๖ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย เพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้นั่งให้ตรงตัว มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม หายใจเข้าให้สบาย หายใจออกให้สบาย

 

วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๖ เดือนมิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ เป็นวันหยุดทำงาน เพื่อพัฒนาจิตใจ

 

วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันที่พัฒนาจิตใจกับพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กัน วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดฆราวาสผู้ครองเรือนเพื่อพัฒนาจิตใจ สำหรับผู้ที่มาบวชอยู่ที่วัด ปฏิบัติทั้งใจปฏิบัติทั้งวัตถุไปพร้อม ๆ กันไม่มีวันหยุด

 

มนุษย์เราทุกคนอายุขัยส่วนใหญ่ในปัจจุบันอายุขัยอยู่ได้ร่วม ๆ ร้อยปี เพราะมีการพัฒนาทั้งวิทยาศาสตร์พัฒนาใจไปพร้อม ๆ กัน

 

มนุษย์เราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ พัฒนาใจพัฒนาวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กัน

 

ชาติได้แก่ความเกิด ศาสน์นั้นได้แก่พระศาสนา กษัตริย์หมายถึงตัวปัญญา

 

มนุษย์เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจเรื่องชาติ เรื่องศาสน์ เรื่องกษัตริย์  ๓ อย่างนี้คืออันหนึ่งอันเดียวกัน

 

ความเกิดนั้นถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ การประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่นั้นถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ การเอาปัญญานำชีวิตจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

ทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย ด้วยเหตุผลนี้ มนุษย์เราถึงพากันรู้พากันเข้าใจ ปัจจุบันถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะปัจจุบันนั้นเป็นพื้นเป็นฐานของอนาคต ปัจจุบันเป็นเช่นไร อนาคตก็ย่อมเป็นเช่นนั้น ปัญญาสัมมาทิฏฐิเป็นการนำทางของการประพฤติของการปฏิบัติ

 

การดำเนินชีวิตของหมู่มวลมนุษย์ที่เอาปัญญาสัมมาทิฏฐินำชีวิต ถึงเป็นชีวิตที่เป็นชิงบวก มีความรู้ความเข้าใจ เอาความรู้มาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

ปัจจุบันนี้ถึงเอาปัญญานำชีวิต อริยมรรคมีองค์แปดที่เป็นวิถีชีวิตของหมู่มวลมนุษย์ถึงต้องเอาปัญญาสัมมาทิฏฐินำชีวิต

 

การประพฤติการปฏิบัติถึงจะไม่มีความหลงงมงายที่เอาความหลงนำชีวิต ที่เอาความไม่รู้ไม่เข้าใจนำชีวิต

 

สัญชาตญาณที่เราทุกคนเวียนว่ายตายเกิด ที่เป็นอวิชชาเป็นความหลงได้เอาความหลงนำชีวิต มีความไม่รู้ไม่เข้าใจของเรื่องเหตุของเรื่องปัจจัย ความไม่รู้ไม่เข้าใจนี้เป็นการเดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม

 

นี้เป็นสัญชาตญาณที่หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายเอาความหลงนำชีวิต สัญชาตญาณนี้ได้เป็นตัวเป็นตนเป็นคนอื่น สัญชาตญาณนี้ถึงได้เป็นทั้งขั้วบวกเป็นทั้งขั้วลบ เป็นการเดินไปข้างหน้าแล้วก็ถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บำเพ็ญความดีที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ได้อบรมบ่มอินทรีย์ที่ใช้ปฏิปทาติดต่อต่อเนื่องกันหลายล้านชาติหลายล้านปี ได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

มีความรู้ความเข้าใจ หยุดสัญชาตญาณ เพราะสัญชาตญาณที่เป็นเราเป็นคนอื่นนั้นเป็นขั้วบวขั้วลบ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ความดับทุกข์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เป็นความดับทุกข์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความดับทุกข์ของพระอรหันต์ขีณาสพก็เป็นความดับทุกข์ของพระอรหันต์ขีณาสพ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นถึงได้บอกถึงได้สอนให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ให้เราทุกคนได้ตั้งใจตั้งเจตนา ตั้งใจประพฤติตั้งใจปฏิบัติ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ จะไม่ได้เดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาที่เก่าที่เดิมเป็นวัฏฏสงสาร

 

ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากมาจากเราไม่รู้ไม่เข้าใจ ด้วยเหตุนี้ ความเกิดนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ความเกิดนี้เป็นต้นเหตุของทุกสิ่งของทุกอย่าง

 

มนุษย์เราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เราทั้งหลายจะได้รู้แจ้งตามความเป็นจริงของสัจธรรมตามความเป็นจริง

 

เราทุกคนจะได้หยุดปัญหาของตัวเองด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นถึงจะเป็นเชิงบวก ไม่มีเชิงลบ

 

ความสุขความดับทุกข์นั้นถึงต้องมีอยู่ที่ปัจจุบัน เสขบุคคลคือบุคคลที่ต้องรู้ต้องเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนั้นจะผ่านด่านเหตุการณ์อยู่ในปัจจุบัน เราทุกคนจะได้ผ่านธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ ที่เป็นโลกธรรมทั้ง ๘ นี้เป็นด่านที่เป็นสัญชาตญาณที่เป็นความยากยิ่งที่เราทุกคนจะผ่านได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เราเข้าใจ ต้องเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

สติสัมปชัญญะที่เราจะเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ เพื่อผ่านด่านที่มันเป็นสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะ เอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติเอามาใช้ในปัจจุบัน เอามาทำหน้าที่ สติสัมปชัญญะนี้ถึงเป็นคุณเป็นประโยชน์ที่มีอุปการคุณกับเราทุกคน

 

สติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม มีความรู้ความเข้าใจ พัฒนาใจพัฒนาวัตถุ เพราะใจของเราทุกคนนั้นตกอยู่ในสัญชาตญาณ เป็นผู้มีแต่ตาเนื้อตาหนังตาจักขุไม่มีตาปัญญา ความรู้ความเข้าใจนี้จึงเป็นสัญชาตญาณรักความสุขหลงความสุข ไม่ต้องการความสุข ระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์ เพื่อให้สัญชาตญาณที่เป็นตัวตนเกิดติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนตั้งใจ ตั้งเจตนา ให้รู้ให้เข้าใจว่าปัจจุบันนี้เป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน นี้เป็นเรื่องใหญ่ไม่ใช่เรื่องเล็ก นี้เป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

ปัจจุบันนี้ถึงเป็นไฟต์ที่สำคัญ ความเกิดถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ความเกิดนี้คือกรรม จะเป็นกฎแห่งกรรม เป็นผลของกรรม

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเอาธรรมะ เอาพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั่นแหละคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นแหละคือพระธรรมพระวินัย

 

เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานถึงเมตตาตรัสกับพระอานนท์ว่า

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;

มีธรรมเป็นประทีป มีธรรม เป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่น เป็นสรณะ เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ใน สถานะอันเลิศที่สุดแล.

 

ความรู้ความเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนี้จะหยุดกรรม หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

เราทุกคนพึ่งพ่อพึ่งแม่พึ่งคนเก่งกว่าเราฉลาดกว่าเรานั้นพึ่งได้ส่วนหนึ่ง พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจนี้จะเป็นที่พึ่งของเราทุก ๆ คน เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นได้เป็นเชิงบวก

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพราะความประมาทนั้นคือความผิดพลาดนั้นคือความเสียหาย นั่นแหละคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ปัจจุบันนั้นถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญจริง ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง เราทุกคนต้องไม่ตั้งอยู่ในความประมาท

 

พระพุทธเจ้าที่เป็นตัวผู้รู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติที่ตัวของเราเอง เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ พากันพัฒนาทั้งใจพัฒนาทั้งวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กันเพื่อหยุดสัญชาตญาณ

 

ด้วยเหตุผลนี้ สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ที่เป็นความรู้ความเข้าใจคู่กับการประพฤติการปฏิบัติถึงเป็นหน้าที่ของหน้าที่ ชีวิตของเรานั้นจะได้เป็นชีวิตที่เชิงบวก

 

สมณะนั้นคือความสงบ สมณะนั้นคือความหยุด คือการยกเลิก รู้เข้าใจ สงบ หยุด ยกเลิก มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ความสุขกับความสงบนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าเรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติความสงบนั้นก็ย่อมเป็นเงาตามตัว

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ การทำหน้าที่ของเรานั้นจะได้เป็นเชิงบวก จะได้มีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขใหม่เกิดขึ้นมายิ่ง ๆ ขึ้นไปที่เป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

คำว่าสุขนี้หมายถึงจิตใจไม่เป็นขั้วบวกไม่เป็นขั้วลบ จิตใจจะเป็นเชิงบวกอย่างเดียว

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนถึงเข้าถึงพระนิพพานได้ตั้งแต่ปัจจุบัน มีความรู้ความเข้าใจ ปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นอย่างนี้ มีความเข้าใจอย่างนี้ การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นถึงอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเรามีความสุขในการทำหน้าที่ การประพฤติการปฏิบัติของเรานี้จะมีแต่เชิงบวกอย่างเดียว

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราทุกคนให้มีพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน ถ้าเราไปมีพระนิพพานอยู่ที่หมดลมหายใจสุดท้าย เมื่อเราละสังขารมันอาจจะผิดพลาดได้ถึง ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์ เพราะเหตุผลว่าปัจจุบันนั้นเป็นพื้นเป็นฐาน เมื่อไม่มีพื้นไม่มีฐาน ความผิดพลาดนั้นถึงมีถึง ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน พระนิพพานนี้มีอยู่ ๒ อย่างนะ อันหนึ่งพระนิพพานทางสรีระร่างกาย อันหนึ่งนิพพานทางอวิชชาในความหลง

 

พระพุทธเจ้าเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน พระอรหันต์ขีณาสพเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน พระพุทธเจ้านิพพาน ๒ ครั้ง นิพพานทางสรีระร่างกาย นิพพานทางจิตใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราทุกท่านทุกคนจะไม่ได้ตั้งอยู่ในความประมาท

 

ปัจจุบันเราต้องรู้ต้องเข้าใจเพื่อเราจะหยุดสัญชาตญาณด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เพื่อหยุดกรรมเก่าด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย ไม่สร้างกรรมใหม่ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย ความเคารพในพระธรรมในพระวินัยนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เราทุกคนต้องมีความเคารพ ถ้าเราไม่มีความเคารพความสงบนั้นย่อมเกิดขึ้นไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ พระพุทธเจ้าคือผู้ที่มีความเคารพในพระธรรมในพระวินัย ที่พระอานนท์ทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พุทธบริษัทเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงมีความสงบ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคารพอะไร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคารพในพระธรรมในพระวินัย

 

ความเคารพในพระธรรมในพระวินัยนี้แหละจะหยุดสัญชาตญาณ ถ้าเราไม่มีความเคารพในพระธรรมในพระวินัย สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนั้นก็ย่อมหยุดลงไม่ได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั่นแหละคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ด้วยเหตุผลนี้ สิกขาบทน้อยใหญ่ที่เป็นพระธรรมเป็นพระวินัย เราต้องให้ความเคารพในพระธรรมในพระวินัย ถ้าเราไม่เคารพในพระธรรมพระวินัยท่านผู้นั้นคือผู้ที่ตั้งอยู่ในความประมาท

 

พระอรหันต์ขีณาสพก็เคารพในพระธรรมพระวินัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เคารพในพระธรรมพระวินัย ถ้าเราไม่เคารพในพระธรรมพระวินัยเราจะหยุดสัญชาตญาณแห่งการเวียนว่ายตายเกิดได้อย่างไร

 

ใจของเราเป็นนามธรรม การฝึกใจก็ต้องอาศัยพระธรรมพระวินัยในการฝึกเพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ กายกับใจนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าไม่มีกายก็ไม่มีใจ ถ้าไม่มีใจก็ไม่มีกาย ถ้าไม่มีภายนอกก็ไม่มีภายใน ถ้าไม่มีอดีตก็ไม่มีปัจจุบัน

 

การประพฤติการปฏิบัติทุกคนต้องมีความเคารพ ถ้าไม่มีความเคารพความสงบนั้นจะเกิดมีขึ้นไม่ได้

 

ถ้าไม่เคารพนั้นได้แก่การลิดรอนสิทธิเสรีภาพตามความเป็นจริง ลิดรอนสิทธิเสรีภาพตามความเป็นจริงอย่างไร เราเอาสัญชาตญาณที่เป็นอวิชชาเป็นความหลงที่เราต้องการความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ระแวงภัยยินดีในการสืบพันธุ์ นี้คือการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ

 

เป็นความก้าวก่ายสัจธรรมตามความเป็นจริง เพราะความเป็นจริงนั้นก็เป็นใหญ่เฉพาะตน ความปรุงแต่งนั้นถึงเป็นขั้วบวกขั้วลบ ความปรุงแต่งนั้นคือการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ

 

เรากำลังดำเนินชีวิตไปเพื่อความประกอบทุกข์ จะมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป ทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมาที่เป็นปฏิปทาของความทุกข์

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ที่เคารพสิทธิเสรีภาพ ไม่ลิดรอนสิทธิของธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ คืนอธิปไตยให้กับธรรมชาติ หรือว่าคืนอธิไตยให้กับปวงชน

 

การมาตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงเป็นการมายกเลิกชาติชั้นวรรณะ ยกเลิกสัตว์บุคคลตัวตนว่าเราว่าคนอื่น

 

มีความรู้ความเข้าใจ มีสติมีสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ที่ปัจจุบัน มีความสุขในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน จะเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อหยุดสัญชาตญาณด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ รู้เข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของชั่วครู่ชั่วยาม เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป

 

การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นก็จะเป็นออกซิเจน เป็นการถ่ายเทของปฏิกูลคาร์บอนไดออกไซด์ในปัจจุบันด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมพระวินัย

 

ความสุขความดับทุกข์ไม่มีทุกข์ที่เป็นพระนิพพานถึงอยู่ที่ปัจจุบัน ทุกท่านทุกคนต้องมาเน้นที่ตัวเรา มาทำหน้าที่ที่ตัวเรา เพราะปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพื่อทำหน้าที่ของตัวเอง มีความสุขในการทำหน้าที่ของตัวเอง

 

อย่างพระพุทธเจ้าท่านก็ทำพุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างพระอรหันต์ก็ทำศาสนกิจของพระอรหันต์

 

เราก็ต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราทุกคนก็ทำธุรกิจของตนเอง การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นเชิงบวก

 

อริยมรรคในการดำเนินชีวิตที่เป็นปัจจุบัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าปัจจุบันนี้มีเพียงตำแหน่งเดียว ตำแหน่งยืนก็ตำแหน่งเดียว ตำแหน่งเดินก็ตำแหน่งเดียว ตำแหน่งนั่งก็ตำแหน่งเดียว ตำแหน่งนอนก็ตำแหน่งเดียว ตำแหน่งวาจากิริยามารยาทอาชีพก็เป็นเพียงตำแหน่งเดียว

 

ตำแหน่งเดียวนั้นหมายถึงฐานที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เป็นความรู้ความเข้าใจเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่

 

นิพพานก็จะอยู่กับเราอยู่ที่เราอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอวเลาหมดลมหายใจ ละธาตุละขันธ์ โอกาสที่จะพลาดนั้นถึง ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์

 

สติสัมปชัญญะเป็นอุปกรณ์ที่ควบคุมที่คอนโทรลการดำเนินชีวิตคอนโทรลอริยมรรคอยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อให้ความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติที่อยู่ในหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ถ้าเราไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะนั้นไม่ได้ เพราะผู้ที่ไม่มีสติสัมปชัญญะนั้นชีวิตนี้ตกอยู่ในอันตราย ชีวิตนี้กำลังเป็นเชิงบวกกำลังเป็นเชิงลบ

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ พากันตั้งอยู่ในความประมาทไม่ได้ แต่ก่อนเราอาจจะคิดว่าทุกอย่างนั้นอยู่ที่ใจ ปัญญาสัมมาทิฏฐิย่อมไม่เป็นเช่นนั้น ย่อมไม่ว่าทุกอย่างนั้นอยู่ที่ใจ

 

เรามาคิดทบทวนดูดี ๆ นะ เวลาทานอาหารทำไมไม่พูดว่าวันนี้ไม่ต้องทานอาหาร เพราะทุกอย่างมันอยู่ที่ใจ วันนี้ไม่ต้องฉันภัตตาหารเพราะทุกอย่างมันอยู่ที่ใจ

 

การปฏิบัติกายนั่นแหละคือการปฏิบัติใจ การปฏิบัติใจนั่นแหละคือการปฏิบัติ กาย เพราะสองอย่างนี้มันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน

 

ถ้าเรามีความสุขในการทำหน้าที่สติสัมปชัญญะของเราทุกคนนั้นถึงจะมี ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องรู้เข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ เราก็พากันคิดไปว่า เราเรียนหนังสือก็เพราะความจำเป็น ทำงานก็เพราะความจำเป็น ทำหน้าที่ก็เพราะความจำเป็น ความคิดอย่างนี้มันเป็นขั้วบวกขั้วลบ ความคิดอย่างนี้มันเป็นวัฏฏสงสาร ความคิดอย่างนี้มันเป็นอบายมุขเป็นอบายภูมิ

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราทุกคนตั้งอยู่ในความประมาท ต้องทำหน้าที่เพื่อหน้าที่เพื่อหยุดสัญชาตญาณของเราทุกท่านทุกคน

 

การประพฤติการปฏิบัติของเราต้องไม่ให้เป็นเพียงนักปรัชญา นักจิตวิทยา ต้องเป็นทั้งความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่

 

ถึงจะเป็นการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ทางจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เราทั้งหลายจะได้เป็นมนุษย์สมัยใหม่ ทันโลกทันสมัย เอาความแซบความลำความนัวความหรอยมาใช้ในการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่

 

ปัจจุบันต้องมีความสุขกับการทำหน้าที่ มีความยึดมั่นถือมั่นในหน้าที่ ไม่ปล่อยวางธุรกิจหน้าที่ มีความสุขกับการทำหน้าที่ เมื่อมันผ่านไปแล้วมันเกษียณไปแล้วเราก็ต้องปล่อยต้องวาง เพื่อปัจจุบันของเราจะไม่ได้เป็นขั้วบวกจะไม่ได้เป็นขั้วลบ

 

ความยึดมั่นถือมั่นในธุรกิจหน้าที่การงานที่ยกเลิกสัญชาตญาณที่ทำงานเพื่องาน ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่จึงเป็นเชิงบวก ไม่เป็นเชิงบวกแล้วก็เป็นเชิงลบ การประพฤติการปฏิบัติจะเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ จะเข้าถึงความพอดี เหมือนดั่งโอวาทธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ท่านตรัสกับพสกนิกรชาวไทยให้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงความพอดี ไม่ต้องเอามาเพิ่มไม่ต้องตัดออก เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงความพอดี มันอยากได้มากมันก็ไม่มาก มันอยากได้น้อยมันก็ไม่น้อย ความอยากนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ มันเป็นความสงบของตัวไม่รู้ ความไม่สงบนั้นคือนักรบนั่นแหละคือสงคราม สงครามในตัวของมันเอง สงครามระหว่างภายนอกภายใน สงครามในครอบครัว สงครามในหมู่บ้านขยายออกไปอำเภอจังหวัดเมืองหลวง สงครามในประเทศ สงครามระหว่างประเทศ สงครามโลก สงครามนั้นคือความไม่สงบ สงครามนั้นคือขั้วบวกขั้วลบ

 

ด้วยเหตุผลนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯท่านถึงให้ประชาชนรู้เข้าใจจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ มีความสุขอยู่ที่ปัจจุบัน เข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน จะไม่ได้เอาความทุกข์นำชีวิต เอาความฟุ้งซ่านนำชีวิต

 

เราจะอยู่ที่บ้านอยู่ที่วัดอยู่ที่ทำงานก็ถึงเน้นมาที่ตัวเรา มีความสุขในการทำหน้าที่ที่ตัวเรา อย่าไปห่วงคนอื่น อย่าไปมองคนอื่น ต้องทำหน้าที่ของเรา ต้องทำกิจของเรา ถ้าเรามองคนอื่นก็มองเพื่อจะเป็นผู้ให้เป็นผู้ที่เสียสละ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ อะเสวะนาจะพาลานัง ปัณฑิตานัญจะเสวะนา เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ให้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั่นแหละคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

การยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ได้แก่การยกเลิกการคบคนพาล การมีตัวมีตน เรามีตัวมีตนนั่นแหละเรากำลังเป็นคนพาล กำลังหาเรื่องให้กับตนเอง หาเรื่องให้กับคนอื่น

 

เรารู้เข้าใจ เอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำนั่นแหละคือการคบบัณฑิต นั่นแหละเรากำลังเอาพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร เอาพระอรหันต์ขีณาสพเป็นกัลยาณมิตร

 

ปัจจุบันประชากรของโลกมีแปดพันกว่าล้านคน ส่วนใหญ่ก็ได้เอาสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนำชีวิตไม่ต่ำกว่า ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ว่าพระธรมพระวินัยที่เรารู้เข้าใจ เราต้องเอามาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เพื่อเอาพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร เอาพระธรรมพระวินัยเป็นกัลยาณมิตร

 

เพราะเหตุผลว่า พระธรรมพระวินัยนั้นมันคือยาน นั่นแหละคือยานเพื่อหยุดสัญชาตญาณ

 

ยานนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ยานนั้นได้แก่พระนิพพาน พระนิพพานกับธรรมนูญรัฐธรรมนูญมันคือสิ่งเดียวกัน

 

ชาติคือความเกิด พระศาสนาคือธรรมคือพระวินัยคือพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน กษัตริย์หมายถึงตัวปัญญาที่เป็นนามธรรมที่เป็นความรู้ความเข้าใจ

 

ปัจจุบันเราต้องทำหน้าที่ เพราะปัจจุบันนั้นคือไฟต์ของการประพฤติของการปฏิบัติ เพื่อให้ความฉลาดและความดีได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ฆราวาสผู้ครองเรือนพากันนอนพากันพักผ่อนวันละ ๘ ชั่วโมง อีก ๑๖ ชั่วโมงเป็นการพัฒนาใจกับพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กัน วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงาน พัฒนาเรื่องจิตเรื่องใจ เพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

สำหรับนักบวชนั้นไม่มีวันหยุด ปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องไม่มีวันหยุด นอนพักผ่อนจำวัดวันละ ๖ ชั่วโมง ตื่นอยู่นี้ทำความเพียรติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ทั้งฆราวาสทั้งนักบวชมีความรู้ความเข้าใจ ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ความทุกข์นั้นก็ไม่มีอยู่แล้ว มีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขใหม่เกิดขึ้นมายิ่ง ๆ ขึ้นไปเพื่อให้ปฏิปทาติดต่อต่อเนื่อง ไม่ต้องเดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม

 

พระนิพพานนั้นต้องให้อยู่ที่ปัจจุบัน ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมีสตมีสัมปชัญญะอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราท่านทั้งหลายตั้งอยู่ในความไม่ประมาท มีความสุขในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

ความเป็นพระคือความสงบ เป็นการยกเลิกความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง ชีวิตของเราก็จะเป็นเชิงบวก

 

ปีหนึ่งมี ๑๒ เดือน มีอยู่ ๓๖๕ วัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ท่านให้พสกนิกรปลูกไม้ผลไม้เพื่อบริโภคทำไร่นาสวนผสมให้เป็นเชิงบวก ถ้าเราไปปลูกไร่นาเชิงเดี่ยวนั้นมันใช้ได้เฉพาะฤดูกาล ฤดูกาลนั้นมีอยู่ ๑๒๐ วัน ถ้าเราปลูกต้นไม้เชิงเดี่ยวเราจะว่างงานอยู่ ๒๔๕ วัน นี้คือความไม่สมดุล นี้คือการตกงาน นี้คือการว่างงาน

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ว่าอริยมรรคทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพเราต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติ ไม่มีความบกพร่องอยู่ที่ปัจจุบัน จะได้เป็นความสมดุลเป็นความพอเพียงเป็นความเพียงพออยู่ที่ปัจจุบัน จะเป็นการพัฒนาวิทยาศาสตร์พัฒนาจิตใจไปพร้อม ๆ กัน จะเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน จะเป็นธรรมนูญเป็นธรรมนูญอยู่ที่ปัจจุบัน

 

การดำเนินชีวิตของเราถึงจะไม่เป็นทั้งบวกเป็นทั้งลบจะเป็นการดำเนินชีวิตที่เดินไปข้างหน้าที่มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ที่เป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ผู้ที่มีความสุขในการทำหน้าที่ ความสุขนั้นจะเป็นสาเหตุไม่ให้เป็นคนสมาธิสั้น ถ้าเราไม่มีความสุขในการทำหน้าที่ เราทุกคนจะคนสมาธิสั้น ความสุขในการทำหน้าที่นั้นถึงเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เพื่อจะได้ทำประโยชน์และประโยชน์ของผู้อื่นด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยความสุขในการทำหน้าที่ เพราะพระนิพพานนั้นอยู่ที่เราทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

ความสุขความดับทุกข์นี้เป็นการหยุดวัฏฏสงสารที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิอยู่ที่ปัจจุบัน ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงตรัสปัจฉิมโอวาทก่อนที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันเสาร์ที่ ๖ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 117,830