๒๐ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันพุธที่ ๒๐ เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย เพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความตั้งใจ

 

สัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้อง เพื่อการประพฤติการปฏิบัติจะได้ถูกต้อง

 

เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพื่อจะหยุดสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน

 

ธรรมวินัยที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยที่จะหยุดสัญชาตญาณ ที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นตัวเป็นตน

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพื่อจะเอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ

 

สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นี้อยู่ในพระธรรมอยู่ในพระวินัย เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ จะเอาพระธรรมพระวินัยนี้เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นตัวเป็นตน

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นอยู่ในวิถีชีวิตที่ปัจจุบันในชีวิตประจำวัน ปัจจุบันนั้นจะเป็นเหตุเป็นปัจจัย เรารู้เราเข้าใจ เอาพระธรรมพระวินัยมาใช้เพื่อให้เป็นเหตุเป็นปัจจัย

 

มรรคผลนิพพานนี้ถึงมีอยู่ที่ปัจจุบัน ด้วยเหตุผลนี้ การประพฤติการปฏิบัติของเราถึงไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่มีการขอโอกาสขอเวลา

 

เพื่อการประพฤติการปฏิบัติของเราจะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ พระธรรมพระวินัยเราต้องรู้เข้าใจ เราต้องเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่ให้เราลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรปฏิบัติ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ การปฏิบัติภายนอกกับภายในนั้นคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนถึงไม่มีข้อโต้แย้ง ไม่มีการขอโอกาสขอเวลา เพื่อจะให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยนี้เป็นข้อวัตรข้อปฏิบัติที่จะต้องประพฤติปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราตัดเรื่องอดีตที่ผ่าน ให้ยกเลิกเรื่องอดีตที่ผ่านมา อนาคตที่ยังไม่มาถึงก็อยู่ที่ปัจจุบัน ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมในพระวินัยนี้ถึงไม่ใช่สีลัพพัตตปรามาส ไม่ใช่การลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติ

 

ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมในพระวินัยนี้จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้หยุดสัญชาตญาณที่เรามีความยึดมั่นถือมั่น มีความรักความสุข ไม่ชอบความทุกข์ ระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจในพระธรรมในพระวินัย พระธรรมพระวินัยนี้เป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

ด้วยเหตุผลนี้ ทุกคนนั้นย่อมตั้งอยู่ในความประมาทไม่ได้ ความประมาทคือความผิดพลาดคือการเสียหาย นั่นแหละคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

การประพฤติการปฏิบัติของเราทุกคน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัติต้องติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การทำอะไรที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ใช้เวลา ๓ อาทิตย์คือ ๒๑ วันขึ้นไปการประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงจะได้ผลเห็นผลทั้งรูปธรรมนามธรรมเป็นการเดินไปข้างหน้าไม่ถอยกลับมาที่เก่าที่เดิม

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงไม่ให้เราทุกคนตั้งอยู่ในความประมาท ให้ถือเอาปัจจุบันนี้เป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

เรามาบวช เรามาปฏิบัติ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าเรามาบวชทำไม ว่าเรามาปฏิบัติทำไม

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เรามาบวชมาปฏิบัติเพื่อหยุดสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นสัญชาตญาณที่เราทุกคนชอบความสุข ไม่ชอบความทุกข์ ระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์

 

การมาบวชการมาปฏิบัตินั้นคือการประพฤติพรหมจรรย์ ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ

 

ความรู้ความเข้าใจว่าเราต้องตั้งใจตั้งเจตนา การตั้งใจตั้งเจตนาเพื่อประพฤติเพื่อปฏิบัติให้ปฏิปทาของเราติดต่อต่อเนื่อง

 

ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การปฏิบัติใจต้องมาปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา

 

การตั้งใจตั้งเจตนานั้นคือการสมาทานเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมในพระวินัย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ ใจของเราทุกคนตรึกคิดอะไร ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจ แต่ตัวของเราเองนั่นแหละคือผู้รู้คือผู้เข้าใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้การประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่จะตั้งอยู่ในความประมาทไม่ได้

 

ความประมาทนั้นคือการลูบลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติ

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องพากันสมาทานพากันตั้งใจ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท

 

ทุกคนเป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน ตั้งอยู่ในความประมาท ถือเอาตัวเอาตนนำชีวิต ถือเอาสัญชาตญาณนำชีวิต ถือเอาความเกียจคร้านนำชีวิต ตั้งอยู่ในความประมาท

 

การฝึกใจการปฏิบัติใจนั้นถึงต้องมาปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยาที่มารยาท เพื่อเอาสิ่งเหล่านี้มาประพฤติมาปฏิบัติมาฝึกใจ ด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน

 

ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติจะเอาสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนำชีวิตนี้ไม่ได้ ความประมาทคือความผิดพลาดคือความเสียหายคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนมาตรึกนึกคิดปรุงแต่งในเรื่องของกามนั้นไม่ได้ มาตรึกนึกคิดในเรื่องของพยาบาทนั้นไม่ได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ เรามาบวชมาปฏิบัติธรรม เราต้องยกเลิกสัญชาตญาณด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เน้นมาที่ใจของเราทุกคน ใจของเราทุกคนไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจ

 

ด้วยเหตุนี้เราต้องตั้งใจตั้งเจตนาเหมือนดั่งภาชนะที่ตั้งไว้ ภาชนะที่ตั้งไว้เท่านั้นที่จะใช้งานได้ ภาชนะที่ล้ม ภาชนะที่คว่ำย่อมเป็นภาชนะที่ใช้งานไม่ได้

 

ด้วยเหตุนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราตั้งใจในปัจจุบัน ปัจจุบันนี้เราจะตรึกนึกคิดปรุงแต่งในเรื่องของกามไม่ได้ จะตรึกนึกคิดในเรื่องของพยาบาทไม่ได้

 

ความเคารพในพระธรรมในพระวินัย พระธรรมพระวินัยนั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ พระธรรมพระวินัยนั่นแหละคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระอานนท์ทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก่อนที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเคารพสิ่งใด

 

พระพุทธเจ้าตรัสตอบพระอานนท์ว่า พระองค์ทรงเคารพ "ธรรม" (พระธรรมวินัย) ที่พระองค์ตรัสรู้และแสดงแล้ว โดยทรงยกย่องธรรมเป็นที่พึ่ง เป็นประทีปส่องสว่าง และเป็นศาสดาแทนพระองค์หลังจากปรินิพพาน เพื่อให้ภิกษุสงฆ์ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติสูงสุดแทนการยึดติดในตัวบุคคล

 

พระพุทธเจ้าทรงเคารพ "พระสัทธรรม" (หลักธรรมที่ตรัสรู้ได้ด้วยพระองค์เอง) อย่างสูงสุด โดยทรงสอนว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ย่อมเคารพในธรรม (โลกุตตรธรรมและศาสนธรรม) ที่ทำให้พ้นทุกข์ เพื่อเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตที่ประกอบด้วยปัญญาและความเพียร 

 

สรุปสิ่งที่พระพุทธเจ้าเคารพ:

แม้พระพุทธเจ้าจะทรงเป็นผู้ตรัสรู้เอง แต่ทรงยกย่องธรรมะเป็นสิ่งสูงสุดเพื่อเป็นหลักในการดำเนินชีวิต 

 

รายละเอียดในมหาปรินิพพานสูตร ระบุว่า:

  • การเคารพธรรม: พระองค์ตรัสว่า แม้พระพุทธเจ้าในอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน ต่างก็เคารพธรรมที่ตนเองตรัสรู้ทั้งสิ้น
  • พุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน: ทรงสั่งไว้ว่า "ธรรมและวินัยที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอ ธรรมวินัยนั้นจะเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว"
  • เหตุผล: เพื่อให้ภิกษุสงฆ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและมุ่งสู่ความพ้นทุกข์ (นิพพาน) โดยไม่หวั่นไหวไปตามการเปลี่ยนแปลงของรูปกาย

 

ความเคารพนั้นจะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ความเคารพในพระธรรมพระวินัยไม่ตรึกนึกคิดในกามไม่ปรุงแต่งในกาม ไม่ตรึกนึกคิดในพยาบาท ไม่ปรุงแต่งในพยาบาทด้วยเคารพในพระธรรมในพระวินัยนั้นจะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ

 

เราคิดดูดี ๆ นะ ถ้าใครไม่มีความเคารพ คนผู้นั้นท่านผู้นั้นมีความสงบมั๊ย..?

คนผู้นั้นท่านผู้นั้นย่อมไม่มีความสงบ

 

ความเคารพถึงเป็นการยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนที่เป็นความยึดมั่นถือมั่นที่เอาสัญชาตญาณนำชีวิต รักความสุข ไม่ชอบความทุกข์ ระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์

 

ความเกียจคร้านนั้นเป็นนิติบุคคลตัวตน ความเกียจคร้านนั้นคือสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน ความเกียจคร้านนั้นคือความไม่เคารพ ถือเอาสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนำชีวิต

 

ด้วยเหตุผลนี้ พระธรรมพระวินัยที่เราต้องเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน ที่เราจะเอามาชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบันถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

ความเคารพนี้แหละจะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสกับพระโมคคัลลานะว่า การเอาตัวเอาตนนำชีวิตคือการยกหูชูงวง คือความไม่เคารพ คือความไม่สงบ เป็นการเอาสัญชาตญาณที่เอาความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน

 

พระอรหันต์ขีณาสพมองเห็นความสำคัญในพระธรรมในพระวินัยที่เป็นหลักการของการประพฤติของการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อให้มีความเคารพในพระธรรมในพระวินัย แม้จะเป็นพระอรหันต์ขีณาสพแล้วก็ต้องเคารพในพระธรรมในพระวินัย

 

ถึงจะหมดกิเลสสิ้นอาสวะแล้วก็ต้องเคารพในพระธรรมในพระวินัย เพราะความเคารพนั้นมันก็เป็นความสุขอยู่แล้ว เพราะมันสงบ ความสุขกับความสงบมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าเรามีความสงบมันก็มีความสุข ถ้าเรามีความสุขมันก็เป็นความสงบ

 

ด้วยเหตุผลนี้ อย่างพระอรหันต์ขีณาสพท่านพระสารีบุตร ที่พระสารีบุตรได้ป่วยได้อาพาธ ๒ ท่านได้สนทนากันว่า เป็นอย่างไร สุขภาพร่างกายท่านดีมั๊ย

 

พระสารีบุตรตอบว่า ช่วงนี้สรีระร่างกายไม่ได้ เพราะขาดโภชนาการ เมื่ออยู่ที่บ้าน มารดาทำอาหารให้ทาน โภชนาการนั้นสมบูรณ์ อยู่ที่บ้านมารดาทำข้าวมธุปายาสให้ทานเป็นประจำ เมื่อมาบรรพชาอุปสมบทนี้ โภชนาการไม่ครบถ้วน สุขภาพร่างกายช่วงนี้ไม่แข็งแรง เมื่อยังไม่ได้บรรพชาอุปสมบท มารดาของท่านทำข้าวมธุปายาสให้บริโภค ธาตุขันธ์สรีระร่างกายได้รับอาหารครบถ้วน ท่านก็จะหายอาพาธ

 

พระเถระเจ้าสนทนากันอย่างนี้ เทวดาทั้งหลายอยู่ในชมพูทวีปนั้นได้ยินได้ฟัง ถึงไปบอกให้ประชาชนว่าขณะนี้เวลานี้ พระสารีบุตรพระอัครสาวกฝ่ายขวาผู้มีปัญญากำลังอาพาธ พรุ่งนี้พระโมคคัลได้มาบิณฑบาตให้ฝากอาหารบิณฑบาตไปให้พระสารีบุตรฉัน พระโมคคัลลาไปบิณฑบาตก็ได้อาหารทุกอย่างเหมือนบทสนทนาพูดคุยกันเมื่อค่ำวานนี้ พระสารีบุตรผู้มีปัญญาถึงพิจารณาด้วยปัญญาเห็นว่าเราจะบริโภคอาหารที่เราพูดเราสนทนากันให้รุกขเทวดานี้ได้ยินไปบอกประชาชนให้ถวายอาหารนั้นมันจะเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมแก่มหาชน ท่านคิดอย่างนั้น ท่านจึงได้เอาอาหารข้าวมัธุปายาสที่ได้มาไปเทลงสู่พื้นดิน ทันใดนั้นโรคภัยไข้เจ็บอาพาธต่าง ๆ นั้นได้หายไปหมดสิ้นเชิง ด้วยบริสุทธิคุณเป็นธรรมะโอสถ เป็นความสงบและปัญญา

 

พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้จะตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพแล้ว ก็ต้องเคารพในพระธรรมในพระวินัย

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ถ้าเรายกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนแล้ว ความทุกข์นั้นก็จะไม่มี เพราะความทุกข์นั้นมันอยู่ที่นิติบุคคลตัวตน เพราะตัวตนนั้นมันคือขั้วบวกขั้วลบ ตัวตนนั้นมันคือความไม่สงบ ตัวตนนั้นมันคือสงคราม สงครามในตัว

 

พระธรรมพระวินัยเป็นประโยชน์ของเราและเป็นประโยชน์ของผู้อื่นถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันเข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยเราทุกคนต้องตั้งอกตั้งใจ อย่าพากันตั้งอยู่ในความประมาท คิดว่าทุกอย่างนั้นอยู่ที่ใจ เราไปคิดอย่างนั้นไม่ได้ ไปคิดอย่างนั้นมันเป็นสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน มันเป็นขั้วบวกขั้วลบ มันเป็นความไม่สงบ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอาพระธรรมพระวินัย อย่าไปคิดว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจ เราคิดดูดี ๆ นะถ้าว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจ ทำไมเราถึงต้องทานอาหาร ทำไมถึงต้องฉันภัตตาหาร ทำไมไม่ว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจ

 

การประพฤติปฏิบัติใจถึงต้องปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยาที่มารยาท เพราะสิ่งภายนอกกับสิ่งภายในนั้นแหละคือสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน

 

ในหมวดธรรมะสติปัฏฐานทั้ง ๔ กายเวทนาจิตธรรม รู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม

 

รู้เข้าใจว่าทั้งภายนอกภายในมันคือสิ่งเดียวกัน สิ่งภายนอกภายในมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ เราต้องรู้เข้าใจ ความรู้ความเข้าใจ เราเอาธรรมเอาพระวินัยมายกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่น ที่เรารักความสุขไม่ชอบความทุกข์ระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์

 

การประพฤติการปฏิบัติองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราตั้งใจตั้งเจตนา เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติให้กันและกันได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ทำพุทธกิจของท่าน ไม่มีใครทำพุทธกิจให้ท่านได้แทนท่านได้

 

พระอรหันต์ขีณาสพผู้รู้ผู้เข้าใจในพระธรรมในพระวินัย ท่านก็มีความสุขในการทำหน้าที่ของท่าน

 

เราทุกคน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราจะได้ทำหน้าที่ของเรา เน้นมาที่ตัวเรา เพื่อเอาพระธรรมพระวินัยที่หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตนนี้ให้ได้

 

การประพฤติการปฏิบัติของเรานี้ถึงเป็นไปเพื่อพระนิพพาน ไม่ได้เป็นไปเพื่อลาภสักการะเสียงเยินยอ ยกเลิกความอยากความต้องการ ยกเลิกกาลยกเลิกเวลา เพื่อให้พระธรรมพระวินัยได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ด้วยเหตุผลนี้ ผู้มาประพฤติผู้มาปฏิบัติถึงต้องตั้งใจตั้งเจตนา อย่าพากันมาอยู่ลอย ๆ ลอยไปลอยมา ลอยหน้าลอยตา ต้องรู้เรื่องการประพฤติต้องรู้เรื่องการปฏิบัติ ใครไม่รู้ใครไม่เห็นไม่เป็นไร เพราะการประพฤติการปฏิบัติของเราจุดมุ่งหมายปลายทางคือพระนิพพาน ปัจจุบันก็ต้องเป็นพระนิพพาน พระนิพพานนั้นอยู่ที่รู้เข้าใจ พระนิพพานนั้นอยู่ที่พระธรรมที่พระวินัย

 

พระธรรมพระวินัยนั้นถึงยกเลิกเรื่องอดีต ยกเลิกอนาคต ปัจจุบันถึงต้องว่างจากตัวจากตน ผู้ที่มาบวชมาปฏิบัติถึงตั้งอยู่ในความประมาทนั้นไม่ได้

 

เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ เมื่อเรายกเลิกตัวยกเลิกตน ยกเลิกสัญชาตญาณ เอาพระธรรมเอาพระวินัยนำชีวิต เราทุกคนถึงจะหยุดสัญชาตญาณของตัวเองนั้นได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ว่าเราต้องเอาพระธรรมพระวินัย เราต้องเคารพในพระธรรมพระวินัย เพื่อหยุดสัญชาตญาณ

 

การปฏิบัติภายนอกนั่นแหละคือการปฏิบัติภายใน เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราสะอาดทางทั้งกายวาจากิริยามารยาท สะอาดทั้งภายในคือใจ เพราะสิ่งภายนอกกับสิ่งภายในนั้นมันคืออันเดียวกัน

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่มีการหลอกลวง ไม่มีใครหมกเม็ด เป็นความบริสุทธิคุณทั้งกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจที่ความตั้งใจตั้งเจตนา

 

เราประพฤติปฏิบัติอย่างนี้ถึงจะดับทุกข์ได้ ธรรมะนั้นถึงเป็นหน้าที่ หน้าที่นั้นถึงเป็นธรรมะ เรามีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่

 

วันหนึ่งคืนหนึ่ง ๒๔ ชั่วโมง ๒๔ ชั่วโมงคือการปฏิบัติธรรมคือการทำหน้าที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เพราะเราทุกคนไม่มีใครอยู่เหนือกรรม อยู่เหนือกฎแห่งกรรม อยู่เหนือผลของกรรม

 

ความเป็นพระนั้นเป็นได้กับเราทุก ๆ คนนะ เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ ความเป็นพระนั้นเป็นได้กับเราทุก ๆ คน ทั้งผู้ที่มาบวชอยู่ที่วัด ผู้ที่เป็นฆราวาสผู้ครองเรือน ผู้ที่เป็นข้าราชการนักการเมืองเกษตรกรกรรมพ่อค้าประชาชนทุกชาติทุกศาสนาพากันเป็นพระได้พอ ๆ กันเหมือน ๆ กันไม่มีใครยกเว้น

 

จะมีผู้ที่ยกเว้นคือผู้ที่ตายไปแล้ว ผู้ที่เป็นคนบ้าคนที่สมองเสีย คนที่เอาสัญชาตญาณที่เอาตัวตนเป็นที่ตั้ง ผู้ที่เอาสัญชาตญาณนำชีวิตเอาความผิดนำชีวิต ผู้นั้นถึงเป็นพระไม่ได้

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ความเป็นพระนั้นอยู่ที่เราทุก ๆ คน ถ้าไปอยู่ที่คนอื่นนั้นมันเป็นเรื่องของคนอื่น คนอื่นก็ดับทุกข์ได้ แต่เราดับทุกข์ไม่ได้

 

ความเป็นพระนั้นต้องอยู่ที่เราทุก ๆ คน เราทุกคนให้รู้เข้าใจ ว่าเราเกิดมาทำไม เราเรียนหนังสือทำไม ทำธุรกิจหน้าที่การงานทำไม เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ

 

ความรู้ความเข้าใจในความเป็นพระที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าเป็นความจำแล้วไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปีความจำนั้นก็จะหลงลืม เพราะความจำนั้นเป็นเพียงสัญญาขันธ์ ความรู้ความเข้าใจนั้นจะไม่มีวันหลงลืม

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจว่าเราเกิดมาทำไม เราเกิดมาเพื่อมารู้มาเข้าใจ เพื่อมาทำที่สุดแห่งความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์

 

เราอย่าไปคิดว่าเราทำหน้าที่เพราะความจำเป็น เรียนหนังสือเพราะความจำเป็น ทำงานเพราะความจำเป็น ทำทุกอย่างเพราะความจำเป็น ความคิดอย่างนี้มันจะเป็นขั้วบวกขั้วลบ ความคิดอย่างนี้มันจะเป็นสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เราจะได้มาทำงานเพื่องาน มีความสุขกับการทำงาน การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นถึงจะไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบ มันจะเป็นความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขใหม่เกิดขึ้นมายิ่ง ๆ ขึ้นไปที่เป็นปฏิปทาติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

รู้เข้าใจในอริยสัจ ในความจริง เอาปัญหาที่เราเอาความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นสัญชาตญาณที่รักความสุข ไม่ชอบความทุกข์ ระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์

 

มายกเลิกมาประพฤติมาปฏิบัติด้วยความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมในพระวินัย เพื่อให้พระธรรมพระวินัยนั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

การประพฤติการปฏิบัติในการทำความดีและปัญญา มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่

 

ความดีและปัญญา เอาความสงบและปัญญาพิจารณาทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เพียงเราเสียเวลา ๑ วินาทีพิจารณาทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ เพื่อให้ปฏิปทาของเราก้าวไปดั่งสายน้ำ

 

วันหนึ่งคืนหนึ่งเราทุกคนต้องรู้เข้าใจ การนอนการพักผ่อนของฆราวาสนอนวันละ ๘ ชั่วโมง สมณะ ชี พราหมณ์ พากันนอนพักผ่อน ๖ ชั่วโมง เวลาตื่นอยู่นี้เป็นเวลาที่เรามีความสุขกับการทำหน้าที่ เพราะเหตุผลว่าพระนิพพานนั้นอยู่ที่ปัจจุบันอยู่ที่เราทำหน้าที่ มีความสุขในการทำหน้าที่

 

เราคิดดูดี ๆ ที่ประกอบด้วยปัญญาว่าทำไมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงงานจนตลอดอายุขัย วันหนึ่งคืนหนึ่งท่านทรงบรรทมพักผ่อนเพื่อสรีระร่างกายไม่เกินวันละ ๔ ชั่วโมง ท่านเสียสละเพื่อสรีระร่างกายวันละ ๔ ชั่วโมง ท่านเสียสละให้หมู่มวลมนุษย์เทพเทวามารพรหมสรรพสัตว์ทั้งหลายวันละ ๒๐ ชั่วโมง รวมกันแล้วเป็น ๒๔ ชั่วโมง เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านรู้จักสัญชาตญาณ ท่านได้หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นความสุขเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน

 

การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นคือวิถีชีวิตอยู่ที่ปัจจุบันนะ ด้วยเหตุผลนี้ทุกคนต้องหยุดสัญชาตญาณ ต้องพากันรู้พากันเข้าใจ อย่าไปคิดว่าอันไหนข้าชอบข้าก็จะเอา อันไหนข้าไม่ชอบข้าก็จะไม่เอา คิดอย่างนั้นไม่ได้ เพราะคิดอย่างนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ คิดอย่างนั้นเรายังตกอยู่ในห้วงอันตราย สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนมันครอบงำเรา วัตถุมันครอบงำเราหรือโลกธรรมมันครอบงำเรา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจเพื่อไม่ให้วัตถุไม่ให้วิทยาศาสตร์ครอบงำใจเรา วัตถุกับวิทยาศาสตร์กับจิตใจต้องเดินไปพร้อม ๆ กัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ อย่าให้ทางวัตถุอย่าให้วิทยาศาสตร์มันครอบงำใจ ความปรุงแต่งนั้นต้องให้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

ด้วยเหตุผลนี้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติผู้มีปัญญามาก ๆ ต้องสงบ ๆ ไม่เป็นไรเสียเวลาที่เป็นความดีที่ประกอบปัญญาวินาทีเดียวเพื่อพิจารณาทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่อง

 

เราต้องรู้เราต้องเข้าใจว่าเราทุกคนต้องตั้งใจตั้งเจตนาว่าเราทุกคนต้องเป็นคนฉลาด เป็นคนดีไปพร้อม ๆ กัน ด้วยปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่อง

 

อะเสวะนาจะพาลานัง ปัณฑิตานัญจะเสวะนา มงคล ๓๘ ไม่คบคนพาล คบบัณฑิต สัญชาตญาณที่เป็นนิติคุคคลนั้นแหละคือคนพาล การหยุดวัฏฏสงสารด้วยพระธรรมพระวินัยนั่นแหละคือบัณฑิต

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจ พระธรรมพระวินัยถึงเป็นกัลยาณมิตรถึงจัดเป็นอะเสวนาจะพาลานัง ปัณฑิตานัญจะเสวะนา

 

เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ ต้องเอาพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร เอาพระธรรมพระวินัยเป็นกัลยาณมิตร อย่าเอานิติบุคคลตัวตนที่เป็นสัญชาตญาณที่รักความสุข ไม่ชอบความทุกข์ ระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์เป็นกัลยาณมิตร

 

ด้วยเหตุผลนี้ มงคลที่สูงสุดคือการคบบัณฑิต คือเอาพระธรรมเอาพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่นำชีวิตเพื่อหยุดสัญชาตญาณ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องรู้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั่นแหละคือพระนิพพาน พระนิพพานคือบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาไม่ใช่ความหลงเป็นบ้านของเรา

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ เพื่อการประพฤติการปฏิบัติของเราจะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เอาพระธรรมเอาพระวินัยเอาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร

 

ด้วยความรู้ความเข้าใจเราทุกคนก็จะเป็นสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านถึงตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพุธที่ ๒๐ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 115,890