๓ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันพุธที่ ๓ เดือนมิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙เป็นวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี (พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๑๐)

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบายเพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้พากันนั่งให้ตัวตรงเหมือนองค์พุทธปฏิมา ให้มีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม มีความเคารพในการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน

 

สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตนที่เป็นอวิชชาเป็นความหลง ที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นตัวเป็นตน เป็นสัตว์เป็นบุคคล เป็นเราเป็นเขา มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นสัญชาตญาณเอาความหลงนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิต ต้องการความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ มีความระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์อย่างนี้เรียกว่าสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน

 

ทุกท่านทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจเรื่องของสัญชาตญาณ

 

ฆราวาสผู้ครองเรือนกับนักบวชก็ต้องพากันมารู้มาเข้าใจในสัญชาตญาณที่เป็นอวิชชาที่เป็นความหลง พากันมารู้มาเข้าใจในเรื่องกรรม กฎแห่งกรรม และผลของกรรม ความรู้ความเข้าใจเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง เพื่อจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง

 

หลักการในการประพฤติการปฏิบัติ ทุก ๆ ท่านทุกคนก็ใช้หลักการเดียวกัน เพราะทุกอย่างนั้นมันคือกรรม คือกฎแห่งกรรม แล้วก็จะเป็นผลของกรรม

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นอาศัยความรู้ความเข้าใจ พร้อมกับการประพฤติพร้อมกับการปฏิบัติ เป็นอริยมรรคของทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพอาชีพ

 

ปัจจุบันต้องเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติเอามาใช้พร้อม ๆ กัน เพื่อความรู้กับการปฏิบัติจะได้เดินทางไปพร้อม ๆ กัน เป็นกรรมเป็นกฎแห่งกรรม เป็นผลของกรรม

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันรู้พากันเข้าใจ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี อดีตก็มาอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนั้นเป็นพื้นเป็นฐานของอนาคต

 

ปัจจุบันถึงเป็นวาระแห่งชาติ ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราทุกคนพากันรู้พากันเข้าใจ

 

ความรู้ความเข้าใจนี้เรียกว่าพุทธะ พุทธะคือผู้รู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ เอาธรรมะนำชีวิต เอาธรรมนูญนำชีวิต ธรรมนูญกับธรรมะนั้นคือสิ่งเดียวกัน ธรรมะที่เป็นพุทธะที่รู้เหตุรู้ปัจจัย รู้เรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม ผลของกรรม พุทธะนั้นคือผู้รู้ผู้เข้าใจในอริยสัจ ๔ ในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์

 

การดำเนินชีวิตขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เป็นการทำพุทธกิจเพื่อพุทธกิจ

 

การดำเนินชีวิตของพระอรหันต์ขีณาสพ ผู้รู้ผู้เข้าใจ การดำเนินชีวิตนั้นถึงเป็นการประพฤติปฏิบัติศาสนกิจที่เป็นหน้าที่ที่ต้องทำ พุทธกิจ ศาสนกิจนั้นคือประโยชน์และประโยชน์ของผู้อื่น เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน หยุดสัญชาตญาณ ยกเลิกสัญชาตญาณ มาทำหน้าที่พุทธกิจ มาทำหน้าที่ศาสนกิจ

 

เราทุกคนส่วนใหญ่อยู่ในโลกนี้มีแปดพันกว่าล้านคน คิดเป็น ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์ได้เอาสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนำชีวิต ได้เอาความผิดนำชีวิต ชีวิตนี้จึงได้เกิดความเสียหาย จึงได้เกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ด้วยเหตุนี้ เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจในเรื่องของเหตุเรื่องของปัจจัย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจการประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นก็ย่อมจะเป็นวัฏฏสงสาร วัฏฏสงสารนั้นก็จะมีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป ความทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมายิ่ง ๆ ขึ้นไป นี้เรียกว่าวัฏฏสงสาร เป็นผู้ไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้เหตุเกิดทุกข์ ไม่รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์

 

ความไม่รู้ไม่เข้าใจเอาความหลงนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิต เอาความไม่รู้ไม่เข้าใจนำชีวิต มีอวิชชามีความหลงเป็นพื้นเป็นฐาน พื้นฐานนั้นเป็นอวิชชาเป็นความหลง เป็นเหตุเป็นปัจจัยพากันเอาอวิชชาเอาความหลงนำชีวิต

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ทุกคนมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ด้วยอาศัยพระธรรมอาศัยพระวินัย เพื่อจะหยุดเรื่องกรรม ยกเลิกเรื่องกรรมด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย

 

มาเอาความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ พระธรรมพระวินัยนั้นคือความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ พระธรรมพระวินัยนั้นได้แก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน จึงได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;

มีธรรมเป็นประทีป มีธรรม เป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่น เป็นสรณะ เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ใน สถานะอันเลิศที่สุดแล.

 

ให้เราพากันรู้พากันเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั่นแหละคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย

 

วัฏฏสงสารของเราจะหยุดลงได้จะจบลงได้ก็ต้องมาจากพระธรรมมาจากพระวินัยที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ

 

ความเคารพในพระธรรมในพระวินัยจึงเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ เพราะความเคารพที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ความเคารพนี้จะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตนของเราทุกคน

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่า สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นอยู่ที่รู้อยู่ที่เข้าใจที่เอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่

 

ความเป็นพระเป็นสมณะถึงอยู่ที่รู้อยู่ที่เข้าใจอยู่ที่ทำหน้าที่ ความเป็นพระนั้นคือความเป็นสากล ไม่เลือกชนชั้น เป็นความรู้ความเข้าใจในอริยสัจ ๔ หยุดสัญชาตญาณด้วยความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ความเป็นพระนั้นถึงอยู่ในวิถีชีวิตที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ การปฏิบัติของหมู่มวลมนุษย์ที่มีประชากรของโลกอยู่แปดพันกว่าล้านคนถึงเป็นวิถีชีวิตที่เป็นทางบวก ที่เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญามามีความสุขในการทำหน้าที่

 

การประพฤติการปฏิบัติต้องเป็นความรู้ความเข้าใจในการทำหน้าที่ เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่เป็นขั้วบวกไม่เป็นขั้วลบ เป็นการทำความดีเพื่อความดี

 

ถ้าเราทำความดีเพื่อความอยากความต้องการนี้เป็นขั้วบวกขั้วลบ ขั้วบวกขั้วลบเป็นอย่างไร ขั้วบวกขั้วลบ เช่น เราเดินไปข้างหน้าแล้วก็ถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม อย่างนี้เรียกว่าขั้วบวกขั้วลบ

 

ถ้าเราทำอะไรเพื่อความอยากความต้องการอย่างนี้เรียกว่าขั้วบวกขั้วลบ

 

การปฏิบัติเชิงบวกนั้นปฏิบัติอย่างไร?

การปฏิบัติเชิงบวกเราทำความดีเพื่อความดี ทำความดีนั้นเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ทำความดีนั้นก็ย่อมได้ดีอยู่แล้ว เพราะนี้มันเป็นกฎแห่งกรรม เป็นผลของกรรม ด้วยเหตุผลนี้ เราทำความดีก็เพื่อความดีเพื่อจะให้ไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนเข้าใจ ความอยากความไม่อยากมันคือสิ่งเดียวกัน เราทุกคนต้องรู้เรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องผลของกรรม

 

เพื่อเราทุกคนจะได้รู้และเข้าใจ เพื่อจะหยุดสัญชาตญาณของเราทุก ๆ คน จะได้ทำหน้าที่อย่างมีความสุข เรามีความสุข สุขภาพร่างกายของเราก็ดี สุขภาพจิตใจของเราก็ดี ถ้าเราคิดว่าเราเรียนหนังสือก็เพราะความจำเป็น ทำงานก็เพราะความจำเป็น เป็นข้าราชการเป็นนักบวชก็เพราะความจำเป็น

 

ความคิดอย่างนี้ความเข้าใจอย่างนี้มันเป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

ด้วยเหตุนี้เราต้องพากันมารู้เข้าใจ มามีความสุขในการทำหน้าที่ ความสุขกับความสงบนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าเรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ความสงบนั้นก็ย่อมมี ทุกคนจะปฏิเสธความสงบนั้นไม่ได้ เพราะเรามีความสุขในการทำหน้าที่ ความสงบนั้นก็ย่อมมี

 

เหมือนกับความเกิดนี้แหละ เมื่อเรามีความเกิดก็ต้องมีความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพราก เราทุกคนจะปฏิเสธไม่ได้

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิเราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ สุขภาพใจของเราจะได้ดี สุขภาพกายของเราจะได้ดี

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนมีความสุขในการทำหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ เพื่อเราทุกคนเอาสรีระร่างกายแห่งความเป็นมนุษย์ที่อายุขัยของเราอยู่ได้ร่วมร้อยปี เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ

 

ลูกหลานของเราเค้าจะได้รับดีเอ็นเอทั้งกายทั้งวาจาทั้งกิริยามารยาททั้งอาชีพที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนพากันรู้พากันเข้าใจ เพื่อมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ก็จะเป็นอกซิเจน เป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูล ถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปอยู่ที่เรามีความสุขในการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้เราจะได้หยุดสัญชาตญาณ เราจะได้ผ่านเรื่องธาตุเรื่องขันธ์เรื่องอายตนะภายนอกภายใน เราจะได้ผ่านโลกธรรมอยู่ในปัจจุบันของชีวิตประจำวัน

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องมาหยุดสัญชาตญาณของตัวของเราทุกคน ต้องรู้ต้องเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นถึงไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะทุกอย่างมันคือกรรม คือกฎแห่งกรรม คือผลของกรรม

 

การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นถึงตั้งอยู่ในความประมาทนั้นไม่ได้ ด้วยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น

 

เราทุกคนต้องพากันรู้มาเข้าใจในวิถีชีวิต ไม่มองข้ามปัจจุบัน ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท มีความสุขกับการทำหน้าที่

 

ต้องรู้เหตุ ต้องรู้ปัจจัย ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัยมาก สำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำคัญจริง ๆ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นการชิงแชมป์ระหว่างหยุดสัญชาตญาณที่เป็นวัฏฏสงสาร ระหว่างพระนิพพานกับวัฏฏสงสาร

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนถึงมองข้ามปัจจุบนั้นไปได้ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญจริง ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง

 

เราทุกท่านทุกคนพากันมาเน้นที่ตัวของเราเอง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราไปมองดูคนอื่นเค้า ก็เพราะจะเป็นผู้ให้ เป็นผู้คุ้มครอง เป็นผู้เสียสละ

 

การทำหน้าที่นั้นถึงให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ฝนมันตกจากฟ้าสู่พื้นพสุธาเป็นสายน้ำไหลสู่ลำห้วย สู่ทะเล สู่มหาสมุทร เป็นสายน้ำ ไม่ขาดขั้นขาดตอนอย่างนี้เรียกว่าสายน้ำ น้ำหยดนั้นหมายถึงน้ำหยดลงทีละหยดทีละหยด ขาดขั้นขาดตอนนี้เรียกว่าน้ำหยด

 

ปฏิปทาที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติต้องปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การทำอะไรติดต่อต่อเนื่อง ตามหลักการของหลักเหตุผล ต้องใช้เวลา ๓ อาทิตย์ ๒๑ วัน การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ถึงจะได้ผลเห็นผล จะไม่เป็นการเดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม

 

กุลบุตรลูกหลาน เค้ามีตาหูจมูกลิ้นกาย เค้ารู้เค้าเห็นเค้าเข้าใจ เค้าจะได้รับดีเอ็นเอ ทั้งกายวาจากิริยามารยาททั้งอาชีพ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราทุกคนพากันรู้พากันเข้าใจ เพราะตัวอย่างที่นั้นย่อมมีค่ามากกว่าเราไปบอกไปสอนเค้า

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราทุกคนเน้นมาที่ตัวเรา เพราะตัวอย่างที่ดีนั้นย่อมมีค่ากว่าการบอกการสอน

 

อะเสวะนาจะพาลานัง ปัณฑิตานัญจะเสวะนะ การที่ลูกหลานจะได้คบบัณฑิต สมาคมกับบัณฑิตนั้นถึงเป็นมงคลต่อชีวิต

 

เราเอาสัญาตญาณนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิต เราจะชื่อว่าเป็นบัณฑิตนั้นได้อย่างไร

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันมาร็มาเข้าใจ บัณฑิตนั้นได่แก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บัณฑิตนั้นได้แก่พระอรหันต์ขีณาพเราต้องรู้เข้าใจ บัณฑิตนั้นคือพระธรรมพระวินัย เราต้องรู้เข้าใจ เพื่อปฏิปทาของเราจะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราจะได้ทำประโยชน์ตนและประโยชน์ด้วยการทำหน้าที่ด้วยความไม่ประมาท

 

เราเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติไม่ตั้งอยู่ในความประมาท

 

วันเกิดของเราถึงเป็นวันที่สำคัญ พระพุทธเจ้าประสูติก็วันพระจันทร์เต็มดวง ตรัสรู้ก็วันพระจันทร์เต็มดวง เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานก็วันพระจันทร์เต็มดวง

 

ความเกิดนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ด้วยเหตุผลนี้ เราถึงมองข้ามปัจจุบันนั้นไปไม่ได้เพราะปัจจุบันนั้นมันคือชาติ ชาตินั้นเราต้องเอาพุทธะนำชีวิต เอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติเพื่อทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมารู้ว่าวันเกิดนี้สำคัญ ถ้าเราเอาสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เกิดมาร้อยชาติพันชาติหมื่นชาติแสน ๆ ชาติมันจะมีประโยชน์อะไร

 

วันเกิดนี้ถึงเป็นวันที่สำคัญ การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม กายกับใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ กายกับใจสองอย่างนี้มันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ทำไมถึงว่าอย่างนั้น ก็เพราะเหตุผลว่าสิ่งภายนอกภายในสัมผัสกันถึงเป็นกายกับใจ อดีตกับปัจจุบันสัมผัสกันถึงมีอนาคต

 

การปฏิบัติใจ เช่น เรามีความสุขกับการทำงานการทำหน้าที่ความสงบนั้นก็ย่อมมีเป็นเงาตามตัว เรามีความเคารพเราก็มีความสงบก็เป็นการหยุดสัญชาตญาณ หยุดความประมาท

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราอย่าพากันคิดว่าอะไรก็อยู่ที่ใจ ๆ

 

เราพากันมาคิดดูดี ๆ นะ เวลาทานอาหารทำไมไม่พูดว่า ไม่ต้องทานอาหารเพราะทุกอย่างมันอยู่ที่ใจ เวลาฉันภัตตาหารทำไมเราไม่พูดว่า วันนี้ไม่ฉันภัตตาหารเพื่อทุกอย่างมันอยู่ที่ใจ

 

การปฏิบัติใจนั้นต้องปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทที่อาชีพ เพื่อมีความสุขการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ หน้าที่นั้นที่เป็นความสุขหน้าที่นั้นก็จะเป็นความสงบ เพราะกายกับใจนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน

 

หมวดธรรมที่เป็นสติปัฏฐานทั้ง ๔ ที่รู้กายในกาย ที่รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม ภายนอกภายในถึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

 

ธรรมะนั้นถึงเป็นหน้าที่ เราจะรวยก็เพราะหน้าที่ เราจะจนก็เพราะหน้าที่

 

สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นถึงอยู่ที่หน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้เราทุกท่านทุกคนต้องพากันทำหน้าที่ เพื่อจะเอาหน้าที่ไปทำหน้าที่

 

มีคำถามว่าทำอย่างนี้เราจะไม่มีความทุกข์เราจะไม่มีความเครียดเหรอ การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้แหละถึงจะไม่มีความทุกข์ถึงจะไม่มีความเครียด จะมีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขใหม่เกิดมายิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วยปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เพราะการประพฤติการปฏิบัติจะไม่เป็นการเดินไปข้างหน้าถอยกลับมาที่เก่าที่เดิม

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าตำแหน่งนั้นมีตำแหน่งเดียว ตำแหน่งยืนก็ตำแหน่งเดียว ตำแหน่งเดินก็ตำแหน่งเดียว ตำแหน่งนั่งก็ตำแหน่งเดียวตำแหน่งนอนก็ตำแหน่งเดียว กายวาจากิริยามารยาทอาชีพเป็นเพียงตำแหน่งเดียว เพราะเหตุผลว่าปัจจุบันนั่นแหละคือเหตุคือปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปมันถึงจะมี

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงมีพระนิพพาน ๒ ครั้ง อันหนึ่งนิพพานอวิชชานิพพานความหลง ยกเลิกสัญชาตญาณที่เวียนว่ายตายเกิด อันหนึ่งนิพพานทางสรีระร่างกาย

 

การประพฤติการปฏิบัติองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ท่านไม่ให้เราไปเอาพระนิพพานเมื่อหมดลมหายใจ ถ้าเราไปเอาพระนิพพานเมื่อวาระสุดท้ายเมื่อหมดลมหายใจ โอกาสที่จะผิดพลาดนั้น ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์ เพราะปัจจุบันเราไม่มีพื้นมีฐาน ปัจจุบันเรายังเอาสัญชาตญาณนำชีวิต โอกาสที่จะผิดพลาดนั้นถึง ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ ว่าเราต้องเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน พระอรหันต์ขีณาสพท่านก็เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอเมื่อหมดลมหายใจ

 

การนิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ของพระอรหันต์ขีณาสพถึงนิพพาน ๒ ครั้ง อันหนึ่งนิพพานทางหมดกิเลสสิ้นอาสวะ อันหนึ่งนิพพานทางสรีระร่างกาย

 

การเดินทางทั้งทางกายทั้งทางใจนั้นต้องมียานในการเดินทาง ยานนั้นได้แก่พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าตำแหน่งนั้นเป็นเพียงตำแหน่งเดียว วันเกิดของเรานี้ถึงเป็นวันที่สำคัญ เราต้องรู้จักวันเกิดของทางสรีระร่างกาย เราต้องรู้จักวันเกิดของทางจิตใจ เพราะการเกิดทางร่างกายนั้นจะได้อยู่ได้ร่วม ๆ ร้อยปี แต่การเกิดทางจิตใจนั้น ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องใจในเรื่องนามธรรม ในเรื่องสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ความไม่รู้ไม่เข้าใจในพระรัตนตรัยในพระธรรมในพระวินัยในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรารู้ให้เราเข้าใจเรื่องการปฏิบัติทางจิตทางใจ

 

การปฏิบัติทางจิตทางใจก็ต้องอาศัยพระธรรมพระวินัยที่เอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ ความเคารพในพระธรรมพระวินัยนี้ถึงมองข้ามเรื่องจิตเรื่องใจไปไม่ได้ เพราะใจกับกายนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน

 

ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติผู้ที่ทำหน้าที่ถึงต้องเคารพในพระธรรมในพระวินัย เพราะพระธรรมพระวินัยนั้นจะหยุดสัญชาตญาณ

 

เราจะเดินทางไกลต้องอาศัยยาน ทางบกก็อาศัยรถยนต์อย่างดี ทางอากาศต้องอาศัยเครื่องบินอย่างดี ทางทะเลทางมหาสมุทรก็อาศัยเรือยนต์ขนาดใหญ่อย่างดี การเดินทางของเราถึงจะเดินทางไปได้โดยสวัสดิภาพ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนถึงมาหยุดสัญชาตญาณ เป็นผู้ไม่ตรึกในกาม เป็นผู้ไม่ตรึกในพยาบาท

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรารู้เข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ เราก็ย่อมไปตามผัสสะ ย่อมไปตามอวิชชาไปตามความหลง

 

คำว่างานก็คือหน้าที่ หน้าที่นั่นคืองาน ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องมีความสุขในการทำหน้าที่มีความสุขในการทำงาน สุขภาพกายถึงจะดีสุขภาพใจถึงจะดี

 

การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นถึงเป็นเชิงบวก อย่างองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดช ให้พสกนิกรชาวไทยได้รู้เข้าใจในการปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหาร การปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารถ้าปลูกเชิงเดี่ยวนั้นจะไม่ครบวงจร การปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารเชิงเดี่ยวจตามฤดูกาล ฤดูกาลหนึ่งเป็นเวลา ๔ เดือน อีก ๘ เดือนนั่นก็เวลาว่างงาน เป็นเวลาตกงาน ไม่มีการงาน ชีวิตนี้ก็ย่อมขาดความสมดุล

 

ด้วยเหตุผลนี้ความรู้ถึงเป็นคู่การประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่

ด้วยเหตุผลนี้เราจะมองข้ามปัจจุบันนั้นไปไม่ได้ ปัจจุบันเราต้องรู้ต้องเข้าใจ

ด้วยเหตุผลนี้ใจของเราถึงใครจะไม่รู้ไม่เข้าใจว่าเราคิดอะไรปรุงแต่งอะไร แต่เราจะไปปฏิเสธว่าตัวของเราไม่รู้นั้นไม่ได้

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ พระอรหันต์ขีณาสพเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ท่านถึงเป็นผู้ที่ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท

 

ที่พระอานนท์ได้ทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พุทธบริษัททั้งหลายมีความเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงเกิดความสงบ เพราะความสงบนั้นเกิดจากความเคารพ ถึงเกิดเป็นความพอเพียงเพียงพอเป็นความพอดี เป็นความสมดุล เป็นความเต็ม ๆ ๆ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคารพในพระธรรมในพระวินัย เพราะความเคารพ ไม่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงจะไม่เป็นขั้วบวกถึงจะไม่เป็นขั้วลบ พระนิพพานนั้นถึงอยู่ที่หน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ ถ้าไม่รู้เข้าใจเราจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ทุกคนถึงมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะจบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ เพื่อปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจในการทำหน้าที่ทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท เพื่อจะส่งดีเอ็นเอให้กุลบุตรลูกหลาน ความกตัญญูกตเวที ยกเลิกสัญชาตญาณในการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสารนี้ถึงเป็นคุณธรรมของผู้ดี เป็นสมบัติของผู้ดี

 

บุญกุศลที่เราได้ประพฤติได้ปฏิบัตินี้ถึงจะมีกับเรากับผู้อื่น การประพฤติการปฏิบัตินี้ถือเอาปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

ตามหลักการในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ วันหนึ่งคืนหนึ่ง ฆราวาสผู้ครองบ้านครองเมือง พักผ่อนวันละ ๘ ชั่วโมง ตื่นอยู่นี้เวลา ๑๖ ชั่วโมงเป็นการทำความดีเพื่อความดี การพักผ่อนกับการทำงานนี้เป็นหน้าที่ พระนิพพานนั้นอยู่ที่ปัจจุบัน พระนิพพานกับธรรมนูญรัฐธรรมนูญนั้นคืออันหนึ่งอันเดียวกันอยู่ที่ปัจจุบัน

 

นักบวชพากันนอนพักผ่อนจำวัดวันละ ๖ ชั่วโมง ตื่นอยู่นี้เป็นเวลาทำความดีเพื่อความดีใช้เวลา ๑๘ ชั่วโมง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ให้ทุกคนมีความสุขในการทำหน้าที่

 

ความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์นั้นจะมีอยู่ที่ปัจจุบัน พระนิพพานนั้นก็จะอยู่ที่ปัจจุบัน

 

การที่เราทำหน้าที่ที่มีความสุขในการทำหน้าที่นั้นก็จะเป็นออกซิเจนอยู่ในตัว โลกสมัยใหม่ที่ได้พัฒนาวิทยาศาสตร์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ หมู่มวลมนุษย์ที่เกิดเป็นมนุษย์จะกลับมาเป็นมนุษย์อีกนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ เทวดาที่เกิดเป็นเทวดาจะกลับมาเกิดมาเป็นเทวดานั้นก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ พระพรหมที่เกิดเป็นพระพรหมถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจ การที่จะเกิดมาเป็นพระพรหมอีกนั้นก็ย่อมเป็นไปไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ คนรุ่นใหม่ต้องรู้เข้าใจเพื่อเอาทางวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นตั้งอยู่บนรากฐานของพระไตรลักษณ์ ไม่ใช่นิติบุคคลตัวตน

 

คนรุ่นใหม่สมัยใหม่ต้องเข้าใจในเรื่องปัจจุบัน เราอย่าไปมองข้ามปัจจุบัน เรามีชีวิตอยู่ปัจจุบันนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ เราอย่ามองข้ามในสิ่งที่มีอยู่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราแสวงหาสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องรู้เข้าใจ มีความสุขในการทำหน้าที่ในปัจจุบัน ถึงจะเป็นคนดีเป็นคนกตัญญูกตเวทีที่เป็นเครื่องหมายของคนดี

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ พากันมีความสุขในการทำหน้าที่ ไม่มองข้ามปัจจุบัน สิ่งที่แล้วก็แล้วไป ปัจจุบันนั้นถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันนี้แหละคือการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่ให้เราตั้งอยู่ในความประมาท ปัจจุบันนี้ถึงเป็นพุทธะ ธัมมะ สังฆะ เป็นพระรัตนตรัย เป็นพระธรรมพระวินัย เป็นหน้าที่ของหน้าที่ ที่เราทั้งหลายไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ดั่งปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านตรัสไว้ว่า

 

หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพุธที่ ๓ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 117,831