๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ ๔ เดือนมิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรงเพื่อฟังการบรรยายธรรมวินัย พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

เราพากันมาบวช พากันถือศีลประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัด มาอาศัยพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

สัญชาตญาณที่เป็นวัฏฏสงสาร ที่เป็นความยึดมั่นถือมั่นมีกับเราทุก ๆ คน เราพากันมาอาศัยพระธรรมพระวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่

 

เรามาอยู่ร่วมรวมกันเป็นหมู่เป็นคณะ ประพฤติปฏิบัติไปในทางหนึ่งทางเดียวกัน เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า

 

เอาความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ เพื่อไม่ให้ความรู้นั้นเป็นเพียงจิตวิทยา เป็นนักปรัชญา

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงต้องอาศัยความตั้งใจ พระธรรมพระวินัย เราทุกคนจะต้องเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เพื่อให้ปฏิปทาของเราทุกคนได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เราทุกคนพากันมาเน้นที่ตัวของเรา เราทุกคนไม่มองดูคนอื่น ถ้ามองดูคนอื่นแล้วก็มองดูเพื่อจะเป็นผู้ใหญ่ เพื่อจะเป็นผู้ช่วยเหลือผู้อื่น

 

วันหนึ่งคืนหนึ่ง ๒๔ ชั่วโมง เราพักผ่อนเราจำวัดวันละ ๖ ชั่วโมง เวลาเราตื่นอยู่นี้เป็นเวลา ๑๘ ชั่วโมง การประพฤติการปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นให้ปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะอดีตก็มาอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็มีฐานอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ด้วยเหตุผลนี้ ทุกคนถึงต้องทำหน้าที่ของตัวเองอยู่ที่ปัจจุบัน

 

เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าการประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นเป็นหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนั้นถึงได้แก่ชาติ ความเกิดนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี ถึงเรียกสิ่งเหล่านั้นว่าพระศาสนา พระศาสนาหมายถึงเอาธรรมนำชีวิต ปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ สิ่งเหล่านี้เรียกว่าพระศาสนา พระมหากษัตริย์นั้นเป็นนามธรรม เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ รู้เหตุรู้ปัจจัยเรื่องของชาติ ของศาสน์ มีความรู้ความเข้าใจ เอาธรรมนำชีวิต เอาธรรมนูญนำชีวิต ยกเลิกวัฏฏสงสาร เป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า ไม่ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติ เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ทำความดีเพื่อความดี การกระทำอย่างนี้ถึงไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นอดีตนั้นจะหยุดลงที่ปัจจุบันด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมพระวินัย ด้วยข้อวัตรข้อปฏิบัติอยู่ที่ทำหน้าที่

 

เรามาบวชเรามาประพฤติปฏิบัติธรรม เพื่อมาทำหน้าที่ เราทุกคนมีเวลาพอ ๆ กัน ไม่ยิ่งหย่อนมากไปกว่ากัน

 

เรามาบวชมาปฏิบัติ พักผ่อนจำวัดเวลา ๓ ทุ่มตื่นตี ๓ เพื่อทำความเพียร

 

สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เราทุกคนไม่อยากตื่นตี ๓ ไม่อยากนอนไม่อยากจำวัดเวลา ๓ ทุ่ม ไม่ต้องการประพฤติปฏิบัติพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่

 

เรามาบวชเรามาปฏิบัติธรรมท่านให้เรายกเลิกสัญชาตญาณด้วยข้อวัตรข้อปฏิบัติเพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนเข้าใจ ว่าเราทุกคนต้องหยุดสัญชาตญาณของตัวเราเอง ความขี้เกียจขี้คร้านที่เป็นสัญชาตญาณนั้นย่อมมีแก่เราทุก ๆ คน เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ว่าเราทุกคนจะเอาความขี้เกียจขี้คร้าน เอาสัญชาตญาณนำชีวิตนั้นไม่ได้ เพราะสัญชาตญาณนั้นมันคือความเสียหาย มันคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ด้วยเหตุผลนี้ สัมมาสมาธิคือความตั้งใจมั่น เพื่อผ่านอุปสรรค ผ่านปัญหาที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นสัตว์บุคคลเป็นเราเป็นคนอื่น

 

เราทุกคนพากันมามีสติรู้ตัวทั่วพร้อม มีความสุขกับการทำหน้าที่ให้เป็นความสุขที่เกิดขึ้น ความสุขที่ตั้งอยู่ ความใหม่เกิดขึ้นมายิ่ง ๆ ขึ้นไปเพื่อเป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

การประพฤติการปฏิบัติธรรมของเรานั้น คือการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

กุลบุตรลูกหลานที่พากันมาบวชต้องพากันมารู้มาเข้าใจ เพื่อเราจะหยุดสัญชาตญาณคือความหลงของตัวเอง ที่เราทุกคนเอาธาตุทั้ง ๔ เอาขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ เอาโลกธรรมนำชีวิต นี้มันคือความผิด นี้คือวัฏฏสงสาร เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ

 

พระธรรมพระวินัยคือความดีที่เป็นสมบัติของผู้ดีที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เอาปัญญาบริสุทธิคุณนำชีวิต

 

การปฏิบัติอาศัยพระธรรมอาศัยพระวินัย อาศัยหมู่อาศัยคณะ พระธรรมพระวินัยให้พวกเราทุกคนพากันเข้าใจ ให้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั่นแหละคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นแหละคือพระธรรมพระวินัย

 

เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน ได้ตรัสไว้ให้พุทธบริษัทรู้เข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยนั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นได้แก่พระธรรมพระวินัย

ท่านได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;

มีธรรมเป็นประทีป มีธรรม เป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่น เป็นสรณะ เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ใน สถานะอันเลิศที่สุดแล.

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ พระธรรมพระวินัยนั้นคือยานสำหรับเดินทางของเราทุก ๆ คน เราจะเดินทางก็ต้องเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติเพื่อทำหน้าที่

 

ความรู้ความเข้าใจเราทุกคนนั้นย่อมตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ไม่ปล่อยโอกาสให้เราทุกคนเสียเวลา เพื่อจะให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

สติสัมปชัญญะที่รู้ตัวทั่วพร้อมในปัจจุบัน เราทุกคนต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ที่ปัจจุบัน สติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมรู้ว่าอันนี้ผิดอันนี้ถูก อันนี้ดีอันนี้ชั่ว อันนี้ไม่ดีไม่ชั่ว สติสัมปชัญญะนั้นต้องมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ที่ปัจจุบัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ สิ่งภายนอกกับสิ่งภายในนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะมีภายนอกถึงมีภายใน เพราะมีกายถึงมีใจ สิ่งภายนอกสิ่งภายในนั้นคืออันหนึ่งอันเดียวกัน

 

เรามารู้มาเข้าใจ มาเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้เป็นข้อวัตรข้อประพฤติข้อปฏิบัติมาทำหน้าที่ เราทุกคนต้องหยุดสัญชาตญาณ ยกเลิกสัญชาตญาณ เรามาทำหน้าที่ มีความสุขกับการทำหน้าที่

 

ความดีที่ประกอบด้วยปัญญานั้นคือพระธรรมคือพระวินัยที่เราเอามาใช้เป็นข้อวัตรข้อปฏิบัติอยู่ที่เราทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ การปฏิบัติใจนั้นต้องปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทปฏิบัติที่อาชีพ ด้วยอาศัยพระธรรมพระวินัยเป็นข้อวัตรกิจวัตร เราปฏิบัติกายวาจากิริยามารยาทปฏิบัติอาชีพที่หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตนนั่นแหละคือการปฏิบัติใจ เพราะเหตุผลว่ากายกับใจนั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนนั้นจะเอาสัญชาตญาณนำชีวิตไม่ได้ เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท การที่ตั้งอยู่ในความประมาทนั้นเป็นสัญชาตญาณ นั้นเป็นตัวเป็นตน นั้นเป็นขั้วบวกเป็นขั้วลบ เป็นการเดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม

 

การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ทำให้เราทุกคนเสียเวลา เสียทรัพยากรที่เราทุกคนที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ ทรัพยากรของเราที่เป็นมนุษย์ มีเวลาจำกัด ปัจจุบันนี้หมู่มวลมนุษย์แปดพันกว่าล้านคนมีการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ทางวัตถุ หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายภาพรวมมองดูแล้วอายุยืนขึ้น เดี๋ยวนี้จะเห็นคนเฒ่าคนแก่อายุอยู่ได้ร่วม ๆ ร้อยปีมีมากขึ้น

 

เรามีชีวิตอยู่ เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจว่าเราเกิดมาทำไม เราทำงานทำไม เราทำหน้าที่ทำไม

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ว่าปัจจุบันเราต้องเอาทรัพยากรที่เป็นมนุษย์นี้มาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่

 

การเวียนว่ายตายเกิดของเราที่เป็นวัฏฏสงสาร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ สัญชาตญาณที่เราไม่รู้ไม่เข้าใจ ที่เราเอาธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ เอาอายตนะภายนอกภายใน ๑๒ เอาโลกธรรมนำชีวิต เอาความหลงนำชีวิต รักความสุขต้องการความสุข ไม่ต้องการทำความทุกข์ ระแวงภัยอันตราย ยินดีการสืบพันธุ์

 

สิ่งเหล่านี้นั้นเป็นวัฏฏจักร ที่มีไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญนี้ขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัยนะ เหตุอย่างไรผลก็เป็นอย่างนั้น นี้ขึ้นอยู่ที่เงื่อนไขนะ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสให้เรารู้เข้าใจว่าอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบันแล้ว อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันนี้ถึงเป็นประโยชน์ทั้งปัจจุบันและเป็นประโยชน์ในชาติหน้า

 

พุทธบริษัทต้องรู้เข้าใจ เราทุกคนจะได้ทำหน้าที่ของหน้าที่ในปัจจุบันด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ อาศัยความรู้ความเข้าใจ ด้วยเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ได้ตรัสว่าตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ ท่านตรัสว่าทุกอย่างอยู่ที่เหตุที่ปัจจัยอยู่ที่หน้าที่ การเข้าถึงพระนิพพานนั้นถึงอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงนิพพาน ๒ ครั้ง พระอรหันต์ขีณาสพท่านมีการนิพพาน ๒ ครั้งเช่นเดียวกัน พระนิพพานครั้งที่ ๑ คือได้แก่พระนิพพานทางหมดกิเลสสิ้นอาสวะ พระนิพพานครั้งที่ ๒ ได้แก่พระนิพพานสรีระร่างกาย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านสอนให้เราเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานอยู่อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ถ้าเราคิดว่าพระนิพพานอยู่อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ โอกาสที่จะผิดพลาดนั้นมีอยู่ถึง ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์ เพราะจิตวาระสุดท้ายไม่มีพื้นไม่มีฐาน อนาคตนั้นก็ย่อมมีปัจจุบันเป็นพื้นเป็นฐาน

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงท่านตรัสให้เราทุกคนเข้าใจ เพื่อเราทุกคนจะได้เข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน ความอร่อยของโลกเราต้องรู้ต้องเข้าใจ ความอร่อยของโลกนั้นมันเป็นวัฏฏสงสาร

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่ให้เราลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติ สัมมาสมาธิความตั้งใจมั่น เราทุกคนต้องมีสติมีสัมปชัญญะสมบูรณ์ จิตใจของเราต้องเข้มแข็ง เพื่อจะผ่านอุปสรรคได้แก่ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ จะได้ผ่านโลกธรรมที่ต้องอาศัยความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ สัมมาสมาธิความตั้งใจมั่นถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

เพื่อให้ความดีที่เป็นศีลให้เป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เรามาบวชมาปฏิบัติธรรม มายกเลิกสัญชาตญาณของเราทุก ๆ คน ด้วยสติสัมปชัญญะที่มีความสุขกับการทำหน้าที่

 

พวกที่ติดเหล้าติดเบียร์ติดการพนัน ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ต้องอาศัยสถานที่อาศัยความสงบอาศัยความวิเวก พระธรรมพระวินัยเราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ พระธรรมพระวินัยนี้จะทำให้เราเข้าสู่ความวิเวกด้วยอาศัยพระธรรมอาศัยพระวินัย อะเสวะนาจะพาลานัง ปัณฑิตานัญจะเสวะนา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ บัณฑิตนั้นได้แก่พระธรรม ได้แก่พระวินัย ที่เราทุกคนจะเอามาใช้เอามาปฏิบัติเพื่อเข้าสู่ความวิเวก สติสัมปชัญญะที่เอาพระธรรมเอาพระวินัยนำชีวิตจะเป็นสาเหตุให้เข้าสู่ความวิเวก

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ การฝึกกายที่อาศัยพระธรรมพระวินัยนั่นแหละจะเป็นสาเหตุให้เราเข้าสู่ความวิเวก

 

วิเวกจากสิ่งที่มีอยู่ วิเวกจากสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า เธอทั้งหลายจงพากันประพฤติพรหมจรรย์เถิด พรหมจรรย์นั้นได้แก่พระธรรมพระวินัย

 

พระธรรมวินัยนั่นแหละคือความสงบคือความวิเวก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราทุกคนจะได้ว่างจากสัญชาตญาณ ว่างจากนิติบุคคลว่างจากตัวตน เราทุกคนจะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ว่างจากสิ่งที่ไม่มีอยู่จะมีประโยชน์อะไร

 

เช่นคนตายแล้วจะมีประโยชน์อะไร ผู้ที่ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจนั้นจะมีประโยชน์อะไร ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยที่เราจะเอามาใช้เอามาปฏิบัติเพื่อเอาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร เอาพระธรรมพระวินัยเป็นกัลยาณมิตร นี้แหละคือการคบบัณฑิต

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ถ้าบัณฑิตอยู่ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ดับทุกข์ของท่าน ถ้าบัณฑิตอยู่ที่พระอรหันต์ขีณาสพ พระอรหันต์ขีณาสพท่านก็ดับทุกข์ของท่าน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าบัณฑิตนั้นคือพระธรรมพระวินัย ต้องอยู่ที่ใจของเรา อยู่ที่กายอยู่ที่วาจาที่กิริยามารยาทอยู่ที่อาชีพของเรา เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่

 

ความวิเวกนั้นก็ย่อมเกิดแก่เราอยู่ทุกหนทุกแห่งทุกกาลสถานที่ การประพฤติการปฏิบัตินี้ถึงเป็นการประพฤติการปฏิบัติที่เป็นเชิงบวก ที่เอาปัญหามาเป็นปัญญา ที่เอาวิกฤตเป็นโอกาส

 

ผู้มีอินทรีย์ยังไม่แก่กล้า ต้องอาศัยพี่เลี้ยงคือพระธรรมคือพระวินัย ต้องมีความตั้งอกตั้งใจไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพื่อปฏิปทาจะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ด้วยเหตุผลนี้ ปฏิปทาของเราถึงติดต่อต่อเนื่อง ตามหลักเหตุผลตามหลักวิทยาศาสตร์ทั้งฝ่ายรูปธรรมนามธรรมต้องใช้เวลา ๓ อาทิตย์ ๒๑ วันขึ้นไปถึงจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นรูปธรรมนามธรรม

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้หลักการกับผู้มาบวชมาปฏิบัติธรรม ต้องถือพระธรรมถือพระวินัยเป็นข้อวัตรกิจวัตรเพื่อให้ปฏิปทาของเราติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ใช้เวลา ๕ ปี ๕ พรรษาเพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ผู้ประพฤติปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่องอย่างน้อยก็จะได้เป็นพระอริยเจ้าขั้นตอน พระโสดาบัน ถ้าผู้ที่ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ส่วนใหญ่ก็จะไม่เกิน ๕ ปี ๕ พรรษา ท่านผู้นั้นก็จะเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านพาเราหยุดพาเรายกเลิกสัญชาตญาณ พระอรหันต์ท่านพาเราหยุดพาเรายกเลิกสัญชาตญาณ ท่านพาเราทำความดีเพื่อความดี เพื่อการประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นบริสุทธิคุณ เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นกรุณาบริสุทธิคุณ เป็นเมตตาบริสุทธิคุณ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นการยกเลิกสัญชาตญาณ เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ไม่เป็นอัตตาตัวตน ไม่มีอัตตาตัวตน

 

เป็นสภาวะที่ไม่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพตามสัจธรรมตามความเป็นจริง ไม่มีการตัดสินว่าดีว่าชั่วว่าผิดว่าถูก เป็นพระปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นกรุณาบริสุทธิคุณ เป็นเมตตาบริสุทธิคุณ

 

ด้วยเหตุผลนี้ตำแหน่งขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่ใช่เป็นตำแหน่งที่ใครไปแต่งตั้ง ตำแหน่งของพระอรหันต์ขีณาสพนั้นถึงไม่ใช่ตำแหน่งที่ใครไปแต่งตั้ง

 

เพราะเหตุผลว่าการประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่ได้เป็นขั้วบวกขั้วลบ ไม่มีการตัดสินว่าผิดว่าถูกว่าดีว่าชั่ว

 

ความปรุงแต่งนั้นที่เราไปตัดสินว่าดีว่าชั่วว่าผิดว่าถูก สมมติบัญญัติที่เราทุกคนต้องทำหน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่ให้เราทุกคนมองข้ามสมมติ

 

พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เป็นสมมติ เป็นความจริงจากสมมติ ความเคารพในสมมติสัจจะ เคารพในพระธรรมพระวินัยที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นความตั้งมั่นเป็นความถือมั่น เพื่อเอาสมมตินั้นมาหยุดสัญชาตญาณ ธรรมวินัยนั้นถึงไม่ใช่ความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคลตัวตน พระธรรมพระวินัยนั้นจะเป็นเหตุเป็นปัจจัย เพื่อเราจะได้ยกเลิกสัญชาตญาณ

 

พระธรรมพระวินัยนั้นถึงเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ 

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่ให้เรามองข้ามสมมติสัจจะที่เป็นพระธรรมพระวินัยที่จะต้องเอามาใช้มาประพฤติปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เพราะพระธรรมพระวินัยนั้นจะหยุดสัญชาตญาณ

 

ความยึดมั่นถือมั่นตั้งมั่นในพระธรรมพระวินัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ว่าความเคารพในสัจธรรมตามความเป็นจริง ไม่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ นี้เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นการคืนอธิปไตยให้กับอริยสัจตามความเป็นจริง ไม่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ

 

ความเคารพในสัจธรรมนั้นจึงเป็นความสงบ ไม่มีการตัดสิน ไม่มีขั้วบวกขั้วลบ นี้เป็นความสงบ นี้คือการยกเลิกความวุ่นวาย นี้คือการยกเลิกวัฏฏสงสาร

 

ความไม่เคารพนั้นถึงเป็นความไม่สงบอยู่ในตัวของตัวของมันเอง ตัวผู้ไม่รู้ไม่เข้าใจนั่นแหละจะเป็นสงครามในตัวของตัวเอง

 

สงครามภายนอกภายใน สงครามในครอบครัว สงครามขยายวงกว้างไปหมู่บ้านตำบลอำเภอจังหวัดเมืองหลวงในประเทศต่างประเทศ สงครามโลก

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันเข้าใจ เรามาบวชมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เพราะเราทุกคนได้รับทรัพยากรที่ประเสริฐที่เกิดมาเป็นมนุษย์

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนถึงต้องเอาพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร เอาพระอรหันต์ขีณาสพเป็นกัลยาณมิตร เอาพระธรรมเอาพระวินัยเป็นกัลยาณมิตร

 

เพื่อหยุดสัญชาตญาณ เพื่อข้ามสัญชาตญาณ สัญชาตญาณของเราทุกคนนั้นที่มีอยู่ที่ปัจจุบัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ อย่าให้ธาตุให้ขันธ์อย่าให้อายตนะภายนอกภายใน อย่าให้โลกธรรมครอบงำเราทุกคนได้

 

การประพฤติการปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราจะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญานั้นมามีความสุขในการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ การปฏิบัติในปัจจุบันนี้ถึงเป็นเชิงบวก เป็นการที่เดินไปข้างหน้าไม่ต้องถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม

 

เราอาศัยวัตถุ อาศัยวิทยาศาสตร์ วัตถุวิทยาศาสตร์นั้นช่วยเราได้ถึงเชิงตะกอน พระธรรมพระวินัยนั้นให้เราพัฒนาวิทยาศาสตร์พัฒนาใจไปพร้อม ๆ กัน เพื่อปัจจุบัน เพื่อให้ทางวิทยาศาสตร์ทางใจไปพร้อม ๆ กัน

 

เราเป็นคนรุ่นใหม่เป็นคนสมัยใหม่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ให้มีปัญญาสัมมาทิฏฐิอย่างนี้ มีความสุขกับการทำหน้าที่อย่างนี้

 

ให้เข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบันในชีวิตประจำวันด้วยปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การประพฤติการปฏิบัตินั้นก็จะเป็นออกซิเจน เป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูลถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันเข้าใจ เพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ พัฒนาจิตใจ เพื่อจะได้ทำหน้าที่ของหน้าที่

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงจะเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงจะไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นก็จะมีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขใหม่เกิดขึ้นมายิ่ง ๆ ขึ้นไปของผู้ที่ปฏิบัติธรรมของผู้ที่ทำความเพียร ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติธรรมต้องรู้ต้องเข้าใจ สรีระร่างกายเป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ เรื่องความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากเป็นเรื่องที่แก้ไม่ได้

 

ผู้ปฏิบัติต้องรู้เข้าใจว่าความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนี้มันเป็นวัฏฏสงสาร เป็นความไม่รู้ไม่เข้าใจของเรา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราจะได้ขอบใจความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพราก เมื่อเรายังมีลมปราณ เราก็ต้องมีความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากอย่างนี้แหละจะไม่เป็นไปอย่างอื่น

 

พระนิพพานนี้ถึงอยู่ที่รู้เข้าใจ ที่เอาพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เอามาใช้ยกเลิกตรึกในกาม ยกเลิกตรึกในพยาบาท ว่าความแก่ความเจ็บความพลัดพรากนั้นคือกรรม คือกฎแห่งกรรม คือผลของกรรม ที่เราได้เอาสัญชาตญาณนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิต นี้มันเป็นปัญญหาปลายเหตุแล้ว

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เพื่อเราทุกคนจะไม่ให้ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากครอบงำสติปัญญาของเรา

 

ที่หมวดธรรมสติปัฏฐานที่รู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม

 

เมื่อรู้เมื่อเข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรายกทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ เรารู้เข้าใจ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท

 

 ให้เรามีสติมีสัมปชัญญะ ยกทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ เพื่อเราจะได้หยุดสัญชาตญาณ เราต้องขอบพระคุณธรรมวินัยที่มีแต่คุณที่มีแต่ประโยชน์ ทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ของผู้อื่น

 

เราเอามาใช้เอามาปฏิบัติ เอามาทำหน้าที่ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า เป็นสิ่งที่แน่นอน เป็นสิ่งที่เที่ยงแท้ ไม่มีขั้วบวกขั้วลบ

 

เราทั้งหลายมาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

 

 ---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ ๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 117,827