๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันอังคารที่ ๒ เดือนมิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย ตั้งใจฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้พากันนั่งให้ตัวตรง อย่าส่งใจออกไปที่อื่น ให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม หายใจเข้าก็ให้สบาย หายใจออกก็ให้สบาย

 

การดำเนินชีวิตของเราทุก ๆ คน ทุก ๆ คนต้องรู้ต้องเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

เราทุกคนนั้นจะปล่อยตัวเองไปกับสัญชาตญาณนั้นไม่ได้ สัญชาตญาณนั้นมันเป็นวัฏฏสงสาร เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าสัญชาตญาณที่เราพากันเวียนว่ายตายเกิดนั้นเป็นวัฏฏสงสาร  ปัญญาสัมมาทิฏฐิเป็นความรู้ความเข้าใจ

 

สัญชาตญาณของเราทุกคนรักความสุข ต้องการความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ มีความระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์ นี้เรียกว่าสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นว่าเราว่าคนอื่น

 

สัญชาตญาณนี้อาศัยความรู้ความเข้าใจ แล้วเข้าสู่ภาคประพฤติภาคปฏิบัติ ความรู้ต้องเป็นคู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ปัจจุบันนั้นถึงเป็นเหตุเป็นปัจจัย ปัจจัยมีพื้นฐานเป็นอย่างไร อนาคตก็ย่อมเป็นเช่นนั้น

 

ธรรมวินัยจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราทุกคนได้หยุดสัญชาตญาณในการเกิดแก่เจ็บตายพลัดพราก

 

ธรรมวินัยได้แก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นได้แก่พระธรรมได้แก่พระวินัย

 

ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระอานนท์ก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานว่า

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;

มีธรรมเป็นประทีป มีธรรม เป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่น เป็นสรณะ เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ใน สถานะอันเลิศที่สุดแล.

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ พระธรรมพระวินัยนั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นอยู่ที่ตัวเราทุก ๆ คน ไม่มีใครประพฤติปฏิบัติให้กันและกันได้ เราพึ่งพ่อพึ่งแม่ พึ่งผู้ที่เก่งกว่าเรา ฉลาดกว่าเรา ผู้เป็นคนดีมากกว่าเรานั้นพึ่งได้เฉพาะทางภายนอก พึ่งได้เฉพาะวัตถุ พึ่งคนอื่นได้อย่างมากก็ได้เพียงเชิงตะกอน

 

ด้วยเหตุนี้ เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ เรามาเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง มาเอาการประพฤติการปฏิบัติเป็นที่พึ่ง เราทั้งหลายก็จะเป็นสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

พระธรรมพระวินัยอยู่ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเราดับทุกข์ไม่ได้ พระธรรมพระวินัยอยู่ที่พระอรหันต์ขีณาสพนั้นเราดับทุกข์ไม่ได้

 

เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัย การประพฤติการปฏิบัติต้องอยู่ที่เราถึงจะดับทุกข์ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยต้องอยู่ในตัวเรา การประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่นี้ต้องอยู่ที่ตัวเรา

 

ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นอริยมรรค เป็นวิถีชีวิตอยู่ที่ปัจจุบัน ทุกท่านทุกคนต้องพากันเข้าใจ ไม่มีใครอยู่เหนือกรรม เหนือกฎแห่งกรรม อยู่เหนือผลของกรรม

 

ระบบความคิดคำพูดการกระทำกิริยามารยาทอาชีพนั้นถึงเป็นเชิงบวก การปฏิบัติที่เอาพระธรรมเอาพระวินัยนำชีวิตนั้นถึงเป็นเชิงบวก เพื่อเอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญามามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่

 

ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม คนอื่นช่วยเหลือเราได้เฉพาะวัตถุ ช่วยเหลือเราได้แต่ส่วนทางร่างกาย ส่วนจิตใจนั้นไม่มีใครช่วยเหลือเราได้

 

ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม เราตรึกนึกคิดอะไรไม่มีใครรู้ไม่มีใครเข้าใจ แต่คนอื่นไม่รู้ไม่เข้าใจก็จริง แต่เราไม่อาจปฏิเสธว่าตัวเองนั้นไม่รู้นั้นไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจ เพื่อการประพฤติการปฏิบัติของเราจะไม่ได้มีต่อหน้าและลับหลัง ใจของเราจะได้หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกท่านทุกคนถึงตั้งอยู่ในความประมาทไม่ได้ เราทุกคนจะเอาสัญชาตญาณที่เป็นวัฏฏสงสารนำชีวิตนั้นไม่ได้ เพราะไม่มีใครเก่งกว่ากรรม เหนือเหตุแห่งกรรม ไม่เหนือผลของกรรม

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนถึงตั้งอยู่ในความประมาทไม่ได้ เพราะความประมาทคือความผิดพลาด นั้นคือความเสียหาย นั้นคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ด้วยเหตุนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่พึ่งคนอื่น ต้องพึ่งความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงจะยกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นสัตว์บุคคลตัวตน

 

เราพากันคิดดูดี ๆ ถ้าเราไม่หยุดสัญชาตญาณ ถ้าเราไม่ยกเลิกสัญชาตญาณ ธรรมวินัยนั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

 

เพราะเหตุผลว่า ตำแหน่งนั้นมันมีเพียงตำแหน่งเดียว ถ้าเราเอาสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตนนั้นธรรมะจะเกิดขึ้นได้อย่างไร คิดดูแล้วหัวจะระเบิด สมองจะระเบิดก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

 

ด้วยเหตุนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราสร้างเหตุสร้างปัจจัย มีหน้าที่สร้างเหตุสร้างปัจจัยที่เป็นกิจที่ควรทำ ให้เลิกอกรณียกิจ กิจที่ไม่ควรทำ

 

การประพฤติการปฏิบัติอาศัยการอบรมบ่มอินทรีย์ เพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

สายน้ำ น้ำมันไหลเป็นสาย ฝนตกจากท้องฟ้าลงสู่พื้นพสุธา สู่ลำห้วย สู่แม่น้ำ สู่ทะเล สู่มหาสมุทรเป็นสายน้ำ ไม่ขาดขั้นขาดตอนนี้เรียกว่าสายน้ำ

 

น้ำหยดนี้คือมันหยดทีละหยด ๆ ขาดขั้นขาดตอนนี้เรียกว่าน้ำหยด การประพฤติการปฏิบัติต้องอาศัยปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การทำอะไรนั้น ๓ อาทิตย์ คือ ๒๑ วันขึ้นไป การกระทำนั้น ๆ ถึงจะได้ผลเห็นผลทั้งรูปธรรมนามธรรม นี้เป็นกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน นี้เป็นกฎแห่งกรรม

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้สร้างเหตุสร้างปัจจัยในกิจที่ควรทำ ยกเลิกอกรณียกิจกิจที่ไม่ควรทำ

 

เราทุกคนจะไม่ได้เดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม มันไปไม่ได้เพราะมันอยู่ที่เก่าที่เดิม

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราเข้าใจ ตนแลเป็นที่พึ่งของตน เพื่อเราทุกคนจะได้หยุดสัญชาตญาณของเรา

 

ความเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นพระรัตนตรัยเป็นพระธรรมเป็นพระวินัย จึงเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าทุกสิ่งทุกอย่าง เราทุกคนเมื่อปราศจากความเคารพแล้วก็ย่อมตั้งอยู่ในความประมาท

 

ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติจะไปตรึกนึกคิดในเรื่องกามในเรื่องพยาบาทในเรื่องลาภยศสรรเสริญนินทานั้นไม่ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้มันเป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

ผู้ดำเนินชีวิตของตัวเองต้องพากันรู้ต้องเข้าใจ ต้องรู้จักวัฏฏสงสาร ต้องรู้จักสัญชาตญาณ ต้องรู้จักพระนิพพาน พระนิพพานนั้นคือพระธรรมพระวินัย เราไม่เคารพในพระธรรมในพระวินัย พระนิพพานนั้นจะมีได้อย่างไร

 

ตำแหน่งนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว ตำแหน่งยืนก็ตำแหน่งเดียว ตำแหน่งนั่งก็ตำแหน่งเดียว ตำแหน่งนอนก็ตำแหน่งเดียว ตำแหน่งเดินก็ตำแหน่งเดียว ตำแหน่งเดียวนั้นก็หมายถึงปัจจุบัน ถ้าเราเอาสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน พระนิพพานนั้นจะมีได้อย่างไร

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนจะเอาสัญชาตญาณ จะพากันตรึกในกามจะพากันตรึกในพยาบาทนั้นไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ความเคารพถึงเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ถึงเป็นสาเหตุให้มีการยกเลิก

 

สัญชาตญาณที่เป็นธาตุทั้ง ๔ เป็นขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ โลกธรรมทั้ง ๘ เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เป็นสิ่งที่หยุดได้ยาก

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราถึงต้องเคารพในพระธรรมในพระวินัย เราทุกคนต้องมาหยุดตรึกในกาม ต้องมาหยุดตรึกในพยาบาท เพื่อยกเลิกกรรมเก่า ไม่สร้างกรรมใหม่ ยกทั้งกรรมเก่ากรรมใหม่เข้าสู่พระไตรลักษณ์ว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นของชั่วครู่ชั่วยาม เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป

 

การเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ ที่รู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม

 

ผู้ดำเนินชีวิตของตัวเองต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าสิ่งภายนอกภายในนั้นมันคือสิ่งเดียวกัน เพราะสิ่งภายนอกกับภายในสัมผัสกัน ถ้าไม่มีสิ่งภายนอกภายในก็ไม่มีการสัมผัส ถ้าเรารู้เข้าใจ เรายกทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ สัญชาตญาณก็จะหยุดลงที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ อยู่ที่เราเคารพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราเคารพในพระธรรมในพระวินัย

 

สิ่งที่เป็นอดีตก็จะมาสัมผัสกับปัจจุบัน ปัจจุบันเรารู้เราเข้าใจเรายกเลิกสัญชาตญาณด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมพระวินัย กรรมเก่าก็จะหยุดไปด้วยพระธรรมพระวินัย ที่เรายกทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ กรรมใหม่ที่กำลังสัมผัสเรารู้เข้าใจ เราก็หยุดสัญชาตญาณด้วยการมายกทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นของยาก ต้องอาศัยความตั้งใจตั้งเจตนาที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านอธิษฐานจิตว่าจะเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านก็ตั้งใจตั้งเจตนา วัตถุกับจิตใจภายนอกภายในนั้นเราต้องรู้เราต้องเข้าใจว่า ๒ อย่างนี้มันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน

 

การพัฒนาจิตใจที่เป็นอริยมรรคที่เป็นเชิงบวกถึงต้องอาศัยพระธรรมอาศัยพระวินัย ถ้าเราไม่ปฏิบัติตามพระธรรมพระวินัย ความรู้ของเรานั้นก็จะเป็นเพียงนักปรัชญา หรือเป็นเพียงนักจิตวิทยา ความคิดอย่างนี้ความเข้าใจอย่างนี้มันเป็นเพียงเดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาที่เก่าที่เดิม เป็นความรู้ไม่คู่กับการประพฤติการปฏิบัติปฏิปทาย่อมไม่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นถึงให้ผู้มาบวชถือนิสัย หรือว่าถือพระธรรมพระวินัยให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ใช้เวลานานถึง ๕ ปี ๕ พรรษาเพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราต้องถือนิสัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ๕ ปี ๕ พรรษา ถ้าเรายังไม่ได้เป็นพระอริยเจ้า เรายังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ เราก็ถือนิสัยถือพระวินัยให้ติดต่อต่อเนื่องจนกว่าเราจะสิ้นกิเลส สิ้นอาสวะ

 

มีคำถามว่า ประพฤติปฏิบัติอย่างนี้เราทุกคนจะไม่มีความเครียดเหรอ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ ปฏิบัติอย่างนี้ถึงจะไม่มีความเครียด ปฏิบัติอย่างนี้ก็จะมีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขใหม่เกิดขึ้นมายิ่ง ๆ ขึ้นไป เพราะว่าการประพฤติการปฏิบัตินั้นมันไม่ได้เป็นขั้วบวกมันไม่ได้เป็นขั้วลบ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นจะเป็นความสงบ ความสงบกับความสุขมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน เราต้องรู้ต้องเข้าใจนะ ความสงบกับความสุขมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นท่านถึงไม่ให้ติดสุข หรือไม่ให้ติดอยู่ในความสงบ ถ้าเราไปติดในความสุขความสงบ ความสุขกับความสงบนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ความสุขกับความสงบนั้นมันเป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เมื่อเราออกจากสมาธิออกจากสมาบัติ รูปเสียงกลิ่นรสลาภยศสรรเสริญสัมผัสกับเราก็ยิ่งกว่าฟ้าผ่าเสียอีก

 

ถ้าเราติดในความสุขความสะดวกความสบายก็เหมือนชาวไร่ชาวนาชาวสวนปลูกพืชผักผลไม้เชิงเดี่ยว การปลูกพืชผักผลไม้เชิงเดี่ยวมีตามฤดูกาล เป็นการทำงาน ๑๒๐ วันต่อฤดูกาล อีก ๒๔๕ วันนั้นคือเวลาว่างงาน นั้นคือเวลาตกงาน

 

เราติดความสุขความสะดวกความสบาย ความสุขความสะดวกสบายคือบุคคลที่บริโภคของเก่า เราทำงาน ๑๒๐ วัน เราว่างงาน ๒๔๕ วันนั้น การดำเนินชีวิตอย่างนี้ถึงเป็นการดำเนินชีวิตที่ไม่สมดุล ไม่ใช่การดำเนินชีวิตเพื่อเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เศรษฐกิจพอเพียงเพียงพอ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติดำเนินชีวิตเพื่อให้การดำเนินชีวิตนั้นเป็นเชิงบวก เพื่อเอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาปัญญามามีความสุขในการทำหน้าที่ เพื่อปฏิปทาของเราจะได้ก้าวไปอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องยกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

พระนิพพานคือความว่างจากสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน สมาธิสมาบัตินั้นยังเป็นนิติบุคคลยังเป็นตัวเป็นตนอยู่ ถ้าเปรียบเสมือนอาชีพก็เป็นอาชีพที่เป็นเชิงเดี่ยว ไม่ได้อาชีพที่เป็นเชิงบวก เป็นอาชีพที่เอาความหลงนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิต ยังเป็นสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ เพื่อเราทุกคนจะไม่ได้ตั้งอยู่ในความประมาท การประพฤติการปฏิบัติถึงเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

เรามีสรีระร่างกายเราต้องทานอาหาร ร่างกายของเราถึงจะไม่เหนื่อย เราพักผ่อน เวลา ๒๔ ชั่วโมงนั้น เราเป็นประชาชนเรานอนพักผ่อนวันละ ๘ ชั่วโมง เราเป็นนักบวช เรานอนพักผ่อนจำวัด วันละ ๖ ชั่วโมง สรีระร่างกายของเราถึงจะไม่เหนื่อย

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องหยุดสัญชาตญาณ ยกเลิกสัญชาตญาณ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท มีความสุขในการทำหน้าที่ เพื่อปฏิปทาของเราจะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เราทุกคนก็ไม่อยากเสียสละ ไม่อยากประพฤติไม่อยากปฏิบัติ ความสุขความดับทุกข์นั้นอยู่ที่เราประพฤติ อยู่ที่เราปฏิบัติ อยู่ที่เราทำหน้าที่

 

พระนิพพานนั้นเป็นสิ่งที่ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ หมายถึงว่างจากสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ โลกธรรมนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ แต่ตัวผู้รู้ พุทธะคือผู้รู้ผู้เข้าใจ คือผู้ที่ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ว่างจากสิ่งที่ไม่มีอยู่จะมีประโยชน์อะไร คนตายแล้วจะมีประโยชน์อะไร คนไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจจะมีประโยชน์อะไร ถ้าไม่มีโลกธรรมทั้ง ๘ นั้นจะมีประโยชน์อะไร

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจเราก็ไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพของสัจธรรมตามความเป็นจริง

 

เช่น เราไม่อยากให้แก่ ไม่อยากให้เจ็บ ไม่อยากให้ตาย ไม่อยากให้พลัดพราก อยากจะให้มีแต่ความสุข อยากแต่จะให้เค้าสรรเสริญ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ นี้แหละคือการลิดรอนสิทธิเสรีภาพแห่งความเป็นจริง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราทุกคนจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ จะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา

 

การให้ทานรักษาศีลเจริญสมาธิภาวนาเป็นเรื่องเราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ เราก็จะมองหาหรือว่าแสวงหาสิ่งที่ไม่มีมันจะมีได้อย่างไร การแสวงหาในสิ่งที่ไม่มีนั้นถึงเป็นขั้วบวกขั้วลบ มันถึงเป็นความสงบ มันถึงเป็นสงคราม สงครามในตัวของผู้ไม่รู้เอง สงครามภายนอกภายใน สงครามในครอบครัว ขยายออกไปสู่หมู่บ้านตำบลอำเภอจังหวัดเมืองหลวง ขยายออกไปสู่สงครามในประเทศไทยประเทศ สงครามโลก

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ให้เน้นมาที่ตัวเรา มีความสุขในการทำหน้าที่ รู้จักกรรม รู้จักกฎแห่งกรรม รู้จักผลของกรรม รู้จักสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน รู้จักปัญหาจะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา จะได้เอาปัญญามามีความสุขในการทำหน้าที่

 

เราจะเป็นนักบวชหรือว่าจะเป็นนักบ้านก็ต้องรู้ต้องเข้าใจ เพราะวัฏฏสงสารนั้นเป็นสากล นิพพานนั้นเป็นสากล

 

เราทุกคนพึ่งพาอาศัยคนอื่นนั้นไม่ได้ เราอยู่ที่บ้านเราก็พากันนอนพักผ่อนวันละ ๘ ชั่วโมง เราตื่นอยู่นี้เป็นเวลา ๑๖ ชั่วโมง เราก็มีความสุขในการทำหน้าที่ การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นก็จะเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน พระนิพพานกับธรรมนูญกับรัฐธรรมนูญนั้นมันคือสิ่งเดียวกัน

 

เรามาบวชอยู่ที่วัด เรานอนเราพักผ่อนจำวัดวันละ ๖ ชั่วโมง เวลาเราตื่นอยู่นี้ ๑๘ ชั่วโมง ๑๘ ชั่วโมงนี้เป็นเวลาที่เราตั้งอกตั้งใจตั้งเจตนา อยู่ที่เราทำหน้าที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราอย่าไปติดในความสุขความสะดวกคสามสบาย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนหยุดสัญชาตญาณ เน้นความตั้งใจตั้งเจตนา เพื่อให้ปฏิปทาของเราติดติ่ดต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เรานอนพักผ่อนจำวัดเวลา ๓ ทุ่มตื่นตี ๓ พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ต้องรักษาได้หมดทุกสิกขาบทได้หมดทุก ๆ ข้อ เราทุกคนต้องมาหยุดสัญชาตญาณ ไม่พากันตรึกในกาม ไม่กันตรึกในพยาบาท เพื่อให้ปฏิปทาของเราติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

อยู่ในโลกนี้เราไม่ต้องไปพึ่งพาใคร พึ่งความรู้ความเข้าใจ พึ่งพระธรรมพระวินัย ที่จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เข้าถึงบริสุทธิคุณ ให้กายวาจากิริยามารยาทอาชีพของเราเข้าถึงบริสุทธิคุณ อาชีพบริสุทธิคุณก็ได้แก่อาชีพที่ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

วัดเราทุกคนต้องพากันรักษาพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ทุกสิกขาบททุกข้อให้ได้หมดทุกสิกขาบท
เอาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นหลัก
ประชากรของโลกปัจจุบันในโลกนี้มีแปดพันกว่าล้านคนนั้นคิดเป็น ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์ยังไม่มีความรู้ยังไม่มีความเข้าใจได้เอาสัญชาตญาณนำชีวิต
เราจะถือเอาเป็นตัวอย่างแบบอย่างนั้นไม่ได้
 
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราทุกคนเอาบัณฑิตเป็นกัลยาณมิตร
พระพุทธเจ้าคือบัณฑิต
ผู้รู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติผู้นั้นถึงเรียกว่าบัณฑิต
ถ้ามีความรู้ไม่คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่ใช่บัณฑิต
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องเอาพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร
เอาพระธรรมพระวินัยเป็นกัลยาณมิตร
เพื่อจะให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
 
อยู่ที่วัดแห่งนี้กฎระเบียบไม่ให้มีโทรศัพท์มือถือ
เพราะโทรศัพท์มือถือนั้นเป็นการนำภัยภายในออกนำภัยภายนอกเข้า
นั้นคือความไม่สงบนั้นคือความไม่เคารพ
นั้นคือตีตัวเหนือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เป็นผู้อยู่เหนือพระธรรมเหนือพระวินัย
 
ด้วยเหตุผลนี้ ในวัดแห่งนี้ถึงไม่ให้พระภิกษุสามเณรมีโทรศัพท์มือถือ
เพราะโทรศัพท์มือถือนั้นร้ายอันตรายยิ่งกว่าภรรยาตั้งหลายคน
เพราะเหตุผลว่า ภรรยานั้นเอาใส่กระเป๋าใส่ย่ามไม่ได้
โทรศัพท์มือถือนั้นเป็นการนำภัยภายในออกภายนอกเข้า
นั้นคือความไม่สงบ นั้นคือขั้วบวกขั้วลบ
 
เราต้องพากันคิดดูดี ๆ ถ้าเราไม่เคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเราพากันมาบวชทำไม
เพราะการมาบวชนี้ได้รับสิทธิพิเศษ
บ้านไม่ได้เช่าข้าวไม่ได้ซื้อ ทุกอย่างนั้นฟรีหมด
 
ผู้มีปัญญาสัมมาทิฏฐิต้องรู้เข้าใจ ว่าทุกอย่างนั้นมีทั้งคุณมีทั้งโทษ วัตถุสมัยใหม่นั้นดีมาก
อย่างเรามีโทรศัพท์เราไม่ต้องเดินทางไกล ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็ทำงานได้
ผู้มาบวชผู้มาปฏิบัติต้องอบรมบ่มอินทรีย์ ต้องไม่เอาภัยข้างในออก เอาภัยข้างนอกเข้ามา
 
เราเป็นคนรุ่นใหม่สมัยใหม่เราต้องรู้ต้องเข้าใจ
ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นก็จะเกิดปัญหา
การอบรมบ่มอินทรีย์เพื่อความดีและปัญญาจะได้ติดต่อต่อเนื่องกัน
ต้องอาศัยพระธรรมอาศัยพระวินัยเพื่อหยุดเพื่อยกเลิกสัญชาตญาณ
 
ด้วยเหตุผลนี้
เราถึงต้องเคารพในพระธรรมในพระวินัยในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพื่อถือนิสัยให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ถ้าเราไม่เคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผู้ที่มาบวชแล้วก็สมควรที่จะลาสิกขาไปเสีย
ผู้ที่จะมาบวชก็พากันตั้งอกตั้งใจในการทำหน้าที่
เพื่อให้ปฏิปทาจะได้ติดต่อต่อเนื่อง
 
กุลบุตรลูกหลานที่พากันมาบวชให้พากันรู้พากันเข้าใจ
อย่าได้พากันเอาพระ ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์ที่ไม่เอาพระธรรมพระวินัยนำชีวิตมาเป็นมาตรฐานเป็นตัวอย่างในการประพฤติการปฏิบัติ
กุลบุตรลูกหลานต้องพากันรู้พากันเข้าใจ
มิฉะนั้นการมาบวชการมาประพฤติมาปฏิบัตินั้นจะไปคนละทางกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าไปทางทิศตะวันออก
แต่ผู้ที่มาบวชพากันไปทางทิศตะวันตก มันตกต่ำไปทุกที ๆ
 
การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นพื้นฐานของเราแต่ละคนไม่เหมือนกัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราอาศัยพระธรรมพระวินัยเป็นพื้นเป็นฐานเพื่อให้ปฏิปทานั้นติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นการยกเลิกสัญชาตญาณ
เราทุกคนต้องยกเลิกสัญชาตญาณ
ยกเลิกความขี้เกียจขี้คร้าน
ยกเลิกโลกส่วนตัวที่เป็นตัวเราของเรา เป็นตัวกูของกู เป็นตัวสูของสูนี้
 
การประพฤติการปฏิบัติของเราให้เราพากันรู้พากันเข้าใจ
ว่าการประพฤติการปฏิบัติคือการมาชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน
การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นก็จะเป็นออกซิเจน
เป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูล ถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป
 
ความดับทุกข์หรือพระนิพพานถึงอยู่ที่เรามีความสุขในการทำหน้าที่
เราทุกคนต้องไม่โง่เหมือนแต่ก่อน ว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ
จะไปเอาพระนิพพานเมื่อหมดลมหายใจ
จิตสุดท้ายถ้าไม่มีพื้นมีฐานอยู่ที่ปัจจุบัน โอกาสที่จะผิดพลาดนั้น ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์นะ
ด้วยเหตุผลนี้เราจะเอาสัญชาตญาณนำชีวิตไม่ได้ ด้วยเหตุผลนี้พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่าปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะปัจจุบันเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

เธอทั้งหลายต้องพากันรู้พากันเข้าใจอย่าพากันตั้งอยู่ในความประมาท ดั่งปัจฉิมโอวาทที่ตรัสครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอังคารที่ ๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

 

 

 

Visitors: 117,830