๒๘ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ ๒๘ เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าให้ตัวโค้งตัวงอ ให้นั่งเหมือนองค์พระพุทธปฏิมากรณ์เพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้ปิดโทรศัพท์มือถือไว้ ถ้าไม่ปิดก็ให้ใช้ระบบสั่นสะเทือน ถ้าจะรับโทรศัพท์ก็ให้ไปรับข้างนอกที่ห่างไกล ไม่ให้พูดคุยกัน ไม่ให้เดินไปเดินมา ใครมีลูกมีหลานก็ให้พาลูกพาหลานออกไปอยู่ข้างนอกที่ห่างไกล เพื่อไม่ให้รบกวนคนอื่น

 

ให้มีความเคารพเหมือนกับพิธีในหลวง พิธีในหลวงทุกอย่างจะมีความเคารพ ความเคารพนั้นจะเป็นสาเหตุให้หยุดสัญชาตญาณที่เป็นความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย ฝ่ายดีก็เกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย ฝ่ายไม่ดีก็เกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกท่านทุกคนต้องรู้เข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้บำเพ็ญพุทธบารมีมาหลายล้านชาติหลายล้านปีหลายอสงไขย ท่านเน้นที่ตัวท่าน ท่านหยุดสัญญาณที่เป็นตัวเป็นตนของท่าน เพื่อจะได้หยุดสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน

 

สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน ที่เราทุกคนเอาสัญชาตญาณนำชีวิตที่มีความยึดมั่นถือมั่นในกาย เวทนา จิต ธรรม ที่เป็นตัวเป็นตน เป็นขั้วบวกเป็นขั้วลบ ความรู้ความเข้าใจเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพื่อเราทุกคนจะได้เอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติเพื่อให้ความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราทุกคนต้องพากันมาหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน สัญชาตญาณนั้นคืออะไร สัญชาตญาณนั้นเป็นความไม่รู้ไม่เป็นความไม่เข้าใจ ได้ไปยึดในธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ ว่าเป็นเราเป็นผู้หญิง นี้คือสัญชาตญาณ ความไม่รู้ไม่เข้าใจที่มีความยึดมั่นถือมั่นอย่างนี้เรียกว่าสัญชาตญาณ สัญชาตญาณนั้รักความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ ระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์อย่างนี้เรียกว่าสัญชาตญาณ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านบำเพ็ญพุทธบารมี เดินทางสายกลางพัฒนาวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เป็นอริยมรรคทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ความตั้งใจตั้งเจตนา ด้วยความตั้งใจตั้งเจตนาด้วยการอธิษฐานเพื่อพุทธบารมี

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ทำหน้าที่เพื่อบำเพ็ญพุทธบารมีที่ติดต่อต่อเนื่องตั้งหลายล้านชาติ หลายล้านปี หลายอสงไขย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเน้นกิจของท่าน เน้นที่พุทธกิจ

 

ด้วยเหตุผลนี้ ทุกท่านทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพื่อเราทุกคนจะได้ปฏิบัติตนเอง เพื่อจะได้ทำหน้าที่ของตนเอง

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงอยู่ที่หน้าที่ หน้าที่ของเราอยู่ในวิถีชีวิตอยู่ที่ปัจจุบัน การประพฤติการปฏิบัตินั้นถ้าจะเปรียบเสมือนปลูกต้นไม้ ก็เป็นการปลูกไม้เชิงบวก ไม่ได้เป็นการปลูกต้นไม้เชิงเดี่ยว เป็นการปลูกต้นไม้ที่ผสมผสาน ปลูกทุกคนมารวมกันอยู่ในสถานที่แห่งนั้น

 

ปลูกต้นไม้เชิงเดี่ยวนั้นได้บริโภคได้ตามฤดูกาล เช่น ปลูกมะม่วง ปลูกมังคุด ปลูกทุเรียน นี้เป็นผลไม้ตามฤดูกาล ปลูกตามฤดูกาลนั้นก็ใช้ได้เพียงครั้งเดียว ถ้าเราพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ก็สามารถทำได้อยู่

 

ถ้าเราปลูกต้นไม้เชิงบวกก็จะสามารถบริโภคได้ทุก ๆ ฤดูกาล การประพฤติการปฏิบัติธรรมะนั้นถึงเป็นการปฏิบัติที่เชิงบวก ไม่ใช่ปลูกต้นไม้เชิงเดี่ยว

 

การทำไร่ทำนาทำสวนโบราณ เวลาทำใช้เวลา ๓ เดือน เวลาว่างเป็นเวลา ๙ เดือน นั้นเป็นความไม่สมดุล

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายรู้เข้าใจ ว่าเราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจในเรื่องปัญหา เราจะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญามามีความสุขในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านรู้ท่านเข้าใจทางสายกลางเหมือนปลูกผลไม้ที่เป็นเชิงบวกจะได้บริโภคทุกกาลทุกเวลา

 

ธรรมะที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ทรงตรัสรู้ ที่เป็นความรู้เป็นความเข้าใจ ว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันมาจากเหตุมาจากปัจจัยทั้งฝ่ายดีฝ่ายไม่ดีก็มาจากเหตุมาจากปัจจัย

 

 พระอรหันต์ขีณาสพท่านผู้ได้รับฟังพระธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็รู้ท่านก็เข้าใจว่าการประพฤติการปฏิบัตินั้นเปรียบเสมือนปลูกต้นไม้ของเชิงบวก เพื่อให้การดำเนินชีวิตได้ครบวงจร เพื่อความรู้ความเข้าใจในปัญหา จะได้เอาปัญญานำชีวิต เอาสัมมาทิฏฐินั้นนำชีวิต

 

ทุก ๆ ท่านก็จะมีความสุขในการทำหน้าที่ที่หน้าที่นั้นคือเหตุคือปัจจัย กระบวนการของชีวิตนั้นทั้งฝ่ายวัตถุทั้งฝ่ายจิตใจนั้นเป็นกระบวนการของปฏิจจสมุปบาท ปฏิจจสมุปบาทนั้นได้แก่เหตุได้แก่ปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็ย่อมเป็นเช่นนั้น

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ทำพุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ขีณาสพท่านก็ทำศาสนกิจของพระอรหันต์

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันมารู้พากันมาเข้าใจ เราทุกคนจะได้ทำหน้าที่ของตัวเรา การให้ทาน การรักษาศีล การเจริญสมาธิภาวนาวิปัสสนานั้นถึงเป็นการมาทำหน้าที่หรือว่าเป็นการมาแก้ไขที่ตัวเรา

การให้ทานถึงเป็นการยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน การรักษาศีลก็คือการยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน การทำสมาธิก็เพื่อยกเลิกความเป็นนิติบุคคลตัวตน การเจริญปัญญาก็ยกเลิกนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน

ความรู้ความเข้าใจก็เปรียบเสมือนปลูกต้นไม้เชิงบวก ถ้าเราปลูกต้นไม้เชิงเดี่ยวเราก็พากันไปคิดว่าทุกอย่างนั้นอยู่ที่ใจ คิดอย่างนี้เปรียบเสมือนปลูกต้นไม้เชิงเดี่ยว

ผู้เป็นบัณฑิตทั้งหลาย ผู้ที่เป็นปัญญาชนทั้งหลายต้องพากันพิจารณาด้วยดีด้วยกระบวนการของปฏิจจสมุปบาท

 

ถ้าเราคิดว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจ ทำไมเวลาร่างกายต้องการทานอาหารทำไมไม่บอกกับตัวเองว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจ ผู้ที่มาบวชเวลาจะฉันภัตตาหารทำไมไม่พูดว่าทุกอย่างมันอยู่ที่ใจ การประพฤติการปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ การปฏิบัติกายนั้นแหละคือการปฏิบัติใจ การปฏิบัติวาจากิริยามารยาทนั้นแหละคือการปฏิบัติใจ การที่ดำรงชีพดำรงขันธ์ที่ประกอบอาชีพที่เอาปัญญาสัมมาทิฏฐินำชีวิต ยกเลิกการเบียดเบียน ยกเลิกไม่เอาของผู้อื่น เป็นผู้ให้เป็นผู้ที่เสียสละ นั่นแหละคือการฝึกใจปฏิบัติใจ

 

หมวดธรรมสติปัฏฐานทั้ง ๔ ที่รู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าสิ่งภายนอกกับสิ่งภายในมันคือสิ่งเดียวกันเพราะต้องอาศัยผัสสะ อาศัยกระบวนการของปฏิจจสมุปบาท อาศัยสิ่งภายนอกภายในกระทบกัน อาศัยอดีตอาศัยอนาคตที่เกิดเป็นปัจจุบันขณะ

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องรู้เข้าใจว่าสิ่งภายนอกกับสิ่งภายในมันคือสิ่งเดียวกัน เราต้องพากันรู้เข้าใจ

 

การให้ทานถึงเป็นการยกเลิกสัญชาตญาณ การรักษาศีลถึงเป็นการยกเลิกสัญชาตญาณ การทำสมาธิถึงเป็นการยกเลิกสัญชาตญาณ การเจริญปัญญานี้คือการยกเลิกสัญชาตญาณ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นเราถึงต้องเอาปัจจุบัน เพราะอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันนี้จะเป็นเหตุเป็นปัจจัย

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนถึงเอาสัญชาตญาณนำชีวิตไม่ได้ เราทุกคนถึงมีความตั้งใจตั้งเจตนา ไม่มีความประมาท ไม่มีฐานะที่ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทคือความผิดพลาดคือการเสียหายคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนถึงมองข้ามปัจจุบันไม่ได้ ด้วยเหตุผลนี้เราต้องมีความเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราต้องมีความเคารพในพระธรรมพระวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราต้องมีความเคารพในพระอรหันต์ขีณาสพขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ความเคารพเป็นการไม่มองข้ามปัจจุบัน เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ การทำหน้าที่เพื่อหน้าที่นี้จะหยุดสัญชาตญาณของเราทุก ๆ คน

 

เราทุกคนต้องมารู้จักองค์ศมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นไม่ใช่นิติบุคคลไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยนั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องเคารพในพระรัตนตรัย ในพระธรรมพระวินัย เพราะพระธรรมพระวินัยนั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน ท่านพระอานนท์ได้ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้วจะเอาใครเป็นตัวแทนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า

 

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;

มีธรรมเป็นประทีป มีธรรม เป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่น เป็นสรณะ เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ใน สถานะอันเลิศที่สุดแล.

 

ความเคารพนี้จะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ถ้าเราไม่มีความเคารพเราก็ย่อมเป็นผู้ที่ยกหูชูงวง ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสกับพระโมคคัลลานะว่าไม่ให้ชูงวงเข้าไปสู่ตระกูล เพราะถ้าในตระกูลมีกิจหลายอย่าง ไม่ใส่ใจภิกษุผู้มาแล้ว ภิกษุย่อมเก้อเขิน และมีความคิดฟุ้งซ่านว่ามีใครยุยงให้เราแตกในสกุลนี้ บุคคลจึงไม่ควรพูดถ้อยคำซึ่งจะเป็นเหตุให้เถียงกัน เพราะจะเกิดการพูดมาก เมื่อเกิดความคิดฟุ้งซ่านขึ้น ย่อมไม่สำรวม จิตย่อมห่างจากสมาธิ

 

และทรงตรัสว่าพระองค์ไม่สรรเสริญความคลุกคลีด้วยหมู่ชน ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต แต่ทรงสรรเสริญความคลุกคลีด้วยเสนาสนะอันเงียบเสียง ไม่อื้ออึง ปราศจากการสัญจรของหมู่ชน ควรเป็นที่ประกอบกิจของผู้ต้องการความสงัด ที่หลีกเร้น

 

ธรรมทั้งปวงไม่ควรถือมั่น

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ข้อปฏิบัติที่ทำให้ภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้วเพราะสิ้นตัณหา มีความสำเร็จ มีธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะ เป็นพรหมจารี  มีที่สุด ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อได้สดับว่าธรรมทั้งปวงไม่ควรถือมั่น ย่อมรู้ชัดธรรมทั้งปวงด้วยปัญญา  ย่อมกำหนดรู้ธรรมทั้งปวง เมื่อได้เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งสุข ทุกข์ และไม่สุข ไม่ทุกข์ ย่อมพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนาเหล่านั้น พิจารณาเห็นความคลายกำหนัด ความดับ ความสละคืน เมื่อนั้นย่อมไม่ยึดมั่นอะไรในโลก ไม่มีความสะดุ้ง ย่อมปรินิพพานเฉพาะตัวทีเดียว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี

 

เมื่อท่านพระมหาโมคคัลลานะฟังแล้ว เจริญวิปัสสนาก็ได้บรรลุพระอรหัตผล

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เรามองข้ามปัจจุบัน เราต้องทำหน้าที่ของเราในปัจจุบัน

 

ด้วยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น การที่มีข้อแม้นั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ มันเป็นสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

ความเคารพกับความไม่ประมาทนั้นคือสิ่งเดียวกัน เช่น ความสุขกับความสงบมันอันหนึ่งอันเดียวกัน

 

ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติถึงพากันไปตรึกนึกคิดในเรื่องของกามไม่ได้ จะไปตรึกนึกคิดปรุงแต่งในเรื่องพยาบาทนั้นไม่ได้ ใจของเราทุกคนไม่มีใครรู้ไม่มีใครเข้าใจว่าเราตรึกนึกคิดอะไร แต่เราทุกคนก็ย่อมรู้ย่อมเข้าใจว่าเราตรึกนึกคิดอะไร

 

ด้วยเหตุผลนี้เราถึงไปตรึกนึกคิดในเรื่องกามไม่ได้ ไปตรึกนึกคิดในเรื่องพยาบาทไม่ได้

 

เราต้องหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนด้วยไม่ไปปรุงแต่งในเรื่องกาม ไม่ปรุงแต่งในเรื่องพยาบาท

 

การทำหน้าที่ของเราทุกคน เราต้องรู้ต้องเข้าใจเพื่อเอาหน้าที่นั้นมายกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เพื่อการประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นจะไม่เกิดเป็นขั้วบวกขั้วลบ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะจบลงคู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ

 

ความรู้ความเข้าใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่มีปัญหาถามว่า คนมีปัญญากับคนมีทรัพย์คนไหนทำประโยชน์ได้มากกว่ากัน

 

มนุษย์ส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม อะไรคือเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิต ทำให้ใช้เวลาที่ผ่านไปแต่ละวัน ด้วยการมุ่งแต่ทำมาหากิน ศึกษาเล่าเรียน วุ่นวายอยู่กับครอบครัว เพลิดเพลินสนุกสนานไปวันหนึ่งๆ และถึงแม้มีเป้าหมาย ก็มุ่งเพียงให้ได้ลาภ ยศ สรรเสริญ อันเป็นเป้าหมายในชาตินี้เท่านั้น ไม่ได้ใส่ใจในเป้าหมายที่เป็นชาติหน้า และเป้าหมายหลัก คือ มรรคผลนิพพาน อีกทั้งเมื่อไม่ได้ฟังธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขาดกัลยาณมิตรคอยแนะนำ ชีวิตจึงเวียนวนอยู่ในกระแสโลก กระแสแห่งความทุกข์ระทม ต่อเมื่อได้ฟังพระสัทธรรม จึงจะเข้าใจชีวิตไปตามความเป็นจริง และมุ่งแสวงหาสาระอันแท้จริง เพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุด คือ พระนิพพาน

 

มีธรรมภาษิตใน ขุททกนิกาย มโหสถชาดกว่า

 “แม่น้ำน้อยใหญ่ทั้งหลายย่อมหลั่งไหลไปสู่ทะเลใหญ่ ทะเลนั้นมีกำลังมากตลอดกาล ทะเลใหญ่นั้นแม้มีคลื่นกระทบฝั่ง ก็ไม่ล่วงฝั่งไปได้ ฉันใด กิจการที่คนเขลาประสงค์ ไม่ล่วงคนฉลาดไปได้ คนไม่ฉลาดย่อมไม่ล่วงคนมีปัญญาไปได้ในกาลไหนๆ ฉันนั้น”

 

นี่เป็นถ้อยคำของบัณฑิตนักปราชญ์ ที่สรรเสริญปัญญาว่าเป็นยอดกว่าทรัพย์สินเงินทอง หรือของมีค่าใดๆ ในโลกนี้ ดังจะได้นำเรื่องการโต้ตอบกันของบัณฑิตในสมัยก่อน ที่ท่านมีความเห็นว่า แม้ขาดทรัพย์แต่ไม่ไร้ปัญญา ยังประเสริฐกว่าคนมีทรัพย์แต่ไร้ปัญญาอย่างไร

 

เรื่องมีอยู่ว่า พระราชเทวีอุทุมพร ทรงรู้ว่าบัณฑิตทั้งสี่สามารถตอบปริศนาธรรม ของพระราชาได้เพราะมโหสถ แต่ก็ได้ลาภสักการะเท่ากัน จึงกราบทูลพระราชา ตามความเป็นจริง พระราชาดำริว่า ที่ผ่านมาก็แล้วกันไป ทรงมีพระราชประสงค์ จะทดลองปฏิภาณไหวพริบ แนวความคิดของบัณฑิตทั้งห้าว่า ใครจะแสดงความเห็นได้ถูกต้อง และถูกพระทัยมากกว่ากัน จึงคิดปัญหาอย่างหนึ่ง เรียกว่าสิริเมณฑกปัญหา ซึ่งเป็นปัญหาระหว่างปัญญาและทรัพย์ว่า อะไรจะประเสริฐกว่ากัน

 

เช้าวันหนึ่ง เมื่อบัณฑิตทั้งห้ามาเข้าเฝ้าตามปกติ พระราชาได้ตรัสกับเสนกะว่า “ท่านอาจารย์เสนกะ บรรดาคน ๒ พวก คือ คนสมบูรณ์ด้วยปัญญาแต่เสื่อมจากสิริ และคนมียศแต่ไร้ปัญญนักปราชญ์บัณฑิตยกย่องใครว่าประเสริฐกว่ากัน” เสนกะ กราบทูลเฉลยปัญหานั้นทันทีว่า “ข้าแต่พระจอมประชาราษฎร์ คนฉลาด และคนเขลา คนบริบูรณ์ด้วยศิลปะ และหาศิลปะมิได้ แม้มีชาติตระกูลสูงย่อมเป็นผู้รับใช้ ของคนหาชาติมิได้แต่มียศ ข้าพระองค์เห็นความดังนี้ จึงขอทูลว่า คนมีปัญญาเป็นคนเลวทราม ส่วนคนมีสิริเป็นคนประเสริฐ”

 

พระเจ้าวิเทหราชได้สดับคำของเสนกะ ก็ไม่ตรัสถามอาจารย์อีก ๓ คน แต่ข้ามไปถามมโหสถบัณฑิตว่า “ดูก่อนมโหสถ ระหว่างคนพาลผู้มียศ และบัณฑิตผู้ไม่มีโภคะ นักปราชญ์ยกย่องคนไหนว่าประเสริฐกว่ากัน” มโหสถทูลตอบอย่างไม่ลังเลใจว่า “โปรดสดับเถิดพระมหาราชเจ้า คนพาลทำกรรมที่เป็นบาปหยาบช้า สำคัญว่าอิสริยยศของเราในโลกนี้ประเสริฐ คนพาลมองเห็นแต่ประโยชน์ในโลกนี้ ไม่เห็นประโยชน์ในโลกหน้า ต้องได้รับเคราะห์ร้ายในโลกทั้งสอง ข้าพระองค์เห็นความเหล่านี้ จึงขอกราบทูลว่า คนมีปัญญาประเสริฐแท้”

 

เมื่อมโหสถบัณฑิตบรมโพธิสัตว์กราบทูลเช่นนั้น พระเจ้าวิเทหราชทอดพระเนตร มาทางเสนกะอีกครั้ง ทรงพอพระทัยที่จะฟังบัณฑิตของพระองค์แสดงความคิดเห็น จึงตรัสถามเสนกะว่า “มโหสถสรรเสริญคนมีปัญญาว่าเป็นผู้สูงสุด ท่านจะแย้งว่าอย่างไรล่ะ” เสนกะทูลว่า “ข้าแต่พระมหาราชเจ้า มโหสถยังเด็ก แม้ทุกวันนี้ปากของเธอยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม มโหสถจะรู้อะไร ฝูงนกบินไปบินมาตามต้นไม้ในป่าที่มีผลดกฉันใด ชนเป็นอันมากย่อมคบหาสมาคมผู้มั่งคั่งมีโภคทรัพย์มาก เพราะความต้องการด้วยทรัพย์ ฉันนั้น เพราะฉะนั้น คนมีสิริสมบัติเท่านั้นเป็นคนประเสริฐ”

 

พระราชาทรงสดับดังนั้น ก็ตรัสว่า “พ่อมโหสถบัณฑิต เจ้าจะกล่าวแก้อย่างไร” มโหสถบัณฑิตกราบทูลว่า “ข้าแต่สมมติเทพ เสนกะจะรู้อะไรเห็นแต่ทรัพย์เท่านั้น ไม่เห็นค้อนไม้อันใหญ่ที่จะตกลงบนศีรษะ เหมือนกาอยู่ในที่เทข้าวสุก เหมือนสุนัขอยากจะดื่มนมส้ม เพราะฉะนั้น คนมีปัญญาน้อยได้ความสุขแล้วย่อมประมาท เมื่อมีความสุขหรือความทุกข์ที่จรมาถูกต้องแล้วเขาย่อมหวั่นไหว เหมือนปลาดิ้นรนในที่ร้อน ข้าพระองค์เห็นความอย่างนี้ จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาแลประเสริฐ คนเขลามียศหาประเสริฐไม่”

 

เมื่อพระราชาตรัสถามเสนกะอีกว่า “ท่านอาจารย์เสนกะ ท่านจะแก้อย่างไร” เสนกะจึงทูลว่า “ข้าแต่พระมหาราชเจ้า โปรดฟังเถิด แม่น้ำน้อยใหญ่ย่อมไหลไปสู่แม่น้ำคงคา แม่น้ำเหล่านั้นทั้งหมดย่อมละชื่อ และถิ่นของตน แม่น้ำคงคาไหลไปสู่สมุทรย่อมไม่ปรากฏชื่อ คงได้แต่ชื่อว่ามหาสมุทรเท่านั้น ฉันใด สัตวโลกแม้มีฤทธิ์ย่อมไม่ปรากฏ เหมือนแม่น้ำคงคาเข้าไปสู่มหาสมุทร ฉันนั้น ข้าพระองค์เห็นความดังนี้ จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาไม่ประเสริฐกว่าคนมีทรัพย์”

 

พระราชาตรัสอีกว่า “พ่อบัณฑิต เจ้าจะแก้อย่างไร” มโหสถบัณฑิตกราบทูลว่า “โปรดสดับเถิดพระเจ้าข้า ข้าพระองค์จะกล่าวแก้ปัญหาที่ท่านอาจารย์กล่าว แม่น้ำน้อยใหญ่ ย่อมหลั่งไหลไปสู่ทะเลใหญ่ ทะเลนั้นมีกำลังมากยิ่ง ทะเลใหญ่นั้น แม้มีคลื่นกระทบฝั่ง ก็ไม่ล่วงฝั่งไปได้ ฉันใด กิจการที่คนเขลาประสงค์ไม่ล่วงคนฉลาดไปได้ คนมีสิริย่อมไม่ล่วงคนมีปัญญาไปได้ในกาลไหนๆ ฉันนั้น ข้าพระองค์เห็นความดังนี้ จึงทูลว่า คนมีปัญญาเป็นคนประเสริฐ คนเขลามียศหาประเสริฐไม่”

เสนกะโต้ตอบกลับไปว่า “ข้าแต่สมมติเทพ มโหสถนี้ยังเป็นเด็กรุ่นจะรู้อะไร พวกข้าพระองค์ทั้งหมดแม้เป็นบัณฑิต ยังเคารพบำรุงพระองค์ พระองค์ทรงเป็นใหญ่ครอบงำพวกข้าพระองค์ทั้งหลาย ดุจท้าวสักกเทวราชผู้เป็นเจ้าแห่งดาวดึงส์พิภพ ข้าพระองค์เห็นความดังนี้ จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาไม่ประเสริฐ คนมีสิริเท่านั้นเป็นคนประเสริฐ”

 

มโหสถเห็นเสนกะยังไม่ยอมแพ้ จึงกราบทูลว่า “ข้าแต่พระมหาราชเจ้า เสนกะนี้เป็นคนเขลานัก แลดูอยู่เฉพาะยศ และสิริเท่านั้น ไม่รู้ความวิเศษแห่งปัญญา โปรดฟังข้าพระองค์เถิด คนเขลามียศเป็นดุจทาสของคนฉลาด ในเมื่อมีกิจต่างๆ เกิดขึ้น คนฉลาดย่อมจัดการภารกิจนั้นได้ คนเขลาย่อมถึงความหลงในกิจนั้น ข้าพระองค์เห็นความอย่างนี้จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเท่านั้นเป็นคนประเสริฐสุด”

 

ครั้นพระบรมโพธิสัตว์แสดงภูมิปัญญา เหมือนผู้วิเศษคุ้ยทรายทองขึ้นจากเชิง เขาสิเนรุ เหมือนผู้มีฤทธิ์ยังดวงจันทร์เต็มดวงให้ปรากฏขึ้นในท้องนภา จนเสนกะบัณฑิตหมดคำโต้แย้ง และไม่อาจกล่าวแย้งได้อีก ได้แต่นั่งคอตก จากนั้นมโหสถ บัณฑิตได้กล่าวขึ้นอีกว่า “ปัญญาเป็นที่สรรเสริญของสัตบุรุษ ทั้งหลาย สัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญปัญญาว่า ประเสริฐอย่างแท้จริง สิริเป็นที่ใคร่ของพวกคนเขลา คนเขลาใคร่สิริ ยินดีในโภคสมบัติ ก็ความรู้ของท่านผู้รู้ทั้งหลาย ใคร ๆ ไม่สามารถเปรียบด้วยอุปมาใดๆ ได้ คนมีสิริย่อมไม่ล่วงเลยคนมีปัญญาในกาลไหนๆ ผู้รู้ผู้มีปัญญาเท่านั้นเป็นคนประเสริฐ”

 

พระเจ้าวิเทหราชได้สดับการบันลือสีหนาทของมโหสถเช่นนั้น ทรงชื่นชมโสมนัส ทรงบูชามโหสถด้วยทรัพย์สมบัติ และเครื่องสักการะมากมาย เหล่าข้าราชบริพารต่างแซ่ซ้องสาธุการต่อชัยชนะของมโหสถในครั้งนั้น

 

เราจะเห็นว่า นักปราชญ์บัณฑิตในสมัยก่อน ท่านสรรเสริญปัญญาว่าประเสริฐกว่าทรัพย์ โบราณจึงกล่าวว่า มีปัญญาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน เพราะฉะนั้น เมื่อเราได้ยินได้ฟังกันเช่นนี้แล้ว อย่าลืมที่จะแสวงหาดวงปัญญา แสวงหาความรู้ใส่ตัวให้มาก คนเราจะล่วงทุกข์ได้ ต้องอาศัยปัญญา และความเพียร ฉะนั้น ให้หมั่นนั่งธรรมะทุกๆ วัน

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐินั้นสำคัญ ปัญญาสัมมาทิฏฐิเป็นความรู้ความเข้าใจไม่ใช่ความจำ ถ้าความจำแล้วไม่กี่วันไม่กี่ปีไม่กี่เดือนความจำนั้นก็ย่อมหลงลืม ถ้าปัญญาสัมมาทิฏฐิแล้วจะไม่มีวันลืมไม่มีวันหลงลืม

 

ความรู้ความเข้าใจนั้นจะบอกตัวเองว่าเราเกิดมาทำไม เราเรียนหนังสือทำไม เราทำงานทำไม เราบวชมาทำไมอย่างนี้เป็นต้น

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐินั้นเป็นความรู้ความเข้าใจ ผู้มีปัญญาสัมมาทิฏฐิได้บำเพ็ญพุทธบารมีที่หลายล้านชาติ หลายล้านปี หลายอสงไขย ปัญญาสัมมาทิฏฐิเท่านั้นถึงได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจเราก็จะเอาสัญชาตญาณนำชีวิต เอาความหลงนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิต

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจเราทุกคนจะข้ามสัญชาตญาณนั้นไม่ได้ เพราะสัญชาตญาณนั้นมันข้ามยากเหลือเกิน จะข้ามธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ นั้นที่มันเป็นโลกธรรม ที่มันเป็นขั้วบวกขั้วลบเป็นสิ่งที่ข้ามยากจริง ๆ

 

ด้วยเหตุผลนี้จึงต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ อาศัยพระธรรมอาศัยพระวินัยที่จะเป็นยานเพื่อข้ามสัญชาตญาณ

 

ที่พระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ได้ฟังพระธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ป่าอิสิตปตนมฤคทายวัน โกณฑัญญะได้รู้เข้าใจได้เปล่งวาจาออกจากใจจากปัญญาจากพระนิพพานว่าจักขุเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ญาณเกิดขึ้นแล้วแก่เรา แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา

 

เราจะเดินทางไกลหนทางมันไกลเราก็ต้องอาศัยยานในการเดินทาง ทางบกเราก็อาศัยรถยนต์อย่างดี ทางอากาศเราก็อาศัยเครื่องบินอย่างดี ทางทะเลมหาสมุทรก็ต้องอาศัยเรือยนต์ขนาดใหญ่อย่างดีถึงจะเดินทางด้วยความสวัสดิภาพได้

 

ความรู้ความเข้าใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิที่รู้ว่าพระธรรมพระวินัยนั้นจะหยุดสัญชาตญาณของเราทุกคนได้ ด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา ความตั้งใจตั้งเจตนาของเราทุกคนต้องตั้งใจตั้งเจตนาเหมือนดั่งภาชนะที่ตั้งไว้ ภาชนะที่ตั้งไว้ถึงจะใช้งาน ถ้าภาชนะที่ล้มภาชนะที่คว่ำเป็นภาชนะที่ใช้การใช้งานไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ทุกคนต้องตั้งใจ แต่การปฏิบัติใจนั้นต้องปฏิบัติที่กาย เพราะใจนั้นเป็นนามธรรม ใจเราปฏิบัติไม่ได้ ต้องปฏิบัติที่กาย

 

การปฏิบัติถึงใช้คำว่ากายวิเวก กายของเราต้องยกเลิกสัญชาตญาณ เอาพระธรรมเอาพระวินัยนำชีวิต มีความสุขในการทำหน้าที่เพื่อเข้าสู่กายวิเวก จะเข้าถึงจิตวิเวก ถึงจะเข้าถึงอุปธิวิเวก ถึงจะเป็นเป็นปัจจัยให้เราทุกคนเข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่

 

การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นจะเข้าถึงพระนิพพานด้วยพระธรรมพระวินัย ความไม่รู้ไม่เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ คิดว่าการปฏิบัติธรรมนั้นเป็นการมาปล่อยวาง ความคิดความเข้าใจอย่างนั้นมันเป็นความว่างจากสิ่งที่ไม่มีอยู่ ความว่างจากสิ่งไม่มีอยู่มันจะมีประโยชน์อะไร ว่างจากรูปจากเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์มันจะมีประโยชน์อะไร เพราะมันว่างจากสิ่งที่ไม่มีอยู่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เรายกเลิกสัญชาตญาณ มีสติมีสัมปชัญญะ เอาพระธรรมเอาพระวินัยนำชีวิต ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าวาระจิต วาระกายวาจากิริยามารยาทอาชีพนั้นมันมีเพียงวาระเดียว ปัจจุบันองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรารู้เข้าใจ ให้เราเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่เพราะความเป็นเจ้าหน้าที่

 

การยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมพระวินัยนี้ถึงเป็นการหยุด ถึงเป็นการยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจให้เรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิอย่างนี้เราจะได้รู้เรื่องของการประพฤติการปฏิบัติ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจเราก็จะไม่รู้เรื่องของการประพฤติการปฏิบัติ เราทุกคนก็จะไม่สามารถที่จะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนได้

 

ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมในพระวินัยนั้นคือการปล่อยวางสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน มีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

มีคำถามว่า ปฏิบัติที่มีความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมพระวินัยนี้จะไม่มีความทุกข์เหรอ จะไม่มีความเครียดเหรอ

 

ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้ว เพราะวาระต่าง ๆ มันมีวาระเดียว เรามีความสุขในการทำหน้าที่มันก็มีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขใหม่เกิดขึ้นมายิ่ง ๆ ขึ้นไป ความทุกข์ความเครียดมันจะมีได้อย่างไร มันเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เป็นการทำความดีเพื่อความดี ความทุกข์ความเครียดของเรามันก็จะไม่มี

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจก็เป็นเดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิมเป็นวัฏจักรที่เป็นสัญชาตญาณ มันจะหยุดสัญชาตญาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนไม่ได้

 

ช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาลวันวิสาขบูชา หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายมาระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านทรงตรัสรู้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เรามารู้มาเข้าใจในเรื่องพระธรรมเรื่องพระวินัยที่เป็นทางสายกลาง เอาทางวิทยาศาสตร์เอาทางจิตใจไปพร้อม ๆ กัน

 

เราทุกคนจะได้หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เพราะเอาแต่ทางวิทยาศาสตร์นั้นมันก็แก้ปัญหาไม่ได้ เอาแต่ทางจิตทางใจมันก็แก้ปัญหาไม่ได้ ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เดินไปทางสายกลาง ทางสายกลางได้แก่พระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน พระนิพพานถึงเป็นธรรมนูญของเราทุกคน ธรรมนูญกับพระนิพพานเป็นชื่อคนละอย่างแต่มันคือสิ่งเดียวกัน

 

ความเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงจะเป็นสาเหตุให้หยุดวัฏฏสงสารได้ ด้วยเอาพระธรรมคำสั่งสอนที่เป็นพระรัตนตรัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นก็เป็นออกซิเจน เป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูลถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป

 

ขออนุโมทนากับท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายผู้ที่ได้รับทรัพยากรที่ประเสริฐ ทรัพยากรก็ได้แก่ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ ที่เอามาใช้เอามาปฏิบัติเพื่อเข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ด้วยเหตุผลนี้เราถึงเอาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร เอาพระธรรมพระวินัยเป็นกัลยาณมิตร เอาพระอรหันต์ขีณาสพเป็นกัลยาณมิตร ด้วยความตั้งใจไม่ตั้งอยู่ในความประมาท

 

ด้วยเราทุกคนมาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ ๒๘ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

Visitors: 115,886