๑๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ ๑๔ เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

เราพากันนั่งให้สบาย เพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

เราทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจ เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน ที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นตัวเป็นตน เป็นเราเป็นเขา สัญชาตญาณนี้คือการเวียนว่ายตายเกิด มาเอาพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ทรงสั่งสอนเอาไปใช้เอาไปปฏิบัติ เพื่อเป็นหลักการของการดำเนินชีวิต

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจเพราะทุกอย่างนั้นคืออยู่กรรม คือกฎแห่งกรรม คือผลของกรรม

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนี้จะหยุดกรรม หยุดกฎแห่งกรรม หยุดผลของกรรม พระธรรมพระวินัยเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้หยุดกรรม หยุดกฎแห่งกรรม หยุดผลของกรรม

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เอาความรู้ความเข้าใจนั้นมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ หยุดทำอะไรตามอัธยาศัย การประพฤติการปฏิบัติของเราต้องทำจากความรู้ความเข้าใจ เพื่อหยุดตามใจหยุดตามความรู้สึก

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ว่ากายวาจากิริยามารยาทอาชีพนั้นมันเป็นกรรม เป็นกฎแห่งกรรม เป็นผลของกรรม

 

ด้วยเหตุนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

เราอยู่ที่บ้าน อยู่ที่ทำงาน อยู่ที่วัด การประพฤติการปฏิบัตินั้นเราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันคือกรรม คือกฎแห่งกรรม คือผลของกรรม

 

เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด จุดมุ่งหมายของเราคือมรรคผลนิพพาน  มรรคผลนิพพานนั้นมีอยู่ที่ปัจจุบัน พระนิพพานนั้นไม่ได้อยู่ที่ชาติหน้า พระนิพพานนั้นอยู่ที่ปัจจุบัน

 

 

ปัจจุบันเรารู้เราเข้าใจ มีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ไม่เอาความหลงนำชีวิต ไม่เอาความผิดนำชีวิต มีความรู้มีความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำความดีเพื่อต้องการความดี ทำความดีเพื่อความดีที่เกิดจากปัญญาสัมมาทิฏฐินั้นจะไม่เป็นขั้วบวกไม่เป็นขั้วลบ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะจบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ

 

ความดีและปัญญาจะเป็นปฏิปทาที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ สายน้ำคือน้ำไหลเป็นสายสู่ลำห้วยสู่ทะเลมหาสมุทร ไหลเป็นสายติดต่อต่อเนื่องเรียกว่าสายน้ำ น้ำหยดนั้นคือน้ำมันหยดลงทีละหยด ๆ ขาดขั้นขาดตอนอย่างนี้เรียกว่าน้ำหยด

 

เรามาอยู่ร่วมรวมกันอยู่ในโลกนี้เป็นหมู่เป็นคณะ มีจุดหมายปลายทางคือสิ่งเดียวกัน คือมรรคผลนิพพาน พระนิพพานนั้นคือความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ พระนิพพานนั้นคือความรู้ความเข้าใจ เป็นพระธรรมเป็นพระวินัย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ พระนิพพานนั้นคือพระธรรมพระวินัย ไม่ใช่นิติบุคคล ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน

 

พระนิพพานนั้นคือพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยนั้นจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องมีความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมในพระวินัย ถือเอาพระธรรมพระวินัยเป็นข้อวัตรกิจวัตร พระนิพพานนี้ถึงอยู่ในปัจจุบัน ถึงอยู่ในที่นี่เดี๋ยวนี้ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเธอทั้งหลายจงประพฤติพรหมจรรย์เถิด พรหมจรรย์นั้นคือพระธรรมพระวินัยก็คือพระนิพพานนั้นเอง

 

ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมในพระวินัย ไม่มีความลังเลสงสัยในข้อวัตรข้อปฏิบัติ พระธรรมพระวินัยที่เรายึดมั่นถือมั่นจะเป็นสาเหตุให้หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมพระวินัยนี้ถึงไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน การยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมในพระวินัยนี้คือการยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

พระธรรมพระวินัยถึงเป็นทางสายกลางระหว่างวิทยาศาสตร์กับทางปัญญา วิทยาศาสตร์ทางปัญญา ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กันเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจที่เป็นธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ธรรมนูญรัฐธรรมนูญถึงเป็นนิพพานเป็นพระนิพพาน ที่พระอานนท์ทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าเมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว จะเอาใครเป็นตัวแทนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;

มีธรรมเป็นประทีป มีธรรม เป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่น เป็นสรณะ เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ใน สถานะอันเลิศที่สุดแล.

 

เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นได้แก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปประมาณ ๕๐๐ ปีถึงมีการสร้างพุทธปฏิมาแทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

เพราะเหตุผลว่าทุกคนรู้เข้าใจ ทุกคนมีปัญญาสัมมาทิฏฐิว่าพระธรรมพระวินัยนั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีความรู้มีความเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นคือมรรคคือผลคือพระนิพพน

 

ความรู้ความเข้าใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีหน้าที่ที่เอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติถึงเรียกว่าบุคคลนั้นเป็นปัญญาชน ปัญญาชนนี้หมายถึงผู้รู้ผู้เข้าใจแล้วเอาพระธรรมนำชีวิต ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

เอาทางวิทยาศาสตร์ เอาทางจิตใจไปพร้อม ๆ กันอยู่ที่ปัจจุบัน เป็นผู้ที่ทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำความดีเพื่อความอยากความต้องการ พระนิพพานก็จะอยู่กับผู้ที่รู้เข้าใจ บุคคลเช่นนี้ถึงเรียกว่าปัญญาชน

 

ผู้ที่ไปบวชส่วนใหญ่ก็ไม่เข้าใจเรื่องพระนิพพาน ผู้ที่อยู่บ้านเป็นข้าราชการนักการเมืองก็ไม่เข้าใจเรื่องของพระนิพพาน

 

พระนิพพานนี้คือความดับทุกข์ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ดับทุกข์ไม่มีทุกข์ พระนิพพานเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

พระนิพพานนี้คือความรู้ความเข้าใจ รู้เข้าใจในเรื่องชาติศาสน์กษัตริย์ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ที่เป็นความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ทำความดีเพราะความอยากความต้องการ

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนที่เป็นมนุษย์เป็นผู้ที่ประเสริฐต้องรู้ต้องเข้าใจ จะได้เอาทรัพยากรที่ประเสริฐนี้มาใช้มาปฏิบัติ เพราะปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันนี้เป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน ปัจจุบันถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ผู้ที่มาบวชผู้ที่ไปบวชก็ไม่เข้าใจ ผู้เป็นข้าราชการนักการเมืองพ่อค้าประชาชนก็ไม่รู้ไม่เข้าใจ

 

มนุษย์เรามีการเรียนการศึกษาเพื่อความรู้ความเข้าใจเพื่อปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพื่อเอาความรู้ไปใช้ไปปฏิบัติ การเรียนการศึกษาเป็นแสงสว่างทางปัญญา เรามีตาเนื้อมีจักขุทางร่างกายนี้ยังไม่พอยังไม่เพียงพอ เราต้องมีจักขุทางปัญญา ด้วยเหตุนี้เราทุกคนต้องมีการเรียนการศึกษา เราทุกคนถึงมีทั้งจักขุทางกาย จักขุทางจิตใจ

 

การประพฤติการปฏิบัติของหมู่มวลมนุษย์ถึงเอาปัจจุบัน ๒ อย่างไปพร้อม ๆ กัน

 

ใจของเราทุกคนเป็นนามธรรม การประพฤติการปฏิบัติใจต้องไปปฏิบัติที่กาย เพราะใจนั้นเป็นนามธรรม ใจนั้นต้องอาศัยกายเป็นเครื่องฝึก เป็นการปฏิบัติ การปฏิบัติกายการฝึกกายนั้นแหละคือการฝึกใจ

 

เราทุกคนต้องพากันมารู้พากันเข้าใจ การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นคือการฝึกกาย คือการปฏิบัติกาย

 

พระธรรมพระวินัยแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ที่เราทุกคนต้องเอามาใช้เอามาประพฤติปฏิบัติกายวาจากิริยามารยาทอาชีพเพื่อฝึกใจเพื่อปฏิบัติใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราเหตุผลว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมพระวินัย เราต้องรู้เข้าใจข้อวัตรกิจวัตรที่เราจะใช้ที่เราจะประพฤติปฏิบัติ นั้นเราต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัยเอามาใช้เอามาปฏิบัติด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา ความตั้งใจตั้งเจตนานี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ภาชนะที่จะใช้งานได้ต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้เท่านั้น ภาชนะที่ล้มภาชนะที่คว่ำนั้นไม่สามารถที่จะทำงานได้ ความตั้งใจตั้งเจตนานี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

 

อาศัยกายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่เอามาประพฤติเอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ เอามาทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำความดีเพื่อความอยากความต้องการทำความดีเพื่อความอยากความต้องการนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ ขั้วบวกขั้วลบนั้นมันเป็นสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน ที่มันเป็นวัฏฏสงสาร เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ ทำอะไรต้องไม่ให้เป็นขั้วบวกขั้วลบ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นถึงจะจบลงที่ปัจจุบัน สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นถึงจะจบลงที่ผัสสะ สิ่งที่เป็นปัญหานั้นจะเป็นปัญญา เป็นที่เป็นปัญญาจะมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ใจของเรานั้น เราตรึกนึกคิดอะไรจะดีหรือชั่วจะผิดหรือถูก ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจ มีแต่ตัวของเรารู้เห็นเข้าใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เคารพในพระธรรมในพระวินัย เพราะความเคารพนั้นเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ เราไม่มีความเคารพความสงบจะเกิดขึ้นได้อย่างไรมีได้อย่างไร

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราจะได้หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน สัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่น มีความกลัวตาย ระแวงภัย สืบพันธุ์ เพราะพระธรรมพระวินัยเท่านั้นถึงจะหยุดสัญชาตญาณได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องมีความเคารพในพระธรรมในพระวินัย ต้องเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ตัวอย่างที่จะให้รู้ให้เข้าใจ ที่ท่านพระอานนท์ได้ทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ทุกคนได้มีความเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีความเคารพอะไร

 

องค์สมเด็จพระสัมมมสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า

พระองค์ทรงเคารพ "ธรรม" (พระธรรมวินัย) ที่พระองค์ตรัสรู้และแสดงแล้ว โดยทรงยกย่องธรรมเป็นที่พึ่ง เป็นประทีปส่องสว่าง และเป็นศาสดาแทนพระองค์หลังจากปรินิพพาน เพื่อให้ภิกษุสงฆ์ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติสูงสุดแทนการยึดติดในตัวบุคคล

 

พระพุทธเจ้าทรงเคารพ "พระสัทธรรม" (หลักธรรมที่ตรัสรู้ได้ด้วยพระองค์เอง) อย่างสูงสุด โดยทรงสอนว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ย่อมเคารพในธรรม (โลกุตตรธรรมและศาสนธรรม) ที่ทำให้พ้นทุกข์ เพื่อเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตที่ประกอบด้วยปัญญาและความเพียร 

 

ความเคารพคารวะ ๖ ประการที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเป็นตัวอย่างแบบอย่าง ให้พุทธบริษัทรู้ให้พุทธบริษัทเข้าใจ เพราะความเคารพเท่านั้นจะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ถ้าเราไม่มีความเคารพความสงบนั้นก็ไม่มี

 

 คารวะ หรือ คารวตา ๖ ความเคารพ การถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะพึงใส่ใจและปฏิบัติด้วยความเอื้อเฟื้อด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา หรือโดยความตั้งมั่นหนักแน่นเอาจจริง ๆ จัง ๆ การมองเห็นด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ เห็นคุณค่า เห็นความสำคัญแล้วปฏิบัติต่อบุคคลอื่นหรือต่อวัตถุนั้น ๆ โดยถูกต้อง ด้วยความจริงใจ เป็นเหตุให้เกิดสติเกิดปัญญา เป็นโอกาสเป็นเวลาที่เราจะได้ละอัตตาตัวตน เราทั้งหลายจะได้มีความสงบมีปัญญา

 

หนึ่ง สัตถุคารวตา ความเคารพในพระรัตนตรัย ในพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ  เพื่อยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ถ้ามีตัวตนมีตนแล้วมันก็ตกอยู่ในสัญชาตญาณมันเป็นการเอาตัวตนครองธาตุครองขันธ์ครองอายตนะ เป็นการที่เราไม่ได้เอาความถูกต้อง ไม่ได้เอาพระรัตนตรัยนำชีวิต ด้วยการเอาตัวเอาตนนำชีวิต เอาอีโก้นำชีวิต ข้อนี้บางแห่งเขียนไว้ในหนังสือ ว่าเราทุกคนต้องเคารพคารวะต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย ข้อวัตรกิจวัตร ในการดำเนินชีวิต เราทั้งหลายต้องเคารพในพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ เพราะพระธรรมพระวินัยเป็นพระรัตนตรัยเป็นพระพุทธพระธรรมพระอริยสงฆ์ พระอานนท์ได้ตรัสทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้วจะให้ตั้งใครแทนองค์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่นตรัสว่า อานนท์เอย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เอาพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ ให้เราพากันจับหลักจับประเด็นให้ได้ พระธรรมพระวินัยแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ที่อยู่ในพระไตรปิฎก แบ่งเป็น พระวินัยปิฎก ๒๑,๐๐๐ พระสูตร ๒๑,๐๐๐ พระอภิธรรม ๔๒,๐๐๐ รวมกันเป็น ๘๔,๐๐๐ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่าให้เอาพระธรรมเอาพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ แทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราทั้งหลายต้องมาเคารพคารวะในพระรัตนตรัยคือพระธรรมพระวินัยคือข้อวัตรข้อปฏิบัติเป็นธรรมที่จะทำให้เราเจริญไม่มีความเสื่อม

 

        สอง ธัมมคารวตา เคารพในพระธรรม ตั้งอยู่ในความไม่เพลิดเพลิน ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพราะการประพฤติการปฏิบัติเน้นที่ปัจจุบัน กงเกวียนกงกรรม ปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันเป็นวาระแห่งชาติ เราอย่าได้ไปประมาท ประมาทเล็กน้อยก็ผิดพลาดเล็กน้อย ประมาทปานกลางก็ผิดพลาดปานกลาง ประมาทอย่างใหญ่ก็ผิดพลาดอย่างใหญ่ ให้รู้เข้าใจเรื่องความประมาท องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสแก่พระภิกษุทั้งหลายว่า การประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ เป็นวาระแห่งชาติในการประพฤติการปฏิบัติเธอทั้งหลายจงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด อย่าคิด่าเรามีปัญญา เราจะแก้ปัญหาได้ เมื่อเรามีปัญญาเราก็ต้องมีพระธรรมพระวินัย เพราะพระธรรมพระวินัยเป็นสิ่งที่มีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ เมื่อเรามีปัญญาเราก็ต้องมีความสงบ เมื่อเรามีความสงบเราก็ต้องมีปัญญา เราทั้งหลายต้องพากันรู้เข้าใจ เราต้องเคารพคารวะในธรรมในสภาวธรรม เพราะทุกอย่างคือกรรมคือกฎแห่งกรรมคือผลของกรรม ที่เรามีธาตุทั้งสี่ขันธ์ทั้งห้าอายตนะหกมันเป็นผลของกรรมในการเวียนว่ายตายเกิดที่เราทุกคนไม่รู้ไม่เข้าใจ


       สาม สังฆคารวตา ความเคารพในสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้แก่ ผู้ที่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิมีความเห็นถูกต้องเข้าใจถูกต้องเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรงปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์เป็นผู้ปฏิบัติสมควรปฏิบัติเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ไม่ตึงเกินไปไม่หย่อนเกินไป มีความสงบมีปัญญาไปพร้อม ๆ กันมีศีลมีสมาธิมีปัญญาไปพร้อม ๆ กันเป้นผู้ที่สมควรแก่พวกเราทั้งหลายต้องเคารพกราบไหว้บำรุงกับท่านผู้นั้น เพราะท่านผู้นั้นก็ได้แก่ความสงบและปัญญา ยกเลิกอัตตายกเลิกตัวตนไม่มีอีโก้อะไร มีแต่ความสงบมีแต่ปัญญา

 

สี่ สิกขาคารวตา หมายถึงเคารพในการเรียนการศึกษา มนุษย์เราต้องมีการเรียนการศึกษา การเรียนการศึกษาของมนุษย์มีอยู่ทั้งหมด ๑๘ อย่าง ๑๘ อย่างมีอะไรบ้าง ๑๘ อย่างก็ได้แก่

  1.          ยุทธศาสตร์ วิชานักรบ
  2.          รัฐศาสตร์ วิชาการปกครอง
  3.          นิติศาสตร์ วิชากฎหมายและจารีตประเพณีต่างๆ
  4.          วาณิชยศาสตร์ วิชาการค้า
  5.          อักษรศาสตร์ วิชาหนังสือ
  6.          นิรุกติศาสตร์ วิชารู้ภาษาของตนแตกฉานดี และรู้ภาษาของชนชาติที่ติดต่อกัน
  7.          คณิตศาสตร์ วิชาคำนวณ
  8.          โชติยศาสตร์ วิชาดูดวงดาวต่างๆ คือรู้จักว่าดวงดาวนั้นๆ ตั้งอยู่ทางทิศนั้นๆ และประจำเมืองนั้นๆ และรู้จักสีแสงของดวงดาวต่างๆ อันบอกลางดีและลางร้ายในกาลบางครั้ง
  9.          ภูมิศาสตร์ วิชารู้พื้นที่ต่างๆ หรือรู้จักแผนที่ของประเทศต่างๆ
  10.     โหราศาสตร์ วิชาโหร คือรู้พยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ ได้ และรู้ทายดวงชะตาราศีของคนได้ด้วย
  11.     เวชศาสตร์ วิชาหมอยา
  12.     สัตวศาสตร์ วิชารู้ลักษณะของสัตว์และเสียงสัตว์ว่าร้ายหรือดี
  13.     เหตุศาสตร์ วิชารู้เหตุเป็นแดนเกิดแห่งผลว่าร้ายหรือดี
  14.     โยคศาสตร์ ยันตรศึกษา คือรู้จักความเป็นช่างกล
  15.     ศาสนศาสตร์ วิชารู้เรื่องศาสนา คือรู้จักประวัติความเป็นมาแห่งศาสนาทุกๆ ศาสนาที่มหาชนนิยม เพื่อปฏิบัติไม่ขัดแก่สังคมใดๆ และรู้คำสอนในศาสนานั้นๆ ด้วย
  16.     มายาศาสตร์ วิชารู้กลอุบาย หรือรู้ตำรับพิชัยสงคราม
  17.     คันธรรพศาสตร์ วิชาคนธรรพ์คือวิชาร้องรำ(ละคอน) ที่เรียกชื่อว่า "นาฏยศาสตร์" และวิชาดนตรีปี่พาทย์ ที่เรียกชื่อว่า "ดุริยางคศาสตร์"
  18.     ฉันทศาสตร์ วิชาประพันธ์ คือแต่งหนังสือได้ ทั้งที่เป็นร้อยกรอง(บทกลอน) และร้อยแก้ว(ความเรียง)

 

เราทุกคนเกิดมา ต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องมีทั้งตาเนื้อตาหนังตาปัญญาเพื่อความรู้ความเข้าใจ มนุษย์เราต่างจากสรรพสัตว์ทั้งหลายก็เพราะมาจากการเรียนการศึกษา การเรียนการศึกษานี้เป็นความรู้ความเข้าใจมันไม่ใช่ความจำ การที่เราไม่รู้ไม่เข้าใจความหมาย เราไปเรียนหนังสือ ไปศึกษาค้นคว้า ไปฟังการบรรยายความหมายเพื่อความรู้ความเข้าใจ เพื่อจะเอาความรู้ความเข้าใจไปประพฤติปฏิบัติให้เกิดความสงบเกิดปัญญา ให้เกิดปัญญาเกิดความสงบ ไม่ใช่ไปเรียนไปศึกษาเพื่ออัตตาตัวตนให้รู้เข้าใจ เราทั้งหลายอย่าไปคิดว่าการเรียนการศึกษานั้นเพื่อตัวเพื่อตน ไม่ใช่นะ การเรียนการศึกษาเพื่อเสียสละเพื่อละตัวละตน พระนักปฏิบัติทั้งหลายอยู่ป่าอยู่เขา ที่มุ่งมรรคผลพระนิพพานอย่าไปว่าให้ในบ้านในเมืองในกรุง เค้าเรียนเค้าศึกษา ไปว่าให้เค้าเรียนศึกษาเพื่อตัวเพื่อตนเพื่อยศเพื่อตำแหน่ง การเรียนการศึกษาความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติให้เข้าใจอย่างนี้ เรามีความคิดเห็นผิดเข้าใจผิด เราไม่เรียนไม่ศึกษาเรายังไปว่าให้เค้าอีกเรายังไปตำหนิเค้าอีกนั้นไม่ได้ ผู้ที่เป็นพระธรรมกถึกก็ต้องรู้เข้าใจ ผู้ที่เป็นวินัยธรก็ต้องรู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะไม่ได้ทะเลาะกัน จะได้ไม่ยกหูชูงวงในการประพฤติการปฏิบัติ เราทั้งหลายจะรู้การประพฤติการปฏิบัติ เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นรู้เข้าใจอยู่ที่ไหนก็พากันปฏิบัติที่นั่นอยู่ที่ไหนเรามีธาตุทั้งสี่ขันธ์ทั้งห้าอายตนะทั้งหกเราก็ปฏิบัติที่นั่น ธรรมะคือความสงบคือปัญญา ธรรมะนั้นลดทิฏฐิมานะอัตตาตัวตนธรรมะจะมีแต่ความสงบมีแต่ปัญญา เราเป็นนักปฏิบัติอยู่ในป่าในเขา เป็นผู้เรียนผู้ศึกษาอยู่ในเมืองกรุงทั้งหลายอย่าไปทะเลาะกัน เราทั้งหลายต้องมีความสงบมีความเคารพ เพราะตัวตนมันปรุงมันแต่งมันไม่สงบไม่เคารพมีแต่อัตตาตัวตน ผู้ที่อยู่ในเมืองกรุง อยู่ชนบทอยู่ป่าอยู่เขา เราทั้งหลายก็ต้องมีความสงบมีปัญญามีพระธรรมพระวินัยเป็นเครื่องอยู่ก้าวไปด้วยความสงบด้วยปัญญา ไม่ใช่ก้าวไปด้วยอัตตาตัวตนไม่ใช่ก้าวไปด้วยอีโก้ยกหูชูงวงให้รู้เข้าใจ

 

ห้า อัปปมาทคารวตา ความเคารพในความไม่ประมาท ความประมาทคือความผิดพลาดแน่นอนนอนแน่ ให้เราเข้าใจ ถ้าใครมีความประมาทคนนั้นย่อมผิดพลาดแน่นอน พากันไปเผยแผ่ถ้าไปประมาทก็ต้องนอนแผ่ด้วยความประมาทผิดพลาดนะ ให้เข้าใจอย่างนี้ ให้เราละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป หวาดสะดุ้งเกรงกลัวต่อบาปอย่าไปคิดว่าตัวเองมีปัญญามากจะเอาตัวรอด เดี๋ยวจะเป็นการเก็บเล็กผสมน้อยของความประมาทจะเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตมันจะพังทลายเหมือนตึก สตง.ของเมืองไทย สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ก็เพราะเอาความประมาทนำชีวิต เอาตัวตนนำชีวิต เอาอีโก้นำชีวิต เราต้องเข้าใจในเรื่องของความประมาทนะ เข้าใจในเรื่องความไม่ประมาทนะ ความไม่ประมาทมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้มีเมตตาบอกมหาชนทั้งหลาย ในกาลเวลาที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานว่า ความประมาทนี้เป็นอันตรายที่ยิ่งใหญ่ใหญ่ยิ่ง

 

ข้อที่ ๖ ข้อสุดท้ายของคารวธรรม คือเคารพในพระธรรม เคารพในการต้อนรับปฏิสันถาร ไม่แบ่งชั้นวรรณะ เป็นผู้ให้เป็นผู้เสียสละ ไม่หวังอะไรตอบแทน เทคแคร์ทุก ๆ คนเหมือนกัน มนุษย์เราคือผู้ที่รู้เข้าใจว่ามนุษย์เราต้องเอาธรรมนำชีวิต เอาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เป็นผู้ที่ไม่ไปตามผัสสะ ไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม รู้เข้าใจแล้วให้ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นดับลงเพียงผัสสะ ไม่เอาความชอบความชัง ไม่เอาความดีใจเสียใจ เอาความสงบและปัญญา เอาศีลเอาสมาธิเอาปัญญาเป็นการดำเนินชีวิต เน้นที่ปัจจุบันด้วยความรู้ความเข้าใจ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ละอดีตที่ผ่านไปแล้ว ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ ได้ทั้งประโยชน์ชาตินี้ ได้ทั้งประโยชน์ชาติหน้า เน้นที่ปัจจุบัน เป็นผู้ที่รู้จักอริยสัจสี่ รู้จักทุกข์ รู้จักเหตุเกิดทุกข์ รู้จักข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เป็นผู้มีศีลเป็นผู้ที่มีสมาธิ เป็นผู้ที่มีปัญญา มีสติมีปัญญา เป็นความรู้ความเข้าใจเป็นประภัสสร รู้สิ่งที่สัญจรไปมาในเรื่องอาคันตุกะ ชั่วครู่ชั่วยาม การต้อนรับปฏิสันถารในแขกที่มาเยี่ยมเยือน เราต้องทำหน้าที่ของเราให้ถูกต้อง มาทางตาก็ให้จบเพียงตา มาทางหูก็ให้จบเพียงหู มาทางจมูกก็ให้จบเพียงจมูก มาทางลิ้นก็ให้จบเพียงลิ้น มาทางกายก็ให้จบเพียงกาย สิ่งทั้งหลายนั้นต้องให้จบลงเพียงผัสสะ

 

เราทั้งหลายต้องรู้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ จะได้ไม่เอาความหลงนำชีวิต ไม่เอาความผิดนำชีวิต เราต้องรู้จักสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริงว่าธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เป็นสิ่งที่สัญจรไปมาชั่วครู่ชั่วยามเราต้องต้อนรับด้วยความถูกต้องด้วยความรู้ความเข้าใจเพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นประภัสสร เราทั้งหลายจะได้รู้ทางสายกลาง อดีตก็ให้จบไป อนาคตก็ให้เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เราจได้มีปฏิปทาเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรง เราจะได้ต้อนรับอาคันตุกะที่สัญจรไปมาด้วยคารวธรรม

 

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นท่านยกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นนิติบุคคลในตัวในตน ท่านเคารพในพระธรรมในพระวินัยด้วยความรู้ความเข้าใจ เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ท่านยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ไม่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ท่านคืนอธิปไตยให้กับธรรมชาติ การมาตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาพุทธเจ้าเป็นการมาคืนอธิปไตย ไม่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ

 

เพราะการลิดรอนสิทธิเสรีภาพมนันเป็นขั้วบวกขั้วลบ มันเป็นความไม่สงบ มันเป็นสงคราม สงครามในตัวของมันเอง สงครามกับสิ่งภายนอก สงครามในครอบครัว ขยายวงกว้างออกไปยังหมู่บ้านตำบลอำเภอจังหวัดเมืองหลวง สงครามในประเทศ สงครามระหว่างประเทศ สงครามโลก สงครามนั้นคือความไม่สงบ สงบครามนั้นเป็นขั้วบวกขั้วลบ สงครามนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

ความรู้ความเข้าใจ ยกเลิกสัญชาตญาณ ไม่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ มีความเคารพ ใจของเราถึงจะสงบ เราไปแสวงหาสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้มันก็ย่อมมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป ทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมา

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เราจะไปแสวงหาสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ นี้เป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ เราไม่อยากให้แก่ให้เจ็บไม่ตายไม่ให้พลัดพราก อยากจะมีแต่ความสุข

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราถึงพากันรู้พากันเข้าใจ จะได้เอาพระธรรมเอาพระวินัยเพื่อเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้จบลงที่ปัจจุบันนี้ จบลงที่ผัสสะนี้ เอาความดีและปัญญาที่เป็นปฏิปทาติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราทุกคนไม่ให้ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทคือความผิดพลาดคือการเสียหายมันจะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง.สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงตรัสปัจฉิมโอวาทก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานว่าปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เราต้องรู้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยที่เป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน เราต้องรู้เข้าใจต้องเข้ามาประพฤติมาปฏิบัติ

ท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรม ความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ ๑๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 115,890