให้ไปทางละรูป ส่วนพระองค์เองก็จะไปเพียงรูปเดียว เพื่อไปโปรดชฎิล ๓ พี่น้อง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไปโปรดชฎิล ๓ พี่น้อง

 

พระพุทธเจ้าเสด็จจาริกมาถึงตำบลอุรุเวลา ซึ่งมี ชฎิล ๓ คนพี่น้องอาศัยอยู่ คือ อุรุเวลกัสสป นทีกัสสปและคยากัสสป โดยอุรุเวลกัสสป เป็นหัวหน้าของชฎิล ๕๐๐ คน นทีกัสสป เป็นหัวหน้าของชฎิล ๓๐๐ คน ส่วนคยากัสสป เป็นหัวหน้าของชฎิล ๒๐๐ คน 

 

พระผู้มีพระภาคได้เสด็จเข้าไปสู่อาศรมของอุรุเวลกัสสป เพื่อขอพักอาศัยในโรงบูชาเพลิงซึ่งมีพญานาคที่ดุร้ายอาศัยอยู่ ทรงเข้ากสิณสมาบัติ มีเตโชธาตุเป็นอารมณ์ ครอบงำเดช ของพญานาคที่ดุร้าย มีฤทธิ์ แล้วทรงขดพญานาคไว้ในบาตร 

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่  ชฏิลอุเวลกัสสปเลื่อมใสในอิทธิปาฏิหารย์ของพระพุทธเจ้า จึงนิมนต์พระองค์ให้อยู่ในที่นั้น โดยตนจะบำรุงภัตตาหารให้ประจำ

 

ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณไพรสณฑ์แห่งหนึ่ง ในแต่ละคืนเมื่อปฐมยามผ่านไปแล้ว ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ท้าวสักกะจอมทวยเทพ และท้าวสหัมบดีพรหม ได้มาเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค เพื่อฟังธรรมตามลำดับ เปล่งรัศมีงาม ทำให้ไพรสณฑ์ทั้งสิ้นสว่างไสว

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ขนาดท้าวมหาราชทั้ง ๔ ท้าวสักกะจอมทวยเทพ และท้าวสหัมบดีพรหมเข้ามาหาเพื่อฟังธรรม แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

ต่อมา ชฏิลอุรุเวลกัสสปเตรียมการบูชายัญใหญ่ แล้วคิดในใจว่าถ้าพระพุทธเจ้าแสดงอิธิปาฏิหาริย์ มหาชนจะต้องถวายลาภสักการะให้แก่พระผู้มีพระภาค ลาภสักการะของตนก็จะลดลง  จะทำอย่างไร พระพุทธเจ้าจึงไม่มาฉัน

 

พระผู้มีพระภาคทราบความคิดของชฎิลอุรุเวลกัสสปแล้ว จึงเสด็จไปอุตตรกุรุทวีปเพื่อบิณฑบาต แล้วนำกลับมาเสวยที่สระอโนดาด

 

วันรุ่งขึ้น ชฏิลอุรุเวลกัสสปถามพระพุทธเจ้าว่าเพราะเหตุใดจึงไม่มารับอาหารเมื่อวานนี้ พระพุทธเจ้าตอบว่าเพราะชฏิลคิดไม่ใช่หรือว่าทำอย่างไรจึงไม่ให้พระองค์มาฉัน

 

ชฏิลอุรุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ จึงทราบความคิดด้วยใจได้ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงดำริว่าจะทรงซัก ขยำ พาด และผึ่งผ้าบังสุกุลไว้ที่ใด เมื่อนั้นท้าวสักกะจอมทวยเทพจึงขุดสระโบกขรณีเพื่อให้ทรงซักผ้า ยกศิลาแผ่นใหญ่มาวาง เพื่อให้ทรงขยำผ้า เทพยดาที่สิงสถิตอยู่ที่ต้นกุ่มบกได้น้อมกิ่งกุ่มลงมาเพื่อให้ทรงพาดผ้า และท้าวสักกะจอมทวยเทพได้ยกแผ่นศิลาแผ่นใหญ่เพื่อให้ทรงผึ่งผ้า

 

วันรุ่งขึ้น ชฎิลได้ถามพระพุทธเจ้าว่าสระ แผ่นศิลา และกิ่งกุ่มที่น้อมลง เกิดขึ้นได้อย่างไร  พระพุทธเจ้าจึงเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ขนาดท้าวสักกะยังได้ทำการช่วยเหลือ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

ในวันต่อๆ มา ชฎิลอรุเวลกัสสปได้ไปกราบทูลพระพุทธเจ้าว่าภัตตาหารเสร็จแล้ว ทรงส่งชฎิลอุรุเวลกัสสปกลับไปก่อน ส่วนพระองค์ทรงไปเก็บผลหว้าจากชมพูทวีปวันหนึ่ง  อีกวันหนึ่งก็ทรงไปเก็บผลมะม่วง ผลมะขามป้อม ผลสมอ แล้วเสด็จไปสู่ภพดาวดึงส์ เก็บดอกปาริฉัตตกะ แต่ก็ทรงกลับมาถึงโรงบูชาเพลิงก่อนอุรุเวลกัสสป

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ เพราะส่งตนก่อนแล้วยังไปสู่ชมพูทวีปและภพดาวดึงส์แล้วยังมานั่งในโรงบูชาเพลิงก่อนตน แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

ครั้งหนึ่ง ชฎิลเหล่านั้นปรารถนาจะบำเรอไฟ แต่ไม่อาจจะผ่าฟืน ก่อไฟให้ลุก และดับไฟได้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงปาฏิหารย์โดย ตรัสบอกให้พวกชฎิลผ่าฟืน ก่อไฟให้ลุก และดับไฟ 

 

ชฎิลทั้งหลายสามารถผ่าฟืน ๕๐๐ ท่อน  ก่อไฟทั้ง ๕๐๐ กอง และดับไฟได้ในคราวเดียวเท่านั้น

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ถึงกับให้พวกชฏิฏผ่าฟืน ก่อไฟ และดับไฟได้ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

และครั้งหนึ่งในฤดูหนาว พระผู้มีพระภาคทรงแสดงปาฏิหารย์ นิรมิตกองไฟไว้ ๕๐๐ กอง เพื่อให้ชฎิลเมื่อขึ้นจากน้ำแล้วผิงไฟได้

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ถึงกับนิรมิตกองไฟได้มากมากยถึงเพียงนั้น แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

ครั้งหนึ่งเกิดฝนตกนอกฤดู จนทำให้เกิดน้ำท่วม พระผู้มีพระภาคทรงบันดาลให้น้ำห่างออกไปโดยรอบ แล้วทรงจงกรมอยู่บนพื้น

 

เมื่อชฏิลมารับพระพุทธเจ้า ก็ได้เห็นพระพุทธเจ้าจงกรมอยู่บนพื้นที่มีน้ำล้อมโดยรอบ

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ถึงกับบัลดาลไม่ให้น้ำไหลได้ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคดำริว่าจะพึงทำให้ชฏิลนี้สลดใจ จึงตรัสกับอุรุเวลกัสสปว่า อุเวลกัสสปไม่ใช่พระอรหันต์ ยังไม่พบทางแห่งความเป็นพระอรหันต์ ไม่มีแม้ปฏิปทาที่จะเป็นเหตุให้เป็นพระอรหันต์ หรือพบทางแห่งความเป็นพระอรหันต์

 

อุรุเวลกัสสปเกิดความสลดใจ ซบหัวตนที่พระบาทของพระพุทธเจ้าแล้วขออุปสมบท 

 

พระพุทธเจ้าตรัสว่า อุรุเวลกัสสปะเป็นผู้นำ เป็นผู้สอน เป็นหัวหน้า เป็นประธานของชฏิล ๕๐๐ คน ควรบอกคนเหล่านั้นก่อนเพื่อให้คนเหล่านั้นตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร

 

เมื่อชฏิล ๕๐๐ คนทราบว่าอุรุเวลกัสสปผู้เป็นอาจารย์จะประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธเจ้า พวกชฎิลเหล่านั้นซึ่งเลื่อมใสในพระพุทธเจ้ามานานแล้วก็จะประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธเจ้าเช่นเดียวกัน

 

ชฎิลเหล่านั้นก็ได้ลอยผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิงในน้ำ และอุปสมบทในสำนักพระพุทธเจ้า

 

ชฎิลนทีกัสสปผู้เป็นน้องชาย เห็นผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิงลอยน้ำมา เกิดความกังวลว่ามีอุปสรรคต่อพี่ชายตน จึงไปพร้อมชฎิล ๓๐๐ คน

 

เมื่อพบท่านพระอุรุเวลกัสสป ก็ถามว่า พรหมจรรย์นี้ประเสริฐแน่หรือ 

 

พระอุรุเวลกัสสปตอบว่าพรหมจรรย์นี้ประเสริฐ  

 

ชฎิลนทีกัสสปและพวกก็ได้ลอยผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิงในน้ำ และขออุปสมบทในสำนักพระพุทธเจ้า

 

เมื่อชฎิลลคยากัสสป เห็นผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิง ลอยน้ำมา เกิดความกังวลว่ามีอุปสรรคต่อพี่ชายทั้งสองของตน จึงไปพร้อมชฎิล ๒๐๐ คน

 

เมื่อพบท่านพระอุรุเวลกัสสป ก็ถามว่า พรหมจรรย์นี้ประเสริฐแน่หรือ 

 

พระอุรุเวลกัสสปตอบว่าพรหมจรรย์นี้ประเสริฐ   ชฎิลคยากัสสปและพวกก็ได้ลอยผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิงในน้ำ และขออุปสมบทในสำนักพระพุทธเจ้า

 

พระผู้มีพระภาค ทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตรแก่ภิกษุ ๑,๐๐๐ รูปที่ล้วนเป็นปุราณชฎิลดังนี้ว่า

 

จักษุ โสต ฆานะ ชิวหา กาย มนะ เป็นของร้อน
-  รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมทั้งหลายเป็นของร้อน

-  วิญญาณอาศัยจักษุ วิญญาณอาศัยโสต วิญญาณอาศัยฆานะ วิญญาณอาศัยชิวหา วิญญาณอาศัยกาย วิญญาณอาศัยมนะ เป็นของร้อน

-  สัมผัสอาศัยจักษุ สัมผัสอาศัยฆานะ สัมผัสอาศัยชิวหา สัมผัสอาศัยกาย สัมผัสอาศัยมนะ เป็นของร้อน

-  ความเสวยอารมณ์ เป็นสุขเป็นทุกข์ หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานะสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เป็นปัจจัย ก็เป็นของร้อน

ร้อนเพราะไฟ คือราคะ โทสะ โมหะ ร้อนเพราะความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความรำพัน เพราะทุกข์กาย ทุกข์ใจ เพราะความคับแค้น

อริยสาวกผู้ได้ฟังแล้วเห็นอยู่อย่างนี้
-  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุ โสต ฆานะ ชิวหา กาย มนะ

-  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมทั้งหลาย

-  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณอาศัยจักษุ วิญญาณอาศัยโสต วิญญาณอาศัยฆานะ วิญญาณอาศัยชิวหา วิญญาณอาศัยกาย วิญญาณอาศัยมนะ

-  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัมผัสอาศัยจักษุ สัมผัสอาศัยฆานะ สัมผัสอาศัยชิวหา สัมผัสอาศัยกาย สัมผัสอาศัยมนะ

-  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในความเสวยอารมณ์ ที่เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือมิใช่ทุกข์ มิใช่สุข ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานะสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เป็นปัจจัย

เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมสิ้นกำหนัด เพราะสิ้นกำหนัด จิตก็พ้น เมื่อจิตพ้นแล้ว ก็รู้ว่าพ้นแล้ว อริยสาวกนั้นทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มี

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสจบ จิตของภิกษุ ๑๐๐๐ รูปนั้น พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น บรรลุพระอรหัตผล

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไปบอกไปสอนให้รู้ให้เข้าใจ เพราะความดับทุกข์นั้นอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน

 

สิ่งที่เป็นโทษก็จะกลายเป็นคุณ สิ่งที่เป็นปัญหาก็จะกลายเป็นปัญญา

 

เรามาบวชเรามาปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เรามาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอังคารที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

รายการล่าสุดที่คุณดู
Visitors: 115,886