๒๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ ๒๑ เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย เพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ทุกคนต้องหยุดสัญชาตญาณ สัญชาตญาณนี้ทำให้เราทุกคนเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร เราจะหยุดสัญชาตญาณได้ก็ต้องอาศัยความรู้อาศัยความเข้าใจ อาศัยพระธรรมพระวินัย
เราทุกคน ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์ได้เอาสัญชาตญาณที่เป็นความหลงนำชีวิต เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราเอาสัญชาตญาณที่เป็นความหลงนำชีวิต ที่เป็นความผิดนำชีวิตนั้นไม่ได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ต้องรู้ต้องเข้าใจ ว่าเราเกิดมาทำไม เราทำหน้าที่ไปเพื่ออะไร ความรู้ความเข้าใจนี้แหละจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน พระธรรมพระวินัยต้องเป็นกัลยาณมิตรของเรา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงเป็นกัลยาณมิตรของเรา
พระอรหันต์ขีณาสพจึงต้องเป็นกัลยาณมิตรของเรา
ความรู้ความเข้าใจเราจะได้เอาความรู้ความเข้าใจนี้มาประพฤติมาปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านมีความเคารพในพระธรรมในพระวินัย เพราะความเคารพเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ เป็นสาเหตุให้ยกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่ไปหลงในความสุข ไปรักในความสุข ไม่ชอบความทุกข์ ระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์
เรามารู้มาเข้าใจ เราทุกคนพากันตั้งใจตั้งเจตนา เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติให้เราได้ เพราะคนอื่นนั้นท่านก็ดับทุกข์ของท่าน เราต้องรู้เข้าใจ ว่าเราก็ต้องดับทุกข์ที่ตัวเรา สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนที่เอาความหลงนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิต รักความสุข ไม่ชอบความทุกข์ ระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจในเรื่องทุกข์ ในเรื่องเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์
พระพุทธเจ้านั้นถึงเป็นกัลยาณมิตรของเรา พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงเป็นกัลยาณมิตรของเรา พระอรหันต์ขีณาสพถึงเป็นกัลยามิตรของเรา
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ความดับทุกข์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นดับทุกข์ที่ตัวท่าน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ตัวผู้รู้ตัวที่เข้าใจนี้แหละคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติตามพระธรรมพระวินัย เพราะพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจ เราทุกคนต้องเอาพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร เอาพระธรรมพระวินัยเป็นกัลยาณมิตร เอาพระอรหันต์ขีณาสพเป็นกัลยาณมิตร
เพราะเหตุผลว่า พระธรรมพระวินัยคือเหตุคือปัจจัย เหตุปัจจัยนั้นจะหยุดสัญชาตญาณ
ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมพระวินัยนั้นถึงไม่ใช่สีลัพพตปรามาส ที่ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติ พระธรรมพระวินัยนั้นจะหยุดสัญชาตญาณของเราทุก ๆ คน
ด้วยเหตุผลนี้ ความรู้ถึงคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ถ้าความรู้นั้นไม่คู่กับการประพฤติการปฏิบัติความรู้นั้นก็เป็นเพียงนักปรัชญา เป็นเพียงจิตวิทยา
ความรู้ระดับจิตวิทยาระดับปรัชญานั้นมันเป็นความรู้ชั่วครู่ชั่วยามมันดับทุกข์ไม่ได้ มันยังขาดจุดยืน ปฏิปทาไม่ติดต่อต่อเนื่องมันยังไม่ได้เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ
ด้วยเหตุผลนี้ เมื่อครั้งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงพระชนม์อยู่ ท่านถึงได้ปรารภกับพระภิกษุที่นักปรัชญานักจิตวิทยา เรียกท่านผู้นั้นว่าภิกษุใบลานเปล่า คือมันว่างเปล่า มีความรู้ไม่คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ไม่ได้เอาพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร ไม่ได้เอาพระธรรมพระวินัยเป็นกัลยาณมิตร
ความรู้ความเข้าใจอย่างนี้เป็นเพียงนักปรัชญาเป็นเพียงนักจิตวิทยา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงตรัสกับพระโปฐิละว่า
พระโปฐิลเถระ ซึ่งเรารู้จักกันในนามของพระใบลานเปล่า ท่านเป็นผู้ทรงพระไตรปิฎกในศาสนาของพระพุทธเจ้ามาถึง ๗ พระองค์ ครั้นออกบวชก็ตั้งใจศึกษาพระไตรปิฎกจนแตกฉาน และยังสอนธรรมะให้กับพระภิกษุ ๕๐๐ รูป นอกจากนี้ ท่านยังเป็นเจ้าคณะใหญ่ถึง ๑๘ คณะ ทำให้เป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่รู้จักของภิกษุสามเณรเป็นอย่างดี
พระบรมศาสดาปรารถนาจะให้พระโปฐิละเป็นผู้มีความรู้ทั้งทางด้านปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ และเทศนา คือได้ทั้งคันถะธุระและวิปัสสนาธุระ สมกับที่เป็นสาวกของพระพุทธองค์ แต่เนื่องจากพระโปฐิละมัวแต่สอนคนอื่นจนไม่มีเวลาสอนตนเอง ไม่ยอมปลีกวิเวกไปบำเพ็ญสมณธรรมตามลำพังบ้าง วันๆ ได้แต่เตรียมสอนธรรมะ และตอบปัญหาข้อสงสัยให้กับลูกศิษย์ลูกหามากมาย ท่านจึงไม่มีความคิดที่จะสลัดออกจากกองทุกข์เพื่อมุ่งสู่พระนิพพาน
เพราะฉะนั้น เวลาท่านไปเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา จึงถูกพระพุทธองค์ทักทายว่า “ท่านใบลานเปล่ามาแล้วเหรอ เชิญนั่งเถิดท่านใบลานเปล่า” ครั้นท่านกราบนมัสการลา ก็ถูกทักอีกว่า “ท่านใบลานเปล่าไปแล้วหรือ” ทำให้ท่านกลับไปคิดตริตรองว่า “เราเป็นผู้ทรงไว้ทั้งพระไตรปิฎก แต่พระบรมศาสดาก็ยังตรัสเรียกเราว่าใบลานเปล่า อาจเป็นเพราะเราเป็นผู้ไม่มีคุณวิเศษภายใน”
เนื่องจากท่านมีปัญญามาก จึงรู้ถึงนัยของพุทธองค์ กล่าวคือ ผู้รู้ เขาแค่เตือนแบบสะกิดกันนิดเดียว ก็สามารถเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง พระเถระรู้ตัวเช่นนี้เกิดความสลดสังเวชใจว่า ที่ผ่านมาตนเองเปรียบเหมือนคนเลี้ยงโค แต่ไม่เคยดื่มกินปัญจโครสเลย คือรู้ธรรมะด้วยสุตมยปัญญา เพราะอ่านมามาก ได้ยินได้ฟังมามาก แต่ไม่เคยลงมือปฏิบัติให้เข้าถึงเลย
ท่านตัดสินใจเพื่อเข้าสู่การประพฤติการปฏิบัติ เน้นที่ตัวของท่าน ออกปลีกวิเวกตามลำพังในป่า แต่เมื่อจะลงมือปฏิบัติ ก็กลับไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเลย คือ มีความรู้มากก็ยิ่งยากนาน ครั้นจะไปถามพระถามเณรในวัดก็เขินอาย เพราะพระเณรเกือบทุกรูปที่เป็นพระอรหันต์ขีณาสพนั้นล้วนเคยเป็นลูกศิษย์ของท่านเอง
ท่านจึงออกเดินทางไปไกลถึงสองพันโยชน์ แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีผู้จำท่านได้ ตั้งแต่พระสังฆเถระ ไล่เรื่อยลงมาจนถึงพระนวกะ ต่างก็ปฏิเสธที่จะแนะนำธรรมะให้ท่าน เพราะรู้ว่าท่านเป็นผู้รู้มาก มีปัญญามาก เป็นพระธรรมกถึกผู้มีชื่อเสียงโด่งดังมากในเวลานั้นขณะนั้น ผู้ที่ท่านเคยบอกเคยสอนส่วนใหญ่ก็เป็นพระอรหันต์ขีณาสพกัน
และที่ท่านเหล่านั้นได้บรรลุธรรมาภิสมัย ก็เพราะอาศัยพระเถระเป็นผู้บอกผู้สอนเป็นครูบาอาจารย์ ดังนั้น ต่างเกรงว่าสิ่งที่แนะนำไปจะเป็นการเอามะพร้าวห้าวไปขายสวน
เมื่อไม่มีใครแนะนำ สุดท้ายท่านต้องยอมตนไปขอความรู้ภาคปฏิบัติกับสามเณรน้อยซึ่งอายุเพียง ๗ ขวบ แต่เป็นสามเณรอรหันต์ พระเถระเป็นผู้ทรงภูมิรู้ภูมิธรรมมาก แต่ท่านยอมทำตัวเหมือนเด็กอนุบาล เป็นนักศึกษาที่ดีมาก แม้สามเณรจะทดสอบให้ท่านเดินลงไปในสระน้ำ ท่านก็ไม่ได้ลังเลใจ ยอมทำตามที่สามเณรบอกทันที
สามเณรเห็นว่า พระโปฐิละได้ลดมานะละทิฏฐิ เพื่อแก้ไขตนเอง เพราะมีมานทิฏฐินั้นมันแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะมานะทิฏฐิมันเป็นนิติบุคคลตัวตน มันเป็นความปรุงแต่งที่สำคัญมั่นหมายที่เป็นนิติบุคคลตัวตน สำคัญมั่นหมายว่าเป็นเราเป็นคนอื่น ผู้ที่ยกเลิกเรายกเลิกคนอื่นถึงจะมีความสงบมีปัญญา มีปัญญามีความสงบ
เมื่อละเราละเขาถึงเป็นความสงบเป็นผู้มีปัญญาถึงเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย ไม่เป็นผู้ว่ายากสอนยาก เพราะตัวตนนั้นคือผู้ว่ายากสอนยาก
ยอมอยู่ในโอวาทของสามเณร แม้สามเณรจะให้ทำอะไรก็ทำ ไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ยกเลิกตัวยกเลิกตนยกเลิกสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพื่อจะได้อบรมบ่มอินทรีย์ เพื่อจะได้เอาความดีเอาความถูกต้องให้เกิดความสงบเกิดปัญญา แม้จะให้ไปกระโจนลงเหว หรือกระโดดเข้ากองเพลิง ท่านก็ยอมทำตามทุกสิ่งทุกอย่าง สามเณรจึงให้ท่านกลับขึ้นมายืนที่ริมฝั่ง แล้วกล่าวให้นัยว่า “ในจอมปลวกแห่งหนึ่ง มีช่องอยู่ ๖ ช่อง เหี้ยได้เข้าไปในจอมปลวกช่องหนึ่ง ผู้หวังจะจับเหี้ย จึงอุดช่องทั้ง ๕ ไว้ คอยจับเหี้ยออกทางช่องที่ ๖ บรรดาทวารทั้งหก แม้ท่านจงปิดทวารทั้ง ๕ แล้วเปิดมโนทวาร กำหนดใจให้หยุดให้นิ่งอยู่ที่ตรงนั้น”
เนื่องจากพระเถระเป็นพหูสูต ทรงพระไตรปิฎกมาหลายภพหลายชาติ นัยที่สามเณรให้จึงเป็นประดุจการลุกโพลงขึ้นของดวงประทีป ท่านเริ่มประคองใจให้หยุดนิ่งอยู่ภายใน มีสติตั้งมั่นเป็นสมาธิ แม้พระบรมศาสดาประทับนั่งในที่ไกลถึง ๑๒๐ โยชน์ ทรงเห็นความแก่รอบแห่งญาณของพระโปฐิละ จึงเปล่งรัศมีออกไปดุจปรากฏต่อหน้าพระเถระ แล้วตรัสว่า “ปัญญาย่อมเกิดเพราะการประกอบความเพียร ท่านพึงตั้งตนไว้โดยประการที่ปัญญาจะเจริญขึ้นได้เถิด” พระเถระตั้งใจทำภาวนาจนเกิดภาวนามยปัญญา และในที่สุดก็แทงตลอดในคำสอนของพระบรมศาสดา บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในท่ายืนนั่นเอง
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนพากันเข้าใจ เราจะเอาความรู้ความเข้าใจอยู่ในระดับนักปรัชญานักจิตวิทยานี้ยังใช้การใช้งานไม่ได้
ด้วยเหตุผลนี้ เราถึงมาเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติที่มงคล ๓๘ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสว่า การคบบัณฑิต บัณฑิตนั้นก็ได้แก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บัณฑิตนั้นได้แก่พระธรรมพระวินัย บัณฑิตนั้นได้แก่ผู้ที่ยกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคลตัวตน
บัณฑิตภายนอกนั้นดับทุกข์ไม่ได้สำหรับเรา เราต้องรู้เข้าใจ ด้วยเหตุผลนี้เราต้องตั้งใจตั้งเจตนา เหมือนดั่งภาชนะที่ตั้งไว้ ภาชนะที่คว่ำ ภาชนะที่ล้มนั้นใช้งานไม่ได้
ความเคารพนั้นถึงเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อให้เข้าถึงบัณฑิตทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ถ้าเราเอาสัญชาตญาณนำชีวิต มันก็ยังเป็นความปรุงแต่ง เป็นขั้วบวกขั้วลบ
ด้วยเหตุผลนี้ ความเคารพก็ต้องเข้าสู่ภาคประพฤติภาคปฏิบัติ ถ้าเรามีความเคารพไม่เข้าสู่ภาคประพฤติภาคปฏิบัติก็จะเป็นอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับพระวักกลิผู้หลงในพระรูปขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ในสมัยพุทธกาล มีพระภิกษุรูปหนึ่งชื่อว่า พระวักกลิ ท่านมีศรัทธาแรงกล้าในพระพุทธเจ้า แต่ศรัทธานั้นเริ่มต้นจากสิ่งหนึ่งที่ดูธรรมดา นั่นคือความประทับใจในพระรูปของพระพุทธองค์
พระวักกลิเมื่อได้เห็นพระพุทธเจ้า ท่านเกิดความเลื่อมใสอย่างลึกซึ้ง ไม่อยากจากไปไหน อยากอยู่ใกล้พระองค์ตลอดเวลา อยากมองพระพักตร์ อยากเห็นพระกิริยาทุกอย่าง ความศรัทธาแบบนั้นทำให้ท่านไม่สนใจการปฏิบัติธรรมเท่าที่ควร
พระพุทธเจ้าทรงทราบ จึงตรัสกับพระวักกลิว่า
“พอแล้ว วักกลิ จะเห็นเราทำไม
ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา”
คำสั้น ๆ นี้ปรากฏในสังยุตตนิกาย และเป็นคำที่เปลี่ยนชีวิตพระวักกลิ
พระวักกลิเริ่มเข้าใจว่า การมองพระรูปไม่ใช่หนทางพ้นทุกข์ พระพุทธเจ้าที่แท้จริงคือพระธรรม ท่านจึงกลับไปตั้งใจปฏิบัติ แต่เพราะร่างกายของท่านเจ็บป่วยหนัก ท่านเกิดความทุกข์ใจและเกือบหมดกำลังใจ
พระพุทธเจ้าทรงเสด็จไปเยี่ยม และทรงแสดงธรรมให้ฟัง พระวักกลิพิจารณาธรรมอย่างลึกซึ้ง เห็นความไม่เที่ยงของกายและความจริงของชีวิต จนบรรลุพระอรหันต์ในที่สุด
เรื่องของพระวักกลิสอนเราว่า ศรัทธาเป็นสิ่งดี แต่ศรัทธาที่หยุดอยู่แค่รูปแบบ ยังไม่พาไปพ้นทุกข์ เราอาจรักครู รักวัด รักพิธี แต่ถ้าไม่รักการปฏิบัติ ก็ยังห่างจากธรรม
พระพุทธเจ้าที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ในรูปปั้น ไม่ได้อยู่ในภาพ แต่ปรากฏในใจที่เข้าใจอริยสัจ เมื่อเราเห็นธรรม เราก็เห็นพระพุทธองค์ในใจตนเอง
พระวักกลิเถระเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้น้อมใจไปด้วยศรัทธา โดยในอดีตกาลเมื่อครั้งพระปทุมุตตรพุทธเจ้า วันหนึ่งท่านไปวิหารยืนฟังธรรมอยู่ท้ายบริษัท เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้น้อมใจไปด้วยศรัทธา คิดว่า “เราก็ควรเป็นเช่นนี้ในอนาคตกาล”
ท่านจึงนิมนต์พระศาสดา ถวายมหาทาน 7 วัน แล้วกระทำความปรารถนาว่า “ด้วยกุศลกรรมอันนี้ ขอข้าพระองค์พึงเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้น้อมใจไปด้วยศรัทธาในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต” พระศาสดาทรงพยากรณ์ว่า “ท่านจะสำเร็จตามปรารถนา”
ในชาตินั้นท่านกระทำกุศลตลอดชีพแล้วเวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ แล้วมาถือเอาปฏิสนธิในตระกูลพราหมณ์ กรุงสาวัตถี ญาติทั้งหลายได้ขนานนามของท่านว่า วักกลิ เมื่อเจริญวัยแล้ว วันหนึ่ง เห็นพระทศพลมีภิกษุสงฆ์แวดล้อมเสด็จจาริกในกรุงสาวัตถี ตรวจดูสรีรสมบัติของพระศาสดาแล้ว ไม่อิ่มด้วยการเห็นสรีรสมบัติ
ท่านคิดว่า ถ้าเราอยู่ครองเรือนจะไม่ได้เห็นพระทศพลเป็นนิตย์ จึงทูลขอบรรพชา ตั้งแต่บวชเว้นเวลาฉันภัตตาหาร เวลาที่เหลือท่านจะยืนอยู่ในที่ที่ยืนเห็นพระทศพล ยืนดูพระทศพลอย่างเดียวไม่ทำอย่างอื่น พระศาสดาทรงรอให้ญาณของท่านสุกก่อนจึงไม่ตรัสอะไร
เมื่อทรงทราบว่า บัดนี้ญาณของท่านแก่กล้าแล้ว จึงตรัสว่า “วักกลิ ประโยชน์อะไรด้วยมองรูปกายอันเปื่อยเน่านี้ วักกลิ ผู้ใดแลเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม วักกลิ เห็นธรรมจึงชื่อว่าเห็นเรา”
แม้พระศาสดาทรงโอวาทอยู่อย่างนี้ พระเถระก็ไม่อาจละการดูพระทศพลแล้วไปที่อื่น พระศาสดาทรงดำริว่า ภิกษุนี้เมื่อไม่ได้ความสังเวชจักไม่ตรัสรู้ เมื่อใกล้เข้าพรรษา พระองค์จึงทรงขับไล่พระเถระว่า “วักกลิ จงหลีกไป” พระเถระ คิดว่า “บัดนี้เราถูกพระตถาคตประณามเสียแล้ว เมื่อเราไม่ได้อยู่ต่อหน้าพระองค์ ประโยชน์อะไรที่จะมีชีวิตอยู่”
ท่านจึงขึ้นสู่ที่เขาขาดที่เขาคิชฌกูฏ พระศาสดาทรงดำริว่า ภิกษุนี้เมื่อไม่ได้ความปลอบใจจากเราก็จะทำลายอุปนิสัยแห่งมรรคผลเสีย จึงทรงเปล่งรัศมีไปแสดงพระองค์ เมื่อพระวักกลินั้นเห็นพระศาสดาก็ละความโศกศัลย์ จากนั้นพระศาสดาได้ตรัสพระคาถาว่า
“ปาโมชชะพะหุโล ภิกขุ ปะสันโน พุทธะสาสะเน อธิคัจเฉ ปะทัง สันตัง สังขารุปะสะมัง สุขันติ. แปลว่า ภิกษุผู้มากด้วยความปราโมทย์ เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จะพึงบรรลุบทอันสงบที่ระงับสังขาร เป็นความสุข”
พระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์และตรัสว่า “มาเถิดวักกลิ” พระเถระบังเกิดปีติอย่างแรงว่า “เราเห็นพระทศพลแล้ว” แต่ไม่รู้ว่าจะไปหาพระศาสดาทางไหน จึงโลดแล่นไปในอากาศต่อพระพักตร์ ข่มปีติในอากาศ บรรลุเป็นพระอรหันต์พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ภายหลังพระศาสดาทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้น้อมใจไปด้วยศรัทธา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ ถ้าเราไม่เข้าใจก็จะเป็นเหมือนท่านพระอานนท์
ก่อนที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน
สุภัททะ สาวกองค์สุดท้ายของพระผู้มีพระภาค และปัญหาธรรมะเรื่องสุดท้าย ก่อนปรินิพพาน
ก็สมัยนั้นปริพาชกนามว่า สุภัททะ อาศัยอยู่ในเมืองกุสินารา สุภัทท ปริพาชก ได้สดับว่า พระสมณโคดมจักปรินิพพานในปัจฉิมยาม แห่งราตรี ในวันนี้แหละ สุภัททปริพาชก ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ก็เราสดับถ้อยคำของพวกปริพาชกผู้เฒ่าผู้แก่ ซึ่งเป็นอาจารย์และปาจารย์กล่าวอยู่ว่า พระตถาคตอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้าจะอุบัติ ในโลก ในบางครั้งบางคราวพระสมณโคดมจัก ปรินิพพานในปัจฉิมยามแห่งราตรี ในวันนี้แหละ อนึ่งธรรมอันเป็นที่สงสัยนี้ ซึ่งบังเกิดขึ้นแก่เราก็มีอยู่ เราเลื่อมใสใน พระสมณโคดมอย่างนี้ว่า พระสมณโคดม ย่อมสามารถจะแสดงธรรมแก่เรา โดยประการ ที่เราจะพึงละธรรม อันเป็นที่สงสัยนี้ได้ ฯ
ลำดับนั้น สุภัททปริพาชกเข้าไปยังสาลวันอันเป็นที่แวะพักของพวกเจ้ามัลละ เข้าไป หาท่านพระอานนท์ ครั้นแล้วได้กล่าวว่า ข้าแต่ท่านอานนท์ ข้าพเจ้าได้สดับถ้อยคำ ของพวกปริพาชกผู้เฒ่าผู้แก่ ซึ่งเป็นอาจารย์ และปาจารย์กล่าวอยู่ว่า พระตถาคต อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจะอุบัติในโลก ในบางครั้งบางคราว พระสมณโคดม จักปรินิพพานในปัจฉิมยามแห่งราตรีในวันนี้แหละ
อนึ่ง ธรรมอันเป็นที่สงสัยนี้ ซึ่งบังเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้าก็มีอยู่ ข้าพเจ้าเลื่อมใสใน พระสมณโคดม อย่างนี้ว่า พระสมณโคดมย่อมสามารถ จะแสดงธรรมแก่ ข้าพเจ้าโดย ประการที่ข้าพเจ้าจะพึงละธรรมอันเป็นที่สงสัยนี้ได้
ข้าแต่ท่านอานนท์ ขอโอกาสเถิด ข้าพเจ้าควรได้เฝ้าพระสมณโคดม เมื่อสุภัทท ปริพาชก กล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ ได้กล่าวตอบ สุภัททปริพาชกว่า อย่าเลยสุภัททะ ท่านอย่าเบียดเบียนพระตถาคตเลย พระผู้มีพระภาคทรงลำบาก แล้ว แม้ครั้งที่สอง สุภัททปริพาชก ... แม้ครั้งที่สาม สุภัททปริพาชก ก็ได้กล่าวว่า ข้าแต่ท่านอานนท์ ข้าพเจ้าได้สดับถ้อยคำ ของพวก ปริพาชก ผู้เฒ่าผู้แก่ ซึ่งเป็น อาจารย์ และปาจารย์ กล่าวอยู่ว่าพระตถาคตอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้าจะอุบัติในโลก ในบางครั้ง บางคราว พระสมณโคดม จักปรินิพพาน ในปัจฉิมยามแห่งราตรีในวันนี้ แหละอนึ่ง ธรรมเป็นที่สงสัยนี้ ซึ่งบังเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้า ก็มีอยู่ ข้าพเจ้าเลื่อมใสใน พระสมณโคดม อย่างนี้ว่า พระสมณโคดมย่อมสามารถ จะแสดงธรรมแก่ข้าพเจ้า โดยประการที่ข้าพเจ้า จะพึงละธรรมอันเป็นที่สงสัยนี้ได้
ข้าแต่ท่านพระอานนท์ ขอโอกาสเถิดข้าพเจ้าควรได้เฝ้าพระสมณโคดม แม้ครั้งที่สาม ท่านพระอานนท์ ก็ได้กล่าวตอบสุภัททปริพาชก ว่าอย่าเลย สุภัททะ ท่านอย่าเบียดเบียนพระตถาคตเลย พระผู้มีพระภาค ทรงลำบากแล้ว พระผู้มีพระภาค ทรงได้ยินถ้อยคำท่านพระอานนท์เจรจากับสุภัททปริพาชก
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค จึงตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า อย่าเลยอานนท์ เธออย่าห้ามสุภัททะ สุภัททะจงได้เฝ้าตถาคต สุภัททะจักถามปัญหาอย่างใด อย่างหนึ่งกะเราจักมุ่งเพื่อความรู้ มิใช่มุ่งความเบียดเบียนอนึ่ง เราอันสุภัททะ ถามแล้ว จักพยากรณ์ข้อความอันใดแก่สุภัททะนั้น สุภัททะจักรู้ทั่วถึงข้อความนั้นโดยฉับพลัน ทีเดียว ฯ
ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์ได้บอกสุภัททปริพาชกว่า ไปเถิดสุภัททะ พระผู้มีพระภาค ทรงทำโอกาสแก่ท่าน สุภัททปริพาชกเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นเข้า ไปเฝ้าแล้วได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัย พอให้ระลึกถึงกัน ไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลว่า
สุภัททปริพาชกเข้าไปเฝ้า จึงกราบทูลถามปัญหา
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ สมณพราหมณ์เหล่านี้ใด เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ มีชื่อเสียง มียศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนเป็นอันมาก สมมติว่าเป็นคนดีคือ บูรณกัสสป มักขลิโคสาล อชิตเกสกัมพล ปกุธกัจจายนะ สัญชัยเวลัฏฐบุตร นิครณฐนาฏบุตร สมณพราหมณ์ เหล่านั้นทั้งหมด ได้ตรัสรู้ตามปฏิญญาของตนๆ หรือว่าทั้งหมด ไม่ได้ตรัสรู้ หรือว่าบางพวกไม่ได้ตรัสรู้ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า อย่าเลย สุภัททะ ที่ข้อถามนั้นงดเสียเถิด
ดูกรสุภัททะเราจักแสดงธรรมแก่ท่าน ท่านจงตั้งใจฟังธรรมนั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว สุภัททปริพาชก ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสว่า
ดูกรสุภัททะ
ในธรรมวินัยใด ไม่มีอริยมรรค ประกอบด้วยองค์ ๘ ในธรรมวินัยนั้นไม่มีสมณะ ที่ ๑ สมณะที่ ๒ สมณะที่ ๓ หรือสมณะที่ ๔
ในธรรมวินัยใด มีอริยมรรค ประกอบด้วยองค์ ๘ ในธรรมวินัยนั้น มีสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ หรือที่ ๔
ดูกรสุภัททะ ในธรรมวินัยนี้ มีอริยมรรคประกอบด้วย องค์ ๘ ในธรรมวินัยนี้ เท่านั้น มีสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ หรือที่ ๔ ลัทธิอื่นๆ ว่างจากสมณะผู้รู้ทั่วถึง ก็ภิกษุ เหล่านี้ พึงอยู่โดยชอบ โลกจะไม่พึงว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย ฯ
ดูกรสุภัททะ เราโดยวัยได้ ๒๙ ปี บวชแล้วตามแสวงหาว่าอะไร เป็นกุศล ตั้งแต่เราบวชแล้ว นับได้ ๕๑ ปี แม้สมณะผู้เป็นไปในประเทศแห่งธรรม เป็นเครื่องนำออก ไม่มีในภายนอกแต่ธรรมวินัยนี้ ฯ สมณะที่ ๒ สมณะที่ ๓ หรือสมณะที่ ๔ ก็มิได้มี ลัทธิอื่นว่างจากสมณะผู้รู้ทั่วถึงก็ภิกษุเหล่านี้พึงอยู่โดยชอบ โลกไม่พึงว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย ฯ
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว สุภัททปริพาชก ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญภาษิตของ พระองค์แจ่มแจ้งนัก เปรียบเหมือนบุคคล หงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิดบอกทาง แก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยคิดว่า ผู้มีจักษุจักเห็นรูป ดังนี้ฉันใด พระผู้มี พระภาคทรงประกาศพระธรรมโดยอเนกปริยาย ฉันนั้น เหมือนกัน ข้าพระองค์นี้ ขอถึง พระผู้มีพระภาคพระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ข้าพระองค์พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาค ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสุภัททะ ผู้ใดเคยเป็นอัญญเดียรถีย์ หวังบรรพชา หวังอุปสมบท ในธรรม วินัยนี้ ผู้นั้นต้องอยู่ปริวาสสี่เดือน เมื่อล่วงสี่เดือน ภิกษุ ทั้งหลายเต็มใจแล้วจึงให้บรรพชาให้อุปสมบท เพื่อความเป็นภิกษุ ก็แต่ว่าเรารู้ความ ต่างแห่งบุคคลในข้อนี้ ฯ
สุภัททปริพาชกกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หากผู้ที่เคยเป็นอัญญเดียรถีย์ หวังบรรพชา หวังอุปสมบท ในพระธรรมวินัยนี้ จะต้องอยู่ปริวาสสี่เดือน เมื่อล่วง สี่เดือน ภิกษุทั้งหลายเต็มใจแล้วจึงให้บรรพชา ให้อุปสมบท เพื่อความเป็นภิกษุไซร้ ข้าพระองค์จักอยู่ปริวาสสี่ปี เมื่อล่วงสี่ปีภิกษุทั้งหลายเต็มใจแล้ว จึงให้บรรพชา ให้อุปสมบทเถิด ฯ
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า ดูกรอานนท์ ถ้าเช่นนั้น เธอจงให้สุภัททปริพาชกบวชเถิด ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัส ของพระผู้มีพระภาคแล้ว สุภัททปริพาชกได้กล่าว กะท่านพระอานนท์ว่า
ดูกรท่านอานนท์ ผู้มีอายุเป็นลาภของท่าน ท่านได้ดีแล้ว ที่พระศาสดาทรงอภิเษก ด้วย อันเตวาสิกาภิเษก ในที่เฉพาะพระพักตร์ในพระศาสนานี้ สุภัททปริพาชก ได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาค
ก็ท่าน สุภัททปริพาชกได้บรรพชา อุปสมบทแล้ว ไม่นานหลีกออกไปอยู่แต่ผู้เดียว เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปแล้วอยู่ ไม่ช้านานนัก ก็ทำให้แจ้งซึ่ง ที่สุดพรหมจรรย์ ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าที่กุลบุตรทั้งหลาย
ผู้มีความต้องการออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบ ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มี
ท่านสุภัททะได้ เป็นอรหันต์รูปหนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านเป็นสักขิสาวกองค์ สุดท้ายของพระผู้มีพระภาค ฯ
ความเคารพเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ผู้มีความสงบก็ต้องเสียสละ การภาวนาทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ เพื่อให้ความสงบและปัญญาได้เป็นปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การที่เราเอาความสงบและปัญญาที่เป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องนี้แหละคือเราเอาพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร เอาพระธรรมเอาพระวินัยเป็นกัลยาณมิตร เอาพระอริยสงฆ์ขีณาสพเป็นกัลยาณมิตร
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ถ้าเรามีความเคารพ เมื่อความเคารพมันเป็นความสงบอยู่แล้ว การประพฤติการปฏิบัติทั้งกายวาจากิริยามารยาทถึงเป็นสิ่งภายนอก สิ่งภายนอกนั่นแหละคือสิ่งภายใน
เราต้องรู้เข้าใจในความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติจะหยุดอบายภูมิ
ความรู้ความเข้าใจนี้จะหยุดสัญชาตญาณ หยุดขั้วบวกขั้วลบ เป็นการทำความดีเพื่อความดี จะเป็นออกซิเจนจะเป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูลถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป
ด้วยเหตผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทะเจ้าท่านให้เราทุกคนเข้าใจอย่าพากันตั้งอยู่ในความประมาท ท่านจึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ ๒๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา