๒๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ ๒๒ เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย เพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

เราทุกท่านทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจในเรื่องของเหตุในเรื่องของปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็ย่อมเป็นเช่นนั้น เพราะทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี

 

 ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทั้งหลายพากันรู้ จะได้เอาความรู้คู่ของการประพฤติของการปฏิบัติ

 

พระธรรมพระวินัยเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ พระธรรมพระวินัยเป็นเหตุเป็นปัจจัย พระธรรมพระวินัยเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าคือพระธรรมคือพระวินัย

 

เราเอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ

 

พระธรรมพระวินัยนั้นจะหยุดสัญชาตญาณที่เราทุกคนรักความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ มีความระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์

 

พระธรรมพระวินัยนั้นจะมาหยุดสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคล ที่เป็นตัวเป็นตน

 

อะเสวะนาจะพาลานัง ปัณฑิตานัญจะเสวะนา พระธรรมพระวินัยเราต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติเป็นกัลยาณมิตร พระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ เป็นกัลยาณมิตรของเราทุก ๆ คน

 

เราพากันมาบวช เราพากันมาอยู่วัด เราพากันมาประพฤติมาปฏิบัติธรรม เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจว่าเราทุกคนมาบวชทำไม มาอยู่ที่วัดทำไม

 

เรามาบวชมาอยู่วัดเพื่อมาประพฤติปฏิบัติธรรมที่จะมาหยุดสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคลตัวตน มาเอาพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร มาเอาพระธรรมพระวินัยเป็นกัลยาณมิตร

 

วัดนั้นมีความหมายของการประพฤติของการปฏิบัติ เค้าจะสร้างบ้านสร้างเรือนสร้างประเทศก็ต้องวัดระยะสั้น ระยะไกล วัดความหนักวัดความเบา วัดนี้คือพระธรรมคือพระวินัย เป็นความรู้ความเข้าใจที่จะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนจึงต้องเอาพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร เอาพระธรรมเอาพระวินัยเป็นข้อวัตรกิจวัตรในการประพฤติในการปฏิบัติ

 

ด้วยเหตุนี้เราถึงต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าเรามาบวชทำไม เรามาอยู่วัดทำไม พระธรรมพระวินัยจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยเข้าสู่ความวิเวก ความวิเวกทางกายทางวาจาทางกิริยามารยาททางอาชีพ

 

พระธรรมพระวินัยเราต้องรู้ต้องเข้าใจ พระธรรมพระวินัยนั้นจะเป็นสาเหตุให้เข้าสู่ความวิเวก เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราทุกคนจะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ให้เราทุกคนได้ว่างจากสัญชาตญาณที่เราทุกคนรักความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ มีความระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์

 

ความวิเวกนั้นจะเกิดได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย ด้วยเรารู้เข้าใจ เราจะได้ยกทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ พระธรรมพระวินัยเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ไม่ให้เราต้องไปตรึกในกามไปตรึกในพยาบาท กามพยาบาทนั้นมันเป็นสัญชาตญาณ นั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ กามพยาบาทนั้นถึงเป็นความไม่สงบ เป็นความไม่พอเพียงเพียงพอ จะมีความบกพร่องอยู่เป็นนิจ

 

ใจของเราทุกคนเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจต้องอาศัยการฝึกกายฝึกวาจาฝึกิริยาฝึกมารยาทปฏิบัติที่อาชีพ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ กายกับใจนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะกายกับใจนั้นต้องอาศัยผัสสะ อาศัยอดีตอาศัยอนาคต อดีตอนาคตนั้นมันเป็นผัสสะ ผัสสะภายนอกภายในนั้นคือผัสสะ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจในเรื่องขั้วบวกขั้วลบ เราจะได้เอาพระธรรมเอาพระวินัยสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้หยุดลงด้วยความรู้ความเข้าใจ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะจบลงได้ที่ผัสสะ เราต้องรู้เข้าใจเราจะได้พิจารณาทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์

 

พระธรรมพระวินัยเป็นสาเหตุให้เรารู้เข้าใจ เราต้องมีสัมมาทิฏฐิ พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นหลักการเป็นอุดมการณ์อุดมธรรม เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราทั้งหลายได้ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ การยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมพระวินัยนั้นไม่ใช่สีลัพพัตตปรามาส ไม่ใช่เป็นเรื่องความหลงงมงาย นั้นเป็นความรู้ความเข้าใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

เป็นความรู้ความเข้าใจ เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่หยุดความยึดมั่นถือมั่นด้วยความรู้ความเข้าใจ การยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมพระวินัยนั้นคือการยกเลิกสัญชาตญาณ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยนี้เป็นสาเหตุ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราทุกคนยกเลิกสัญชาตญาณ

 

ความรู้ความเข้าใจ เราทุกคนจะต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนี้แหละคือตำแหน่งเดียว ปัจจุบันคือวาระเดียว ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมพระวินัย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ความยึดมั่นถือมั่นนั้นจะหยุดสัญชาตญาณ เราต้องรู้เข้าใจ ปัจจุบันนั้นคือตำแหน่งเดียว ตำแหน่งเดียวนั้นจะไม่มีขั้วบวกขั้วลบ ตำแหน่งเดียวนั้นคือการทำความดีเพื่อความดี เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่

 

จะเป็นความดีและปัญญา ความรู้ความเข้าใจประพฤติปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้คือการเดินไปข้างหน้า ไม่ได้ถอยกลับมาที่เก่าที่เดิม

 

เป็นความรู้ความเข้าใจ ไม่ต้องมาติดกับดักในสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน นี้คือการเดินไปข้างหน้า ไม่ได้ถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม ไม่ต้องมีขั้วบวก ไม่ต้องมีขั้วลบ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นถึงต้องจบลงที่ปัจจุบันด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมพระวินัย พร้อมทั้งการประพฤติพร้อมทั้งการปฏิบัติ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่ใช่เพียงจิตวิทยา การประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่เป็นเพียงปรัชญา การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นการก้าวไปข้างหน้า ไม่ได้ถอยกลับมาที่เก่าที่เดิม

 

พระธรรมพระวินัยนั้นเพื่อมายกเลิกสัญชาตญาณที่เราทุกคนเอาความหลงนำชีวิตเอาความผิดนำชีวิต เราเอาสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนนำชีวิต มันเป็นการเดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ให้เราเอาธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ มาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่ที่เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา ที่เป็นปัญญาประกอบด้วยความดี ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมพระวินัย

 

เราต้องรู้เข้าใจสัญชาตญาณนั้นมันเป็นวัฏฏสงสาร วัฏฏสงสารนั้นมันเป็นสัญชาตญาณ

 

เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ เราจะได้เอาพระธรรมพระวินัยเป็นกัลยาณมิตร เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ จะไม่ได้เสียเวลาในการประพฤติการปฏิบัติ เอาปัจจุบันนี้เป็นการประพฤติเป็นการปฏิบัติ

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพราะปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ สำคัญที่สุด เราต้องรู้เข้าใจ ปัจจุบันเป็นการชิงแชมป์ระหว่างพระนิพพานกับวัฏฏสงสาร

 

พระธรรมพระวินัยเราต้องรู้เข้าใจ เราต้องเอาพระธรรมพระวินัยมาชิงแชมป์ระหว่างนิพพานกับวัฏฏสงสาร

 

พระนิพพานนั้นถึงอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล พระนิพพานนั้นถึงอยู่ที่ปัจจุบันนี้เอง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ พระนิพพานนั้นถ้าอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ พระนิพพานนั้นก็ดับทุกข์ไม่ได้ เพราะอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ

 

เราทั้งหลายต้องพากันรู้พากันเข้าใจ พระธรรมพระวินัย ที่เราจะเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะเรื่องพระนิพพานนั้นเป็นเรื่องของปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องอดีต ไม่ใช่เรื่องอนาคต เป็นเรื่องของปัจจุบัน

 

ปัจจุบันนั้นถึงเป็นการชิงแชมป์ระหว่างนิพพานกับวัฏฏสงสาร พระนิพพานนั้นคือความวิเวก ทั้งทางกายทั้งวาจาทั้งกิริยามารยาททั้งอาชีพอยู่ที่ปัจจุบัน

 

พระนิพพานนั้นถึงเป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ถ้าว่างจากสิ่งที่ไม่มีจะไม่มีประโยชน์อะไร เช่น คนตายแล้วจะมีประโยชน์อะไร คนไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจนั้นจะมีประโยชน์อะไร

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าพระนิพพานนั้นเป็นความว่างจากสิ่งที่มี ว่างจากความรู้ความเข้าใจ ด้วยอาศัยพระธรรมพระวินัย

 

พระธรรมพระวินัยนั้นจะหยุดสัญชาตญาณของเราทุกคนได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราทั้งหลายจะได้พากันเข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงได้ตรัสกับพระโมฆราช องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระโมฆราชว่า

 

“ดูก่อนโมฆราช ท่านจงมีสติพิจารณาดูโลกโดยความเป็นของว่างเปล่า ถอนความเห็นว่าตัวของเราเสียทุกเมื่อเถิด ท่านจะข้ามล่วงมัจจุราชเสียได้ ด้วยอุบายนี้ท่านพิจารณาเห็นโลกอย่างนี้แล้ว มัจจุราชคือความตายจักแลไม่เห็น”

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนี้จะหยุดสัญชาตญาณ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิ รู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงได้ตรัสเรื่องอริยสัจ ๔ เรื่องรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนถึงต้องมาหยุดสัญชาตญารที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสวิถีชีวิตของหมู่มวลมนุษย์ เพื่อให้หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายรู้เข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ว่างจากสิ่งที่ไม่มีอยู่นั้นจะมีประโยชน์อะไร

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เมื่อเรามีตารูปนั้นถึงมี ถ้าเราไม่มีตารูปจะมีได้มั๊ย รูปนั้นย่อมมีไม่ได้ ถ้าเราไม่มีหูเสียงนั้นจะมีมั๊ย เสียงนั้นก็ย่อมไม่มี ถ้าเราไม่มีจมูกกลิ่นนั้นจะมีมั๊ย กลิ่นนั้นก็ย่อมไม่มี ถ้าเรามีลิ้นรสนั้นจะมีมั๊ย รสนั้นก็ย่อมไม่มี ถ้าเราไม่มีกายเราจะมีสัมผัสมั๊ย สัมผัสนั้นก็ย่อมไม่มี ถ้าเราไม่มีใจเราจะตรึกนึกคิดอะไรได้มั๊ย เราก็ย่อมตรึกนึกคิดอะไรไม่ได้เพราะเราไม่มีใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องของปัจจัย สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะหยุดด้วยความรู้แล้วยกเลิกสัญชาตญาณ ยกทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ เราเสียเวลาเพียง ๑ วินาที ยกทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ ความสงบและปัญญาจะได้เป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่อง

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นอริยมรรคมีองค์แปด เป็นวิถีชีวิตที่มีความรู้ความเข้าใจ เป็นวิถีชีวิตที่ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ เป็นชีวิตที่ปกติ ไม่ต้องหนีรูปหนีเสียงหนีกลิ่นหนีรสหนีโผฏฐัพพะธรรมารมณ์

 

เป็นความรู้แจ้งทางวัตถุรู้แจ้งทางจิตใจ เป็นพระธรรมพระวินัยที่เราจะเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ด้วยเหตุผลนี้พระธรรมพระวินัยจะมาหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน เราต้องรู้เข้าใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนถึงตั้งอยู่ในความประมาทไม่ได้ เพราะความประมาทนั้นมันคือความผิดพลาดคือการเสียหาย นั้นคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ความรู้ถึงเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อความรู้กับการประพฤติการปฏิบัติจะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

พระธรรมพระวินัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เพราะปัจจุบันนี้เราจะมองข้ามกรรม มองข้ามกฎแห่งกรรม มองข้ามผลของกรรมนั้นไม่ได้ ความเคารพในพระธรรมในพระวินัยจะเป็นสาเหตุให้หยุดกรรม หยุดกฎแห่งกรรม หยุดผลของกรรม

 

ความเคารพนั้นคือเบรกคือเซฟตี้ รถก็ต้องมีเบรกอย่างดี เครื่องบินก็ต้องมีเบรกอย่างดี เรือก็ต้องมีเบรกอย่างดี

 

ใจของเราก็ต้องมีเบรกอย่างดี ความเคารพนั้นคือเบรกอย่างดี ความเคารพนั้นจะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ความเคารพนั้นจะไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบ ความเคารพนั้นจะเป็นความสงบเป็นความพอเพียงเพียงพอ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสกับพระโมคัลลานะว่าเธอจะจาริกไปที่ต่าง ๆ อย่าไปยกหูชูงวง คำว่ายกหูชูงวงนั้นคือสัญชาตญาณที่เป็นความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

ความเคารพนั้นเป็นความหยุดยกหูชูงวง หยุดมีความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นตัวเป็นตนว่าเราเป็นผู้หญิงผู้ชายเป็นคนแก่คนหนุ่มคนสาวเป็นคนแก่เฒ่าชรา เป็นคนดีกว่าเค้าเก่งกว่าคนรวยกว่าเค้าเป็นผู้มีเพาเวอร์สูงกว่าเขา มียศมีตำแหน่งสูง เป็นผู้เสมอเขา หรือว่าต่ำต้อยกว่าเขา

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสกับพระโมคคัลลานะว่า เธอจาริกไปในที่ต่าง ๆ ต้องไม่ยกหูชูงวง

 

ความเคารพจะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ธรรมะที่เจริญที่ก้าวหน้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงได้ตรัสเรื่องของคารวธรรมเพื่อไม่ให้ยกหูชูงวง เพื่อเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสคารวธรรม ๖ อย่างเพื่อเป็นหลักการที่หยุดยกหูชูงวง

 

 คารวะ หรือ คารวตา ๖ ความเคารพ การถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะพึงใส่ใจและปฏิบัติด้วยความเอื้อเฟื้อด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา หรือโดยความตั้งมั่นหนักแน่นเอาจจริง ๆ จัง ๆ การมองเห็นด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ เห็นคุณค่า เห็นความสำคัญแล้วปฏิบัติต่อบุคคลอื่นหรือต่อวัตถุนั้น ๆ โดยถูกต้อง ด้วยความจริงใจ เป็นเหตุให้เกิดสติเกิดปัญญา เป็นโอกาสเป็นเวลาที่เราจะได้ละอัตตาตัวตน เราทั้งหลายจะได้มีความสงบมีปัญญา

 

หนึ่ง สัตถุคารวตา ความเคารพในพระรัตนตรัย ในพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ  เพื่อยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ถ้ามีตัวตนมีตนแล้วมันก็ตกอยู่ในสัญชาตญาณมันเป็นการเอาตัวตนครองธาตุครองขันธ์ครองอายตนะ เป็นการที่เราไม่ได้เอาความถูกต้อง ไม่ได้เอาพระรัตนตรัยนำชีวิต ด้วยการเอาตัวเอาตนนำชีวิต เอาอีโก้นำชีวิต ข้อนี้บางแห่งเขียนไว้ในหนังสือ ว่าเราทุกคนต้องเคารพคารวะต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย ข้อวัตรกิจวัตร ในการดำเนินชีวิต เราทั้งหลายต้องเคารพในพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ เพราะพระธรรมพระวินัยเป็นพระรัตนตรัยเป็นพระพุทธพระธรรมพระอริยสงฆ์ พระอานนท์ได้ตรัสทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้วจะให้ตั้งใครแทนองค์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่นตรัสว่า อานนท์เอย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เอาพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ ให้เราพากันจับหลักจับประเด็นให้ได้ พระธรรมพระวินัยแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ที่อยู่ในพระไตรปิฎก แบ่งเป็น พระวินัยปิฎก ๒๑,๐๐๐ พระสูตร ๒๑,๐๐๐ พระอภิธรรม ๔๒,๐๐๐ รวมกันเป็น ๘๔,๐๐๐ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่าให้เอาพระธรรมเอาพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ แทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราทั้งหลายต้องมาเคารพคารวะในพระรัตนตรัยคือพระธรรมพระวินัยคือข้อวัตรข้อปฏิบัติเป็นธรรมที่จะทำให้เราเจริญไม่มีความเสื่อม

 

        สอง ธัมมคารวตา เคารพในพระธรรม ตั้งอยู่ในความไม่เพลิดเพลิน ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพราะการประพฤติการปฏิบัติเน้นที่ปัจจุบัน กงเกวียนกงกรรม ปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันเป็นวาระแห่งชาติ เราอย่าได้ไปประมาท ประมาทเล็กน้อยก็ผิดพลาดเล็กน้อย ประมาทปานกลางก็ผิดพลาดปานกลาง ประมาทอย่างใหญ่ก็ผิดพลาดอย่างใหญ่ ให้รู้เข้าใจเรื่องความประมาท องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสแก่พระภิกษุทั้งหลายว่า การประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ เป็นวาระแห่งชาติในการประพฤติการปฏิบัติเธอทั้งหลายจงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด อย่าคิด่าเรามีปัญญา เราจะแก้ปัญหาได้ เมื่อเรามีปัญญาเราก็ต้องมีพระธรรมพระวินัย เพราะพระธรรมพระวินัยเป็นสิ่งที่มีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ เมื่อเรามีปัญญาเราก็ต้องมีความสงบ เมื่อเรามีความสงบเราก็ต้องมีปัญญา เราทั้งหลายต้องพากันรู้เข้าใจ เราต้องเคารพคารวะในธรรมในสภาวธรรม เพราะทุกอย่างคือกรรมคือกฎแห่งกรรมคือผลของกรรม ที่เรามีธาตุทั้งสี่ขันธ์ทั้งห้าอายตนะหกมันเป็นผลของกรรมในการเวียนว่ายตายเกิดที่เราทุกคนไม่รู้ไม่เข้าใจ


       สาม สังฆคารวตา ความเคารพในสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้แก่ ผู้ที่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิมีความเห็นถูกต้องเข้าใจถูกต้องเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรงปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์เป็นผู้ปฏิบัติสมควรปฏิบัติเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ไม่ตึงเกินไปไม่หย่อนเกินไป มีความสงบมีปัญญาไปพร้อม ๆ กันมีศีลมีสมาธิมีปัญญาไปพร้อม ๆ กันเป้นผู้ที่สมควรแก่พวกเราทั้งหลายต้องเคารพกราบไหว้บำรุงกับท่านผู้นั้น เพราะท่านผู้นั้นก็ได้แก่ความสงบและปัญญา ยกเลิกอัตตายกเลิกตัวตนไม่มีอีโก้อะไร มีแต่ความสงบมีแต่ปัญญา

 

สี่ สิกขาคารวตา หมายถึงเคารพในการเรียนการศึกษา มนุษย์เราต้องมีการเรียนการศึกษา การเรียนการศึกษาของมนุษย์มีอยู่ทั้งหมด ๑๘ อย่าง ๑๘ อย่างมีอะไรบ้าง ๑๘ อย่างก็ได้แก่

  1. ยุทธศาสตร์ วิชานักรบ
  2. รัฐศาสตร์ วิชาการปกครอง
  3. นิติศาสตร์ วิชากฎหมายและจารีตประเพณีต่างๆ
  4. วาณิชยศาสตร์ วิชาการค้า
  5. อักษรศาสตร์ วิชาหนังสือ
  6. นิรุกติศาสตร์ วิชารู้ภาษาของตนแตกฉานดี และรู้ภาษาของชนชาติที่ติดต่อกัน
  7. คณิตศาสตร์ วิชาคำนวณ
  8. โชติยศาสตร์ วิชาดูดวงดาวต่างๆ คือรู้จักว่าดวงดาวนั้นๆ ตั้งอยู่ทางทิศนั้นๆ และประจำเมืองนั้นๆ และรู้จักสีแสงของดวงดาวต่างๆ อันบอกลางดีและลางร้ายในกาลบางครั้ง
  9. ภูมิศาสตร์ วิชารู้พื้นที่ต่างๆ หรือรู้จักแผนที่ของประเทศต่างๆ
  10. โหราศาสตร์ วิชาโหร คือรู้พยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ ได้ และรู้ทายดวงชะตาราศีของคนได้ด้วย
  11. เวชศาสตร์ วิชาหมอยา
  12. สัตวศาสตร์ วิชารู้ลักษณะของสัตว์และเสียงสัตว์ว่าร้ายหรือดี
  13. เหตุศาสตร์ วิชารู้เหตุเป็นแดนเกิดแห่งผลว่าร้ายหรือดี
  14. โยคศาสตร์ ยันตรศึกษา คือรู้จักความเป็นช่างกล
  15. ศาสนศาสตร์ วิชารู้เรื่องศาสนา คือรู้จักประวัติความเป็นมาแห่งศาสนาทุกๆ ศาสนาที่มหาชนนิยม เพื่อปฏิบัติไม่ขัดแก่สังคมใดๆ และรู้คำสอนในศาสนานั้นๆ ด้วย
  16. มายาศาสตร์ วิชารู้กลอุบาย หรือรู้ตำรับพิชัยสงคราม
  17. คันธรรพศาสตร์ วิชาคนธรรพ์คือวิชาร้องรำ(ละคอน) ที่เรียกชื่อว่า "นาฏยศาสตร์" และวิชาดนตรีปี่พาทย์ ที่เรียกชื่อว่า "ดุริยางคศาสตร์"
  18. ฉันทศาสตร์ วิชาประพันธ์ คือแต่งหนังสือได้ ทั้งที่เป็นร้อยกรอง(บทกลอน) และร้อยแก้ว(ความเรียง)

 

เราทุกคนเกิดมา ต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องมีทั้งตาเนื้อตาหนังตาปัญญาเพื่อความรู้ความเข้าใจ มนุษย์เราต่างจากสรรพสัตว์ทั้งหลายก็เพราะมาจากการเรียนการศึกษา การเรียนการศึกษานี้เป็นความรู้ความเข้าใจมันไม่ใช่ความจำ การที่เราไม่รู้ไม่เข้าใจความหมาย เราไปเรียนหนังสือ ไปศึกษาค้นคว้า ไปฟังการบรรยายความหมายเพื่อความรู้ความเข้าใจ เพื่อจะเอาความรู้ความเข้าใจไปประพฤติปฏิบัติให้เกิดความสงบเกิดปัญญา ให้เกิดปัญญาเกิดความสงบ ไม่ใช่ไปเรียนไปศึกษาเพื่ออัตตาตัวตนให้รู้เข้าใจ เราทั้งหลายอย่าไปคิดว่าการเรียนการศึกษานั้นเพื่อตัวเพื่อตน ไม่ใช่นะ การเรียนการศึกษาเพื่อเสียสละเพื่อละตัวละตน พระนักปฏิบัติทั้งหลายอยู่ป่าอยู่เขา ที่มุ่งมรรคผลพระนิพพานอย่าไปว่าให้ในบ้านในเมืองในกรุง เค้าเรียนเค้าศึกษา ไปว่าให้เค้าเรียนศึกษาเพื่อตัวเพื่อตนเพื่อยศเพื่อตำแหน่ง การเรียนการศึกษาความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติให้เข้าใจอย่างนี้ เรามีความคิดเห็นผิดเข้าใจผิด เราไม่เรียนไม่ศึกษาเรายังไปว่าให้เค้าอีกเรายังไปตำหนิเค้าอีกนั้นไม่ได้ ผู้ที่เป็นพระธรรมกถึกก็ต้องรู้เข้าใจ ผู้ที่เป็นวินัยธรก็ต้องรู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะไม่ได้ทะเลาะกัน จะได้ไม่ยกหูชูงวงในการประพฤติการปฏิบัติ เราทั้งหลายจะรู้การประพฤติการปฏิบัติ เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นรู้เข้าใจอยู่ที่ไหนก็พากันปฏิบัติที่นั่นอยู่ที่ไหนเรามีธาตุทั้งสี่ขันธ์ทั้งห้าอายตนะทั้งหกเราก็ปฏิบัติที่นั่น ธรรมะคือความสงบคือปัญญา ธรรมะนั้นลดทิฏฐิมานะอัตตาตัวตนธรรมะจะมีแต่ความสงบมีแต่ปัญญา เราเป็นนักปฏิบัติอยู่ในป่าในเขา เป็นผู้เรียนผู้ศึกษาอยู่ในเมืองกรุงทั้งหลายอย่าไปทะเลาะกัน เราทั้งหลายต้องมีความสงบมีความเคารพ เพราะตัวตนมันปรุงมันแต่งมันไม่สงบไม่เคารพมีแต่อัตตาตัวตน ผู้ที่อยู่ในเมืองกรุง อยู่ชนบทอยู่ป่าอยู่เขา เราทั้งหลายก็ต้องมีความสงบมีปัญญามีพระธรรมพระวินัยเป็นเครื่องอยู่ก้าวไปด้วยความสงบด้วยปัญญา ไม่ใช่ก้าวไปด้วยอัตตาตัวตนไม่ใช่ก้าวไปด้วยอีโก้ยกหูชูงวงให้รู้เข้าใจ

 

ห้า อัปปมาทคารวตา ความเคารพในความไม่ประมาท ความประมาทคือความผิดพลาดแน่นอนนอนแน่ ให้เราเข้าใจ ถ้าใครมีความประมาทคนนั้นย่อมผิดพลาดแน่นอน พากันไปเผยแผ่ถ้าไปประมาทก็ต้องนอนแผ่ด้วยความประมาทผิดพลาดนะ ให้เข้าใจอย่างนี้ ให้เราละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป หวาดสะดุ้งเกรงกลัวต่อบาปอย่าไปคิดว่าตัวเองมีปัญญามากจะเอาตัวรอด เดี๋ยวจะเป็นการเก็บเล็กผสมน้อยของความประมาทจะเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตมันจะพังทลายเหมือนตึก สตง.ของเมืองไทย สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ก็เพราะเอาความประมาทนำชีวิต เอาตัวตนนำชีวิต เอาอีโก้นำชีวิต เราต้องเข้าใจในเรื่องของความประมาทนะ เข้าใจในเรื่องความไม่ประมาทนะ ความไม่ประมาทมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้มีเมตตาบอกมหาชนทั้งหลาย ในกาลเวลาที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานว่า ความประมาทนี้เป็นอันตรายที่ยิ่งใหญ่ใหญ่ยิ่ง

 

ข้อที่ ๖ ข้อสุดท้ายของคารวธรรม คือเคารพในพระธรรม เคารพในการต้อนรับปฏิสันถาร ไม่แบ่งชั้นวรรณะ เป็นผู้ให้เป็นผู้เสียสละ ไม่หวังอะไรตอบแทน เทคแคร์ทุก ๆ คนเหมือนกัน มนุษย์เราคือผู้ที่รู้เข้าใจว่ามนุษย์เราต้องเอาธรรมนำชีวิต เอาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เป็นผู้ที่ไม่ไปตามผัสสะ ไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม รู้เข้าใจแล้วให้ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นดับลงเพียงผัสสะ ไม่เอาความชอบความชัง ไม่เอาความดีใจเสียใจ เอาความสงบและปัญญา เอาศีลเอาสมาธิเอาปัญญาเป็นการดำเนินชีวิต เน้นที่ปัจจุบันด้วยความรู้ความเข้าใจ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ละอดีตที่ผ่านไปแล้ว ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ ได้ทั้งประโยชน์ชาตินี้ ได้ทั้งประโยชน์ชาติหน้า เน้นที่ปัจจุบัน เป็นผู้ที่รู้จักอริยสัจสี่ รู้จักทุกข์ รู้จักเหตุเกิดทุกข์ รู้จักข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เป็นผู้มีศีลเป็นผู้ที่มีสมาธิ เป็นผู้ที่มีปัญญา มีสติมีปัญญา เป็นความรู้ความเข้าใจเป็นประภัสสร รู้สิ่งที่สัญจรไปมาในเรื่องอาคันตุกะ ชั่วครู่ชั่วยาม การต้อนรับปฏิสันถารในแขกที่มาเยี่ยมเยือน เราต้องทำหน้าที่ของเราให้ถูกต้อง มาทางตาก็ให้จบเพียงตา มาทางหูก็ให้จบเพียงหู มาทางจมูกก็ให้จบเพียงจมูก มาทางลิ้นก็ให้จบเพียงลิ้น มาทางกายก็ให้จบเพียงกาย สิ่งทั้งหลายนั้นต้องให้จบลงเพียงผัสสะ

 

เราทั้งหลายต้องรู้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ จะได้ไม่เอาความหลงนำชีวิต ไม่เอาความผิดนำชีวิต เราต้องรู้จักสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริงว่าธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เป็นสิ่งที่สัญจรไปมาชั่วครู่ชั่วยามเราต้องต้อนรับด้วยความถูกต้องด้วยความรู้ความเข้าใจเพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นประภัสสร เราทั้งหลายจะได้รู้ทางสายกลาง อดีตก็ให้จบไป อนาคตก็ให้เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เราจะได้มีปฏิปทาเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรง เราจะได้ต้อนรับอาคันตุกะที่สัญจรไปมาด้วยคารวธรรม

 

ความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์หรือว่าพระนิพพานนั้นถึงอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่เรามีความเคารพ อยู่ที่เรามีความคารวะ

 

พระนิพพานนั้นถึงมีอยู่ในอริยมรรคมีองค์แปด อยู่ที่เรารู้เราเข้าใจ เรามีความสุขในการทำหน้าที่ อยู่ที่เรายกเลิกสัญชาตญาณ อยู่ที่เรายกเลิกการเบียดเบียน การที่เราทุกคนเอาสัญชาตญาณนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิต นี้คือการเบียดเบียนตนเอง เบียดเบียนผู้อื่น

 

พระธรรมพระวินัยนั้นถึงเป็นการยกเลิกการเบียดเบียน พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นสาเหตุเป็นปัจจัยไม่ให้เราเอาความหลงนำชีวิต ไม่ให้เราเอาความผิดนำชีวิต เป็นการยกเลิกสัญชาตญาณ เป็นการยกเลิกการเบียดเบียน

 

พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นการเจริญเมตตา ยกเลิกการเบียดเบียน เอาตัวเอาตนเป็นที่ตั้งนั้นคือการเบียดเบียน ไม่มีเรื่องก็หาเรื่อง ไม่มีปัญหาก็หาปัญหามาให้กับตัวเอง การเอาตัวตนเป็นที่ตั้งนั้นถึงเป็นการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ ถ้าเอาสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวในตนนั่นแหละคือการเบียดเบียน เป็นผู้เอาความหลงนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิต เอาการเบียดเบียนนำชีวิต นั้นคือเป็นการยกหูชูงวง เอาความหลงนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิต เอาการเบียดเบียนนำชีวิต

 

ใจของเราไม่รู้ไม่เข้าใจ เอาความหลงนำชีวิต เอาการเบียดเบียนนำชีวิต เอาความโลภความโกรธความหลงนำชีวิต

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ยกเลิกการเบียดเบียน ยกเลิกการโกงกินคอร์รัปชั่น ยกเลิกการไปเอาสิ่งของของคนอื่น

 

ความสุขความดับทุกข์ที่เป็นพระนิพพาน ความสุขความดับทุกข์นั้นที่เป็นธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนได้รู้เข้าใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมายกเลิกสัญชาตญาณ ยกเลิกการเบียดเบียน ยกเลิกการเป็นผู้เอา มาเป็นผู้ให้มาเป็นผู้ที่เสียสละ

 

การเป็นผู้ให้เป็นผู้เสียสละคือผู้ที่รู้ผู้ที่เข้าใจเรื่องพระธรรมเรื่องพระวินัย ในเรื่องของพระนิพพาน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ พระนิพพานนั้นไม่ใช่นิติบุคคลไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน พระนิพพานนั้นไม่ใช่ขั้วบวกไม่ใช่ขั้วลบ พระนิพพานนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัยหยุดสัญชาตญาณ หยุดการเบียดเบียน หยุดเอาความหลงนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิต พระนิพพานนั้นเป็นการเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงความพอดี

 

พระนิพพานนี้ถึงอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ที่อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ เบื้องหน้านั้นมันแก้ปัญหาไม่ได้ อดีตนั้นแก้ปัญหาไม่ได้ อนาคตก็แก้ปัญหาไม่ได้ ปัจจุบันถึงเป็นความรู้ความเข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย

 

พระนิพพานนั้นต้องอยู่ในวิถีชีวิตของเราทุกคนอยู่ที่ปัจจุบัน พระนิพพานนั้นถึงเป็นอริยมรรคมีองค์แปด ให้เรารู้เข้าใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้ พระธรรมพระวินัยเรารู้เข้าใจ เอามาใช้เพื่อเข้าสู่กายวิเวก วาจาวิเวก กิริยามารยาทวิเวก อาชีพที่ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน

 

พระนิพพานนั้นถึงอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนั้นถึงเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ พระนิพพานนั้นถึงไม่เลือกกาลสถานที่ หรือว่าการประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่เลือกกาลสถานที่

 

ปัจจุบันถึงเป็นความรู้ความเข้าใ จถ้าเราทุกคนรู้เข้าใจ ประพฤติปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ปัจจุบันนั้นมันคือตำแหน่งเดียว จะเป็นความดับทุกข์เกิดขึ้น ความดับทุกข์ตั้งอยู่ ความดับทุกข์ดับไป ถ้าเรายกเลิกสัญชาตญาณหน้าที่ของพระนิพพานก็จะทำงานอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราเข้าใจว่าพระนิพพานนั้นต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ที่มีผู้ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถามเรื่องตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญนี้ขึ้นอยู่ที่เหตุขึ้นอยู่ที่ปัจจัยขึ้นอยู่ที่เงื่อนไข

 

ให้รู้เข้าใจทุกอย่างเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย ให้ถือเอาปัจจุบันนี้เป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ เพราะอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบันแล้ว อนาคตจะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน ความดับทุกข์ไม่มีทุกข์ถึงต้องมีอยู่กับเราที่ปัจจุบัน

 

ด้วยเหตุผลนี้พระนิพพานหรือว่าความดับทุกข์นั้นถึงอยู่ที่ปัจจุบัน ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนไม่ต้องพากันสงสัย เพราะเราได้เข้าถึงพระนิพพานด้วยความรู้ความเข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ

 

อาหารโภชนาการต่าง ๆ ถ้าเราบริโภคร่างกายเราก็จะสบาย เราพักผ่อนสรีระร่างกายของเราก็จะสบาย

 

พระธรรมพระวินัยเรารู้เข้าใจ เรายกเลิกสัญชาตญาณ มีความสุขในการทำหน้าที่ ใจของเราก็จะสบาย

 

ด้วยเหตุผลนี้ อริยมรรคมีองค์แปดเราต้องรู้เข้าใจ ว่าวัตถุกับจิตใจ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กันอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน

 

ด้วยเหตุด้วยปัจจัย เหตุปัจจัยนี้คือธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ ความรู้ถึงต้องเอามาใช้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อให้เป็นทางสายกลาง

 

ขออนุโมทนากับท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายเป็นทั้งคนดีคนมีปัญญา เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

ความเคารพนี้จะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราทุกคนตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ดั่งปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสปัจฉิมโอวาทไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันศุกร์ที่ ๒๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

รายการล่าสุดที่คุณดู
Visitors: 115,886