๒๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ (กฤษณะ แววดี)
อีกไม่กี่นาทีข้างหน้าเราจะได้สมัครสมานสามัคคีประชุมเพลิงของคุณกฤษณะ แววดี ที่ละสังขารวายชนม์ด้วยอายุขัยวัย ๓๐ ปี
เราทุกคนเกิดมาเนื่องมาจากเหตุมาจากปัจจัย เกิดมาจากกรรม จากฎแห่งกรรม แล้วก็เป็นผลของกรรม
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ เพราะว่าทุกอย่างนั้นมาจากเหตุมาจากปัจจัย
ความไม่รู้ไม่เข้าใจทำให้เราไปตามผัสสะ ไปตามสิ่งแวดล้อม
การเวียนว่ายตายเกิดของเราได้เกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้บำเพ็ญบารมีหลายล้านชาติหลายล้านปี ได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เราทุกคนเอาพระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่างแบบอย่างเพื่อดำเนินชีวิต การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นความรู้ความเข้าใจ
สัญชาตญาณได้แก่ตัวแก่ตนของเรา ที่มีความยึดมั่นถือมั่นเป็นสัตว์บุคคลเป็นตัวเป็นตน เป็นเราเป็นผู้อื่น
สัญชาตญาณนั้นได้แก่รักความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ ระแวงภัยอันตราย ยินดีในการสืบพันธุ์ นี้คือสัญชาตญาณ
เราทุกคนมีความรู้สึกว่าธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เป็นเราเป็นคนอื่น ความคิดความเข้าใจอย่างนี้ได้เกิดเป็นขั้วบวกเป็นขั้วลบ ได้เกิดเป็นสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวเราในตัวคนอื่น ได้มีความรักความสุข ไม่ชอบความทุกข์ ระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้จะได้เป็นธรรมนูญชีวิต เราทุกคนจะได้เอาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เพื่อการดำเนินชีวิตของเราจะไม่เป็นขั้วบวกจะไม่เป็นขั้วลบ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ขั้วบวกขั้วลบนั้นคือสัญชาตญาณ ขั้วบวกขั้วลบนั้นคือตัวคือตน
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องพากันเข้าใจ เพื่อจะก้าวล่วงพ้นสัญชาตญาณที่เป็นสาเหตุให้เราทุกคนต้องเวียนว่ายตายเกิด
เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ว่าธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ นั้นมันเป็นสัญชาตญาณ สิ่งที่จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยข้ามสัญชาตญาณได้ก็คือความรู้ความเข้าใจ ความรู้ถึงเป็นคู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ
สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนี้มันเป็นอบายมุขเป็นอบายภูมิ มันรักความสุขยินดีในความสุขไม่ต้องการความทุกข์ ระแวงภัยอันตราย ยินดีในการสืบพันธุ์
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าความสุข ความไม่มีทุกข์ต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนี้เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ ปัจจุบันถึงเป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติของการปฏิบัติ
เราทุกคนมีทรัพยากร มีธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒
มีธาตุดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลมมีอากาศธาตุ มีรูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณเป็นทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ทุกอย่างทุกประการ
เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจในเรื่องทรัพยากร เราจะได้เอาทรัพยากรนั้นมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เจ้าหน้าที่ที่เป็นหน้าที่พึงประพฤติพึงปฏิบัติ ความสุขความไม่มีทุกข์ถึงอยู่ในการประพฤติในการปฏิบัติในการทำหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เพื่อการประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นจะไม่ได้เป็นขั้วบวกจะไม่ได้เป็นขั้วลบ สิ่งทั้งหลายจะจบในการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่
การทำหน้าที่นั้นจึงไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบ เรามีความรู้ความเข้าใจ มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความสุขในการทำหน้าที่ หน้าที่นั้นก็จะเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน
พระนิพพานนั้นถึงอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลอยู่ในหน้าที่ของเราในปัจจุบันทุกท่านทุกคน
เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ พากันตั้งใจตั้งเจตนา เหมือนดั่งภาชนะที่ตั้งไว้ ภาชนะที่ตั้งไว้นั้นเป็นภาชนะที่ใช้งานได้ ภาชนะที่ล้มภาชนะที่คว่ำเป็นภาชนะที่ใช้การใช้งานไม่ได้
การประพฤติการปฏิบัตินั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ทุกคนต้องมาเน้นที่ตัวของเราเอง มีความตั้งใจตั้งเจตนาเหมือนดั่งภาชนะที่ตั้งไว้
การประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่ได้เกี่ยวกับคนอื่นเลย เป็นความตั้งใจของเรา เป็นการทำหน้าที่ของเรา การประพฤติการปฏิบัตินั้นเราต้องพากันรู้เข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นอริยมรรค เป็นอริยมรรคทั้งกายทั้งวาจาทั้งกิริยามารยททั้งอาชีพมารวมลงที่ใจ ที่ใจตั้งใจตั้งเจตนา
การประพฤติการปฏิบัตินั้นเพื่อจะให้ปฏิปทาที่เป็นความดีและปัญญาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ สายน้ำเราทุกคนต้องรู้จัก สายน้ำนั้นคือน้ำไหลเป็นสายติดต่อต่อเนื่อง น้ำหยดเราต้องรู้จัก น้ำหยดนั้นคือหยดทีละหยดๆ ไม่ติดต่อนี้เรียกว่าน้ำหยด
ความสุขความดับทุกข์ไม่มีความทุกข์นั้นถึงต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ความสุขนั้นถึงอยู่ที่เรารู้เข้าใจ อยู่ที่เราทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน พระนิพพานนั้นไม่ได้อยู่ในอดีตไม่ได้อยู่ในอนาคต พระนิพพานนั้นถึงอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่เราทุกคนรู้เข้าใจ ความรู้กับการประพฤติการปฏิบัติถึงเดินทางไปพร้อม ๆ กัน ถ้าเป็นความรู้ไม่มีการประพฤติการปฏิบัติ ความรู้นั้นก็จะเป็นเพียงปรัชญา เป็นเพียงจิตวิทยา ความรู้กับการประพฤติกับการปฏิบัติเราถึงต้องพากันรู้เข้าใจ
เพื่อให้ปฏิปทาของเราทุกคนติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนถึงต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ พระธรรมพระวินัยนั้นจะหยุดสัญชาตญาณของเราทุก ๆ คน
ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมในพระวินัย เราเอาพระธรรมพระวินัยเป็นข้อวัตรกิจวัตรนั้นถึงเป็นการยกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นของเราทุกคน
ความเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้แก่ความเคารพในพระธรรมในพระวินัย
ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน พระอานนท์ได้ทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าละสังขาร จะเอาใครเป็นตัวแทนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเหตุผลว่าความเคารพเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ
อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.
อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.
อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา
อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;
มีธรรมเป็นประทีป มีธรรม เป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่น เป็นสรณะ เป็นอยู่
อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ใน สถานะอันเลิศที่สุดแล.
พระธรรมพระวินัยได้แก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย
ใจของเราทุกคนเป็นนามธรรม การประพฤติการปฏิบัติใจเราทุกคนต้องรู้เข้าใจ การปฏิบัติใจนั้นต้องมาปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทที่อาชีพ มารวมลงที่ความตั้งใจตั้งเจตนา
ด้วยเหตุผลนี้เราถึงต้องรู้ต้องเข้าใจ จะไปปล่อยวางพระธรรมพระวินัย ไม่เอาพระธรรมพระวินัยนำชีวิต ชีวิตนี้ก็ย่อมเกิดความเสียหายก็ย่อมเกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
เราพากันคิดดูดี ๆ นะ ที่เราชอบพูดกันว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจ แล้วไปทิ้งพระธรรมทิ้งพระวินัยว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจ เราต้องรู้ว่าเข้าใจว่านี้มันคือสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน นี้คือการเวียนว่ายตายเกิด นี้คืออบายมุขนี้คืออบายภูมิ
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เวลาเราทานอาหารเราทำไมไม่พูดว่า วันนี้ไม่ต้องทานอาหารเพราะทุกอย่างมันอยู่ที่ใจ เวลาเราฉันอาหารทำไมเราไม่พูดว่าวันนี้ไม่ต้องฉันภัตตาหารเพราะทุกอย่างมันอยู่ที่ใจ
การฝึกใจนั้นถึงต้องฝึกที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทฝึกที่อาชีพ เอาพระธรรมเอาพระวินัยนั้นเป็นหลักการในการฝึก
ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมในพระวินัยถึงไม่ใช่เป็นนิติบุคคลตัวตน แต่มันเป็นการหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน
พระธรรมพระวินัยจะเป็นหลักการที่ให้เราทุกคนได้ประพฤติได้ปฏิบัติเพื่อหยุดอบายมุขอบายภูมิ เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน
พระธรรมพระวินัยถึงเป็นการยานในการเดินทาง เป็นนาฬิกาชีวิต เป็นความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ พระธรรมพระวินัยถึงเป็นธรรมะที่มายกเลิกวัฏฏสงสาร
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้พวกเราทุกคนมารู้เหตุรู้ปัจจัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ให้พากันรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์
มีความสุขในการทำหน้าที่ หน้าที่คือเจ้าหน้าที่ เป็นเจ้าหน้าที่แล้วต้องทำงาน ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ทำงานก็ไม่ใช่เจ้าหน้าที่
ผู้ที่ทำหน้าที่นั้นถึงตั้งอยู่ในความประมาทไม่ได้ เพราะความประมาทมันคือความเสียหายมันคือการพังทลาย
มีคำถามว่า ปฏิบัติอย่างนี้เราจะไม่มีความทุกข์เหรอ เราจะไม่มีความเครียดเหรอ การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้จะไม่มีความทุกข์ จะไม่มีความเครียด เพราะเป็นความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ก็จะมีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความสุขใหม่เกิดขึ้นมา เป็นความสุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป เราทุกคนต้องพากันรู้เข้าใจ ความสุขกับความสงบนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าเรามีความสุขในการทำหน้าที่ ความสงบก็จะเป็นเงาตามตัว เพราะ ๒ อย่างนี้มันคือสิ่งเดียวกัน
การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นมันจะเป็นออกซิเจน จะเป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูล ถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปอยู่ที่ปัจจุบัน
ความทุกข์ของเรานั้นมันจะไม่มี เพราะการประพฤติการปฏิบัติของเราไม่มีขั้วบวกขั้วลบ มันเป็นการทำงานเพื่องาน มีความสุขกับการทำงาน ด้วยเหตุผลนี้ความสุขความดับทุกข์ถึงอยู่ที่ปัจจุบัน พระนิพพานถึงอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า
ถ้าเรารอชาติหน้า ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์อาจจะผิดพลาด เพราะปัจจุบันเป็นพื้นฐานที่ทำงานเพื่องาน มันเป็นขั้วบวกขั้วลบ ปัจจุบันไม่มีพระนิพพานอนาคตมันจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ด้วยเหตุผลนี้ที่มีประชาชนมหาชนทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วก็สูญไป องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เรื่องตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วไม่ได้เกิดขึ้นมันขึ้นอยู่ที่เงื่อนไข ขึ้นอยู่ที่ปัจจัย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านหาทางออกให้ว่า อดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบันแล้ว อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนี้เราต้องรู้เข้าใจว่าความคิดอย่างนี้ ความปรุงแต่งอย่างนี้มันเป็นขั้วบวกขั้วลบ เราต้องรู้เข้าใจ เราต้องมีความสุขในการทำหน้าที่
เราจะได้เข้าถึงพระนิพพานเข้าถึงความดับทุกข์ตั้งแต่ปัจจุบัน เช่น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเข้าถึงความเต็ม ๆ ๆ เต็มที่ปัจจุบัน ท่านเข้าถึงความเต็ม มาจุติก็วันพระจันทร์วันเพ็ญ มาตรัสรู้ก็วันพระจันทร์วันเพ็ญ แสดงธรรมก็วันพระจันทร์วันเพ็ญ จะเสด็จดับขันธ์สู่มหาปรินิพพานก็วันพระจันทร์วันเพ็ญ
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรารู้เข้าใจ มีความสุขในการทำหน้าที่ เพราะเจ้าหน้าที่ก็ต้องทำหน้าที่ ถ้าไม่ทำหน้าที่นั้นก็ไม่ใช่เจ้าหน้าที่
ความดีและปัญญาต้องให้เป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ที่มีประชาชนมหาชนถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า การประพฤติการปฏิบัตินี้ปฏิบัติถึงไหนถึงจะได้หยุด คำว่าหยุดหรือไปนี้เราต้องพากันรู้ คำว่าหยุดหรือไปมันเป็นความปรุงแต่ง ความปรุงแต่งมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ เราต้องรู้เข้าใจ เจ้าหน้าที่ก็ต้องทำหน้าที่ ไม่ทำหน้าที่นั้นมันก็ไม่ใช่เจ้าหน้าที่
การประพฤติการปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสให้เราเข้าใจว่า ก็เหมือนเราไม่ทานอาหาร เราไม่ทานอาหารนี้ร่างกายของเราก็ไม่สบาย เราไม่พักผ่อนร่างกายของเราก็ไม่สบาย
เราเอาสัญชาตญาณนำชีวิต เราเรียนหนังสือก็เพื่อความอยากความต้องการ เราทำงานก็เพื่อความอยากความต้องการ ความอยากความต้องการนั้นแหละมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ ความอยากความต้องการนั้นมันเป็นความไม่สงบ ความอยากความต้องการนั้นมันเป็นความไม่เพียงพอพอเพียง
ใจของเราถ้าเอาธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ มาเป็นตัวเราก็ย่อมมีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป เพราะความรู้ความเข้าใจอย่างนี้มันคือความไม่สงบ
ความไม่สงบนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ ขั้วบวกขั้วลบมันเป็นสงครามเป็นความไม่สงบ สงครามในตัวของมันเอง สงครามในครอบครัว ขยายตัวออกไปเป็นหมู่บ้านตำบลอำเภอจังหวัดในประเทศต่างประเทศ สงครามโลก
เราต้องรู้เข้าใจ ว่าความสุขความดับทุกข์นั้นมันอยู่ที่หน้าที่ การประพฤติการปฏิบัติของเรามันถึงจะผ่านสัญชาตญาณที่เรารักความสุขหลงความสุข ไม่ชอบความทุกข์ ระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์
ความรู้ความเข้าใจอย่างนี้เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ
เราคิดดูดี ๆ สิ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสียสละตลอด ๒๔ ชั่วโมง ท่านเสียสละให้สรีระร่างกายวันละ ๔ ชั่วโมง เสียสละให้หมู่มวลมนุษย์เทพเทวามารพรหมสรรพสัตว์ทั้งหลายวันละ ๒๐ ชั่วโมง เวลา ๒๔ ชั่วโมงนั้นคือการเสียสละ
ธรรมะถึงเป็นหน้าที่ หน้าที่ถึงเป็นธรรมะ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ เพราะหน้าที่นั้นมันเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราทุกคนต้องรู้เข้าใจเอาธรรมนำชีวิตเอาธรรมนูญชีวิต เอาสัญชาตญาณที่เป็นความหลงความยึดมั่นถือมั่นนำชีวิตนั้นไม่ได้ มันเสียหาย
ปัจจุบันคือการปฏิบัติของเราทุกคน ปัจจุบันเราอยู่ที่ไหนเราต้องเอากายวาจากิริยามารยาทอาชีพมาใช้มาปฏิบัติในการทำหน้าที่เพราะเราเป็นเจ้าหน้าที่ เป็นเจ้าหน้าที่นั้นเราต้องทำงานมีความสุขกับการทำงาน เพราะการทำงานนี้เป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราเข้าใจอย่างนี้ เราทุกคนต้องหยุดสัญชาตญาณด้วยความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการทำหน้าที่
เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ อะเสวะนาจะพาลานัง ปัณฑิตาสัญจะเสวะนา เราทุกคนต้องเอาพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร เอาพระธรรมเอาพระวินัยเป็นกัลยาณมิตร เอาพระอรหันต์ขีณาสพเป็นกัลยาณมิตร
เราต้องรู้เข้าใจ พระพุทธเจ้าท่านดับทุกข์ของท่าน ที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ พระอรหันต์ท่านดับความทุกข์ของท่าน เพราะความทุกข์นั้นมันเป็นของใครของมัน เราต้องรู้เข้าใจ
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันตั้งใจ สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนเราต้องรู้เข้าใจ เราต้องผ่านสัญชาตญาณด้วยความรู้ความเข้าใจ
เราต้องเข้าใจปัญหา ปัญหานั้นคือปัญญา ปัญญานั้นมีความสุขในการทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ ปฏิปทาของเราถึงต้องติดต่อต่อเนื่องเพื่อไม่ให้เดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงไม่ให้เราทุกคนตั้งอยู่ในความประมาทในการทำหน้าที่เพราะเราเป็นเจ้าหน้าที่
วันหนึ่งคืนหนึ่งเราพากันนอนพากันพักผ่อน ประชาชนคนไม่ได้บวชพากันนอนพักผ่อนวันละ ๘ ชั่วโมง อย่าพากันคอร์รัปชั่นเวลานอน ถึงโลกนี้จะสวยสดงดงามดุจราชรถ เราทุกคนต้องไม่คอร์รัปชั่นในเวลาการนอน
เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เวลาเราตื่นอยู่นี้เป็นเวลา ๑๘ ชั่วโมง ๑๘ ชั่วโมงเป็นเวลาที่เราเอาธรรมนำชีวิต มีความสุขในการทำหน้าที่เพราะเราเป็นเจ้าหน้าที่ ทำความดีเพื่อความดี มีความสุขกับการทำความดี
วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เราต้องรู้เข้าใจ เป็นวันทำงานกับเป็นวันปฏิบัติธรรม ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน เรามีความสุขในการทำงานมีความสุขในการทำหน้าที่เพราะเราเป็นเจ้าหน้าที่
เจ้าหน้าที่ไม่ทำงานนั่นแหละคือการโกงกินคอร์รัปชั่น ประเทศไทยยากจน ไม่เฉพาะขาดแคลนทรัพยากร ขาดแคลนเจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนมาเน้นที่ตัวเรา วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุด เพื่อพัฒนาจิตใจ เพื่อให้ทานรักษาศีล ฟังธรรม ประพฤติปฏิบัติธรรม เพราะชีวิตของเราที่เป็นทรัพยากรนี้มันจำกัด
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องมารู้เรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม ผลของกรรม อย่างโยมกฤษณะ แววดี นี้อายุขัยถือว่ายังน้อยอยู่ อายุเพียง ๓๐ ปีก็จากไป ไปตามกฎแห่งกรรม
ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องเข้าใจ เพราะเราทุกคนมีทรัพยากรที่สมบูรณ์ มีธาตุทั้ง ๔ มีขันธ์ทั้ง ๕ มีอายตนะภายนอกภายใน ๑๒
เพื่อเราทุกคนจะได้หยุดวัฏฏสงสาร เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน เข้าถึงความเต็ม ๆ ๆ เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ
ดั่งคติธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่ ๙ ท่านให้เราเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงความเต็มความพอดี เราอยากได้มากมันก็ไม่มากมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม เราอยากได้น้อยไม่มันก็ไม่น้อยมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ การที่เราเรียนหนังสือมีความสุขทำงานมีความสุข ทำหน้าที่ที่มีความสุข มีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขใหม่เกิดขึ้นมา เป็นการยกเลิกวัฏฏสงสาร มีพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เพื่อจะได้ทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ นี้คือความดีนี้คือคนดี นี้คือคนผู้ที่มีคุณสมบัติของผู้ดี
เอานิติบุคคลตัวตนนำชีวิตนี้ไม่ใช่คนดี นั้นเป็นคนชั่ว เป็นสมบัติของคนชั่ว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ
พระรัตนตรัยถึงเป็นที่พึ่งของเรา เราพึ่งร่างกายก็พึ่งได้ชั่วครั้งชั่วครั้ง พึ่งบ้านพึ่งปัจจัย ๔ ก็เป็นของชั่วครั้งชั่วคราว
ความรู้ความเข้าใจ ความเคารพนี้ถึงเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ด้วยหลักการนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราทุกคนตั้งอยู่ในคารวธรรม เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เรามีแต่ความเจริญไม่มีความเสื่อม ยกเลิกอบายมุขอบายภูมิ มีแต่ความเจริญ
คารวะ หรือ คารวตา ๖ ความเคารพ การถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะพึงใส่ใจและปฏิบัติด้วยความเอื้อเฟื้อด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา หรือโดยความตั้งมั่นหนักแน่นเอาจจริง ๆ จัง ๆ การมองเห็นด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ เห็นคุณค่า เห็นความสำคัญแล้วปฏิบัติต่อบุคคลอื่นหรือต่อวัตถุนั้น ๆ โดยถูกต้อง ด้วยความจริงใจ เป็นเหตุให้เกิดสติเกิดปัญญา เป็นโอกาสเป็นเวลาที่เราจะได้ละอัตตาตัวตน เราทั้งหลายจะได้มีความสงบมีปัญญา
หนึ่ง สัตถุคารวตา ความเคารพในพระรัตนตรัย ในพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ เพื่อยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ถ้ามีตัวตนมีตนแล้วมันก็ตกอยู่ในสัญชาตญาณมันเป็นการเอาตัวตนครองธาตุครองขันธ์ครองอายตนะ เป็นการที่เราไม่ได้เอาความถูกต้อง ไม่ได้เอาพระรัตนตรัยนำชีวิต ด้วยการเอาตัวเอาตนนำชีวิต เอาอีโก้นำชีวิต ข้อนี้บางแห่งเขียนไว้ในหนังสือ ว่าเราทุกคนต้องเคารพคารวะต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย ข้อวัตรกิจวัตร ในการดำเนินชีวิต เราทั้งหลายต้องเคารพในพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ เพราะพระธรรมพระวินัยเป็นพระรัตนตรัยเป็นพระพุทธพระธรรมพระอริยสงฆ์ พระอานนท์ได้ตรัสทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้วจะให้ตั้งใครแทนองค์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่นตรัสว่า อานนท์เอย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เอาพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ ให้เราพากันจับหลักจับประเด็นให้ได้ พระธรรมพระวินัยแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ที่อยู่ในพระไตรปิฎก แบ่งเป็น พระวินัยปิฎก ๒๑,๐๐๐ พระสูตร ๒๑,๐๐๐ พระอภิธรรม ๔๒,๐๐๐ รวมกันเป็น ๘๔,๐๐๐ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่าให้เอาพระธรรมเอาพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ แทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราทั้งหลายต้องมาเคารพคารวะในพระรัตนตรัยคือพระธรรมพระวินัยคือข้อวัตรข้อปฏิบัติเป็นธรรมที่จะทำให้เราเจริญไม่มีความเสื่อม
สอง ธัมมคารวตา เคารพในพระธรรม ตั้งอยู่ในความไม่เพลิดเพลิน ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพราะการประพฤติการปฏิบัติเน้นที่ปัจจุบัน กงเกวียนกงกรรม ปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันเป็นวาระแห่งชาติ เราอย่าได้ไปประมาท ประมาทเล็กน้อยก็ผิดพลาดเล็กน้อย ประมาทปานกลางก็ผิดพลาดปานกลาง ประมาทอย่างใหญ่ก็ผิดพลาดอย่างใหญ่ ให้รู้เข้าใจเรื่องความประมาท องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสแก่พระภิกษุทั้งหลายว่า การประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ เป็นวาระแห่งชาติในการประพฤติการปฏิบัติเธอทั้งหลายจงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด อย่าคิด่าเรามีปัญญา เราจะแก้ปัญหาได้ เมื่อเรามีปัญญาเราก็ต้องมีพระธรรมพระวินัย เพราะพระธรรมพระวินัยเป็นสิ่งที่มีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ เมื่อเรามีปัญญาเราก็ต้องมีความสงบ เมื่อเรามีความสงบเราก็ต้องมีปัญญา เราทั้งหลายต้องพากันรู้เข้าใจ เราต้องเคารพคารวะในธรรมในสภาวธรรม เพราะทุกอย่างคือกรรมคือกฎแห่งกรรมคือผลของกรรม ที่เรามีธาตุทั้งสี่ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๖ มันเป็นผลของกรรมในการเวียนว่ายตายเกิดที่เราทุกคนไม่รู้ไม่เข้าใจ
สาม สังฆคารวตา ความเคารพในสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้แก่ ผู้ที่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิมีความเห็นถูกต้องเข้าใจถูกต้องเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรงปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์เป็นผู้ปฏิบัติสมควรปฏิบัติเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ไม่ตึงเกินไปไม่หย่อนเกินไป มีความสงบมีปัญญาไปพร้อม ๆ กันมีศีลมีสมาธิมีปัญญาไปพร้อม ๆ กันเป้นผู้ที่สมควรแก่พวกเราทั้งหลายต้องเคารพกราบไหว้บำรุงกับท่านผู้นั้น เพราะท่านผู้นั้นก็ได้แก่ความสงบและปัญญา ยกเลิกอัตตายกเลิกตัวตนไม่มีอีโก้อะไร มีแต่ความสงบมีแต่ปัญญา
สี่ สิกขาคารวตา หมายถึงเคารพในการเรียนการศึกษา มนุษย์เราต้องมีการเรียนการศึกษา การเรียนการศึกษาของมนุษย์มีอยู่ทั้งหมด ๑๘ อย่าง ๑๘ อย่างมีอะไรบ้าง ๑๘ อย่างก็ได้แก่
- ยุทธศาสตร์ วิชานักรบ
- รัฐศาสตร์ วิชาการปกครอง
- นิติศาสตร์ วิชากฎหมายและจารีตประเพณีต่างๆ
- วาณิชยศาสตร์ วิชาการค้า
- อักษรศาสตร์ วิชาหนังสือ
- นิรุกติศาสตร์ วิชารู้ภาษาของตนแตกฉานดี และรู้ภาษาของชนชาติที่ติดต่อกัน
- คณิตศาสตร์ วิชาคำนวณ
- โชติยศาสตร์ วิชาดูดวงดาวต่างๆ คือรู้จักว่าดวงดาวนั้นๆ ตั้งอยู่ทางทิศนั้นๆ และประจำเมืองนั้นๆ และรู้จักสีแสงของดวงดาวต่างๆ อันบอกลางดีและลางร้ายในกาลบางครั้ง
- ภูมิศาสตร์ วิชารู้พื้นที่ต่างๆ หรือรู้จักแผนที่ของประเทศต่างๆ
- โหราศาสตร์ วิชาโหร คือรู้พยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ ได้ และรู้ทายดวงชะตาราศีของคนได้ด้วย
- เวชศาสตร์ วิชาหมอยา
- สัตวศาสตร์ วิชารู้ลักษณะของสัตว์และเสียงสัตว์ว่าร้ายหรือดี
- เหตุศาสตร์ วิชารู้เหตุเป็นแดนเกิดแห่งผลว่าร้ายหรือดี
- โยคศาสตร์ ยันตรศึกษา คือรู้จักความเป็นช่างกล
- ศาสนศาสตร์ วิชารู้เรื่องศาสนา คือรู้จักประวัติความเป็นมาแห่งศาสนาทุกๆ ศาสนาที่มหาชนนิยม เพื่อปฏิบัติไม่ขัดแก่สังคมใดๆ และรู้คำสอนในศาสนานั้นๆ ด้วย
- มายาศาสตร์ วิชารู้กลอุบาย หรือรู้ตำรับพิชัยสงคราม
- คันธรรพศาสตร์ วิชาคนธรรพ์คือวิชาร้องรำ(ละคอน) ที่เรียกชื่อว่า "นาฏยศาสตร์" และวิชาดนตรีปี่พาทย์ ที่เรียกชื่อว่า "ดุริยางคศาสตร์"
- ฉันทศาสตร์ วิชาประพันธ์ คือแต่งหนังสือได้ ทั้งที่เป็นร้อยกรอง(บทกลอน) และร้อยแก้ว(ความเรียง)
เราทุกคนเกิดมา ต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องมีทั้งตาเนื้อตาหนังตาปัญญาเพื่อความรู้ความเข้าใจ มนุษย์เราต่างจากสรรพสัตว์ทั้งหลายก็เพราะมาจากการเรียนการศึกษา การเรียนการศึกษานี้เป็นความรู้ความเข้าใจมันไม่ใช่ความจำ การที่เราไม่รู้ไม่เข้าใจความหมาย เราไปเรียนหนังสือ ไปศึกษาค้นคว้า ไปฟังการบรรยายความหมายเพื่อความรู้ความเข้าใจ เพื่อจะเอาความรู้ความเข้าใจไปประพฤติปฏิบัติให้เกิดความสงบเกิดปัญญา ให้เกิดปัญญาเกิดความสงบ ไม่ใช่ไปเรียนไปศึกษาเพื่ออัตตาตัวตนให้รู้เข้าใจ เราทั้งหลายอย่าไปคิดว่าการเรียนการศึกษานั้นเพื่อตัวเพื่อตน ไม่ใช่นะ การเรียนการศึกษาเพื่อเสียสละเพื่อละตัวละตน พระนักปฏิบัติทั้งหลายอยู่ป่าอยู่เขา ที่มุ่งมรรคผลพระนิพพานอย่าไปว่าให้ในบ้านในเมืองในกรุง เค้าเรียนเค้าศึกษา ไปว่าให้เค้าเรียนศึกษาเพื่อตัวเพื่อตนเพื่อยศเพื่อตำแหน่ง การเรียนการศึกษาความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติให้เข้าใจอย่างนี้ เรามีความคิดเห็นผิดเข้าใจผิด เราไม่เรียนไม่ศึกษาเรายังไปว่าให้เค้าอีกเรายังไปตำหนิเค้าอีกนั้นไม่ได้ ผู้ที่เป็นพระธรรมกถึกก็ต้องรู้เข้าใจ ผู้ที่เป็นวินัยธรก็ต้องรู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะไม่ได้ทะเลาะกัน จะได้ไม่ยกหูชูงวงในการประพฤติการปฏิบัติ เราทั้งหลายจะรู้การประพฤติการปฏิบัติ เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นรู้เข้าใจอยู่ที่ไหนก็พากันปฏิบัติที่นั่นอยู่ที่ไหนเรามีธาตุทั้งสี่ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะทั้ง ๖ เราก็ปฏิบัติที่นั่น ธรรมะคือความสงบคือปัญญา ธรรมะนั้นลดทิฏฐิมานะอัตตาตัวตนธรรมะจะมีแต่ความสงบมีแต่ปัญญา เราเป็นนักปฏิบัติอยู่ในป่าในเขา เป็นผู้เรียนผู้ศึกษาอยู่ในเมืองกรุงทั้งหลายอย่าไปทะเลาะกัน เราทั้งหลายต้องมีความสงบมีความเคารพ เพราะตัวตนมันปรุงมันแต่งมันไม่สงบไม่เคารพมีแต่อัตตาตัวตน ผู้ที่อยู่ในเมืองกรุง อยู่ชนบทอยู่ป่าอยู่เขา เราทั้งหลายก็ต้องมีความสงบมีปัญญามีพระธรรมพระวินัยเป็นเครื่องอยู่ก้าวไปด้วยความสงบด้วยปัญญา ไม่ใช่ก้าวไปด้วยอัตตาตัวตนไม่ใช่ก้าวไปด้วยอีโก้ยกหูชูงวงให้รู้เข้าใจ
ห้า อัปปมาทคารวตา ความเคารพในความไม่ประมาท ความประมาทคือความผิดพลาดแน่นอนนอนแน่ ให้เราเข้าใจ ถ้าใครมีความประมาทคนนั้นย่อมผิดพลาดแน่นอน พากันไปเผยแผ่ถ้าไปประมาทก็ต้องนอนแผ่ด้วยความประมาทผิดพลาดนะ ให้เข้าใจอย่างนี้ ให้เราละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป หวาดสะดุ้งเกรงกลัวต่อบาปอย่าไปคิดว่าตัวเองมีปัญญามากจะเอาตัวรอด เดี๋ยวจะเป็นการเก็บเล็กผสมน้อยของความประมาทจะเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตมันจะพังทลายเหมือนตึก สตง.ของเมืองไทย สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ก็เพราะเอาความประมาทนำชีวิต เอาตัวตนนำชีวิต เอาอีโก้นำชีวิต เราต้องเข้าใจในเรื่องของความประมาทนะ เข้าใจในเรื่องความไม่ประมาทนะ ความไม่ประมาทมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้มีเมตตาบอกมหาชนทั้งหลาย ในกาลเวลาที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานว่า ความประมาทนี้เป็นอันตรายที่ยิ่งใหญ่ใหญ่ยิ่ง
ข้อที่ ๖ ข้อสุดท้ายของคารวธรรม คือเคารพในพระธรรม เคารพในการต้อนรับปฏิสันถาร ไม่แบ่งชั้นวรรณะ เป็นผู้ให้เป็นผู้เสียสละ ไม่หวังอะไรตอบแทน เทคแคร์ทุก ๆ คนเหมือนกัน มนุษย์เราคือผู้ที่รู้เข้าใจว่ามนุษย์เราต้องเอาธรรมนำชีวิต เอาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เป็นผู้ที่ไม่ไปตามผัสสะ ไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม รู้เข้าใจแล้วให้ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นดับลงเพียงผัสสะ ไม่เอาความชอบความชัง ไม่เอาความดีใจเสียใจ เอาความสงบและปัญญา เอาศีลเอาสมาธิเอาปัญญาเป็นการดำเนินชีวิต เน้นที่ปัจจุบันด้วยความรู้ความเข้าใจ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ละอดีตที่ผ่านไปแล้ว ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ ได้ทั้งประโยชน์ชาตินี้ ได้ทั้งประโยชน์ชาติหน้า เน้นที่ปัจจุบัน เป็นผู้ที่รู้จักอริยสัจสี่ รู้จักทุกข์ รู้จักเหตุเกิดทุกข์ รู้จักข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เป็นผู้มีศีลเป็นผู้ที่มีสมาธิ เป็นผู้ที่มีปัญญา มีสติมีปัญญา เป็นความรู้ความเข้าใจเป็นประภัสสร รู้สิ่งที่สัญจรไปมาในเรื่องอาคันตุกะ ชั่วครู่ชั่วยาม การต้อนรับปฏิสันถารในแขกที่มาเยี่ยมเยือน เราต้องทำหน้าที่ของเราให้ถูกต้อง มาทางตาก็ให้จบเพียงตา มาทางหูก็ให้จบเพียงหู มาทางจมูกก็ให้จบเพียงจมูก มาทางลิ้นก็ให้จบเพียงลิ้น มาทางกายก็ให้จบเพียงกาย สิ่งทั้งหลายนั้นต้องให้จบลงเพียงผัสสะ
เราทั้งหลายต้องรู้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ จะได้ไม่เอาความหลงนำชีวิต ไม่เอาความผิดนำชีวิต เราต้องรู้จักสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริงว่าธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เป็นสิ่งที่สัญจรไปมาชั่วครู่ชั่วยามเราต้องต้อนรับด้วยความถูกต้องด้วยความรู้ความเข้าใจเพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นประภัสสร เราทั้งหลายจะได้รู้ทางสายกลาง อดีตก็ให้จบไป อนาคตก็ให้เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เราจได้มีปฏิปทาเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรง เราจะได้ต้อนรับอาคันตุกะที่สัญจรไปมาด้วยคารวธรรม
เราทุกคนเป็นเจ้าหน้าที่ได้ทำหน้าที่เพื่อส่งบุญส่งกุศลให้คุณกฤษณะ แววดี ได้สมัครสมานสามัคคีมอบบุญมอบกุศลให้คุณกฤษณะ แววดี จงไปสู่สุคติสรวงสวรรค์มรรคผลพระนิพพาน ณ โอกาสนี้
ขออำนวยอวยชัย เอาพระธรรมพระวินัย ที่ทุกท่านต้องเป็นผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติ เพราะทุกท่านทุกคนนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ต้องทำหน้าที่ที่เป็นความรู้คู่กับการปฏิบัติ
การทำหน้าที่ของท่านนั้นต้องอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันเป็นวาระแห่งชาติ เป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน
ขออำนวยอวยชัยให้ท่านทั้งหลายตั้งมั่นในพระธรรมพระวินัย มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติอยู่ที่ปัจจุบัน ณ โอกาสนี้ด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในโอกาสสวดมาติกาบังสุกุลและบำเพ็ญกุศลพิเศษให้แก่ คุณกฤษณะ แววดี
วันศุกร์ที่ ๒๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าสมบัติเจริญ ต.กุดโบสถ์ อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา