๑๓ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันพุธที่ ๑๓ เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบายเพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

เราทุกคนต้องเอาธรรมนูญนำชีวิต ธรรมนูญคือเหตุคือปัจจัย เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ใจของเราทุกคนเป็นนามธรรม การปฏิบัติใจต้องปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ

 

ใจเป็นผู้รู้ใจเป็นผู้ที่เข้าใจ ใจเป็นผู้ตั้งใจตั้งเจตนา ธรรมนูญคือทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ

 

วันหนึ่งคืนหนึ่งมี ๒๔ ชั่วโมง สำหรับฆราวาสผู้ครองเรือนนอนพักผ่อนวันละ ๘ ชั่วโมง สำหรับนักบวชนอนพักผ่อนจำวัดวันละ ๖ ชั่วโมง ทุกอย่างนั้นคือเหตุคือปัจจัย ให้พวกเรารู้ให้พวกเราเข้าใจ ทุกอย่างนั้นคือกรรม คือกฎแห่งกรรม คือผลของกรรม

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ ให้เอาปัจจุบันประพฤติปฏิบัติ เหตุปัจจัยนั้นอยู่ที่ปัจจุบัน เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ต้องเอาปัจจุบันประพฤติเอาปัจจุบันปฏิบัติ

 

สัญชาตญาณแห่งการเวียนว่ายตายเกิด ที่เป็นกรรมเป็นกฎแห่งกรรมเป็นผลของกรรม ที่เป็นสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

เราทุกคนจะหยุดสัญชาตญาณได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ เอาพระธรรมเอาพระวินัยที่เป็นธรรมนูญที่เป็นรัฐธรรมนูญมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ

 

พระธรรมพระวินัยให้เราทุกคนรู้ให้ทุกคนเข้าใจ พระธรรมพระวินัยนี้เป็นธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญ

 

ปัจจุบันนี้เราต้องอาศัยความเคารพในพระธรรมในพระวินัย ความเคารพเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ถ้าเราไม่เคารพในพระธรรมในพระวินัย ไม่เอาพระธรรมพระวินัยมาใช้เป็นข้อวัตรเป็นข้อปฏิบัติ ความสงบนั้นก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ จะหยุดสัญชาตญาณที่กำลังเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสารนี้ไม่ได้

 

ความเคารพนั้นจะเป็นเบรกเป็นเซฟตี้ ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม ให้เรารู้ให้เราเข้าใจว่าใจของเรานั้นเป็นนามธรรม เราตรึกนึกคิดอะไรไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจ แต่ตัวของเราทุกคนนั้นรู้ ใจของเราทุกคนนั้นเข้าใจ

 

เราปกปิดใครนั้นปกปิดได้ แต่ปกปิดใจของตัวเองนั้นไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราเคารพในพระธรรมในพระวินัย

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องเคารพในพระธรรมในพระวินัย

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราสร้างเหตุสร้างปัจจัย เป็นผู้เคารพในพระธรรมในพระวินัย เป็นผู้ไม่ตรึกนึกคิดในกาม เป็นผู้ไม่ตรึกนึกคิดในพยาบาท

 

ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องไม่ประมาท ต้องไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ความประมาทนั้นคือความผิดพลาด คือความเสียหาย นั่นแหละคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ด้วยเหตุผลนี้ การประพฤติการปฏิบัติของเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราทุกคนตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพราะความประมาทนั้นคือความผิดพลาดคือความเสียหายนั้นคือการพังทลายในการดำเนินชีวิตที่ประเสริฐ

 

ธรรมวินัยนี้จะหยุดสัญชาตญาณ การฝึกใจนั้นถึงให้เรารู้เข้าใจ การฝึกนั้นคือการปฏิบัติกาย ปฏิบัติวาจา เป็นการปฏิบัติกิริยามารยาท เป็นการปฏิบัติที่อาชีพ มีความตั้งอกตั้งใจ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท

 

ความเคารพนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ พระธรรมพระวินัยนี้จะหยุดสัญชาตญาณที่ไม่ให้เราทุกคนที่มีสัญชาตญาณ สัญชาตญาณมีความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นเราเป็นของเรา มีความระแวงภัย มีความต้องการในการสืบพันธุ์

 

สัญชาตญาณที่จะหยุดได้ก็ต้องอาศัยพระธรรมพระวินัย

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรารู้เข้าใจ เอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

สายน้ำนี้คือน้ำไหลที่เป็นสายที่ติดต่อต่อเนื่อง ไหลสู่ทะเลสู่มหาสมุทร ไหลติดต่อต่อเนื่องอย่างนี้เรียกว่าสายน้ำ ถ้าน้ำหยดได้แก่ น้ำหยดทีละหยด ๆ ไม่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ความรู้ความเข้าใจ เอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ความรู้ความเข้าใจไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทนั้นคือความผิดพลาด นั้นเป็นความเสียหาย นั่นแหละคือการพังทลายในการดำเนินชีวิตของเราทุก ๆ คน

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนถึงตั้งอยู่ในความประมาทไม่ได้ เราต้องหยุดสัญชาตญาณ เราต้องหยุดโลกส่วนตัว

 

การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นถึงเป็นการทำความดีเพื่อความดี ทำความดีเพื่อความดีนั้นจะไม่เป็นขั้วบวกไม่เป็นขั้วลบ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ เราทำความดีเพื่อความอยากเพื่อความต้องการ การกระทำดีเพื่อความอยากความต้องการนี้มันเป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราทุกคนต้องทำความดีเพื่อความดี ใจของเราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐ ใจของเราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าเราทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำความดีเพื่อความอยากความต้องการ

 

ทำความดีเพื่อความดีจะไม่มีขั้วบวกขั้วลบ ทำความดีเพื่อความดีนั้นจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน

 

การประพฤติการปฏิบัติของเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ เราต้องทำความดีเพื่อความดี ไม่ให้ทำความดีเพื่อความอยากความต้องการ

 

ความดีกับปัญญาถึงเป็นปฏิปทาที่ร่วมกัน ประพฤติปฏิบัติเพื่อให้ความดีและปัญญาได้เป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

การปฏิบัติธรรมนั้นผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องเข้าใจ การปฏิบัติธรรมนั้นต้องปฏิบัติภายนอก การปฏิบัติภายนอกนั่นแหละคือปฏิบัติทางจิตใจ เพราะใจนั้นมันเป็นนามธรรม ถ้าเราไม่ปฏิบัติภายนอกมันไม่ได้นะ เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ การปฏิบัติใจนั้นคือการปฏิบัติภายนอก ปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทที่อาชีพ การปฏิบัติใจนั้นคือปฏิบัติภายนอก การปฏิบัติภายนอกนั่นแหละคือการปฏิบัติทางใจ

 

ธรรมะนั้นคือหน้าที่ หน้าที่ของกายของวาจาของกิริยามารยาทของอาชีพ การปฏิบัติภายนอกนั่นแหละคือปฏิบัติภายใน

 

ท่านผู้ฟังทั้งหลายต้องพากันรู้พากันเข้าใจ การที่ฝึกตัวเองนั้นคือฝึกที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาท นี้แหละคือการฝึกใจ นี้แหละคือการปฏิบัติใจ เพราะใจนั้นมันเป็นนามธรรม วิธีฝึกต้องฝึกอย่างนี้

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่อง ถ้าเราไม่มีการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องเท่ากับเราเดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาอยู่ที่เดิม การประพฤติการปฏิบัตินั้นก็จะหยุดสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคลตัวตนไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ สัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้องถึงเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติให้เป็นสัมมาสมาธิ ความตั้งใจมั่นชอบ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงมีความประมาทไม่ได้ ด้วยเหตุผลนี้เราต้องมีความเคารพ เราตั้งอยู่ในความประมาทไม่ได้ เพราะความประมาทนั้นคือความเสียหาย ความประมาทนั้นคือการพังทลาย

 

พระธรรมพระวินัยนี้จะหยุดสัญชาตญาณของเราทุก ๆ คน ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมในพระวินัยนี้ให้เราทุกคนรู้เข้าใจ ความยึดมั่นถือมั่นนี้แหละจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน

 

ถ้าไม่มีพระธรรมพระวินัย เอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ จะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตนนั้นไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่า สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นอยู่ในพระธรรมอยู่ในพระวินัย อยู่ที่รู้เข้าใจและทำหน้าที่ในการประพฤติการปฏิบัติ

 

เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันคือเหตุคือปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี พระธรรมพระวินัยถึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้มรรคทำหน้าที่ของการประพฤติของการปฏิบัติ ผู้ประพฤติปฏิบัติถึงอบรมบ่มอินทรีย์เอาความดีและปัญญาเพื่อให้ปฏิปทาติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนถึงประมาทไม่ได้ เมื่อเรามีความสุขเราก็ต้องเสียสละเหมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อท่านเป็นพระพุทธเจ้าท่านถึงบำเพ็ญพุทธกิจคือกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ความรู้ความเข้าใจในวัฏฏสงสารเป็นการทำหน้าที่ เป็นการทำพุทธกิจขององค์สมด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวันหนึ่งคืนหนึ่ง ๒๔ ชั่วโมง ๒๔ ชั่วโมงคือการเสียสละขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

วันหนึ่งคืนหนึ่งท่านทรงบรรทมพักผ่อนเพื่อสรีระร่างกายวันละ ๔ ชั่วโมง เสียสละให้หมู่มวลมนุษย์เทพเทวามารพรหมสรรพสัตว์ทั้งหลายวันละ ๒๐ ชั่วโมง รวมกันแล้วก็เป็น ๒๔ ชั่วโมง

 

เพราะความดับทุกข์ของเราทุกคนอยู่ที่เรารู้เข้าใจ เรามีความสุขในการทำหน้าที่ หน้าที่นั้นถึงเป็นพระนิพพาน หน้าที่นั้นถึงเป็นธรรมเป็นรัฐธรรมนูญ เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ

 

ความรู้ความเข้าใจนี้จะเป็นอริยมรรคทั้งทางกายวาจากิริยามารยาททั้งอาชีพ เป็นหน้าที่ที่เป็นความดีและปัญญา ที่เป็นปฏิปทาเพื่อไม่ให้มีขั้วบวกขั้วลบ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงจะจบลงที่ความรู้ความเข้าใจ จบลงที่ความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจ เราจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวตนของเรา เราต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัยเอาข้อวัตรข้อปฏิบัติมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงยกเลิกโลกส่วนตัว ไม่มีโลกส่วนตัวที่เหลืออยู่นะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เรามีโลกส่วนตัวที่เหลืออยู่ ด้วยความรู้ความเข้าใจ ไม่ให้ตั้งอยู่ในความประมาท

 

นักพรตนักบวชเดียรถีย์ทั้งหลายถือเอาสมาธิเอาสมาบัติ ถือเอาโลกส่วนตัวเป็นนิพพานเป็นพระนิพพาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า อย่างนี้ไม่ได้นะ

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ จะไม่ได้เสียเวลาของการประพฤติของการปฏิบัติ เรามารู้มาเข้าใจ มายกเลิกสัญชาตญาณ

 

ผู้มีความสงบก็ต้องมีปัญญาไปพร้อม ๆ กัน ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรายกทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ เพื่อให้เรายกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ตัวตนนี้มันจะเป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เรายกทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ ถ้าเราไม่ยกทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ นั่นแหละเรากำลังประมาท นั่นแหละคือความผิดพลาดความเสียหาย มันจะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง.

 

ด้วยเหตุผลนี้ ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความเกียจคร้านนั่นไม่ใช่พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธ

 

เราเสียเวลาสัก ๑ วินาทีเพื่อทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญานั้นมีคุณมีประโยชน์

 

ผู้ดำเนินชีวิตไม่รู้ไม่เข้าใจ ไม่รู้หลักการในการประพฤติการปฏิบัติ ไม่ได้ยกทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างมาสัมผัส การประพฤติการปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่องอาจจะเป็นของยากอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะความเคยชินของเราปล่อยอะไรตามใจตามอัธยาศัย

 

การประพฤติการปฏิบัติในอาทิตย์แรก ๒ อาทิตย์นี้ถึงเป็นของยาก ถ้า ๓ อาทิตย์ ๔ อาทิตย์ขึ้นไปแล้วนั้นก็เป็นของง่าย

 

การปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่องนั้นถึงจะได้ผลถึงจะเห็นผล การเรียนหนังสือที่ติดต่อต่อเนื่องนั้นถึงจะได้ผล ความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาปที่ติดต่อต่อเนื่องนั้นถึงจะได้ผลถึงจะเห็นผล การเรียนการประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องติดต่อต่อเนื่อง

 

อย่างอนุบาลก็ต้องติดต่อต่อเนื่อง ประถมก็ต้องติดต่อต่อเนื่อง มัธยมก็ต้องติดต่อต่อเนื่อง อุดมศึกษาก็ต้องติดต่อต่อเนื่อง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัติของเราจะได้ติดต่อต่อเนื่อง

 

ความเคารพในพระธรรมพระวินัย ความเคารพในการประพฤติในการปฏิบัติ จะเป็นสาเหตุให้เรายกเลิกสัญชาตญาณ

 

การประพฤติการปฏิบัติเราต้องรู้ต้องเข้าใจ เรานอนเราพักผ่อนจำวัดเวลา ๓ ทุ่มตื่นตี ๓ ทุกท่านทุกคนทำหน้าที่ของหน้าที่ของเราทุกคน เน้นที่ความตั้งใจตั้งเจตนา เวลาเราตื่นอยู่นี้เป็นเวลา ๑๘ ชั่วโมง

 

อริยมรรคมีองค์ ๘ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ การปฏิบัติใจนั้นต้องปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทที่อาชีพ

 

เน้นที่กายของเรา เน้นที่วาจาของเรา เน้นที่กิริยามารยาทของเรา เน้นที่อาชีพของเรา อาชีพของเราคือนักบวช คือการอบรมบ่มอินทรีย์ เอาความดีและปัญญาเพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ความสุขความดับทุกข์ของเรานั้นอยู่ที่ปัจจุบัน พระนิพพานนั้นอยู่ที่ปัจจุบัน พระนิพพานนั้นไม่ใช่อยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าเทอญเทอญ

 

การที่เรารู้เข้าใจว่า พระนิพพานนั้นอยู่เมื่อตายแล้ว อันนั้นมันเสียหาย อันนั้นมันนิพพานทางกาย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรานิพพานทางจิตใจ คนส่วนใหญ่ไม่รู้ไม่เข้าใจ ในเรื่องนิพพาน ในเรื่องของพระนิพพาน จะไปเอาพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันนี้มันไม่มีพระนิพพาน ไม่ได้พระนิพพาน อนาคตนั้นจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ท่านทั้งหลายต้องรู้เข้าใจนะว่าพระนิพพานตั้งอยู่ที่ปัจจุบัน ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ได้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน พระอรหันต์ขีณาสพ ท่านรู้เข้าใจว่พระธรรมพระวินัยที่เราจะเอามาใช้มาปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน พระนิพพานคือยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

ผู้รู้ผู้เข้าใจอบรมบ่มอินทรีย์ด้วยปัญญาเพื่อให้ปฏิปทาติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำเพื่อเข้าถึงพระนิพพานในปัจจุบันในการทำหน้าที่ ทำความดีเพื่อความดี เพื่อไม่ให้การทำความดีนั้นเป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าเราทุกคนต้องเข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน ความสงบความเคารพจะเป็นเหตุปัจจัยให้เราเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงความพอดี

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้จะไม่ได้ไปแสวงหาสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เราไปแสวงหาสิ่งที่ไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตายไม่พลัดพรากนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

 

มันเป็นความไม่รู้ไม่เข้าใจนี้จะไปเอาพระนิพพาน ความเอาความต้องการมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ การปฏิเสธมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

พระนิพพานนี้เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นความสุขในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

มีผู้ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าอันนี้ขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัยขึ้นอยู่ที่เงื่อนไขนะ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเราต้องรู้เข้าใจว่าอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบันแล้ว อนาคตจะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันต้องรู้เข้าใจว่าความปรุงแต่งนั้นเป็นขั้วบวกขั้วลบ เรามารู้เข้าใจ มาสงบระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจ มาเอาพระธรรมพระวินัยตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพราะความประมาทคือความผิดพลาดคือความเสียหาย

 

ความไม่รู้ไม่เข้าใจมันคือโรคภูมิแพ้แพ้ภูมิของตัวเอง ความไม่รู้ไม่เข้าใจนี้เป็นสาเหตุให้เกิดความไม่สงบ ความไม่สงบนั้นคือขั้วบวกขั้วลบ ความไม่สงบนั้นคือสงคราม สงครามในตัวของมันเอง สงครามในครอบครัวหมู่บ้านขยายไปสู่ตำบลอำเภอจังหวัดเป็นสงครามในประเทศต่างประเทศ สงครามโลก

 

เราต้องรู้เข้าใจว่าปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ปัจจุบันนี้แหละคือการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน พระนิพพานกับวัฏฏสงสารเราต้องรู้เข้าใจ เราไม่ต้องไปสงสัย ความดับทุกข์นี้มันต้องอยู่ที่ปัจจุบัน อย่าไปคิดว่าอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ

 

มีคำถามว่า การประพฤติการปฏิบัติจะรู้อย่างไรว่าตัวเองปฏิบัติถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เอาธรรมตัดสินพระวินัย ๘ ประการมาวินิจฉัย

 

ลักษณะตัดสินธรรมวินัยที่เราเอามาพิจารณาเรื่องปฏิจจสมุปบาทที่เป็นธรรมตัดสิน ๘ ประการ

 

ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อ
      ๑. วิราคะ คือ ความคลายกำหนัดยินดี เราต้องรู้จักความกำหนัดยินดี มันเป็นความติดพัน การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงใช้หญ้าคามาเป็นบัลลังก์ในการตรัสรู้ เราต้องรู้กระบวนการของปฏิจจสมุปบาท เราถึงจะได้ยกเลิกความกำหนัดยินดี ถ้าเรามีความกำหนัดยินดีเราก็ย่อมมีปฏิฆะ มีพยาบาท เราคิดดูดี  ๆ นะ กามและพยาบาทมันคือนิติบุคคลตัวตน มันยึดมั่นถือมั่น มันติดพันเพราะความยึดมั่นถือมั่นมันเป็นสัญชาตญาณ เป็นนิติบุคคลตัวตน ความติดพัน ไม่เป็นอิสระ เราต้องรู้เข้าใจเรื่องกระบวนการของปฏิจจสมุปบาทเราทั้งหลายจะได้คลายความกำหนัด ความยินดี องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่ให้เราเอาสัญชาตญาณนำชีวิตที่มันเป็นกระบวนการของปฏิจจสมุปบาทไม่เอาความยินดียินร้ายนำชีวิต เพราะความยินดียินร้ายนี้เป็นนิติบุคคลตัวตน เป็นวัฏฏสงสาร


       ๒. วิสังโยค คือ ความหมดเครื่องผูกรัด ความไม่ประกอบ มิใช่เพื่อผูกรัด หรือประกอบทุกข์ เราจะมาทำที่สุดแห่งความดับทุกข์ไม่มีทุกข์ เราจะได้เอาตัวรอดในทางที่รอดปลอดภัยด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘


       ๓. อปจยะ คือ ความไม่พอกพูนไม่เพิ่มพูนกิเลส มิใช่เพื่อความพอกพูนกิเลสอวิชชาความหลง เราต้องรู้เข้าใจในเรื่องเหตุปัจจัยในเรื่องปฏิจจสมุปบาท


       ๔. อัปปิจฉตา คือ ความอยากอันน้อย ความมักน้อย มิใช่เพื่อความอยากอันใหญ่ ความมักใหญ่ เป็นผู้มักมากอยากใหญ่ เราต้องรู้เข้าใจ เพราะทุกอย่างนั้นเป็นธรรมชาติเป็นประภัสสร เช่น ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพราก นี้เป็นประภัสสรทุกอย่างเป็นธรรมชาติเป็นตัวของธรรมชาติหาใช่นิติบุคคลตัวตนไม่ เราทั้งหลายต้องรู้จักเรื่องปฏิจจสมุปบาท เราจะได้เอาความสงบและปัญญาที่เป็นพื้นฐานเป็นกรรมฐาน เพื่อเข้าถึงความพอดีความพอเพียงเพียงพอ เราต้องรู้เข้าใจเรื่องสิทธิเสรีภาพ เรื่องที่ไม่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ เราคิดดูดี ๆ นะ เราอยากให้มันมากมันก็ไม่มากอยากให้มันน้อยมันก็ไม่น้อย อยากให้มันแก่มันก็แก่อยากให้ไม่เจ็บมันก็เจ็บ อยากให้ไม่ตายมันก็ตาย เพราะธรรมชาติมันเป็นประภัสสร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรารู้ทุกข์ รู้มาจากปลายจากกิ่งจากลำต้นไปถึงโคนถึงราก รากนั้นคือความไม่รู้ไม่เข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนี้แหละทำให้เราเวียนว่ายตายเกิด อริยสัจสี่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงพูดเรื่องทุกข์ก่อน ว่าทุกข์มันมาจากไหน ให้มาจากยอดกิ่งก้านสาขามาถึงโคนต้นไม้มาถึงรากใหญ่รากเล็กรากฝอยของต้นไม้ที่เป็นอาหารของต้นไม้


       ๕. สันตุฏฐี คือ ความสันโดษ มิใช่เพื่อความไม่สันโดษ ความสันโดษนี้จะเป็นความพอเพียงเพียงพอ จะเป็นพื้นฐาน มันจะเป็นกรรมเป็นกฎของกรรมด้วยความรู้เรื่องอริยสัจสี่ เราทั้งหลายต้องเข้าถึงความพอดีความพอเพียงเพียงพอ เพื่อเอาอริยมรรคมีองค์ ๘ มาใช้มาปฏิบัติเพื่อเป็นหลักการอุดมการณ์อุดมธรรม


       ๖. ปวิเวก คือ ความสงัด มิใช่เพื่อความคลุกคลีอยู่ในหมู่ เราต้องรู้เรื่องความวิเวก ความสงัด ความไม่คลุกคลี เราจะเข้าถึงความวิเวกได้เราก็อาศัยเหตุปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปมันถึงมี พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ ให้เราปฏิบัติให้สมบูรณ์ ทั้งกายวาจากิริยามารยาท สมบูรณ์ทั้งใจในการประพฤติการปฏิบัติเพื่อจะเป็นมรรคเป็นอริยมรรต้องสมบูรณ์ ไม่ขาดตกบกพร่อง เพราะว่าพระธรรมพระวินัยเป็นทั้งคำสั่ง เป็นทั้งคำสอน เป็นทั้งสมถะ เป็นทั้งวิปัสสนา ปัจจุบันนี้เราต้องตั้งใจตั้งเจตนา เอาความคารวธรรมนำชีวิต

 

 ๗. วิริยารัมภะ คือ การประกอบความเพียร มิใช่เพื่อความเกียจคร้าน ความสงบและปัญญาเราต้องรู้เข้าใจ เมื่อเรามีความสงบเราต้องเสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละเราก็ไม่มีศีลไม่มีสมาธิไม่มีปัญญา ศีลสมาธิปัญญานั้นถึงเป็นพื้นเป็นฐาน เป็นอุปกรณ์ในการประพฤติการปฏิบัติ เราทั้งหลายจะพากันเกียจคร้านไม่ได้ เพราะความเกียจคร้านนั้นเป็นนิติบุคคลตัวตน เราต้องผ่านไปด้วยความรู้ความเข้าใจ เราต้องขอบใจความขี้เกียจขี้คร้านเพื่อให้เราได้ทำความเพียร ศีลสมาธิปัญญาถึงต้องไปพร้อมกัน ผู้มีปัญญามากต้องมีความสงบมาก ผู้มีความสงบมากต้องเสียสละ ถึงมีศีลมีสมาธิมีปัญญา


      ๘. สุภรตา คือ ความเลี้ยงง่าย มิใช่เพื่อความเลี้ยงยาก นิติบุคคลตัวตนมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไปนอกจากทุกข์ไม่มีเลย เป็นบุคคลที่ไม่มีความสงบไม่มีปัญญา ไม่รู้เรื่องพระไตรลักษณ์ ไม่รู้เรื่องอนิจจังทุกขังอนัตตา ธรรมะที่เป็นไปเพื่อเป็นความเลี้ยงยาก เป็นความไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอไม่เพียงพอ เราต้องรู้เข้าใจ เราเอาความหลงนำชีวิตนั้นไม่ได้ เอาความอยากความต้องการนำชีวิตนั้นไม่ได้ ต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัย เอาความสงบและปัญญา เอาศีลเอาสมาธิเอาปัญญา


      ธรรมตัดสิน ๘ ประการ เมื่อให้เรามีความสงสัยให้เอาธรรม ๘ ประการมาเป็นหลักการ ให้เป็นอุดมการณ์อุดมธรรม ถึงจะเป็นพระธรรมพระวินัย เป็นสัตถุสาสน์ เป็นคำสั่งสอนขององค์พระศาสดาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ความลังเลสงสัย นั้นมันเกิดจากสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน นี้เป็นสัญชาตญาณที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นจะหยุดขั้วบวกขั้วลบ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะจบลงที่ปัจจุบันด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องยกเลิกสัญชาตญาณ ยกเลิกโลกส่วนตัว เราต้องมารู้มาเข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยนั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า

 

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;

มีธรรมเป็นประทีป มีธรรม เป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่น เป็นสรณะ เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล

 

พระธรรมพระวินัยนั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นถ้าอยู่ข้างนอกนั้นมันดับทุกข์ไม่ได้นะ

 

พระพุทธเจ้าต้องอยู่ที่กายวาจากิริยามารยาทอาชีพอยู่ที่ตัวเราถึงจะดับทุกข์ได้ ถึงจะแก้ปัญหาได้

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยนั้นแหละคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมพระวินัยคือมรรคคืออริยมรรค พระธรรมพระวินัยนั้นคือมรรคผลคือพระนิพพาน พระธรรมพระวินัยนั่นแหละคือธรรมนูญคือรัฐธรรมนูญ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนอย่าพากันตั้งอยู่ในความประมาท องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทในกาลที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพุธที่ ๑๓ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

 

 

Visitors: 115,890