๑๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ ๑๗ เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เสาร์อาทิตย์เป็นวันหยุดทำงาน
ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบายเพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพื่อความรู้ความเข้าใจ เพื่อจะเอาธรรมะมาใช้มาปฏิบัติ เพื่อจะได้มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ รู้เหตุรู้ปัจจัย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย
ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ความรู้ความเข้าใจ จะได้เอาความรู้ความเข้าใจมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นการมาหยุดปัญหายกเลิกปัญหาเอาปัญญานำชีวิต
เรามีตาเนื้อ มีจักขุวิญญาณยังไม่พอ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรามีตาปัญญา เราต้องมีแสวงสว่างทางจักขุวิญญาณ เราต้องมีแสงสว่างทางปัญญา เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ก้าวไปทั้งความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ
สิ่งภายนอกนั่นแหละคือสิ่งภายใน สิ่งภายในนั่นแหละคือสิ่งภายนอก ทั้งภายนอกภายใน ๒ อย่างนี้คืออันหนึ่งอันเดียวกัน
ความรู้ความเข้าใจ จะเป็นอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ สิ่งภายนอกภายในนี้จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
การปฏิบัติใจนั้นคือปฏิบัติในสิ่งภายนอก ปฏิบัติสิ่งภายนอกนั่นแหละคือการประพฤติการปฏิบัติใจ เพราะสิ่งภายนอกกับสิ่งภายใน ๒ อย่างนี้มันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน
เราพากันคิดดูดี ๆ ใจของเรานั้นไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครเข้าใจว่าเราตรึกนึกคิดอะไร แต่เราทุกคนรู้เข้าใจว่าเราตรึกนึกคิดอะไร
ด้วยเหตุผลนี้ เราถึงพากันรู้พากันเข้าใจว่าความลับนั้นไม่มีอยู่ในที่มืดหรือที่แจ้ง
ใครไม่รู้แต่ว่าตัวของเราเป็นผู้รู้
ด้วยเหตุผลนี้การพัฒนาใจถึงต้องอาศัยการพัฒนากายวาจากิริยามารยาทอาชีพ
เราทุกคนเพื่อยกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่มันเป็นนิติบุคคลตัวตนที่เป็นสัญชาตญาณ สัญชาตญาณที่รักความสุข ไม่ชอบความทุกข์ ระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์
เราทุกคนต้องรู้เข้าใจว่าเราทุกคนต้องหยุดสัญชาตญาณแห่งการเวียนว่ายตายเกิดของตัวเราเอง เพราะไม่มีใครไม่มีใครปฏิบัติให้เราได้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ทำหน้าที่ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ขีณาสพท่านได้ฟังพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ทำหน้าที่ของพระอรหันต์ขีณาสพนั้น
เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ว่าเราต้องประพฤติต้องปฏิบัติจะต้องทำหน้าที่ ความตั้งใจตั้งเจตนานี้สำคัญ ภาชนะที่ใช้งานได้นั้นต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้ ภาชนะที่ล้มภาชนะที่คว่ำเป็นภาชนะที่ใช้งานไม่ได้
การประพฤติการปฏิบัติเราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นอริยมรรคมีองค์แปดอยู่ที่ปัจจุบัน การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงอยู่ที่ความตั้งใจตั้งเจตนา การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นถึงไม่มีการปกปิดซ่อนเร้น เป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำความดีเพื่อให้เป็นขั้วบวกขั้วลบ ทำความดีเพื่อหยุดสัญชาตญาณ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นการยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นความยึดมั่นถือมั่นในนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน
การทำความดีเพื่อความดีนั้นจะไม่มีการหมกเม็ด ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงตรัสว่า เธอทั้งหลายจงพากันประพฤติพรหมจรรย์เถิด
ให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ว่าสิ่งภายนอกกับสิ่งภายในนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน
ถ้าเราทำความดีเพื่อความดีนั้นจะไม่มีการหมกเม็ด เรารู้เราเข้าใจมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ ความสุขกับความสงบนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน เรามีความสุขในการทำหน้าที่ ความสงบก็มีอยู่ในตัวเป็นเงาตามตัว
เช่น เรามีความเคารพในพระธรรมในพระวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความเคารพนั้นก็จะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบทันที ความสงบนั้นมันเป็นเงาของความเคารพ
เช่น มีผู้มาถามว่า ทำไมเค้าไม่มีความสงบ ก็เพราะเหตุว่า เค้าไม่มีความสุขในการทำงาน ไม่มีความสุขในการทำหน้าที่ เมื่อเค้าไม่มีความสุขในการทำงานทำหน้าที่ ความสงบเค้าจะมีได้อย่างไร เพราะมันไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยนี้จะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมในพระวินัย ให้เราทุกคนรู้เข้าใจ ว่าความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมพระวินัยนั้นคือการยกเลิก
สัญชาตญาณที่ชอบความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ ระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์ ธรรมวินัยนั้นจะหยุดสัญชาตญาณ
ธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือไม่ใช่สีลัพพัตตปรามาส ไม่ใช่ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติ ธรรมวินัยนั้นเป็นสาเหตุให้ยกเลิกนิติบุคคลตัวตนที่มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวในตน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ ว่าพระธรรมวินัยนั่นแหละคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นแหละคือพระธรรมคือพระวินัย
พระอานนท์ได้ทูลถามพระบรมศาสดาว่า เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานจะเอาใครเป็นองค์แทนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เมตตาตรัสกับพระอานนท์ว่า
อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.
อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.
อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา
อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;
มีธรรมเป็นประทีป มีธรรม เป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ เป็นอยู่
อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ใน สถานะอันเลิศที่สุดแล
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่า พระธรรมพระวินัยนั่นแหละคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนถึงต้องมาเคารพในพระธรรมพระวินัย ความเคารพนี้จะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ
พระธรรมพระวินัยนั้นจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราเข้าใจ เพื่อเราจะได้หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนถึงมาเน้นที่ตัวเรา มีความตั้งใจตั้งเจตนา เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ความรู้ถึงเป็นคู่การประพฤติการปฏิบัติเพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องมารู้เหตุมารู้ปัจจัย เพื่อจะได้เอาธรรมนำชีวิต เพื่อหยุดสัญชาตญาณ
ธรรมนูญ รัฐธรรมนูญนี้ถึงเป็นนิพพาน เป็นพระนิพพาน ธรรมนูญนี้จะยกเลิกสัญชาตญาณที่จะเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ จะเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ธรรมนูญรัฐธรรมนูญนั้นจะหยุดขั้วบวก จะหยุดขั้วลบ
เรารู้เข้าใจ เราเคารพในสัจธรรมตามความเป็นจริง ไม่เข้าไปก้าวก่ายสิทธิเสรีภาพตามความเป็นจริง มีความรู้มีความเข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัยเรื่องของธรรมชาติ ไม่ไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพ เพราะทุกอย่างนั้นมันคือความเป็นจริง
เช่น ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนั้นคือความจริงความเป็นจริง
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นท่านไม่เข้าใจลิดรอนสิทธิเสรีภาพ พระอรหันต์ขีณาสพไม่เข้าไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพ
มีความรู้ความเข้าใจเรื่องธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นการพัฒนาใจ พัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กันให้เป็นทางสายกลาง
เสขบุคคล คือบุคคลที่รู้เข้าใจ มีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติเพื่อหยุดสัญชาตญาณจากความรู้ความเข้าใจ
เราทุกคนพากันมารู้พากันมาเข้าใจ ส่วนใหญ่เราทุกคนคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์ เรายังไม่รู้ไม่เข้าใจ
เราคิดดูดี ๆ นะ ถ้ารู้เข้าใจแล้ว ทำไมถึงจะไปสร้างปัญหา ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้เหตุเกิดทุกข์ ไม่รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์
ความไม่รู้ไม่เข้าใจนี้แหละสร้างปัญหาให้กับตัวเอง การสร้างปัญหาให้กับตัวเองนั่นแหละคือการสร้างปัญหาให้กับคนอื่น การสร้างปัญหาให้กับคนอื่นนั่นแหละคือการสร้างปัญหาให้กับตัวเอง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันรู้พากันเข้าใจ จะได้หยุดสัญชาตญาณที่เราพากันสร้างความสุข ไม่ชอบความทุกข์ ระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนถึงต้องมาเอาความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ เพื่อหยุดสัญชาตญาณของตัวเราให้ได้
เรามีความสุขในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพราะเหตุผลว่า อดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเรารู้เราเข้าใจ เรามีความสุขในการทำหน้าที่ เพราะความสุขกับความสงบมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ความเคารพในสัจธรรมตามความเป็นจริงนั้นคือความสงบ
ปัจจุบันเราต้องรู้ต้องเข้าใจ การปฏิบัติทางกายนั้นคือการปฏิบัติทางใจ เราคิดดูดี ๆ นะ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสสติปัฏฐานทั้ง ๔ รู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม เพราะเหตุผลว่าสิ่งภายนอกกับสิ่งภายในนั้นคืออันหนึ่งอันเดียวกัน
ถ้าเรามีความสุขในการทำหน้าที่ความสงบมันก็เป็นเงาตามตัว ถ้าเรามีความเคารพในพระธรรมพระวินัย ความสงบนั้นก็เป็นเงาตามตัว
เรามีความสุขกับการทำหน้าที่ ความทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มี ให้ผู้ฟังทั้งหลายเข้าใจว่าตำแหน่งนั้นมันมีเพียงตำแหน่งเดียว ตำแหน่งยืนก็มีเพียงตำแหน่งเดียว ตำแหน่งนั่งก็มีเพียงตำแหน่งเดียว ตำแหน่งเดินก็มีเพียงตำแหน่งเดียว ตำแหน่งนอนก็มีเพียงตำแหน่งเดียว ตำแหน่งกิริยามารยาทอาชีพก็มีเพียงตำแหน่งเดียว
คำว่าตำแหน่งเดียวนั้นก็หมายความว่า กายกับใจนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน เราต้องรู้เข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจเราจะหยุดสัญชาตญาณที่ชอบความสุข ไม่ชอบความทุกข์ ระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์นั้นไม่ได้
การประพฤติการปฏิบัติถ้าเรามีความสุข ความทุกข์นั้นมันถึงมีไม่ได้
เพราะเรารู้เพราะเราเข้าใจ เราถึงต้องพัฒนากายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เพราะสิ่งภายนอกภายในมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้สติปัฏฐาน ๔ อย่างนี้ จะได้มีความสุขในการทำหน้าที่ เพราะการทำหน้าที่ที่มีความสุขนั้นมันก็คือความสงบ ความสงบนั้นถึงไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบ
ความปรุงแต่งนั้นเป็นขั้วบวกขั้วลบ ความปรุงแต่งนั้นมันคือความไม่สงบ ความปรุงแต่งนั้นมันเป็นสงครามในความไม่รู้ไม่เข้าใจ สงครามระหว่างเรากับคนอื่น สงครามในครอบครัว ขยายออกไปวงกว้างเป็นสงครามในหมู่บ้านตำบลอำเภอจังหวัดเมือง สงครามในประเทศสงครามต่างประเทศสงครามโลก
ความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการทำหน้าที่นี้จะเป็นออกซิเจน เป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูลถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป
การประพฤติการปฏิบัติที่เป็นทางสายกลางที่เป็นธรรมนูญที่เป็นรัฐธรรมนูญ ถึงเป็นพระนิพพานอยู่ในตัวของพระนิพพานเอง อยู่ที่ปัจจุบัน พระนิพพานนั้นถึงไม่ใช่อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ อนาคตอดีตมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ ปัจจุบันเรายกเลิกสัญชาตญาณที่รักสุขเกลียดทุกข์ระแวงภัยยินดีในการสืบพันธุ์
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ถึงเราจะเป็นคนรวยเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ถึงเราจะมีอำนาจวาสนาในข้าราชการนักการเมือง
ถ้าเรายังเอาสัญชาตญาณที่รักความสุขไม่ชอบความทุกข์ระแวงภัยยินดีในการสืบพันธุ์ ท่านผู้นั้นก็ไม่สามารถที่จะดับทุกข์ได้
ด้วยเหตุนี้เราต้องรู้เราต้องเข้าใจเรื่องความดับทุกข์เรื่องความไม่มีทุกข์
ด้วยเหตุผลนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯรัชกาลที่ ๙ ท่านให้เรารู้เข้าใจเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย จะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงความพอดี ไม่ไปแสวงหาในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
ความรู้ความเข้าใจ เราทุกคนมามีความสุขในการทำหน้าที่ เพราะความสุขกับความสงบนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน
ความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการทำหน้าที่นี้จะเป็นออกซิเจนในการทำหน้าที่ไปในตัว ความสุขความดับทุกข์นั้นคืออยู่ที่ทำหน้าที่ หน้าที่นั่นแหละคือธรรมนูญ หน้าที่นั่นแหละคือรัฐธรรมนูญ
ที่มีผู้ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าอันนี้นะขึ้นอยู่ที่เหตุขึ้นอยู่ที่ปัจจัยขึ้นอยู่ที่เงื่อนไข เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เอาเหตุปัจจัยอยู่ที่ปัจจุบัน จะได้เป็นประโยชน์ทั้งปัจจุบันและอนาคต เพราะอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบันแล้ว อนาคตจะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจัย ปัจจุบันเราต้องหยุดสัญชาตญาณที่รักความสุขไม่ชอบความทุกข์ระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์ต้องหยุดสัญชาตญาณ
ความรู้ความเข้าใจ เอาความรู้ความเข้าใจมาใช้มาปฏิบัติในปัจจุบัน ปัจจุบันเราก็จะเข้าถึงพระนิพพานในปัจจุบัน ไม่ต้องรอในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ
อดีตอนาคตนั้นเป็นขั้วบวกขั้วลบ ปัจจุบันเราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความเคารพในสัจธรรมตามความเป็นจริง
มีคำถามว่า เราจะปฏิบัติไปถึงไหนถึงจะได้หยุด
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสให้เรารู้ให้เราเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นคือการทำหน้าที่
คำว่าหยุดหรือว่าคำว่าไปนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ มันคือความปรุงแต่ง
การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นการหยุดสัญชาตญาณที่มันเป็นขั้วบวกขั้วลบ
ความดีและปัญญาต้องเป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เราชอบความสุข เกลียดความทุกข์ ระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์
คำถามที่ว่าปฏิบัติเมื่อไหร่จะได้หยุด จะได้จบลงได้จากความรู้ความเข้าใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ
ผู้ที่ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน มีความรักสุขไม่ชอบความทุกข์ระแวงภัยยินดีในการสืบพันธุ์ จะหยุดได้ด้วยรู้อริยสัจ ๔ รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่
เราทุกคนพากันคิดดูดี ๆ นะ อย่างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านทำหน้าที่ทำพุทธกิจของท่านตลอด ๒๔ ชั่วโมง
วันหนึ่งคืนหนึ่งพระองค์ทรงบรรทมพักผ่อนเพื่อสรีระร่างกายวันละ ๔ ชั่วโมง เสียสละให้ประชาชนมหาชนหมู่เทพเทวามารพรหมสรรพสัตว์ทั้งหลายวันละ ๒๐ ชั่วโมง รวมกันแล้วเป็น ๒๔ ชั่วโมง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทำพุทธกิจของท่านอย่างนี้
ความดีและปัญญาต้องเป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องถึงจะไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะเป็นธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญ จะเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่พระนิพพานที่เป็นนิติบุคคลตัวตน
ความรู้ความเข้าใจอย่างนี้ถึงจะหยุดสัญชาตญาณ ความสงบและปัญญาต้องเป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ถ้าเรามีความลังเลสงสัยนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ให้เราเอาธรรมะตัดสินพระธรรมวินัย ๘ ประการ
ลักษณะตัดสินธรรมวินัยที่เราเอามาพิจารณาเรื่องปฏิจจสมุปบาทที่เป็นธรรมตัดสิน ๘ ประการ
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อ
๑. วิราคะ คือ ความคลายกำหนัดยินดี เราต้องรู้จักความกำหนัดยินดี มันเป็นความติดพัน การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงใช้หญ้าคามาเป็นบัลลังก์ในการตรัสรู้ เราต้องรู้กระบวนการของปฏิจจสมุปบาท เราถึงจะได้ยกเลิกความกำหนัดยินดี ถ้าเรามีความกำหนัดยินดีเราก็ย่อมมีปฏิฆะ มีพยาบาท เราคิดดูดี ๆ นะ กามและพยาบาทมันคือนิติบุคคลตัวตน มันยึดมั่นถือมั่น มันติดพันเพราะความยึดมั่นถือมั่นมันเป็นสัญชาตญาณ เป็นนิติบุคคลตัวตน ความติดพัน ไม่เป็นอิสระ เราต้องรู้เข้าใจเรื่องกระบวนการของปฏิจจสมุปบาทเราทั้งหลายจะได้คลายความกำหนัด ความยินดี องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่ให้เราเอาสัญชาตญาณนำชีวิตที่มันเป็นกระบวนการของปฏิจจสมุปบาทไม่เอาความยินดียินร้ายนำชีวิต เพราะความยินดียินร้ายนี้เป็นนิติบุคคลตัวตน เป็นวัฏฏสงสาร
๒. วิสังโยค คือ ความหมดเครื่องผูกรัด ความไม่ประกอบ มิใช่เพื่อผูกรัด หรือประกอบทุกข์ เราจะมาทำที่สุดแห่งความดับทุกข์ไม่มีทุกข์ เราจะได้เอาตัวรอดในทางที่รอดปลอดภัยด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘
๓. อปจยะ คือ ความไม่พอกพูนไม่เพิ่มพูนกิเลส มิใช่เพื่อความพอกพูนกิเลสอวิชชาความหลง เราต้องรู้เข้าใจในเรื่องเหตุปัจจัยในเรื่องปฏิจจสมุปบาท
๔. อัปปิจฉตา คือ ความอยากอันน้อย ความมักน้อย มิใช่เพื่อความอยากอันใหญ่ ความมักใหญ่ เป็นผู้มักมากอยากใหญ่ เราต้องรู้เข้าใจ เพราะทุกอย่างนั้นเป็นธรรมชาติเป็นประภัสสร เช่น ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพราก นี้เป็นประภัสสรทุกอย่างเป็นธรรมชาติเป็นตัวของธรรมชาติหาใช่นิติบุคคลตัวตนไม่ เราทั้งหลายต้องรู้จักเรื่องปฏิจจสมุปบาท เราจะได้เอาความสงบและปัญญาที่เป็นพื้นฐานเป็นกรรมฐาน เพื่อเข้าถึงความพอดีความพอเพียงเพียงพอ เราต้องรู้เข้าใจเรื่องสิทธิเสรีภาพ เรื่องที่ไม่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ เราคิดดูดี ๆ นะ เราอยากให้มันมากมันก็ไม่มากอยากให้มันน้อยมันก็ไม่น้อย อยากให้มันแก่มันก็แก่อยากให้ไม่เจ็บมันก็เจ็บ อยากให้ไม่ตายมันก็ตาย เพราะธรรมชาติมันเป็นประภัสสร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรารู้ทุกข์ รู้มาจากปลายจากกิ่งจากลำต้นไปถึงโคนถึงราก รากนั้นคือความไม่รู้ไม่เข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนี้แหละทำให้เราเวียนว่ายตายเกิด อริยสัจสี่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงพูดเรื่องทุกข์ก่อน ว่าทุกข์มันมาจากไหน ให้มาจากยอดกิ่งก้านสาขามาถึงโคนต้นไม้มาถึงรากใหญ่รากเล็กรากฝอยของต้นไม้ที่เป็นอาหารของต้นไม้
๕. สันตุฏฐี คือ ความสันโดษ มิใช่เพื่อความไม่สันโดษ ความสันโดษนี้จะเป็นความพอเพียงเพียงพอ จะเป็นพื้นฐาน มันจะเป็นกรรมเป็นกฎของกรรมด้วยความรู้เรื่องอริยสัจสี่ เราทั้งหลายต้องเข้าถึงความพอดีความพอเพียงเพียงพอ เพื่อเอาอริยมรรคมีองค์ ๘ มาใช้มาปฏิบัติเพื่อเป็นหลักการอุดมการณ์อุดมธรรม
๖. ปวิเวก คือ ความสงัด มิใช่เพื่อความคลุกคลีอยู่ในหมู่ เราต้องรู้เรื่องความวิเวก ความสงัด ความไม่คลุกคลี เราจะเข้าถึงความวิเวกได้เราก็อาศัยเหตุปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปมันถึงมี พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ ให้เราปฏิบัติให้สมบูรณ์ ทั้งกายวาจากิริยามารยาท สมบูรณ์ทั้งใจในการประพฤติการปฏิบัติเพื่อจะเป็นมรรคเป็นอริยมรรต้องสมบูรณ์ ไม่ขาดตกบกพร่อง เพราะว่าพระธรรมพระวินัยเป็นทั้งคำสั่ง เป็นทั้งคำสอน เป็นทั้งสมถะ เป็นทั้งวิปัสสนา ปัจจุบันนี้เราต้องตั้งใจตั้งเจตนา เอาความคารวธรรมนำชีวิต
๗. วิริยารัมภะ คือ การประกอบความเพียร มิใช่เพื่อความเกียจคร้าน ความสงบและปัญญาเราต้องรู้เข้าใจ เมื่อเรามีความสงบเราต้องเสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละเราก็ไม่มีศีลไม่มีสมาธิไม่มีปัญญา ศีลสมาธิปัญญานั้นถึงเป็นพื้นเป็นฐาน เป็นอุปกรณ์ในการประพฤติการปฏิบัติ เราทั้งหลายจะพากันเกียจคร้านไม่ได้ เพราะความเกียจคร้านนั้นเป็นนิติบุคคลตัวตน เราต้องผ่านไปด้วยความรู้ความเข้าใจ เราต้องขอบใจความขี้เกียจขี้คร้านเพื่อให้เราได้ทำความเพียร ศีลสมาธิปัญญาถึงต้องไปพร้อมกัน ผู้มีปัญญามากต้องมีความสงบมาก ผู้มีความสงบมากต้องเสียสละ ถึงมีศีลมีสมาธิมีปัญญา
๘. สุภรตา คือ ความเลี้ยงง่าย มิใช่เพื่อความเลี้ยงยาก นิติบุคคลตัวตนมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไปนอกจากทุกข์ไม่มีเลย เป็นบุคคลที่ไม่มีความสงบไม่มีปัญญา ไม่รู้เรื่องพระไตรลักษณ์ ไม่รู้เรื่องอนิจจังทุกขังอนัตตา ธรรมะที่เป็นไปเพื่อเป็นความเลี้ยงยาก เป็นความไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอไม่เพียงพอ เราต้องรู้เข้าใจ เราเอาความหลงนำชีวิตนั้นไม่ได้ เอาความอยากความต้องการนำชีวิตนั้นไม่ได้ ต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัย เอาความสงบและปัญญา เอาศีลเอาสมาธิเอาปัญญา
ธรรมตัดสิน ๘ ประการ เมื่อให้เรามีความสงสัยให้เอาธรรม ๘ ประการมาเป็นหลักการ ให้เป็นอุดมการณ์อุดมธรรม ถึงจะเป็นพระธรรมพระวินัย เป็นสัตถุสาสน์ เป็นคำสั่งสอนขององค์พระศาสดาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ความเคารพเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงได้ตรัสเรื่องของความเคารพคารวะ
ความเคารพคารวะ ๘ ประการ เพื่อเราทุกคนจะได้เอาไปใช้เอามาปฏิบัติ
คารวะ หรือ คารวตา ๖ ความเคารพ การถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะพึงใส่ใจและปฏิบัติด้วยความเอื้อเฟื้อด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา หรือโดยความตั้งมั่นหนักแน่นเอาจจริง ๆ จัง ๆ การมองเห็นด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ เห็นคุณค่า เห็นความสำคัญแล้วปฏิบัติต่อบุคคลอื่นหรือต่อวัตถุนั้น ๆ โดยถูกต้อง ด้วยความจริงใจ เป็นเหตุให้เกิดสติเกิดปัญญา เป็นโอกาสเป็นเวลาที่เราจะได้ละอัตตาตัวตน เราทั้งหลายจะได้มีความสงบมีปัญญา
หนึ่ง สัตถุคารวตา ความเคารพในพระรัตนตรัย ในพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ เพื่อยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ถ้ามีตัวตนมีตนแล้วมันก็ตกอยู่ในสัญชาตญาณมันเป็นการเอาตัวตนครองธาตุครองขันธ์ครองอายตนะ เป็นการที่เราไม่ได้เอาความถูกต้อง ไม่ได้เอาพระรัตนตรัยนำชีวิต ด้วยการเอาตัวเอาตนนำชีวิต เอาอีโก้นำชีวิต ข้อนี้บางแห่งเขียนไว้ในหนังสือ ว่าเราทุกคนต้องเคารพคารวะต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย ข้อวัตรกิจวัตร ในการดำเนินชีวิต เราทั้งหลายต้องเคารพในพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ เพราะพระธรรมพระวินัยเป็นพระรัตนตรัยเป็นพระพุทธพระธรรมพระอริยสงฆ์ พระอานนท์ได้ตรัสทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้วจะให้ตั้งใครแทนองค์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่นตรัสว่า อานนท์เอย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เอาพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ ให้เราพากันจับหลักจับประเด็นให้ได้ พระธรรมพระวินัยแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ที่อยู่ในพระไตรปิฎก แบ่งเป็น พระวินัยปิฎก ๒๑,๐๐๐ พระสูตร ๒๑,๐๐๐ พระอภิธรรม ๔๒,๐๐๐ รวมกันเป็น ๘๔,๐๐๐ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่าให้เอาพระธรรมเอาพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ แทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราทั้งหลายต้องมาเคารพคารวะในพระรัตนตรัยคือพระธรรมพระวินัยคือข้อวัตรข้อปฏิบัติเป็นธรรมที่จะทำให้เราเจริญไม่มีความเสื่อม
สอง ธัมมคารวตา เคารพในพระธรรม ตั้งอยู่ในความไม่เพลิดเพลิน ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพราะการประพฤติการปฏิบัติเน้นที่ปัจจุบัน กงเกวียนกงกรรม ปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันเป็นวาระแห่งชาติ เราอย่าได้ไปประมาท ประมาทเล็กน้อยก็ผิดพลาดเล็กน้อย ประมาทปานกลางก็ผิดพลาดปานกลาง ประมาทอย่างใหญ่ก็ผิดพลาดอย่างใหญ่ ให้รู้เข้าใจเรื่องความประมาท องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสแก่พระภิกษุทั้งหลายว่า การประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ เป็นวาระแห่งชาติในการประพฤติการปฏิบัติเธอทั้งหลายจงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด อย่าคิด่าเรามีปัญญา เราจะแก้ปัญหาได้ เมื่อเรามีปัญญาเราก็ต้องมีพระธรรมพระวินัย เพราะพระธรรมพระวินัยเป็นสิ่งที่มีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ เมื่อเรามีปัญญาเราก็ต้องมีความสงบ เมื่อเรามีความสงบเราก็ต้องมีปัญญา เราทั้งหลายต้องพากันรู้เข้าใจ เราต้องเคารพคารวะในธรรมในสภาวธรรม เพราะทุกอย่างคือกรรมคือกฎแห่งกรรมคือผลของกรรม ที่เรามีธาตุทั้งสี่ขันธ์ทั้งห้าอายตนะหกมันเป็นผลของกรรมในการเวียนว่ายตายเกิดที่เราทุกคนไม่รู้ไม่เข้าใจ
สาม สังฆคารวตา ความเคารพในสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้แก่ ผู้ที่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิมีความเห็นถูกต้องเข้าใจถูกต้องเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรงปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์เป็นผู้ปฏิบัติสมควรปฏิบัติเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ไม่ตึงเกินไปไม่หย่อนเกินไป มีความสงบมีปัญญาไปพร้อม ๆ กันมีศีลมีสมาธิมีปัญญาไปพร้อม ๆ กันเป้นผู้ที่สมควรแก่พวกเราทั้งหลายต้องเคารพกราบไหว้บำรุงกับท่านผู้นั้น เพราะท่านผู้นั้นก็ได้แก่ความสงบและปัญญา ยกเลิกอัตตายกเลิกตัวตนไม่มีอีโก้อะไร มีแต่ความสงบมีแต่ปัญญา
สี่ สิกขาคารวตา หมายถึงเคารพในการเรียนการศึกษา มนุษย์เราต้องมีการเรียนการศึกษา การเรียนการศึกษาของมนุษย์มีอยู่ทั้งหมด ๑๘ อย่าง ๑๘ อย่างมีอะไรบ้าง ๑๘ อย่างก็ได้แก่
- ยุทธศาสตร์ วิชานักรบ
- รัฐศาสตร์ วิชาการปกครอง
- นิติศาสตร์ วิชากฎหมายและจารีตประเพณีต่างๆ
- วาณิชยศาสตร์ วิชาการค้า
- อักษรศาสตร์ วิชาหนังสือ
- นิรุกติศาสตร์ วิชารู้ภาษาของตนแตกฉานดี และรู้ภาษาของชนชาติที่ติดต่อกัน
- คณิตศาสตร์ วิชาคำนวณ
- โชติยศาสตร์ วิชาดูดวงดาวต่างๆ คือรู้จักว่าดวงดาวนั้นๆ ตั้งอยู่ทางทิศนั้นๆ และประจำเมืองนั้นๆ และรู้จักสีแสงของดวงดาวต่างๆ อันบอกลางดีและลางร้ายในกาลบางครั้ง
- ภูมิศาสตร์ วิชารู้พื้นที่ต่างๆ หรือรู้จักแผนที่ของประเทศต่างๆ
- โหราศาสตร์ วิชาโหร คือรู้พยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ ได้ และรู้ทายดวงชะตาราศีของคนได้ด้วย
- เวชศาสตร์ วิชาหมอยา
- สัตวศาสตร์ วิชารู้ลักษณะของสัตว์และเสียงสัตว์ว่าร้ายหรือดี
- เหตุศาสตร์ วิชารู้เหตุเป็นแดนเกิดแห่งผลว่าร้ายหรือดี
- โยคศาสตร์ ยันตรศึกษา คือรู้จักความเป็นช่างกล
- ศาสนศาสตร์ วิชารู้เรื่องศาสนา คือรู้จักประวัติความเป็นมาแห่งศาสนาทุกๆ ศาสนาที่มหาชนนิยม เพื่อปฏิบัติไม่ขัดแก่สังคมใดๆ และรู้คำสอนในศาสนานั้นๆ ด้วย
- มายาศาสตร์ วิชารู้กลอุบาย หรือรู้ตำรับพิชัยสงคราม
- คันธรรพศาสตร์ วิชาคนธรรพ์คือวิชาร้องรำ(ละคอน) ที่เรียกชื่อว่า "นาฏยศาสตร์" และวิชาดนตรีปี่พาทย์ ที่เรียกชื่อว่า "ดุริยางคศาสตร์"
- ฉันทศาสตร์ วิชาประพันธ์ คือแต่งหนังสือได้ ทั้งที่เป็นร้อยกรอง(บทกลอน) และร้อยแก้ว(ความเรียง)
เราทุกคนเกิดมา ต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องมีทั้งตาเนื้อตาหนังตาปัญญาเพื่อความรู้ความเข้าใจ มนุษย์เราต่างจากสรรพสัตว์ทั้งหลายก็เพราะมาจากการเรียนการศึกษา การเรียนการศึกษานี้เป็นความรู้ความเข้าใจมันไม่ใช่ความจำ การที่เราไม่รู้ไม่เข้าใจความหมาย เราไปเรียนหนังสือ ไปศึกษาค้นคว้า ไปฟังการบรรยายความหมายเพื่อความรู้ความเข้าใจ เพื่อจะเอาความรู้ความเข้าใจไปประพฤติปฏิบัติให้เกิดความสงบเกิดปัญญา ให้เกิดปัญญาเกิดความสงบ ไม่ใช่ไปเรียนไปศึกษาเพื่ออัตตาตัวตนให้รู้เข้าใจ เราทั้งหลายอย่าไปคิดว่าการเรียนการศึกษานั้นเพื่อตัวเพื่อตน ไม่ใช่นะ การเรียนการศึกษาเพื่อเสียสละเพื่อละตัวละตน พระนักปฏิบัติทั้งหลายอยู่ป่าอยู่เขา ที่มุ่งมรรคผลพระนิพพานอย่าไปว่าให้ในบ้านในเมืองในกรุง เค้าเรียนเค้าศึกษา ไปว่าให้เค้าเรียนศึกษาเพื่อตัวเพื่อตนเพื่อยศเพื่อตำแหน่ง การเรียนการศึกษาความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติให้เข้าใจอย่างนี้ เรามีความคิดเห็นผิดเข้าใจผิด เราไม่เรียนไม่ศึกษาเรายังไปว่าให้เค้าอีกเรายังไปตำหนิเค้าอีกนั้นไม่ได้ ผู้ที่เป็นพระธรรมกถึกก็ต้องรู้เข้าใจ ผู้ที่เป็นวินัยธรก็ต้องรู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะไม่ได้ทะเลาะกัน จะได้ไม่ยกหูชูงวงในการประพฤติการปฏิบัติ เราทั้งหลายจะรู้การประพฤติการปฏิบัติ เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นรู้เข้าใจอยู่ที่ไหนก็พากันปฏิบัติที่นั่นอยู่ที่ไหนเรามีธาตุทั้งสี่ขันธ์ทั้งห้าอายตนะทั้งหกเราก็ปฏิบัติที่นั่น ธรรมะคือความสงบคือปัญญา ธรรมะนั้นลดทิฏฐิมานะอัตตาตัวตนธรรมะจะมีแต่ความสงบมีแต่ปัญญา เราเป็นนักปฏิบัติอยู่ในป่าในเขา เป็นผู้เรียนผู้ศึกษาอยู่ในเมืองกรุงทั้งหลายอย่าไปทะเลาะกัน เราทั้งหลายต้องมีความสงบมีความเคารพ เพราะตัวตนมันปรุงมันแต่งมันไม่สงบไม่เคารพมีแต่อัตตาตัวตน ผู้ที่อยู่ในเมืองกรุง อยู่ชนบทอยู่ป่าอยู่เขา เราทั้งหลายก็ต้องมีความสงบมีปัญญามีพระธรรมพระวินัยเป็นเครื่องอยู่ก้าวไปด้วยความสงบด้วยปัญญา ไม่ใช่ก้าวไปด้วยอัตตาตัวตนไม่ใช่ก้าวไปด้วยอีโก้ยกหูชูงวงให้รู้เข้าใจ
ห้า อัปปมาทคารวตา ความเคารพในความไม่ประมาท ความประมาทคือความผิดพลาดแน่นอนนอนแน่ ให้เราเข้าใจ ถ้าใครมีความประมาทคนนั้นย่อมผิดพลาดแน่นอน พากันไปเผยแผ่ถ้าไปประมาทก็ต้องนอนแผ่ด้วยความประมาทผิดพลาดนะ ให้เข้าใจอย่างนี้ ให้เราละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป หวาดสะดุ้งเกรงกลัวต่อบาปอย่าไปคิดว่าตัวเองมีปัญญามากจะเอาตัวรอด เดี๋ยวจะเป็นการเก็บเล็กผสมน้อยของความประมาทจะเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตมันจะพังทลายเหมือนตึก สตง.ของเมืองไทย สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ก็เพราะเอาความประมาทนำชีวิต เอาตัวตนนำชีวิต เอาอีโก้นำชีวิต เราต้องเข้าใจในเรื่องของความประมาทนะ เข้าใจในเรื่องความไม่ประมาทนะ ความไม่ประมาทมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้มีเมตตาบอกมหาชนทั้งหลาย ในกาลเวลาที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานว่า ความประมาทนี้เป็นอันตรายที่ยิ่งใหญ่ใหญ่ยิ่ง
ข้อที่ ๖ ข้อสุดท้ายของคารวธรรม คือเคารพในพระธรรม เคารพในการต้อนรับปฏิสันถาร ไม่แบ่งชั้นวรรณะ เป็นผู้ให้เป็นผู้เสียสละ ไม่หวังอะไรตอบแทน เทคแคร์ทุก ๆ คนเหมือนกัน มนุษย์เราคือผู้ที่รู้เข้าใจว่ามนุษย์เราต้องเอาธรรมนำชีวิต เอาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เป็นผู้ที่ไม่ไปตามผัสสะ ไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม รู้เข้าใจแล้วให้ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นดับลงเพียงผัสสะ ไม่เอาความชอบความชัง ไม่เอาความดีใจเสียใจ เอาความสงบและปัญญา เอาศีลเอาสมาธิเอาปัญญาเป็นการดำเนินชีวิต เน้นที่ปัจจุบันด้วยความรู้ความเข้าใจ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ละอดีตที่ผ่านไปแล้ว ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ ได้ทั้งประโยชน์ชาตินี้ ได้ทั้งประโยชน์ชาติหน้า เน้นที่ปัจจุบัน เป็นผู้ที่รู้จักอริยสัจสี่ รู้จักทุกข์ รู้จักเหตุเกิดทุกข์ รู้จักข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เป็นผู้มีศีลเป็นผู้ที่มีสมาธิ เป็นผู้ที่มีปัญญา มีสติมีปัญญา เป็นความรู้ความเข้าใจเป็นประภัสสร รู้สิ่งที่สัญจรไปมาในเรื่องอาคันตุกะ ชั่วครู่ชั่วยาม การต้อนรับปฏิสันถารในแขกที่มาเยี่ยมเยือน เราต้องทำหน้าที่ของเราให้ถูกต้อง มาทางตาก็ให้จบเพียงตา มาทางหูก็ให้จบเพียงหู มาทางจมูกก็ให้จบเพียงจมูก มาทางลิ้นก็ให้จบเพียงลิ้น มาทางกายก็ให้จบเพียงกาย สิ่งทั้งหลายนั้นต้องให้จบลงเพียงผัสสะ
เราทั้งหลายต้องรู้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ จะได้ไม่เอาความหลงนำชีวิต ไม่เอาความผิดนำชีวิต เราต้องรู้จักสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริงว่าธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เป็นสิ่งที่สัญจรไปมาชั่วครู่ชั่วยามเราต้องต้อนรับด้วยความถูกต้องด้วยความรู้ความเข้าใจเพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นประภัสสร เราทั้งหลายจะได้รู้ทางสายกลาง อดีตก็ให้จบไป อนาคตก็ให้เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เราจได้มีปฏิปทาเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรง เราจะได้ต้อนรับอาคันตุกะที่สัญจรไปมาด้วยคารวธรรม
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอาทิตย์ที่ ๑๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา