๗ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ ๗ เดือนมิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย เพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้พากันนั่งให้ตัวตรง ๆ หยุดคุยกัน ยกเลิกธุรกิจต่าง ๆ ให้นั่งอยู่กับที่ ทุกท่านทุกคนให้ปิดโทรศัพท์มือถือ อย่าพากันเดินไปเดินมา ผู้ที่ทำหน้าที่ถ่ายรูปก็ให้หยุดไว้ก่อน ถ้ามีเด็กเล็กอายุน้อยเกินไปก็ให้พาออกไปข้างนอก เพื่อไม่ให้รบกวนผู้อื่นในการฟังธรรม

 

มนุษย์เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นถูกต้อง มีความเข้าใจถูกต้อง เพื่อเอาปัญญาสัมมาทิฏฐินำชีวิต เพราะเหตุผลว่า ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็ย่อมเป็นเช่นนั้น

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐินั้นถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ สำคัญจริง ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง เรามีตาเนื้อตาหนังมีจักขุ ถ้าไม่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิการประพฤติการปฏิบัติของเราก็ย่อมทำทั้งผิดทั้งถูกทั้งดีทั้ชั่ว

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐินั้นถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัญญาสัมมาทิฏฐิเราต้องเอามาใช้เอามาประพฤติปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อให้ปัญญากับการปฏิบัติทำหน้าที่ไปพร้อม ๆ กัน

 

การดำเนินชีวิตของเรา เราทุกคนถึงต้องรู้ต้องเข้าใจว่าทุกอย่างนั้นคือกรรม คือกฎแห่งกรรม แล้วก็จะเป็นผลของกรรม

 

สัญชาตญาณที่เป็นสาเหตุเป็นวัฏฏสงสารที่พาเราทุกคนเวียนว่ายตายเกิด เพราะเหตุผลว่าเราทุกคนนั้นไม่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ยังไม่รู้จักกรรม ไม่รู้จักกฎแห่งกรรม ไม่รู้จักผลของกรรม

 

ความรู้ความเข้าใจจะเป็นสาเหตุเป็นความรู้ความเข้าใจ เพื่อให้สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเป็นการทำที่สุดแห่งความทุกข์ความดับทุกข์ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจะเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน ความรู้ความเข้าใจพร้อมทั้งการประพฤติการปฏิบัตินี้จะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นวัฏฏสงสาร

 

สัญชาตญาณ เราทุกคนต้องรู้จักสัญชาตญาณ สัญชาตญาณที่เราทุกคนเอาธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ เอาอายตนะภายนอกภายใน ๑๒ เอาโลกธรรมนำชีวิต สิ่งเหล่านี้เรียกว่าสัญชาตญาณ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ สัญชาตญาณนั้นเป็นขั้วบวกและก็เป็นขั้วลบ สัญชาตญาณนั้นจะเป็นการเดินไปข้างหน้าแล้วก็ถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม อย่างนี้เรียกว่าสัญชาตญาณ

 

สัญชาตญาณนั้นทำให้เราทุกคนรักความสุขต้องการความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ มีความระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์ อย่างนี้เรียกว่าสัญชาตญาณ สัญชาตญาณจะหยุดได้จะดับได้ก็ต้องอาศัยพระธรรมอาศัยพระวินัย พระธรรมพระวินัยนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยนั้นจะหยุดสัญชาตญาณของเราทุก ๆ คน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั่นแหละคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นได้แก่พระธรรมพระวินัย

 

ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับท่านพระอานนท์ว่า

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;

มีธรรมเป็นประทีป มีธรรม เป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่น เป็นสรณะ เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ใน สถานะอันเลิศที่สุดแล.

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั่นแหละคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นแหละคือพระธรรมพระวินัย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถ้าอยู่ภายนอกนั้นท่านก็ดับทุกข์ของท่านได้ ท่านก็หยุดวัฏฏสงสารของท่านได้

 

ด้วยเหตุนี้ ความรู้นั้นยังดับทุกข์ไม่ได้ ถ้าไม่มีการประพฤติถ้าไม่มีการปฏิบัติ ความรู้ถ้าเราไม่เอามาใช้เอามาปฏิบัตินั้นก็จะเป็นเพียงนักปรัชญา เป็นเพียงนักจิตวิทยาเท่านั้น

 

ความรู้ถึงเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้ให้เข้าใจ ให้เราทุกคนมาเน้นที่ตัวเรา ไม่เกี่ยวข้องกับคนอื่น

 

ความตั้งใจตั้งเจตนานี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ภาชนะที่จะใช้ได้ก็ต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้ ภาชนะที่คว่ำภาชนะที่ล้มย่อมเป็นภาชนะที่ใช้การใช้งานไม่ได้ ความรู้ความเข้าใจถึงต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

สัมมาทิฏฐิ ความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจเราเอามาใช้มาปฏิบัตินี้จะเป็นการปฏิบัติเชิงบวก จะเป็นการเดินไปทั้งความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ความไม่รู้ไม่เข้าใจจะเป็นการเดินไปข้างหน้าถอยกลับมาที่เก่าที่เดิม ความไม่รู้ไม่เข้าใจนี้ถึงเป็นเชิงบวกแล้วก็เป็นเชิงลบ นี้คือวัฏฏสงสาร นี้คือสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราทุกคนตั้งใจตั้งเจตนา ถ้าเราไม่ตั้งใจไม่ตั้งเจตนานั้นไม่ได้ เราทุกคนต้องตั้งใจตั้งเจตนา เราทุกคนจะได้เข้าถึงความตั้งใจตั้งเจตนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันนี้เป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน ปัจจุบันเป็นชาติคือความเกิด การเกิดถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ การประสูติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ การเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

เพราะเหตุผลว่า ปัจจุบันนี้เป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน เราจะเอาความหลงนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิตนั้นไม่ได้ เพราะความหลงความผิดนั้นคือความเสียหาย นั่นแหละคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ปัจจุบัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญจริง ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำคัญอย่างสูงสุด

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านนิพพาน ๒ ครั้ง นิพพานครั้งที่ ๑ คือกิเลสนิพพาน พระอรหันต์ส่วนใหญ่ ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์จะนิพพาน ๒ อย่างเช่นเดียวกัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ เพื่อไม่ให้เราทุกคนตั้งอยู่ในความประมาท ให้เอาปัจจุบันเป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติของการปฏิบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเข้าถึงความเต็ม ๆ ๆ เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า การประสูติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงเป็นการเข้าถึงแห่งความเต็มซึ่งพระบารมี การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงเข้าถึงความเต็มแห่งพระบารมี การเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานถึงเป็นการเข้าถึงแห่งความเต็มแห่งพระบารมี

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านหยุดวัฏฏสงสาร ยกเลิกวัฏฏสงสาร เข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน

 

การนิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงเป็นการนิพพาน ๒ ครั้ง อย่างหนึ่งนิพพานอวิชชานิพพานความหลง อย่างหนึ่งนิพพานทางสรีระทางร่างกาย

 

พระอรหันต์ส่วนใหญ่ก็นิพพาน ๒ ครั้งอย่างนี้เช่นเดียวกัน จะมีน้อยมากผู้ที่เข้าถึงนิพพานในวาระสุดท้ายของจิตใจที่พร้อมกับการจากไปทางสรีระร่างกาย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ ให้เราเข้าทุกคน เอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติเป็นสิ่งที่แน่นอนกว่า เพราะปัจจุบันนี้คือพื้นคือฐานของอนาคต ถ้าไม่มีพื้นไม่มีฐานจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

พระนิพพนั้นถึงเป็นหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน อย่างนี้แน่นอนกว่า ไม่มีผิดพลาด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเราจะเอาพระนิพพานเมื่อวาระจิตสุดท้ายโอกาสที่จะผิดพลาดนั้นมีถึง ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์

 

การประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน ถึงเป็นการทำหน้าที่ที่เป็นเชิงบวก ให้เอาปัจจุบันมาทำหน้าที่ด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา ปัจจุบันนั้นถึงเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

การประพฤติการปฏิบัติของพระอริยเจ้า ตั้งแต่พระโสดาบันจนถึงพระอรหันต์ขีณาสพ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นการปฏิบัติที่เป็นเชิงบวก

 

การประพฤติการปฏิบัตินี้ถึงถือเอาปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันนี้เป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน ปัจจุบันเราอยู่ที่ไหน ที่นั่นคือการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่ได้เลือกกาลไม่เลือกเวลาไม่เลือกสถานที่ ที่ไหนเป็นปัจจุบันที่นั่นคือการประพฤติการปฏิบัติ ที่นั่นแหละคือการสถานที่ชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นการให้ทาน รักษาศีล เจริญปัญญา เพราะทานศีลสมาธิปัญญานั้นคือการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

ความเป็นพระนั้นถึงอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจคู่กับการประพฤติการปฏิบัติเป็นการทำหน้าที่ที่เป็นเชิงบวก

 

ทำไมถึงพูดเรื่องเชิงบวก ทำไมถึงพูดเรื่องเชิงลบ เชิงบวกก็ได้แก่ทำความดีเพื่อยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน การให้ทานก็เพื่อยกเลิกสัญชาตญาณ การรักษาศีลก็เพื่อยกเลิกสัญชาตญาณ การทำสมาธิก็เพื่อยกเลิกสัญชาตญาณ การเจริญปัญญาก็เพื่อยกเลิกสัญชาตญาณ

 

ความไม่รู้ไม่เข้าใจที่ไม่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ การทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ตอบแทน การทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ตอบแทนนั่นแหละคือนายทุน นายทุนนี้คือมีความอยากมีความต้องการ ความอยากความ้องการนั่นคือเป็นทั้งขั้วลบ เป็นทั้งขั้วลบ นั่นแหละคือความไม่สงบ นั่นแหละคือสงคราม สงครามในตัวผู้ไม่รู้เอง สงครามในครอบครัว ขยายไปหมู่บ้านตำบลอำเภอจังหวัดเมืองหลวง สงครามภายในประเทศ สงครามระหว่างประเทศ สงครามโลก สงครามนี้เป็นความไม่รู้ไม่เข้าใจ สงครามนี้เป็นขั้วบวกขั้วลบเป็นการทำหน้าที่เพราะความอยากความต้องการ มีความคิดเห็นว่าเราต้องลงทุน

 

การลงทุนมันก็จริงอยู่ แต่การลงทุนนั้นเพื่อเป็นขั้วบวกเป็นขั้วลบ อันนี้คือความไม่ถูกต้อง ความยึดมั่นถือมั่นเราต้องรู้ต้องเข้าใจ ทุกคนต้องมีความยึดมั่นถือมั่น ความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความยึดมั่นถือมั่นต้องเกิดจากปัญญาสัมมาทิฏฐิ เราจะเดินทางเราก็ต้องมีความตั้งมั่น มีความยึดมั่นถือมั่น เราจะเดินทางไกลหนทางมันไกลเราต้องอาศัยยาน ทางบกเราก็ต้องอาศัยรถอย่างดี ทางอากาศก็ต้องอาศัยเครื่องบินอย่างดี ทางทะเลทางมหาสมุทรก็ต้องอาศัยเรือยนต์ขนาดใหญ่อย่างดี การเดินทางของเรานั้นถึงจะปลอดภัยโดยสวัสดิภาพถึงจุดหมายปลายทาง

 

ความยึดมั่นถือมั่นเป็นสิ่งที่ดีมากดีจริง ๆ ดีเป็นอย่างยิ่ง พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เราทุกคนต้องมีความยึดมั่นถือมั่น เพราะความยึดมั่นถือมั่นอย่างนี้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความยึดมั่นถือมั่นอย่างนี้จะเป็นสาเหตุให้เรายกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้จะเป็นขั้วบวกอย่างเดียว การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ก็จะมีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขใหม่เกิดขึ้นมายิ่ง ๆ ขึ้นไปที่เป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ถ้าเราไม่อาศัยความรู้ไม่อาศัยความเข้าใจ ไม่อาศัยพระธรรมพระวินัยเราทุกคนนั้นไม่สามารถที่จะหยุดสัญชาตญาณของตัวเราเองได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เพราะปัจจุบันนี้คือการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน เมื่อมันผ่านไปแล้วมันเกษียณไปแล้วต้องปล่อยต้องวาง เอาปัจจุบันนี้ให้เราเข้าถึงความว่างจากสัญชาตญาณ

 

ด้วยเหตุผลนี้ พระธรรมพระวินัยนั้นถึงเป็นความว่างจากนิติบุคคลจากตัวจากตน

 

เราทั้งหลายจะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ มีความรู้ความเข้าใจ เข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจในสิ่งภายนอกสิ่งภายใน มีสิ่งภายในถึงมีสิ่งภายนอก มีสิ่งภายนอกถึงมีสิ่งภายใน มีอดีตถึงมีปัจจุบัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ จะได้หยุดสัญชาตญาณ รู้เรื่องวัตถุรู้เรื่องจิตใจ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงต้องหยุดสัญชาตญาณ สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นี้ถึงอยู่ที่ความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ ความเป็นพระเป็นสมณะนั้นถึงมีอยู่กับเราทุก ๆ คนที่รู้เข้าใจ มีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ความเป็นพระนั้นถึงเป็นสากล เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นพระธรรมเป็นพระวินัย เป็นผู้ที่ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ การทำหน้าที่อย่างนี้จะเป็นการดำเนินชีวิตที่เป็นเชิงบวก

 

ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดช ท่านให้พสกนิกรชาวไทยทำหน้าที่ที่เป็นเชิงบวก

 

อย่างเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเพียงพอ เราอยากได้มากมันก็ไม่มาก เราอยากได้น้อยมันก็ไม่น้อย เพราะความจริงมันเป็นความจริง ให้พสกนิกรชาวไทยมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ว่าความสุขความดับทุกข์นั้นอยู่ที่เรารู้เข้าใจ อยู่ที่เราเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุนี้ท่านถึงให้พัฒนาทั้งวิทยาศาสตร์กับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน มีความสุขในการทำหน้าที่ เพราะความดับทุกข์นั้นอยู่ที่เรารู้เข้าใจ ไม่ไปลิดรอนสิทธิในสิ่งที่มันจะเป็นไปไม่ได้ เพราะความปรุงแต่งนั้นมันเป็นขั้วบวกมันเป็นขั้วลบ

 

การดำเนินชีวิตของเรานี้ถึงต้องเป็นอริยมรรค อริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาททั้งอาชีพ จะมองข้ามปัจจุบันไปไม่ได้ ปัจจุบันเราต้องทำหน้าที่ ความสุขความดับทุกข์ในหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

เราคิดดูดี ๆ ถ้าเราเป็นคนรวยที่สุดของโลก ถ้าเราไม่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ การดำเนินชีวิตของเรานั้นก็ย่อมเป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

เรามีอำนาจที่สุดของโลก ที่ถือเอาทางเหตุทางผลเอาทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน

 

ผู้มีอำนาจของโลกก็ย่อมแก้ปัญหาไม่ได้ มีแต่จะไปสร้างปัญหา เพราะผู้มีอำนาจของโลกจะไปแก้แต่คนอื่น ไม่ได้แก้ที่ตนเอง

 

เหตุปัจจัยที่จะดับทุกข์ได้นั้นเป็นหน้าที่ที่เรารู้เข้าใจ หน้าที่นั้นถึงเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ที่อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ

 

การปฏิบัติทั้งกายวาจากิริยามารยาทถึงต้องมาเน้นที่ตัวเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนเน้นมาที่ตัวเรา ถ้าเรามองดูคนอื่น มองดูเพื่อจะให้เพื่อจะช่วยเหลือ ไม่ให้ไปจับผิดคนอื่น ไม่ให้ไปเอาความสุขจากคนอื่น ต้องเป็นผู้ให้ ให้คนอื่น

 

ทานศีลสมาธิปัญญาที่ทำหน้าที่ถึงจะไม่เป็นการลงทุนเพื่อเป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน

 

สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ เราทุกคน ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์นี้เป็นคนเพี้ยนนะ

 

ทำไมว่าเพี้ยน ก็เพราะเอาธาตุทั้ง ๔ เอาขันธ์ทั้ง ๕ เอาอายตนะภายนอกภายในว่าเป็นเราเป็นคนอื่น เอาโลกธรรมนำชีวิต

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงว่าเราทุกคนเป็นคนเพี้ยน เป็นคนคิดเห็นผิดเข้าใจผิด

 

มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวในตนอย่างนี้เรียกว่าเป็นคนเพี้ยน อย่างนี้เรียกว่าคนบ้าคนผีบ้า อย่างนี้เรียกว่าคนเพี้ยน

 

เป็นผู้ไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้เหตุเกิดทุกข์ ไม่รู้วัฏฏสงสาร ผู้ที่เอาสัญชาตญาณ รักสุข ไม่ต้องการความทุกข์ ระแวงภัยอันตราย ยินดีในการสืบพันธุ์ บุคคลเช่นนี้เรียกว่าเป็นคนเพี้ยน เรียกว่าบุคคลนี้เป็นคนบ้า เป็นคนหาเรื่องหาราวให้กับตัวเองให้กับคนอื่น เรียกว่าตัณหา หาเรื่องหาราวให้คนอื่น

 

หลักการประพฤติการปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เพราะสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นคือพระธรรมคือพระวินัย

 

กรณียกิจ กิจที่ควรทำ ได้แก่เอาพระธรรมพระวินัยเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่

 

อกรณียกิจ กิจที่ไม่ควรทำ ยกเลิกตรึกนึกคิดในกาม ยกเลิกตรึกนึกคิดในพยาบาท เคารพในพระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่

 

มีความรู้มีความเข้าใจว่า ใจของเรา เราตรึกนึกคิดอะไรไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจ นั้นเป็นเรื่องจริงอยู่ แต่เรานี้แหละเป็นเจ้าของชีวิต เป็นผู้รู้ผู้เข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่มีความประมาท ไม่มีต่อหน้าและลับหลัง เป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่มีการหลอกลวง นี้คือหลักการในการดำเนินชีวิต

 

สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนนั้นแหละเป็นโปรแกรมชีวิต หรือว่าเป็นโปรแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรก สัญชาตญาณนำชีวิตนั้นแหละเป็นโปรแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรก เราต้องรู้เข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจเราก็จะพากันมองตั้งแต่โปรแกรมเมอร์ภายนอก โปรแกรมเมอร์ภายนอกมันเป็นเรื่องภายนอก

 

โปรแกรเมอร์ที่ตัวเรานี้แหละ โปรแกรมเมอร์ทางกายทางวาจาทางกิริยามารยาททางอาชีพที่เป็นอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทที่ตัวเรานี้สำคัญ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเผยแผ่นั้นคือการทำพุทธกิจในกิจที่ควรทำ สมควรที่จะทำ ท่านเน้นในตัวขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองนะ พระอรหันต์ขีณาสพที่ท่านศาสนากิจท่านก็เน้นที่ศาสนกิจของท่าน การประพฤติการปฏิบัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพระอรหันต์ขีณาสพนั้นถึงเป็นการประพฤติการปฏิบัติที่เป็นเชิงบวก

 

สัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เอาธาตุทั้ง ๔ เอาขันธ์ทั้ง ๕ เอาอายตนะภายนอกภายใน ๑๒ ที่เอาโลกธรรมนำชีวิต เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก

 

ถ้าบุคคลนั้นไม่ตั้งใจตั้งเจตนาเพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การทำอะไรต้องให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ สายน้ำได้แก่น้ำที่มันไหลเป็นสายไม่ขาดขั้นขาดตอนสู่ลำห้วยสู่ทะเลสู่มหาสมุทรการประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องไม่ให้ขาดขั้นขาดตอน

 

ความประมาทนั้นถึงมีกับตัวเรานั้นไม่ได้ ให้ผู้ปฏิบัติรู้เข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจแล้วจะตั้งอยู่ในความประมาท จะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนไม่ได้

 

มีคำถามว่า ทำอย่างนี้จะไม่เครียดเหรอ จะไม่มีความทุกข์เหรอ ทำอย่างนี้แหละจะไม่เครียดจะไม่มีความทุกข์ จะมีแต่ความสุขได้เกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขใหม่เกิดขึ้นมายิ่ง ๆ ขึ้นไป

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เข้าใจในหน้าที่ ให้เข้าใจว่าตำแหน่งนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว ตำแหน่งยืนมีตำแหน่งเดียว ตำแหน่งเดินมีตำแหน่งเดียว ตำแหน่งนั่งมีตำแหน่งเดียว ตำแหน่งนอนมีตำแหน่งเดียว ตำแหน่งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมีเพียงตำแหน่งเดียว ถ้าเรารู้เข้าใจมีความสุขในการทำหน้าที่ความเครียดนั้นจะไม่มีจะเป็นความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขใหม่เกิดขึ้นยิ่ง ๆ ขึ้นไปจะเป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ตำแหน่งเดียวก็หมายถึงตำแหน่งปัจจุบันนั่นแหละ ปัจจุบันเรามีความสุขในการทำหน้าที่ เมื่อมันผ่านไปแล้วก็ปล่อยวาง เมื่อเรามีความสุขในปัจจุบันในการทำหน้าที่ความทุกข์จะมีได้อย่างไร เราคิดดูดี ๆ ด้วยปัญญานะ

 

เราไม่รู้ไม่เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นคือพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยคือพระนิพพาน พระนิพพานกับธรรมนูญกับรัฐธรรมนูญมันคือสิ่งเดียวกัน พระธรรมพระวินัย ธรรมนูญ รัฐธรรมนูญจะหยุดสัญชาตญาณจะเป็นความสุขในการทำหน้าที่ ความสุขความดับทุกข์ของมนุษย์นี้ถึงมีอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ได้อยู่ที่อื่น

 

การปฏิบัติธรรมนั้นถึงอยู่ที่หน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ สิ่งภายนอกกับสิ่งภายในมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าเรามีความสุขในการทำหน้าที่ความสงบของเรานั้นก็จะมี เพราะความสุขกับความสงบมันอันเดียวกัน

 

ถ้าเรามีความเคารพ เอาพระธรรมเอาพระวินัยนำชีวิต ชีวิตของเราจะเป็นพระนิพพาน จะเป็นธรรมนูญรัฐธรรมนูญที่มีความสุขที่สุดในโลกไม่ต้องมีความทุกข์อะไร

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ มีความสุขในการทำหน้าที่ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายว่าพุทธบริษัททั้งหลายต้องรู้เข้าใจ ปัจจุบันนี้ต้องมีความสุขในการทำหน้าที่เราจะได้เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรออนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ

 

ด้วยเหตุผลนี้ท่านถึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอาทิตย์ที่ ๗ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

Visitors: 117,830