๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ ๑ เดือนมิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
เมื่อวานนี้เป็นวันตรงกับวันประสูติ ตรัสรู้ เสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประสูติตรัสรู้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานนั้นเป็นวันเดียวกัน พระพุทธเจ้านั้นได้แก่พระธรรมพระวินัยที่ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน ยกเลิกเรื่องอดีต ยกเลิกเรื่องอนาคต ปัจจุบันยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน
เรามาคิดดูดี ๆ พระพุทธเจ้าที่อยู่ภายนอกนั้นก็ดับทุกข์ได้ไม่มีทุกข์ได้เฉพาะท่าน พระอรหันต์ขีณาสพที่อยู่ภายนอกนั้นก็ดับทุกข์ได้เฉพาะท่าน
ด้วยเหตุผลนี้ เราพากันมารู้มาเข้าใจ ว่าความรู้ความเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยแหละคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ด้วยเหตุผลนี้ เราพากันมารู้พากันมาเข้าใจ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ ความรู้ถึงเป็นคู่กับการปฏิบัติของเราทุก ๆ คนทุก ๆ ท่าน
วันหนึ่งคืนหนึ่งนี้มีอยู่ ๒๔ ชั่วโมง ๒๔ ชั่วโมงนี้คือการทำหน้าที่ของหน้าที่
ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของเชิงบวก ที่เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญามามีความสุขกับการทำหน้าที่
ผู้เป็นฆราวาสผู้ครองเรือนก็พากันนอนพากันพักผ่อนวันละ ๘ ชั่วโมง ผู้ที่เป็นนักบวชก็พากันนอนพักผ่อนจำวัดวันละ ๖ ชั่วโมง
ใจของเราทุกคนนั้นเป็นนามธรรม เราตรึกนึกคิดอะไรไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครเข้าใจว่าเราตรึกนึกคิดอะไร ตัวของเราเองนั้นย่อมเป็นผู้รู้ว่าเราตรึกนึกคิดอะไร
การประพฤติการปฏิบัตินั้นเน้นที่บริสุทธิคุณ ได้แก่ ปัญญาบริสุทธิคุณ กายกับใจนั้นเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน เพราะเหตุผลว่า สิ่งภายนอกภายในสัมผัสกัน สิ่งภายนอกภายในถึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อดีตกับปัจจุบันสัมผัสกันถึงมีอนาคต
ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ จะได้รู้ว่าใจกับกายนั้นมันคือสิ่งเดียวกัน
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงเอาธรรมนำชีวิต พระอรหันต์ขีณาสพถึงเอาธรรมนำชีวิต ด้วยความรู้ความเข้าใจ หยุดสัญชาตญาณที่เป็นวัฏฏสงสารของการเวียนว่ายตายเกิด
สัญชาตญาณที่อาศัยผัสสะภายนอกภายใน อาศัยอดีต อาศัยปัจจุบัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ ว่าอันนี้มันคือวัฏฏสงสาร นี้มันคือสิ่งภายนอกสิ่งภายในสัมผัสกัน นี้มันคืออดีตและปัจจุบันได้สัมผัสกันที่จะเป็นอนาคต
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ให้เราทุกคนเอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญามามีความสุขในการทำหน้าที่
การประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่นั้นถึงเป็นเชิงบวก จะได้เอาปัญหามาเป็นปัญญา
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นอริยมรรคมีองค์แปดประการ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสเรื่องอริยสัจสี่ให้รู้ให้เข้าใจ พร้อมทั้งบรรยายอริยมรรคที่เป็นข้อวัตรข้อปฏิบัติให้รู้ให้เข้าใจ
อริยมรรคนั้นถึงเป็นเชิงบวกที่เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นถึงไม่เลือกกาลไม่เลือกสถานที่ เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญานั้นมามีความสุขในการทำหน้าที่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดช ท่านตรัสให้พสกนิกรได้รู้ได้เข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจในเรื่องความพอเพียงเพียงพอ เราอยากได้มากมันก็ไม่มาก เราอยากได้น้อยมันก็ไม่น้อย เพราะของนั้นมันมีอยู่เท่านั้น
อริยมรรคมีองค์แปดนั้นเปรียบเสมือนปลูกผักผลไม้เชิงบวก ปีหนึ่งนั้นมี ๓๖๕ วัน ถ้าเราปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารเชิงเดี่ยวก็เท่ากับเราทำงาน ๑๒๐ วัน เราทุกคนก็จะว่างงาน ๒๔๕ วัน เราว่างงานเราไม่ได้ทำงาน ความสุขความดับทุกข์อยู่ที่เราทำหน้าที่
ความสุขความดับทุกข์อยู่ที่เรายกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตนอยู่ที่เราทำหน้าที่ เราว่างงานไม่ได้ทำงานเราตกงาน งานนั้นเป็นความสุข
ด้วยเหตุนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันรู้พากันเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจแล้วจะหยุดสัญชาตญาณของตัวเราเองนั้นไม่ได้
ความรู้ความเข้าใจในเรื่องของเหตุของปัจจัย ในเรื่องของความทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนอย่าพากันตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทนั้นคือความผิดพลาดคือเสียหาย นั่นแหละคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
ความเป็นพระความเป็นสมณะเป็นได้กับเราทุก ๆ คน ทั้งฆราวาสผู้ครองบ้านครองเมืองทั้งนักบวช ทุกชาติทุกศาสนาเป็นพระเป็นสมณะได้ทั้งหมด เพราะว่าพระนั้นอยู่ที่ตัวของเราเอง
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ จะได้ทำหน้าที่ของหน้าที่เพื่อจะหยุดความทุกข์หรือว่าหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน
ความเป็นพระเป็นสมณะนั้นถึงเป็นอยู่ที่ปัจจุบัน ถ้าเป็นอยู่ในอนาคตกาลเบื้อหน้าโน้นเทอญมันดับทุกข์ไม่ได้ หรือว่าเป็นพระอยู่ที่อดีตที่ผ่านมามันดับทุกข์ไม่ได้ การเป็นพระเป็นสมณะนั้นถึงเป็นอยู่ที่ปัจจุบัน
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ เน้นมาที่ตัวเรา อาศัยความรู้ความเข้าใจ อาศัยพระธรรมพระวินัยเอามาใช้เอามาปฏิบัติมาทำหน้าที่
มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ การประพฤติการปฏิบัติการดำเนินชีวิตของเรานั้นถึงจะไม่เป็นขั้วบวก ถึงจะไม่เป็นขั้วลบ จะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ
เราจะหยุดสัญชาตญาณของตนเองได้ด้วยการมีความสุขในการทำหน้าที่ ความเครียดของเราทุกคน ความทุกข์ของเราทุกคนอยู่ที่เราไม่รู้จักอริยสัจสี่ อยู่ที่เราไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้เหตุเกิดทุกข์ ไม่รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนี้ได้เอาสัญชาตญาณนำชีวิต รักความสุขไม่ต้องการความทุกข์ระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์ หน้าที่ที่เป็นพระธรรมพระวินัยนั้นจะหยุดสัญชาตญาณของเราทุกคน
ปัจจุบันนั้นเราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ ว่าปัจจุบันนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว ตำแหน่งยืนมีเพียงตำแหน่งเดียว ตำแหน่งนั่งก็มีเพียงตำแหน่งเดียว ตำแหน่งนอนก็มีเพียงตำแหน่งเดียว
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าให้เราทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ถ้าทำหน้าที่เพื่อความอยากความต้องการนั้นจะไม่ใช่ตำแหน่งเดียว เพราะเป็นขั้วบวกเป็นขั้วลบ
ความคิดความเข้าใจอย่างนี้จะเป็นความไม่สงบ จะเป็นสงคราม สงครามของตัวผู้ไม่รู้ สงครามภายนอกสงครามภายใน ขยายวงกว้างออกไปจนเป็นสงครามโลก สงครามนั้นถึงความไม่สงบ สงครามนั้นคือวัฏฏสงสาร
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้จะเป็นสาเหตุให้เราเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ
การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นถึงเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่เพื่อหยุดสัญชาตญาณด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นการหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน
เราจะบวชหรือว่าไปบวช เราอยู่ที่บ้านอยู่ที่สังคมเราก็ต้องปฏิบัติเหมือนผู้มาบวชอยู่ที่วัดเช่นเดียวกัน
เพราะเหตุผลว่าวัฏฏสงสารนั้นอยู่กับเราทุก ๆ คน เพราะวัฏฏสงสารนั้นมันเป็นสากล ไม่ยกเว้นผู้ที่อยู่บ้านอยู่วัด
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราจะได้มีความสุขในการทำหน้าที่
คำว่าความสุข องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจในความสุขในการทำหน้าที่ คำว่าความสุขนั้นจะไม่มีความทุกข์เลย จะมีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขใหม่เกิดขึ้นมายิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วยปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนถึงต้องมีพระนิพพานเป็นเครื่องอยู่ พระนิพพานนั้นคือความรู้ความเข้าใจ พระนิพพานนั้นคือพระธรรมพระวินัย พระนิพพานนั้นคือธรรมนูญคือรัฐธรรมนูญ
เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ เราทุกคนต้องมีพระนิพพานเป็นเครื่องอยู่ การทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ มีความสุขในการทำหน้าที่นั่นแหละคือพระนิพพาน นั่นแหละคือธรรมนูญ นั่นแหละคือรัฐธรรมนูญ
พระนิพพานนั้นถึงอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่เราทุกคนที่ทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ทุกคนจะเอาสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนำชีวิตนั้นไม่ได้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจในเรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม และผลของกรรม ว่ากรรมนั้นมันเป็นสากล
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราทุกคนไม่ประมาท ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท
เราอาศัยพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยนี้จะนำเราเข้าสู่ความวิเวก ความสู่กายวิเวก วาจาวิเวก กิริยาวิเวก อาชีพวิเวก คำว่าวิเวกนี้ได้แก่เราทุกคนพากันตั้งใจตั้งเจตนา เพื่อจะหยุดสัญชาตญาณของตัวเราเอง เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัติของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์ลาภยศสรรเสริญเป็นสิ่งที่มีอยู่ พระธรรมพระวินัยที่เราจะเอามาใช้เอามาปฏิบัติเพื่อให้เกิดความสงบเกิดความวิเวก
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนถึงต้องเอาพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร เอาพระธรรมเป็นกัลยาณมิตร เอาพระอรหันต์ขีณาสพเป็นกัลยาณมิตร เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
พระพุทธเจ้าก็ได้แก่พระธรรม ความรู้ความเข้าใจเอาพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ผู้รู้ผู้เข้าใจประพฤติปฏิบัติอย่างนี้ ผู้นั้นก็จะเป็นสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เราพึ่งพ่อพึ่งแม่ พึ่งวัตถุข้าวของเงินทองทรัพย์สมบัติ เราพึ่งพระธรรมพึ่งพระวินัย ไม่ตั้งอยู่ในความประมาทในการทำหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อเราจะได้ผ่านด่านของธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ เราทุกคนจะได้ผ่านโลกธรรมที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ
สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน สัญชาตญาณนั้นเป็นอบายภูมิ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ สัญชาตญาณนั้นเป็นอบายภูมิเป็นภพภูมิต่าง ๆ
สัญชาตญาณที่รักสุข เกลียดทุกข์ ระแวงภัยอันตราย ยินดีในการสืบพันธุ์นั้นคืออบายภูมิต่าง ๆ
ปัญญาสัมมาทิฏฐิที่เราจะต้องรู้ที่เราจะต้องเข้าใจ เราจะได้ผ่านสัญชาตญาณที่อบายภูมิต่าง ๆ
มนุษย์เป็นส่วนมาก เทวดาส่วนมาก พระพรหมส่วนมากพากันติดในอบายภูมิ
อริยมรรคมีองค์แปดเป็นความรู้ความเข้าใจในอริยสัจสี่ เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญามามีความสุขในการทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ ยกทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ รู้เหตุภายนอกรู้เหตุภายใน รู้อดีตรู้ปัจจุบัน ยกทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์
เพราะเหตุผลว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นเพียงปรากฏขึ้นชั่วครู่ชั่วยาม เป็นเพียงอาคันตุกะสัญจรไปมาชั่วครู่ชั่วยาม
ด้วยเหตุผลนี้ ความรู้ถึงเป็นคู่การประพฤติการปฏิบัติ ความรู้ต้องเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ถ้ามีแต่ความรู้ไม่คู่กับการประพฤติการปฏิบัติการดำเนินชีวิตของเราก็จะเป็นเพียงนักจิตวิทยานักปรัชญา
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนจะติดความสุขความสะดวกความสบายนั้นไม่ได้
ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ที่มาบรรพชาผู้ที่มาอุปสมบทถึงต้องฉันอาหารวันหนึ่งเพียงหนเดียว ฉันอาหารใส่ลงในบาตรไม่ใช้ภาชนะอื่น เพื่อให้ผู้ที่มาบรรพชาอุปสมได้ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงไม่ให้ผู้ที่มาบรรพชาอุปสมบทรับเงินรับปัจจัย จะรับไว้เองหรือให้ผู้อื่นรับให้มันก็อย่างเดียวกันนั่นแหละ ไม่ให้ติดในความสุขเพื่อเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ เรามีสติมีสัมปชัญญะเราทุกคนถึงจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตนได้
ปกติแล้วเราทุกคนนั้นจะเอาสัญชาตญาณเอาความเป็นนิติบุคคลตัวตนนำชีวิต สติสัมปชัญญะที่ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ มีความสุขในการทำหน้าที่นี้จะหยุดสัญชาตญาณของเราทุกคน
ความดับทุกข์ของหมู่มวลมนุษย์ถึงอยู่ที่เรามีสติมีสัมปชัญญะอยู่ที่ทำหน้าที่ การเสียสละทางวัตถุข้าวของเงินทองก็ถือว่ายังเป็นขั้วบวกขั้วลบอยู่ ถ้าการเจริญสติเจริญสัมปชัญญะนั้นจะไม่มีขั้วบวกนั้นจะไม่มีขั้วลบ สติสัมปชัญญะนั้นถึงดับทุกข์ได้อยู่ทุกหนทุกแห่ง
การประพฤติการปฏิบัติของนักบวชคือการให้ทานสัญชาตญาณนิติบุคคลตัวตน ถึงมีอริยมรรคที่กล่าวว่า ศีลสมาธิปัญญา
ฆราวาสผู้ครองเรือนถึงได้กล่าวว่า ทานศีลสมาธิปัญญา การปฏิบัติของบรรพชิตของนักบวชนั้นคือเป็นการปฏิบัติเพื่อหยุดสัญชาตญาณในเรื่องสติเรื่องสัมปชัญญะ
ผู้ที่มาบวชเขาถึงเรียกท่านผู้นั้นว่าพระ พระก็ได้แก่พระธรรมได้แก่พระวินัย ถ้าเราไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะเราก็ไม่ใช่พระ ถึงจะปลงผมนุ่งห่มจีวรเราก็ไม่ใช่พระ เราเป็นเพียงภิกษุ
ด้วยเหตุผลนี้เราถึงต้องมารู้เข้าใจว่าทำไมพระอรหันต์พระพุทธเจ้าท่านถึงอยู่ที่ไหนท่านก็มีแต่ความสุข มีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมายิ่ง ๆ ขึ้นไป
เพราะเหตุผลว่าสติสัมปชัญญะของท่านนั้นสมบูรณ์ ท่านยกเลิกสัญชาตญาณ ท่านตัดสังโยชน์ภายนอกภายในได้
ความดับทุกข์ของนักบวชของผู้ที่มาบวชถึงได้กล่าวไว้ว่าศีลสมาธิปัญญา เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ความดับทุกข์นั้นถึงมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง เป็นผู้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ
ด้วยเหตุผลนี้เราพากันมาบรรพชาอุปสมบทเราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยเป็นสาเหตุให้เรายกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน ว่าเราทุกคนต้องหยุดสัญชาตญาณ
เรามาเอาปฏิปทาขององค์พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า หมู่มวลมนุษย์ในโลกนี้มีอยู่แปดพันกว่าล้านคน ได้เอาสัญชาตญาณนำชีวิต ได้เอาความผิดนำชีวิต เอาความหลงนำชีวิต
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนมีความสุขในการทำหน้าที่ เน้นมาที่ตัวเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ให้เราลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติ สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตนนั้นเราทุกคนไม่อยากเสียสละ
การปฏิบัติใจ ใจนั้นเป็นนามธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ กายกับใจนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมาเน้นที่กายที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทมาเน้นที่อาชีพ เรามาบวชอาชีพของเราก็ได้แก่การอบรมบ่มอินทรีย์ ปฏิบัติพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ นี้คืออาชีพของเรา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่เลือกชั้นวรรณะชาติตระกูล ใครจะมาบวชใครจะมาปฏิบัตินั้นมาบวชมาปฏิบัติได้ มีสิทธิเสรีภาพพอ ๆ กัน
ให้ผู้ที่มาบวชให้ผู้ปฏิบัติทั้งหลายพากันรู้พากันเข้าใจ ว่าผู้มาบวชมาปฏิบัติต้องทำได้ปฏิบัติได้ เพราะเหตุผลว่า ผู้มาบวชมาปฏิบัตินี้ได้ใช้ทรัพยากรจากมหาชนฟรีหมดทุกอย่าง
ปัจจุบันนี้จะมีผู้มาบวชไม่ได้มุ่งมรรคผลพระนิพพานเหมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นส่วนใหญ่เป็นส่วนมาก คิดเปอร์เซ็นต์ ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์
เพราะการมาบวชนั้นมันง่ายมากที่สุด เพียงแต่ปลงผมนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ สวดได้บ้างสวดไม่ได้บ้างก็ไม่เป็นไรอยู่ได้สบาย ๆ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์นั้นอยู่ที่เรารู้เข้าใจ มีความสุขในการทำหน้าที่
เมื่อก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสถามสงฆ์สาวกว่า อีกไม่นานองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะได้ละสังขารแล้ว สิกขาบทไหนที่เห็นว่าไม่จำเป็นไม่ใช่สิกขาบทหลักก็ให้ยกเลิกสิกขาบทนั้นได้นะ ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน พระอรหันต์ขีณาสพได้มีความเห็นพร้อมเพรียงกันว่า สิกขาบทน้อยใหญ่ไม่ต้องเอาอะไรมาเพิ่มไม่ต้องเอาอะไรมาตัด
เพราะเหตุผลว่าพระธรรมพระวินัยนี้ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน
ด้วยเหตุผลว่า เราต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัยเป็นกัลยาณมิตร เพื่อเป็นหลักการของการประพฤติของการปฏิบัติ
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนถึงไปมีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้นนั้นไม่ได้ เพราะความถูกต้องนั้นต้องให้เป็นความถูกต้อง เพราะความถูกต้องนั้นจะหยุดสัญชาตญาณของเราทุก ๆ คนเพราะความถูกต้องนั้นจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ ความถูกต้องนั้นจะเป็นความสงบ เป็นความพอเพียงเพียงพอ เป็นความพอดี
ธรรมวินัยนั้นถึงเป็นการทันโลกทันสมัย เพราะธรรมวินัยนั้นเป็นธรรมะที่หยุดสัญชาตญาณที่ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน
ธรรมวินัยนั้นถึงเป็นการพัฒนาวัตถุเพื่อยกเลิกสัญชาตญาณ เพื่อพัฒนาใจเพื่อยกเลิกสัญชาตญาณ
พระธรรมพระวินัยนั้นถึงเป็นเชิงบวก พระธรรมพระวินัยนั้นไม่ได้เป็นเชิงลบ
ด้วยเหตุผลนี้พระธรรมพระวินัยนั้นถึงเน้นที่ปัจจุบันที่มีความสุขในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ปัจจุบันเรามีความสุขในการทำหน้าที่นี้มันก็จะเป็นออกซิเจน เป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูลถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป
การประพฤติการปฏิบัตินี้ถึงเป็นเชิงบวก ถึงเอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาปัญญามามีความสุขในการทำหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนี้จะหยุดสัญชาตญาณของเราทุก ๆ คน
เราทุกคนได้ทรัพยากรที่ประเสริฐ คือสรีระร่างกาย อายุขัยก็อยู่ได้ร่วม ๆ ร้อยปี เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ มามีความสุขในการทำหน้าที่
เราทุกคนต้องหยุดสัญชาตญาณของตัวเองให้ได้ การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นการทวนกระแส พระธรรมพระวินัยที่เป็นหน้าที่ที่ยกเลิกสัญชาตญาณนั้นเป็นสิ่งที่ทวนโลกทวนกระแส ด้วยการไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น
เป็นการยกเลิกตัวยกเลิกตนด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยการทวนกระแส เอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาปัญญามามีความสุขกับการทำหน้าที่
การประพฤติการปฏิบัตินั้นจะยากจะลำบากอยู่อาทิตย์แรก อาทิตย์ที่ ๒ อาทิตย์ที่ ๓ เพื่อจะให้พระธรรมพระวินัยได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ อาศัยความวิเวกคือศีลคือสมาธิคือปัญญา เพื่อจะได้เดินไปข้างหน้าไม่ได้ถอยกลับมาที่เก่าที่เดิม
สัญชาตญาณที่เป็นธาตุทั้ง ๔ เป็นขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ เป็นโลกธรรม เป็นสิ่งที่จะผ่านไปได้ยาก
ผ่านไปได้ยากเราก็ต้องผ่าน เพื่อจะหยุดสัญชาตญาณ เราทุกคนต้องผ่าน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพราก การเสื่อมลาภเสื่อมยศเสื่อมสรรเสริญ สุขทุกข์นินทามันผ่านยาก
ภพชาติที่อยู่กับเราหลายล้านภพหลายอสงไขย การนิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงเป็นการนิพพาน ๒ ครั้ง อันหนึ่งวัฏฏสงสารนิพพาน อันหนึ่งสรีระร่างกายนิพพาน
เรามาบวชมาปฏิบัติ อาศัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นพระธรรมพระวินัยเป็นกัลยาณมิตร อาศัยหมู่อาศัยคณะที่ปฏิบัติไปทางเดียวกันไปแนวเดียวกัน
การนอนการพักผ่อนจำวัด ๒๔ ชั่วโมง เรานอนพักผ่อนจำวัดวันละ ๖ ชั่วโมงก็เพียงพอ เรานอนจำวัด ๓ ทุ่ม ตื่นตี ๓ เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน พระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เราทุกคนต้องทำให้ได้ปฏิบัติให้ได้ ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ไม่ให้ด่างให้พร้อยให้เศร้าหมอง
ทุก ๆ ท่านทุกคนมีเป้าหมายในสิ่งเดียวกันคือมรรคผลพระนิพพาน มรรคผลพระนิพพานนี้เน้นที่ปัจจุบัน มีความสุขในการทำหน้าที่ เพื่อให้ความดีและปัญญาได้เป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
เราทุกคนมาก่อนเวลา ทำอะไรก่อนเวลาสัก ๕ นาทีเป็นอย่างน้อยอย่างนี้ เพื่อจะได้หยุดสัญชาตญาณที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนคือความขี้เกียจขี้คร้านที่เราทุกคนทำอะไรตามใจตามอัธยาศัยนั้นมันคือโลกส่วนตัว นั้นคือสัญชาตญาณ เราทุกคนต้องมาหยุดสัญชาตญาณของเราทุก ๆ คน
เราทุกคนต้องไม่มองดูคนอื่นเพื่อที่จะจับผิด ถ้ามองดูคนอื่นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้มองดูคนอื่นเพื่อจะช่วยเหลือคนอื่น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราจับผิดคนอื่น
มรรคผลนิพพานจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรเพื่อยกเลิกสัญชาตญาณ เรามีสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน พระนิพพานนั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
เราคิดดูดี ๆ วิถีชีวิตของเรานี้ ถ้าเรายกเลิกสัญชาตญาณด้วยอาศัยพระธรรมพระวินัย เอาปัจจุบันเป็นการประพฤติการปฏิบัติ พระนิพพานนั้นถึงจะเกิดได้ เพราะพระนิพพานนั้นคือพระธรรมพระวินัยที่จะหยุดสัญชาตญาณ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ความเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ จะเป็นสาเหตุให้เราทุกคนได้หยุดสัญชาตญาณ
เมื่อวิถีชีวิตของเราในปัจจุบันที่ติดต่อต่อเนื่องการอบรมบ่มอินทรีย์ของเรานั้นถึงจะเป็นไปได้
ศีลสมาธิปัญญาที่จะต้องเป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่อง จะเป็นความสุขที่ติดต่อต่อเนื่อง
ความกตัญญูกตเวทีถึงเป็นสมบัติของคนดีของผู้ดี เราเอาสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนั้นไม่ใช่ผู้กตัญญูกตเวที
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในได้แก่ดีเอ็นเอของพ่อของแม่ของบรรพบุรุษ เราเอาสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนำชีวิตนั้นจะเป็นผู้ที่ชื่อว่ากตัญญูกตเวทีได้อย่างไร
การที่เรารู้เข้าใจ เราเอาพระธรรมพระวินัยมามีความสุขในการทำหน้าที่นั่นแหละคือความกตัญญูกตเวที เป็นเครื่องหมายของผู้ดี
เรามารู้มาเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยที่เราจะเอามาใช้มาปฏิบัติมาหยุดสัญชาตญาณมาทำหน้าที่ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ ด้วยระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันจันทร์ที่ ๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา