๕ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ ๕ เดือนมิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย พากันนั่งให้ตัวตรง เพื่อพากันฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

เราทั้งหลายเพื่อจะได้รู้เพื่อจะได้เข้าใจ เราจะเอาไปใช้เอาไปประพฤติเอาไปปฏิบัติ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย ความรู้ความเข้าใจของเรานี้สำคัญ ที่เราจะได้เอาไปใช้เอาไปปฏิบัติเอาไปทำหน้าที่ ปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้องนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญเพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็ย่อมเป็นเช่นนั้น

 

ความเห็นที่ถูกต้อง ความรู้ความเข้าใจในอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง เพื่อจะได้ทำหน้าที่ได้ถูกต้อง  

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจในการดำเนินชีวิต เราทั้งหลายต้องรู้ต้องเข้าใจ

 

เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าเราเกิดมาทำไม ทำไมเราถึงต้องเรียนหนังสือ ทำไมเราต้องทำงาน

 

ที่เราเรียนหนังสือที่เราทำงานเพราะความรู้ความเข้าใจ เพราะเหตุผลว่าทุกอย่างนั้นมันเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย ไม่มีอะไรที่จะไม่เกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย  

 

ความรู้ความเข้าใจนี้จะไม่ได้เป็นไปเพื่อประกอบความทุกข์ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นจะเป็นไปเพื่อประกอบทุกข์ จะเป็นเหตุให้ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมาเป็นปฏิปทาแห่งความทุกข์

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนนั้นพากันเข้าใจ  

 

ปัจจุบันนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นหน้าที่ของความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ ความรู้ต้องคู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ ถ้าความรู้ไม่คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ความรู้นั้นก็จะเป็นปรัชญา เป็นจิตวิทยา

 

ปัจจุบันนี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยของความเกิด

 

เสขบุคคล ได้แก่บุคคลที่ต้องรู้ต้องเข้าใจว่าเราเกิดมาทำไม เราเรียนหนังสือทำไม  เราทำธุรกิจหน้าที่การงานทำไม

 

เรารู้เราเข้าใจว่าเหตุว่าปัจจัยนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ วันเกิดนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ความเกิดนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ความเกิดทางกาย ความเกิดจากทางวาจา ความเกิดทางกิริยามารยาท ความเกิดทางอาชีพนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันจะต้องเป็นเหตุเป็นปัจจัย ด้วยเหตุนี้เราทุกคนถึงต้องเรียนรู้ต้องเข้าใจ ต้องทำหน้าที่ เพราะความเกิดนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ

 

ความเกิดต้องเป็นประโยชน์ทั้งตัวเราและคนอื่น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนเข้าใจ จะได้หยุดสัญชาตญาณที่ได้เป็นทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป ความทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมา

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าเรามีการเรียนการศึกษาทำไม เราทำงานทำไม เรามาบวช เรามาประพฤติปฏิบัติธรรมทำไม เพราะเหตุผลว่าเหตุปัจจัยนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ ความเกิดนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

การทำหน้าที่ที่หยุดวัฏฏสงสาร หยุดสัญชาตญาณนั้นถึงเป็นประโยชน์ตนและประโยชน์ของผู้อื่นถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เราเข้าใจเรื่องของเหตุเรื่องของปัจจัย เพื่อเราทุกคนจะได้ทำที่สุดแห่งความดับทุกข์ ไม่มีความทุกข์ จะมีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขใหม่เกิดขึ้นมายิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วยปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เรารู้จักว่าธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ให้มีความสุขในการทำหน้าที่ ความสุขกับความสงบนั้นมันคือสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน ถ้าเรามีความสุขในการทำหน้าที่ ความสงบนั้นก็ย่อมเป็นเงาตามตัว

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ เราทุกคนจะได้หยุดวัฏฏสงสารที่เป็นสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน ที่ทุกคนได้เอาความหลงนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิต ที่เป็น cycle of life ที่หมุนรอบตัวเอง เหมือนกับดวงอาทิตย์ที่หมุนรอบตัวเองหมุนรอบโลก ความไม่รู้ไม่เข้าใจจะเป็น cycle of life อย่างนั้น

 

สัญชาตญาณนั้นคืออะไร สัญชาตญาณก็ได้แก่ความไม่รู้ไม่เข้าใจ ที่เป็นอวิชชาเป็นความหลง มีความยึดมั่นถือมั่น เอาธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ สัญชาตญาณนั้นจะเป็นโลกธรรม เอาโลกธรรมนำชีวิต หมุนเป็น cycle of life เป็นวัฏฏสงสาร รักความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ ระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์อย่างนี้ได้แก่สัญชาตญาณ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เพื่อเราจะได้หยุดสัญชาตญาณของเราทุก ๆ คน อาศัยความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจะเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นถูกต้อง มีความเข้าใจถูกต้อง ควบคู่กับการประพฤติการปฏิบัติที่จะหยุดสัญชาตญาณด้วยความรู้ความเข้าใจ อาศัยพระธรรมพระวินัยเอามาใช้เอามาปฏิบัติเพื่อเป็นเหตุเป็นปัจจัย

 

พระธรรมพระวินัยได้แก่พุทธะ ธัมมะ สังฆะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ จะได้เอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติสำหรับเป็นยานในการเดินทาง

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนถึงต้องเอาพระธรรมพระวินัยเป็นยานในการเดินทาง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ เราจะเดินทางไกลเราต้องมียานสำหรับเดินทาง เช่น ทางบกเราก็ต้องอาศัยรถยนต์อย่างดี ทางอากาศก็อาศัยเครื่องบินอย่างดี ทางทะเลทางมหาสมุทรก็ต้องอาศัยเรือยนต์ขนาดใหญ่อย่างดีถึงจะเดินทางไปได้โดยสวัสดิภาพปลอดภัยในการเดินทาง

 

อะเสวะนาจะพาลานัง ปัณฑิตานัญจะเสวะนา ด้วยเหตุผลนี้เราถึงต้องเอาพระธรรมพระวินัยเป็นกัลยาณมิตร พระธรรมพระวินัยนั้นได้แก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ พระธรรมพระวินัยนั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระอานนท์ก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสกับพระอานนท์ให้รู้ให้เข้าใจว่า

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;

มีธรรมเป็นประทีป มีธรรม เป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่น เป็นสรณะ เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ใน สถานะอันเลิศที่สุดแล.

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนพากันเข้าใจว่าทุกอย่างนั้นเป็นพื้นเป็นฐานของอนาคต

 

พระธรรมพระวินัยถึงเป็นพื้นเป็นฐานของการดำเนินชีวิต เพราะเหตุผลว่า พระธรรมพระวินัยนั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมพระวินัยนั้นจะหยุดสัญชาตญาณที่เวียนว่ายตายเกิดของเราทุก ๆ คน

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนอย่าพากันตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทคือความผิดพลาดคือความเสียหาย นั่นแหละคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราทุกคนตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ให้ถือเอาปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันนี้เป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

ใจของเรา ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์ ได้เอาสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนำชีวิต  ถ้าไม่อาศัยพระธรรมพระวินัยที่เราทุกคนรู้เข้าใจ ที่ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

มีคำถามว่า การประพฤติการปฏิบัติที่เอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เราทุกคนจะไม่มีความทุกข์จะไม่มีความเครียดเหรอ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัติที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ การประพฤติการปฏิบัติเช่นนี้จะไม่มีขั้วบวก จะไม่มีขั้วลบ จะเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้จะเป็นสติจะเป็นสัมปชัญญะ ถ้าใครมีสติมีสัมปชัญญะ ผู้นั้นจะไม่มีความทุกข์ จะไม่มีความเครียด

 

ความสุขความดับทุกข์ของมนุษย์นั้นถึงอยู่ที่หน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องรู้เข้าใจ เราต้องมีความสุขในการทำหน้าที่ ผู้ที่มีสติมีสัมปชัญญะในการทำหน้าที่ ผู้นั้นจะไม่มีความทุกข์เลย จะไม่มีความเครียดเลย

 

ผู้ที่มีความสุขในการทำหน้าที่ ก็จะมีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขใหม่เกิดขึ้นมายิ่ง ๆ ขึ้นไป เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เป็นการทำงานเพื่องาน เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ จิตของผู้นั้นก็จะสัมผัสกับความว่างจากขั้วบวกขั้วลบ ว่างจากตัวจากตน

 

ด้วยเหตุผลนี้ ความเครียดความทุกข์นั้นถึงไม่มี องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราคิดดูดี ๆ เพราะตำแหน่งนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว ตำแหน่งยืนก็ตำแหน่งเดียว ตำแหน่งเดินก็ตำแหน่งเดียว ตำแหน่งนั่งก็ตำแหน่งเดียว ตำแหน่งนอนก็ตำแหน่งเดียว

 

คำว่าตำแหน่งเดียวได้แก่ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ การกระทำอย่างนี้ถึงไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

หน้าที่นั้นจะเป็นสติปัฏฐานทั้ง ๔ เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เป็นกายในกาย เป็นเวทนาในเวทนา เป็นจิตในจิต เป็นธรรมในธรรม จะมีความเป็นหนึ่งไม่เป็นขั้วบวกไม่เป็นขั้วลบ จะเป็นความพอเพียงเพียงพอ

 

ด้วยเหตุผลนี้ ความทุกข์นั้นถึงไม่มี ความเครียดนั้นถึงไม่มี องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันรู้พากันเข้าใจ ว่าความดับทุกข์นั้นอยู่ที่เราหยุดสัญชาตญาณ ยกเลิกสัญชาตญาณ มีความสุขในการทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราคิดดูดี ๆ ผู้ไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะนั้นแหละคือขั้วบวกนั่นแหละคือขั้วลบ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนถึงต้องมีความสุขในการทำหน้าที่ ถ้าเรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความสุขในการทำหน้าที่ ทานศีลสมาธิปัญญาก็จะได้ทำงานทำหน้าที่ เป็นการทำงานเพื่องาน

 

ไม่มีความคิดความเข้าใจว่าเราเรียนหนังสือก็เพราะความจำเป็น ทำงานก็เพราะความจำเป็น ทำหน้าที่ก็เพราะความจำเป็น ความคิดว่าเพราะความจำเป็นนี้มันเป็นความคิดที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ มันเป็นความคิดที่เดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม มันไปไหนไม่ได้

 

อริยมรรคในการเดินทางของกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เราจะได้ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ทำงานเพื่องาน เพื่อไม่ให้หน้าที่นั้นเป็นขั้วบวกขั้วลบ เพื่อเราทุกคนจะได้หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตนของเรา

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่า สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นี้อยู่ที่รู้เข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

พระธรรมพระวินัยถึงเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ด้วยเหตุผลนี้การประพฤติการปฏิบัติธรรมะนั้นถึงไม่เลือกกาลไม่เลือกเวลาไม่เลือกสถานที่ ที่ไหนเป็นปัจจุบัน ที่นั่นแหละคือการประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันนั้นถึงเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

การปฏิบัติอริยมรรคทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพถึงประพฤติปฏิบัติได้ทุกกาลทุกสถานที่ ที่ไหนที่ปัจจุบันที่นั่นคือการประพฤติการปฏิบัติ

 

ความรู้ความเข้าใจว่าทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เราถึงเอาปัจจุบันมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ ปัจจุบันนั้นถึงเป็นความเกิด วันเกิดนั้นถึงเป็นวันที่สำคัญ หน้าที่ที่เราเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราเป็นฆราวาสผู้ครองเรือนก็ต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ว่าเราจะตั้งอยู่ในความประมาทนั้นไม่ได้ เราจะปล่อยโอกาสให้เราเอาสัญชาตญาณนำชีวิต ปล่อยโอกาสให้เราเอาความหลงนำชีวิต เอาอวิชชานำชีวิตนั้นไม่ได้

 

เราต้องรู้จักเอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา ให้เราเอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะปัจจุบันนั้นเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

เราจะปล่อยให้ปัจจุบันของเราเสียหายพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทยนั้นไม่ได้

 

พระนิพพานถึงอยู่กับเราอยู่ทุกหนทุกแห่ง ใครอยู่เมืองกรุงพระนิพพานก็ต้องอยู่เมืองกรุง ใครอยู่ต่างจังหวัดพระนิพพานก็อยู่ต่างจังหวัด ใครอยู่ป่าเขาลำเนาไพรพระนิพพานก็ต้องอยู่ป่าเขาลำเนาไพร

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจปัญหา ถ้าไม่เข้าใจปัญหาก็จะไปเอาความว่างจากสิ่งที่ไม่มีอยู่ จะไปเอาความสงบตาไม่เห็นรูป หูไม่ได้ยินเสียง จมูกไม่ได้ดมกลิ่น ลิ้นไม่ได้ลิ้มรส กายไม่ได้สัมผัส นี้คือบุคคลไม่รู้ไม่เข้าใจ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ จะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ว่างจากความรู้ความเข้าใจ ว่ามีสิ่งภายนอกและภายในสัมผัสกันสิ่งนั้นถึงมีอยู่ อดีตกับปัจจุบันสัมผัสกันสิ่งนั้นมันถึงมี

 

สิ่งเหล่านี้แหละมันเป็นการเกิดขึ้นตั้งอยู่ชั่วครู่ชั่วยาม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่านี้มันเป็นเพียงอาคันตุกะที่สัญจรไปมา สิ่งเดิมแท้นั้นมันคือความว่างเปล่า ไม่มีอะไร

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรารู้ให้เข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจเราก็ต้องการให้มีความว่างจากสิ่งที่ไม่มีอยู่ ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ยกสิ่งเหล่านี้เข้าสู่พระไตรลักษณ์ ว่าสิ่งนี้ได้เกิดขึ้น สิ่งนี้ได้ตั้งอยู่ สิ่งนี้ได้ดับไป มีแต่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้

 

ด้วยความรู้ความเข้าใจ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นก็จะหยุดลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ

 

การประพฤติการปฏิบัติต้องอาศัยการประพฤติการปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำที่น้ำมันไหลเป็นสาย ฝนตกจากฟ้าสู่พื้นพสุธาเป็นสายน้ำ ไหลสู่ลำห้วยทะเลมหาสมุทรติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำ น้ำหยดหมายถึงน้ำหยดลงทีละหยด ขาดขั้นขาดตอน นี้ไม่ใช่สายน้ำ นี้เป็นน้ำหยด

 

การปฏิบัตินั้นเป็นการอบรมบ่มอินทรีย์ที่เป็นบารมีเบื้องต้น ท่ามกลาง สูงสุด การทำอะไรต้องให้ติดต่อต่อเนื่อง การทำอะไรติดต่อต่อเนื่องนั้นตามหลักเหตุผลตามหลักวิทยาศาสตร์ต้องใช้เวลา ๓ อาทิตย์ ๒๑ วันขึ้นไป ทั้งฝ่ายรูปธรรมนามธรรม การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงจะได้ผลเห็นผล

 

นี้เป็นกฎตายตัว จะไม่เป็นอย่างอื่น ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติภาคบังคับ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้ผู้ที่มาบรรพชาอุปสมบทถือนิสัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเวลา ๕ ปี ๕ พรรษา เพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่อง ถ้ายังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพก็ต้องติดต่อต่อเนื่องจนกว่าจะเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ

 

เพราะการประพฤติการปฏิบัติที่ยกเลิกสัญชาตญาณหยุดสัญชาตญาณนั้นจะไม่มีขั้วบวกจะไม่มีขั้วลบ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะมีความสุขในการทำหน้าที่ สติสัมปชัญญะนั่นแหละคือตัวไม่มีทุกข์ไม่มีความทุกข์ จะมีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขใหม่เกิดขึ้นมายิ่ง ๆ ขึ้นไป

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ให้เราทุกคนทำหน้าที่ เพราะความเกิดหรือว่าวันเกิดนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

ด้วยอาศัยพระธรรมอาศัยพระวินัยเป็นหลักการของการประพฤติของการปฏิบัติ

 

วันหนึ่งคืนหนึ่งฆราวาสผู้ครองเรือน นอนพักผ่อนเวลา ๘ ชั่วโมง อย่าไปคอร์รัปชั่นเวลานอน ต้องหยุดสัญชาตญาณ หยุดนิติบุคคลตัวตน เราต้องนอนพักผ่อนวันละ ๘ ชั่วโมงโดยไม่ต้องมีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น

 

บ้านของเราคือความรู้ความเข้าใจคือหน้าที่ สัมมาสมาธิความตั้งใจมั่นชอบ เราต้องพากันนอนพากันพักผ่อนวันละ ๘ ชั่วโมง เวลาเราตื่นอยู่นี้แหละ เราต้องหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน มีความสุขในการทำหน้าที่เป็นเวลา ๑๖ ชั่วโมง  ความสุขในการทำหน้าที่นั่นแหละจะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ จะเป็นความดับทุกข์อยู่ที่ปัจจุบัน จะมีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขใหม่เกิดขึ้นมาด้วยปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ผู้ที่มาบวชมาประพฤติปฏิบัติอยู่ที่วัด ต้องพากันนอนพากันพักผ่อนวันละ ๖ ชั่วโมง เวลาตื่นอยู่นี้แหละเป็นเวลา ๑๘ ชั่วโมง ๑๘ ชั่วโมงเป็นเวลาที่ทำความเพียร ยกเลิกเรื่องอดีต เอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน  เจริญสติเจริญสัมปชัญญะอยู่ที่ปัจจุบัน ทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ไม่คลุกคลีกับใคร เดินจงกรมนั่งสมาธิทำข้อวัตรทำกิจวัตร ไม่เล่นโทรศัพท์ ไม่ไลน์โทรศัพท์ เพราะโทรศัพท์มือถือนี้มีทั้งคุณมีทั้งประโยชน์มีทั้งโทษ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติธรรมถ้ามีโทรศัพท์มือถือถ้าไปใช้โทรศัพท์มือถือแล้วก็ยิ่งกว่ามีภรรยาตั้งหลายคน เพราะเหตุผลว่าภรรยานั้นเอาใส่กระเป๋าเอาใส่ย่ามไม่ได้ แต่โทรศัพท์มือถือนั้นเอาใส่ย่ามเอาใส่กระเป๋าได้ การมีโทรศัพท์มือถือการใช้โทรศัพท์มือถือนั้นเป็นการทำภัยภายในออก นำภัยภายนอกเข้ามา

 

ด้วยเหตุผลนี้ผู้มาบวชผู้มาปฏิบัติธรรมต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เรามาบวชใหม่ ๆ มาปฏิบัติธรรมใหม่ ๆ ๒-๓ อาทิตย์แรกเป็นสิ่งที่ยาก ความเคารพในพระธรรมพระวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

ผู้มาบวชมาปฏิบัติองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เรามีสมณะสัญญา สมณะสัญญาก็ได้แก่ ผู้ที่มาบรรพชาอุปสมบั้นต้องมีจิตสำนึกอยู่เสมอ เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ

 

"สมณสัญญา" ของพระภิกษุสงฆ์และสามเณรที่ต้องนำมา​หมั่น​ตักเตือน​ทบทวน​หวลระลึกถึง​อยู่​เสมอ​ อยู่​ในหลักธรรมที่บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ 10 ประการ คือ

สมณสัญญา​หรือสิ่ง​ที่​นำมา​ทบทวน​ของ​บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ 10​ ประการ​ว่า...

​1. บัดนี้เรามีเพศต่างจากคฤหัสถ์แล้ว​ อาการกิริยาใด ๆ ของสมณะ เราต้องทำอาการกิริยานั้น

2. ความเลี้ยงชีวิตของเราเนื่องด้วย​ผู้อื่น เราควรทำตัวให้เขาเลี้ยงง่าย

3. อาการกายวาจาอย่างอื่น ที่เราจะต้องทำให้ดีขึ้นไปกว่านี้ ยังมีอยู่อีก ไม่ใช่เพียงเท่านี้

4. ตัวของเราเอง ติเตียนตัวเราเองโดยศีลได้หรือไม่

5. ผู้รู้ใคร่ครวญแล้ว ติเตียนเราโดยศีลได้หรือไม่

6. เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งนั้น

7. เรามีกรรมเป็นของตัว เราทำดีจักได้ดี ทำชั่วจักได้ชั่ว

8. วันคืนล่วงไป ๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่

9. เรายินดีในที่สงัดหรือไม่

10. คุณวิเศษของเรามีอยู่หรือไม่ ที่จะให้เราเป็นผู้ไม่เก้อเขิน ในเวลาเพื่อนบรรพชิตถามในกาลภายหลัง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราตั้งมั่นอยู่ในสมณสัญญา อยู่ในหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อหยุดสัญชาตญาณด้วยสมณสัญญา เพื่อจะเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ เพื่อให้ปฏิปทาของเรานั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ผู้ที่เป็นฆราวาสผู้ครองเรือนก็ต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ว่าทุกอย่างนั้นมันคือเหตุคือปัจจัย เราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เราต้องให้ทานเสียสละ ยกเลิกสัญชาตญาณ สัญชาตญาณนั้นมันเป็นอบายมุขอบายภูมิ เราจะเอาอบายมุขเอาอบายภูมินำชีวิตนั้นไม่ได้

 

ฆราวาสผู้ครองเรือน ผู้ที่มาบรรพชาอุปสมบทก็ต้องหยุดสัญชาตญาณอย่างเดียวเช่นเดียวกัน เพราะธรรมะนั้นมันคือสากล ทุก ๆ คนต้องเอาธรรมนำชีวิต

 

พระธรรมพระวินัยนั้นจะเป็นสาเหตุให้เราเข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน การที่เราไปคิดว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ นี้คือความไม่รู้ความไม่เข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติให้เข้าถึงพระนิพพานอยู่ในปัจจุบัน มันแน่นอนกว่า ถ้ามีความเห็นว่าพระนิพพานที่เป็นวาระจิตสุดท้ายก่อนจะตายก่อนจะสิ้นลมหายใจ โอกาสที่จะพลาดนั้นมีได้ถึง ๙๙.๙๙ เปอร์เซ็นต์

 

ด้วยเหตุผลนี้ ปัจจุบันเป็นสิ่งที่แน่นอนกว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงเข้าถึงพระนิพพานในปัจจุบัน พระอรหันต์ขีณาสพผู้ได้ฟังพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็เข้าถึงพระนิพพานในปัจจุบัน

 

ปัจจุบันถึงต้องเป็นฐานของอนาคต ถ้าปัจจุบันพื้นฐานทางจิตทางใจไม่มี โอกาสที่จะผิดพลาดนั้นถึงผิดพลาดได้ถึง ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราทุกคนตั้งอยู่ในความไม่ประมาทถึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทในครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันศุกร์ที่ ๕ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

Visitors: 117,827