๓๐ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๓๐ เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
วันวิสาขบูชาปีนี้ตรงกับวันที่ ๓๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
องค์สมเด็จพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้บำเพ็ญพุทธบารมีหลายล้านชาติหลายล้านปีหลายอสงไขย ท่านได้ตรัสรู้อรหันตสัมมาสัมโพธิญาณเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรงกับวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำเดือน ๖ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านประสูติก็วันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ ตรัสรู้ก็วันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ เสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานก็วันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ
เราทุกคนอยู่ในโลกนี้ระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเหตุผลว่า พระพุทธเจ้านั้นคือธรรมนูญ คือรัฐธรรมนูญ พระพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย ที่เป็นพระธรรมเป็นพระวินัยเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ในปัจจุบัน พระพุทธเจ้านั้นไม่ใช่นิติบุคคลไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน พระพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์สู่พระนิพพาน ท่านพระอานนท์ได้ตรัสกับพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานแล้วจะเอาใครเป็นตัวแทนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสกับพระอานนท์ให้รู้ให้เข้าใจว่า
อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.
อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.
อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา
อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;
มีธรรมเป็นประทีป มีธรรม เป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่น เป็นสรณะ เป็นอยู่
อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ใน สถานะอันเลิศที่สุดแล.
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นถึงได้แก่พระธรรมพระวินัย ด้วยเหตุนี้ เราทุกคนพากันมารู้มาเข้าใจ ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย ได้แก่ธรรมนูญ ได้แก่รัฐธรรมนูญ
พระนิพพานนั้นได้แก่ธรรมนูญ ธรรมนูญนี้เป็นความรู้ความเข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ธรรมนูญนั้นจะไม่มีขั้วบวกจะไม่มีขั้วลบ ธรรมนูญนั้นจะเป็นความพอเพียงเพียงพอ จะเป็นความพอดี ไม่มากไม่น้อย เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นการคืนอธิปไตยให้กับความเป็นจริง ไม่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ
ความไม่รู้ไม่เข้าใจในอริยสัจ ๔ ในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์แล้วเอาสัญชาตญาณที่เป็นธาตุเป็นขันธ์เป็นอายตนะภายนอกภายในมาเป็นเราเป็นคนอื่น อย่างนี้เรียกว่าลิดรอนสิทธิเสรีภาพของสัจธรรมตามความเป็นจริง
ด้วยเหตุผลนี้ ธรรมนูญนั้นถึงไม่มีขั้วบวกขั้วลบ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะจบลงที่ปัจจุบัน จบลงด้วยความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ
อยู่ในโลกนี้มีประชากรของโลกแปดพันกว่าล้านคน ได้เอาหลักการคือธรรมนูญ รัฐธรรมนูญนำชีวิต
ได้แก่ ความรู้ความเข้าใจ เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เป็นการหยุดสัญชาตญาณ ไม่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ สัจธรรมตามความเป็นจริง
ชาติศาสน์กษัตริย์อาศัยหลักธรรมนูญรัฐธรรมนูญ ชาติก็ได้แก่ความเกิด ศาสน์ก็ได้แก่พระศาสนา กษัตริย์หมายถึงตัวปัญญา ชาติศาสน์กษัตริย์เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ชาติศาสน์กษัตริย์นี้เป็นความรู้ความเข้าใจ เอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ถ้าเราไม่เอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ความรู้นั้นก็จะเป็นเพียงปรัชญา เป็นเพียงจิตวิทยา
ความรู้ถึงคู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นคือกรรม คือกฎแห่งกรรม แล้วก็จะเป็นผลของกรรม ความรู้ความเข้าใจในสัจธรรมตามความเป็นจริง รู้ว่าการดำเนินชีวิตของเรานี้จะเป็นขั้วบวกจะเป็นขั้วลบไม่ได้ เพราะขั้วบวกขั้วลบนั้นมันคือวัฏฏสงสาร มันเป็น cycle of life ที่หมุนรอบตัวความไม่รู้เอง เหมือนอาทิตย์หมุนรอบตัวเอง โลกหมุนรอบตัวเอง
ชาตินี้ถึงได้แก่ความเกิด ความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เพราะทุกอย่างนั้นคือเหตุคือปัจจัย
ด้วยเหตุผลนี้ถึงเอาปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก สำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำคัญจริง ๆ เพราะเหตุผลว่า อดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันถึงเป็นวาระแห่งชาติในการดำเนินชีวิตที่เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน
ด้วยเหตุผลนี้ ทางนักวิทยาศาสตร์ก็ต้องทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เพื่อไม่ให้หน้าที่นั้นเป็นขั้วบวกขั้วลบ ทางผู้พัฒนาจิตใจก็พัฒนาจิตใจเพื่อเป็นหน้าที่ ทางวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจต้องไปพร้อมๆกันที่ปัจจุบัน เข้าถึงเหตุเข้าถึงปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี
ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมา กๆ สำคํญจริง ๆ สำคัญอย่างยิ่ง ถ้าจะเปรียบเทียบแล้ว ปัจจุบันคือการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน ที่มีคนลังเลสงสัยไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรื่องตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเรื่องตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญนั้นขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี นี้เป็นกระบวนการของเหตุของปัจจัย เป็นกระบวนการของปฏิจจสมุปบาท
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสให้เข้าใจว่า ผู้ดำเนินชีวิตต้องรู้อริยสัจ ๔ รู้เหตุรู้ปัจจัยว่าอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ
เราจะได้รู้จักว่าชาติคือความเกิด เพราะทุกอย่างมันอยู่ที่เหตุอยู่ที่ปัจจัย เราต้องรู้ต้นเหตุ การแก้ปัญหานั้นต้องแก้ที่ต้นเหตุ ถ้าเราไปแก้ที่ปลายเหตุนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
พระศาสนาได้แก่ธรรมนูญรัฐธรรมนูญ ได้แก่พระนิพพาน ศาสนาทุกศาสนาในโลกนี้มีความหมายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พระศาสนาคือความรู้ความเข้าใจเพื่อหยุดสัญชาตญาณ ยกเลิกสัญชาตญาณ สัญชาตญาณคืออะไร สัญชาตญาณคือความไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องอริยสัจ ๔ ไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบิตถึงความดับทุกข์ พระศาสนาเป็นความรู้ความเข้าใจ
ความรู้ความเข้าใจที่ต้องเอาความรู้ความเข้าใจเอามาใช้เอามาปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ คำว่าสายน้ำนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ สายน้ำนี้หมายถึงสายน้ำที่น้ำมันไหล ไหลติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำ สู่ลำห้วย สู่ทะเล สู่มหาสมุทร ติดต่อต่อเนื่องอย่างนี้เหมือนสายน้ำ
คำว่าน้ำหยดเราต้องรู้เข้าใจ น้ำหยดมันหยดทีละหยด ๆ ขาดขั้นขาดตอนอย่างนี้เรียกว่าน้ำหยดไม่ใช่สายน้ำ ความรู้ความเข้าใจในเรื่องชาติ การปฏิบัตินั้นต้องปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำไม่ขาดสาย เป็นการที่เดินไปข้างหน้าไม่ถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม คำหมายว่าศาสนามีความหมายอย่างนี้ ศาสนานั้นถึงไม่ใช่นิติบุคคลไม่ใช่ตัวใช่ตน ถ้าศาสนาที่เป็นตัวเป็นตนแล้วนั้นไม่ใช่พระศาสนา นั้นมันคือวัฏฏสงสาร
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจเรื่องพระศาสนา ศาสนาในโลกนี้มีหลายชื่อ หลายชื่อไม่เป็นไรให้เรารู้เข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้จะหยุดสัญชาตญาณ ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน พระศาสนาที่แท้จริงนั้นเป็นการยกเลิกวัฏฏสงสาร ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน หยุดความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นเราเป็นคนอื่น ที่เป็นตัวกูของกู เป็นตัวสูของสู
พระศาสนานี้เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เป็นการทำความดีเพื่อความดี ที่เราทุกคนมีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นสัญชาตญาณที่รักความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ มีความระแวงภัย มีความต้องการในการสืบพันธุ์ สิ่งเหล่านี้จะจบได้ที่เป็นความรู้กับการประพฤติการปฏิบัติ ด้วยอาศัยการประพฤติการปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่อง
ด้วยเหตุผลนี้พระศาสนาถึงไม่ไปเอาความสุขจากสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน
พระศาสนานี้เป็นการทำที่สุดแห่งความดับทุกข์ เป็นความว่างที่เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์เป็นสิ่งที่มีอยู่ ลาภยศสรรเสริฐเป็นสิ่งที่มีอยู่
พระศาสนาเป็นความรู้เป็นความเข้าใจในสัจธรรมตามความเป็นจริง พระศาสนานั้นเป็นธรรมะที่คืนอธิปไตยให้กับสัจธรรม เป็นการยกเลิกทาส ยกเลิกชั้นวรรณะ ญาติวงศ์ตระกูล ไม่มีความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นเราเป็นคนอื่น ว่าเราดีกว่าเค้าเก่งกว่าเค้ามีความสามารถมากกว่าเค้ารวยกว่าเค้าหรือด้อยกว่าเขา เสมอเขา ไม่มีคำว่าเขาว่าเรา พระศาสนานั้นถึงหยุดขั้วบวกขั้วลบ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นถึงจะจบลงที่ปัจจุบัน หยุดสัญชาตญาณด้วยความรู้ความเข้าใจ
กษัตริย์มีความหมายของปัญญาสัมมาทิฏฐิ ปัญญาสัมมาทิฏฐิเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัญญาสัมมาทิฏฐินี้จะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน กษัตริย์นี้หมายถึงนามธรรม ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การประพฤติการปฏิบัติใจที่อาศัยปัญญาสัมมาทิฏฐิต้องอาศัยกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ กายกับใจนี้มันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน สิ่งภายนอกกับสิ่งภายในมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะอาศัยผัสสะ อาศัยสิ่งภายนอกภายในกระทบกัน
ใจนั้นก็จะอาศัยอดีตอนาคตแล้วก็เป็นปัจจุบัน ปัญญาสัมมาทิฏฐิต้องมีความเห็นถูกต้อง มีความเข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติให้ถูกต้อง
การปฏิบัติต้องมาปฏิบัติที่กาย มาปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ เพื่อมาเอาชาติศาสน์กษัตริย์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เพราะทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจต้องทำหน้าที่ คำว่าหน้าที่กับเจ้าหน้าที่นั้นคืออันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะเราต้องอาศัยชาติคือความเกิด ศาสนาก็ได้แก่ปฏิปทาที่จะต้องติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ไม่ใช่น้ำหยด
ชาติศาสน์กษัตริย์ อาศัยความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ กษัตริย์นี้หมายถึงตัวปัญญา ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เพราะเอาตัวเอาตนนั้นมันเป็นเชิงบวกเชิงลบ มันเป็นขั้วบวกขั้วลบ
การทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เป็นการทำความดีเพื่อความดี เป็นการให้ทานเพื่อยกเลิกสัญชาตญาณ เป็นการรักษาศีลพระยกเลิกสัญชาตญาณ เป็นการทำสมาธิที่ยกความเลิกความตั้งมั่นเพื่อยกเลิกสัญชาตญาณ เป็นการทำภาวนาเพื่อยกเลิกสัญชาตญาณ เพื่อให้ศีลสมาธิปัญญาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เข้าใจ เราทุกคนพากันเป็นพระได้พอ ๆ กันเหมือน ๆ กัน ไม่มีใครเป็นพระไม่ได้ สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นถึงมีความเห็นถูกต้อง มีความเข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้อง มีความสุขในการทำหน้าที่ของหน้าที่
การทำหน้าที่ของหน้าที่ เราพากันคิดดูดี ๆ นะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วท่านก็ทำพุทธกิจของท่าน ท่านก็ทำหน้าที่ของท่าน พระอรหันต์ขีณาสพท่านก็ทำศาสนกิจของท่าน
สามัญชนเราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ การเรียนการศึกษานั้นสำคัญอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจไม่ใช่ความจำ ถ้าความรู้ความเข้าใจแล้วจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ปฏิปทาของเรานั้นติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
สามัญชนต้องรู้ต้องเข้าใจ เราทุกคนจะได้พัฒนาตนเองเข้าสู่ปัญญาชน ที่เราเรียนตั้งแต่อนุบาลจนถึงปริญญาเอกนี้ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ บุคคลที่ไม่รู้ไม่เข้าใจบุคคลนั้นไม่ใช่ปัญญาชน ยังเป็นปัญญาที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ยังเป็นขั้วบวกขั้วลบ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ปัญญาชนที่เอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ไม่เอาความรู้ไปทำหน้าที่ที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ถ้าเอาความรู้ไปเป็นนิติบุคคลตัวตน การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้แหละยังไม่ใช่ปัญญาชน มันยังเป็นสแกมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรก
ความเป็นนิติบุคคลตัวตนนี้เราต้องพากันรู้เข้าใจ เสขบุคคล ต้องพากันรู้พากันเข้าใจจะได้เอาหน้าที่เพื่อทำหน้าที่ เพราะความเป็นพระอยู่ที่เรารู้เข้าใจ อยู่ที่ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เพื่อความดีจะได้เป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
การประพฤติการปฏิบัติเราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจ เราก็พากันไปคิดว่าเราเรียนหนังสือก็เพราะความจำเป็น ทำงานก็เพราะความจำเป็น เป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองเป็นนักบวชก็เพราะความจำเป็น ความจำเป็นนี้มันเป็นขั้วบวกมันเป็นขั้วลบ
ความจำเป็นนี้แหละคือทุจริต ทุจริตในหน้าที่ ทุจริตในการงาน การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้มันเป็นขั้วบวกมันเป็นขั้วลบ คำว่าขั้วบวกขั้วลบนั้นคือความไม่สงบ สงครามในตัวของผู้ไม่รู้เอง สงครามระหว่างภายนอกภายใน ระหว่างครอบครัว ขยายวงกว้างออกไปสู่หมู่บ้านตำบลอำเภอจังหวัดเมืองหลวง ในประเทศต่างประเทศ เป็นสงครามโลก
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ เพราะความดับทุกข์ ความไม่มีทุกข์นั้นต้องอยู่ที่เรา ความดับทุกข์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นก็ย่อมมีในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความดับทุกข์ของพระอรหันต์นั้นก็ย่อมมีในพระอรหันต์ขีณาสพ
ความดับทุกข์นั้นให้เรารู้เข้าใจ ความดับทุกข์นั้นต้องอยู่ที่เรา
ด้วยเหตุผลนี้ผู้ประพฤติปฏิบัติต้องรู้เข้าใจ จะได้ทำหน้าที่ของการที่เป็นเจ้าหน้าที่ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ ชีวิตของเราก็ย่อมเสียหายก็ย่อมพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง.สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
การมาตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำคัญจริง ๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นบุคคลที่ทุกท่านทุกคนจะเอาเป็นตัวอย่างแบบอย่าง
สามัญชนอยู่ในโลกนี้มีแปดพันกว่าล้านคน เราจะเอาเป็นตัวอย่างแบบอย่างนั้นไม่ได้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั่นแหละคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมพระวินัยที่เป็นธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญเป็นพระนิพพานถึงอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่การทำหน้าที่เพื่อหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราทุกคนจะได้ผ่านสัญชาตญาณผ่านธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เราจะได้ผ่านด่านโลกธรรมนี้ไป
ความรู้ความเข้าใจในเรื่องอริยสัจ ๔ ในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ คำว่าความสุขนี้ก็ไม่มีความทุกข์อยู่แล้ว จะมีความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขใหม่เกิดขึ้นมายิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วยปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การประพฤติการปฏิบัติก็จะเป็นออกซิเจน เป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูล ถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญานั้นมามีความสุขในการทำหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจกระบวนการของปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของเหตุของปัจจัย มีหน้าที่ทำหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ของเหตุของปัจจัย ความสุขในการทำหน้าที่ ความสุขกับความสงบมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ความสุขที่เกิดจากปัญญาสัมมาทิฏฐิที่ทำหน้าที่จะเป็นสิ่งเดียวกัน
ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติไม่ต้องมีความกังวล ต้องแน่ใจในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องแน่ใจในพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องแน่ใจในพระอรหันต์ขีณาสพ ว่าความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ เราทุกคนจะได้เข้าถึงชาติ ศาสน์ กษัตริย์ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ
ตำแหน่งนั้นหมายถึงปัจจุบันนะ ปัจจุบันนี้เราคิดดูดี ๆ เรายืนก็มีตำแหน่งเดียว เราเดินก็มีตำแหน่งเดียว เรานั่งก็มีตำแหน่งเดียว เรานอนก็มีตำแหน่งเดียว กิริยามารยาทอาชีพก็ตำแหน่งเดียว ตำแหน่งเดียวนั้นคือความสุข คือการทำหน้าที่ ให้รู้เข้าใจ
ถ้าเรามีความคิดว่าเราเรียนหนังสือเพราะความจำเป็นนี้ไม่ใช่ตำแหน่งเดียวแล้วนะ นี้เป็นขั้วบวกขั้วลบแล้วนะ ถ้าเราทำงานเพื่อความอยากความต้องการนี้ก็เป็นขั้วบวกขั้วลบแล้ว
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราจะได้ลงใจว่าการทำงานเพื่องาน การทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ พระนิพพานนั้นก็จะเกิดขึ้นกับเราที่ปัจจุบัน ที่รู้เข้าใจ ที่เรามีความสุขกับการทำหน้าที่ อาศัยการประพฤติการปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การประพฤติการปฏิบัตินั้นตามหลักเหตุผลตามหลักวิทยาศาสตร์ต้องอาศัยเวลา ๓ อาทิตย์ขึ้นไปหรือ ๒๑ วัน การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงจะการเปลี่ยนแปลงของรูปธรรมนามธรรม
ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพื่อจะไม่ได้เดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม
เราจะกันคิดเหมือนแต่ก่อนไม่ได้ คิดว่าใจของเราไม่รู้ไม่มีใครเห็น เราตรึกนึกคิดเรื่องกามเรื่องกินเรื่องเกียรติ พยาบาทเครียดแค้น ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครเข้าใจ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่า เรานี้แหละเป็นผู้รู้เป็นผู้เห็นเป็นผู้เข้าใจ
ด้วยเหตุผลนี้ เราจะไปตรึกนึกคิดในกาม จะไปตรึกนึกคิดในพยาบาทไม่ได้ เราต้องรู้เข้าใจ ทุกคนต้องไม่ตรึกในกามไม่ตรึกในพยาบาท เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
การประพฤติการปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้ปฏิบัติเป็นเชิงบวก เหมือนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ท่านให้ได้พสกนิกรชาวไทยได้ปลูกผักผลไม้เพื่อเป็นพืชผสมผสานในการบริโภคให้ครบวงจรในเวลา ๑๒ เดือน
ถ้าไปปลูกผักผลไม้เชิงเดี่ยวมันใช้งานได้เฉพาะ ๑๒๐ วัน อีก ๒๔๕ วันเราเป็นคนว่างงาน
เจ้าหน้าที่ว่างงาน เจ้าหน้าที่ตกงาน ทำงาน ๑๒๐ วัน ตกงานไป ๒๔๕ วัน อันนี้ก็ย่อมเสียหายก็ย่อมพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้รู้เข้าใจว่า สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นอยู่ที่ความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อไม่ให้เราเป็นเพียงนักปรัชญาหรือนักจิตวิทยาที่เป็นคนตกงานเป็นคนว่างงาน เป็นคนทำหน้าที่เพื่อหน้าที่เพื่อหยุดสัญชาตญาณของเราทุกคน เพื่อให้ปฏิปทาของเราติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นอริยมรรคทั้งทางกาย ทางวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่ตั้งใจตั้งเจตนา เหมือนภาชนะที่ตั้งไว้ ภาชนะที่ล้ม ภาชนะที่คว่ำ ย่อมเป็นภาชนะที่ใช้การใช้งานไม่ได้
การที่เรารู้เข้าใจ เอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติเพื่อให้เป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อให้เป็นธรรมนูญอยู่ที่ปัจจุบัน นี้ถึงไม่ใช่ความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคลตัวตน นี้คือการยกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นตัวเป็นตน
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจ จะได้ทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่จะไม่ได้ตั้งอยู่ในความประมาท จะไม่ได้เดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม
ปัจจุบันเราต้องรู้ต้องเข้าใจ ด้วยอาศัยพระธรรมพระวินัยมาหยุดสัญชาตญาณ ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ นี้ถึงไม่ใช่ความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคลตัวตน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราจะเดินทางไกลหนทางมันไกลเราก็ต้องอาศัยยานในการเดินทาง ทางบกก็อาศัยรถยนต์อย่างดี ทางอากาศก็ต้องอาศัยเครื่องบินอย่างดี ทางทะเลมหาสมุทรก็อาศัยเรือยนต์เรือขนานยนต์อย่างดี
เราต้องรู้เข้าใจ ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ได้ฟังพระธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสให้รู้ตรัสให้เข้าใจในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน
พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนาว่าด้วยธัมมจักกับปวัตตนสูตรซึ่งประกอบด้วยทางสายกลางและอริยสัจจสี่แก่พระปัญจวัคคีย์
ทางสายกลาง
ที่สุด 2 อย่าง ที่บรรพชิตไม่ควรเสพ คือการประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลายหนึ่ง และการประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตนหนึ่ง
ปฏิปทาสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ได้แก่อริยมรรค มีองค์ ๘ คือ ปัญญาอันเห็นชอบ ความดำริชอบ เจรจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีวิตชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ และตั้งจิตชอบ
อริยสัจจสี่
ทุกขอริยสัจ คือ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บไข้ ความตาย ความประจวบด้วยสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ โดยย่อ คือ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์
ทุกขสมุทัยอริยสัจ คือตัณหาอันทำให้เกิดอีก ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน มีปกติเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา
ทุกขนิโรธอริยสัจ คือ ตัณหานั่นแลดับ โดยไม่เหลือด้วยมรรค คือ วิราคะ สละ สละคืน ปล่อยไป ไม่พัวพัน
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ปัญญาอันเห็นชอบ ความดำริชอบ เจรจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีวิตชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ และตั้งจิตชอบ
อริยสัจ ๔ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ คือ
- นี้ทุกขอริยสัจ ควรกำหนดรู้ ได้กำหนดรู้แล้ว
- นี้ทุกขสมุทัยอริยสัจ ควรละเสีย ได้ละแล้ว
- นี้ทุกขนิโรธอริยสัจ ควรทำให้แจ้ง ทำให้แจ้งแล้ว
- นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ควรให้เจริญ ทำให้เจริญแล้ว
เมื่อทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตรจบ พระโกณทัญญะบรรลุโสดาบันและอุปสมบทในสำนักพระพุทธเจ้า
แล้วพระพุทธเจ้าได้ประทานโอวาทต่อ ดวงตาเห็นธรรมก็ได้เกิดขึ้นแก่พระวัปปะและท่านพระภัททิยะว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวล มีความดับเป็นธรรมดา ทั้งสองรูปบรรลุโสดาบันและอุปสมบทในสำนักพระพุทธเจ้า
วันต่อมา พระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงธรรมต่อ พระมหานามะและพระอัสสชิบรรลุโสดาบัน ขออุปสมบทในสำนักของพระพุทธเจ้า
แล้วพระพุทธเจ้าก็ได้แสดง อนัตตลักขณสูตร แก่พระปัญจวัคคีย์ ว่า
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอนัตตา ถ้ารูปเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี้เป็นอัตตาแล้ว รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย
ก็เพราะรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเป็นอนัตตา ฉะนั้น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ไม่ควรตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา
เพราะเหตุนั้นแล รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นสักแต่ว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เธอทั้งหลายพึงเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตนของเรา
ผู้ได้ฟังแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมสิ้นกำหนัด เพราะสิ้นกำหนัด จิตก็พ้น เมื่อจิตพ้นแล้ว ก็รู้ว่าพ้นแล้ว อริยสาวกนั้นทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มี
เมื่อพระผู้มีพระพุทธเจ้าแสดงอนัตตลักขณสูตรจบ ปัญจวัคคีย์ทั้งห้า บรรลุอรหัตผล มีพระอรหันต์บังเกิดขึ้นในโลก ๖ องค์
ความรู้ความเข้าใจในกระบวนการของวัฏฏสงสาร มนุษย์เรานี้ถึงเอาสัญชาตญาณนำชีวิตนี้ไม่ได้ มนุษย์เราต้องเอาทางสายกลางได้แก่ธรรมนูญ ได้แก่นิพพาน เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ
ด้วยเหตุผลนี้ การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงเป็นวันเดียวกันวันประสูติ วันตรัสรู้ วันแสดงธรรม วันเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน
เพราะเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน พระนิพพานเป็นความรู้ความเข้าใจ เข้าถึงอริยสัจ ๔ เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เป็นการประพฤติการปฏิบัติที่เป็นเชิงบวก หยุดสัญชาตญาณ ยกเลิกสัญชาตญาณ
ประชากรของโลกทุกชาติทุกศาสนาต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราจะได้เข้าถึงปัญญาสัมมาทิฏฐ เข้าถึงชาติคือความเกิด เข้าถึงพระศาสนา เข้าถึงปัญญาสัมมาทิฏฐิ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจในเรื่องของพระพุทธเจ้า ในเรื่องของพระศาสนา ในเรื่องของพระมหากษัตริย์
ผู้ที่จะเป็นผู้นำถึงต้องทรงทศพิธรราชธรรมคือเอาธรรมนูญนำชีวิต ระบบข้าราชการนักการเมืองนักบวช วิถีชีวิตของประชาชนของมหาชนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจนี้มันไม่ได้ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนี้มันจะเกิดความเสียหาย มันจะเกิดพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
ด้วยเหตุผลนี้ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นเชิงบวก เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญานั้นมามีความสุขในการทำหน้าที่ที่เป็นความดีเพื่อความดี เราทุกคนมาระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างนี้ เพราะเหตุผลว่า พ่อแม่บรรพบุรุษนั้นช่วยเหลือเราได้ส่วนหนึ่ง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าช่วยเหลือเราได้ทุกสิ่งทุกอย่าง
ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดีของผู้ดี เราทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจเรื่องความกตัญญูกตเวที เพราะความกตัญญูกตเวทีนั้นเป็นเครื่องหมายของคนดี
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ พ่อแม่บรรพบุรุษก็ได้แก่ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ เรามารู้มาเข้าใจ จะเอาธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ มาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่เพื่อความกตัญญูกตเวที จะได้เอาธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ มาดำเนินชีวิตที่เป็นทางสายกลาง หยุดวัฏฏสงสารทั้งหลายที่ท่องเที่ยวมานานหลายล้านชาติหลายอสงไขย
เราเอาสัญชาตญาณนำชีวิตมันเป็นขั้วบวกขั้วลบนั้นไม่ชื่อว่าเป็นคนกตัญญูกตเวที ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ ที่เป็นทุกข์เป็นความทุกข์เพราะเราเอาสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนำชีวิต ด้วยเหตุผลนี้ถึงมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป ทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมายิ่ง ๆ ขึ้นไป
ด้วยเหตุผลนี้ พระนิพพานความดับทุกข์ที่หยุดสัญชาตญาณต้องมีอยู่กับเราทุกคนทุกแห่งอยู่ที่เราทำหน้าที่
เพราะความรู้ความเข้าใจต้องเป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ว่างจากสิ่งไม่มีอยู่จะมีประโยชน์อะไร คนตายแล้วจะมีประโยชน์อะไร คนไม่มีตาไม่มีหูไม่มีจมูกไม่มีลิ้นไม่มีกายจะมีประโยชน์อะไร
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั่นแหละคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงอยู่คู่ฟ้าดินสลาย ความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติเป็นกฎแห่งกรรม เป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราตั้งอยู่ในความประมาท ต้องทำหน้าที่ของหน้าที่ ความเคารพนี้จะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ถ้าเราไม่มีความเคารพนั้นคือเราตั้งอยู่ในความประมาท ความเคารพนี้เป็นการไม่มองข้ามในสิ่งที่เป็นปัจจุบันในการทำหน้าที่ ความเคารพนี้จะเป็นสาเหตุให้หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวที่เป็นตน
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสสิ่งที่เจริญได้แก่ความเคารพ ถ้าเราไม่มีความเคารพแล้วเราเป็นคนไม่กตัญญูกตเวที ไม่ใช่ทางสายกลาง เป็นการทิ้งปัจจุบันไป มันเป็นความฟุ้งซ่าน
หมวดสติปัฏฐานทั้ง ๔ ท่านถึงให้เรารู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม รู้ดีรู้ชั่ว รู้ผิดรู้ถูก
การปฏิบัติภายนอกภายในให้มีความสุขในการทำหน้าที่ เพราะเหตุผลว่าสิ่งภายนอกกับภายในนั้นคืออันหนึ่งอันเดียวกัน เพียงแต่เรารู้เข้าใจ มีความสุขในการทำหน้าที่ พระนิพพานก็อยู่ที่นี่แหละ ไม่ต้องรอเมื่อหมดลมหายใจ เมื่อสิ้นใจ ไม่ต้องรอพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ถ้าเราคิดอย่างนั้นเราอาจจะผิดพลาดได้ถึง ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์นะ จิตสุดท้ายถ้าไม่มีพื้นฐานจากปัจจุบัน ยากที่จะเข้าถึงพระนิพพานได้เมื่อสิ้นลมหายใจ
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้มีคารวธรรมในปัจจุบันของชีวิตประจำวัน
คารวธรรมนี้เน้นเรื่องความเคารพ เน้นเรื่องความไม่ประมาท เพราะปัจจุบันนี้เป็นวาระแห่งชาติของกรรมของกฎแห่งกรรม เพราะพระนิพพานนั้นอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันถึงต้องเป็นพระนิพพาน ปัจจุบันต้องเป็นธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญ
ด้วยเหตุผลนี้ วันวิสาขบูชาถึงเป็นวันสำคัญของโลก โลกนี้ต้องรู้เข้าใจจะได้พัฒนาใจกับพัฒนาวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กันให้เป็นทางสายกลาง
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันเสาร์ที่ ๓๐ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา